หายหน้าหายตาผ่านไปนานเลย คือจริงๆมันก็มีเรื่องที่ตั้งใจอยากจะเขียนก่อนหน้า บันทึกไว้เป็นความทรงจำเยอะเหมือนกัน แต่ว่า ... ช่วงที่ผ่านมากลับมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าเกิดขึ้น
จนผมเองรู้สึกว่าอยากจะเก็บไว้ก่อน เก็บเอาไว้ เขียนทีเดียว ถ้าหากสิ่งๆนั้นประสบความสำเร็จ
งั้นเริ่มเรื่องแรกก่อนล่ะกัน (อันนี้ดีใจกลางๆ แต่ปลื้มใจ และประทับใจสุดๆ)
เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาศไปดูคอนเสิทเป็นครั้งแรกในชีวิตครับ เป็นเหมือนความใฝ่ฝันอย่างนึง ว่าฉันอยากมีโอกาศได้ทำมัน สักครั้ง ได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์
เป็นเวลานานมากนะครับ จากความรู้สึกชื่นชอบ ชื่นชมเมื่อวัยเด็ก จนแม้แต่ตัวเราเอง ก็ลืมไปแล้ว ว่า ณ ช่วงเวลานั้นเรารู้สึกอย่างไร แต่ Boyzone สามารถพาผมกลับไปสู่ความรู้สึกตอนนั้นได้อีกครั้ง
เนื่องจากว่าตั้งแต่เด็ก หาได้ยากยิ่งที่จะได้พบเพื่อนที่ฟังเพลงสากล เหมือนกัน จึงมักเป็นผมคนเดียวที่มีปฏิกริยา เหมือนได้ยิน หรือเห็นภาพของ Boyzone เพราะฉะนั้นการจะไปดูคอนครั้งนี้ จึงต้องการหาเพื่อนผู้คลั่งลัทธิ ไปด้วย แต่หลังจากการสำรวจแล้ว ก็ได้ผู้โชคดีนั้นก็คือ "แอ้"
หลังจากที่บิ้วอยู่ประมาณ นาทีครึ่ง แอ้ก็ตอบตกลงไปอย่างรวดเร็ว 55555555+ แอ้อาจไม่ใช่นักฟังเพลงสากลตัวยง แต่แอ้เป็นเพื่อนประเภทที่ พาไปเฮไหนเฮนั้นได้อย่างดีมากกก
และแล้วเย็นวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม เราสองคนก็ไปยืนมึนๆงงอยู่ที่หน้า อิมแพ็ท อารีน่าเมืองทอง จำได้ว่าวันนั้น มีงาน อาหารโลก หรืออะไรสักอย่างที่ชาร์เลนเจอร์ คนจึงเยอะมาก
อากง อาม่า ลูกเล็กเด็กแดง แต่.... ปัญหาหลักของเราคือ ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าวันนี้มีคอนเสิท Boyzone ไม่มีป้ายไฟ ป้ายผ้า ไม่มีตัวหนังสือ แล้วแถมตรงบริเวณ อารีนน่า ก็ยังร้างผู้คน ...........!!!!!!!!
เราสองคนยังแอบขำอยู่ในใจว่า เราแก่กันเกินไปแล้วหรืออย่างไร พากันเดิน ตัดสนามเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้ค่อยใจชื้น ว่าเออ มันมีงานนะว้อย 5555555555 มีซุ้มให้ถ่ายรูปอยู่ เหงาๆ ประปราย พร้อมกับผู้คนที่อายุอานามไม่ต่ำกว่า 25 ปีแน่นอน แถวๆนั้นอยู่ไม่กี่ 10 คน
แต่พอเวลาใกล้ๆ 2 ทุ่ม ที่ประตูจะเปิดให้เข้า ผู้คนก็ทะยอยมาหนาตามากขึ้น เดินกันมาช้าๆ ไม่รีบเร่ง ไม่มีเด็กวัยรุ่น ไม่มีป้ายไฟ ไม่มีเสียงกรีดกราด มีแต่วัยกลางคนล้วนๆ 555555+
ซึ่งจริงๆผมเองก็รู้สึกว่ามันโอเคนะ ไม่วุ่นวาย เงียบๆ สงบๆ เหมือนงานเลี้ยงรุ่น หลังจากเข้าไปนั่งเสียว กับความสูงอยู่ไม่นาน ก็ได้เวลาการแสดง
คือ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึก ณ ขณะนั้นออกมายังไง ว่ามันคือดีงาม มันประทับใจ เพราะผมไม่เคยดูคอนมาก่อนในชีวิต กับความรู้สึกที่เราได้เห็นนักร้องที่เราชอบ ที่เราเคยได้เห็นเขาแค่แต่ในหนังสือ ในทีวี ได้ยินแต่เสียง แต่ตอนนี้มายืนเต้นๆ ตัวเล็กๆอยู่ตรงโน่น ได้ใกล้กัน ในระยะที่สายตามองเห็น ได้ยินเสียงที่เราจำได้
และหลายครั้งที่เผลอมองจอ แล้วนึกขึ้นได้ ว่าเรามาดูคอน มองอีตัวเล็กๆที่เต้นๆอยู่นั่นสิ ถึงจะถูก 555555555
ป๋าโรแนน เสียงดีมาก ร้องได้แน่น เสียงไม่มีตก ตลอดคอนเสิท แม้จะไม่ค่อยเต้นกันเท่าไร 5555 (แอบแก่) แต่ทำให้รู้สึกว่า สามาชิกในวงทุกคนเด่นกว่าแต่ก่อน ที่ในความรู้สึกว่า จะชอบแต่ ป๋า คนเดียว แต่ตอนนี้ ทุกๆคนเท่มาก เท่าๆกันทุกคนเลย ทั้งเชน ทั้ง ไมกี้ โดยเฉพาะ คีท รู้สึกว่า ตอนนี้โคตรหล่อ เท่มาก เมื่อก่อนทำตาปูดๆ หน้าบานๆ ทำผมแปลกๆ ตอนนี้สิ อร้ายยยยย กรีดสาวแตก
แล้วที่สำคัญ ขาดไม่ได้เลย คือ สตีโว้ ผมรู้สึกได้เลยว่าสมาชิกทุกคนของ boyzone ไม่เคยลืมสตีโว้เลย แถมยังทำให้รู้สึก
ว่าสตีโว้ยังอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา สม่ำเสมอ ยังคงพูดถึง ให้ความสำคัญ และระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันเป็นอะไร
ที่เยี่ยมมากๆ ประทับใจน้ำตาไหล ปรบมือรัวๆ
สุดท้ายที่จะขาดไปเสียไม่ได้เลย สำหรับคอนเสิท ที่จะต้องหลอกคนดูว่า คอนจบแล้วนะย่ะ ไปล่ะ บะบาย ไอ้เราก็แอบนึกในใจ พวกแกรยังไม่ได้ร้องเพลง Love me for a reason ที่เป็นเพลง ของแกรเลย จะรีบไปไหน ..... ผู้คนก็พากันทะยอยเดินออกสะงั้นอ่ะ เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ จบจริงอ่ะ
แต่แล้วไฟก็สว่าง เสียงเพลงก็ดังขึ้นอีก พร้อมกับ 2 เพลงสุดท้ายที่รอคอย คือ Love me for a reason กับ Life is rollercoaster ซึ่งก็ฟินกันไป ทั้งผมทั้งแอ้ 5555555 งานนี้ที่จะขอบคุณสำหรับผมก็คือแอ้นะ เพราะตลอดคอนเสิท ผมทั้งร้องทั้งเต้น คืออิน สนุกไปกับคอนตลอด ไม่ได้สนใจมีกระใจจะถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอเก็บเอาไว้เล้ย ในมือถือนี่คือไม่มีรูปตอนคอนสักใบ แต่เพื่อนแอ้นี่ นางถ่ายตลอดศก ทั้งภาพนิ่ง ทั้งวีดิโอ (ฉันรักแกรเหลือเกิน)
จบจากงานคอน เกือบ 2 ชั่วโมงออกมา พร้อมผู้คนฝูงใหญ่ ทั้งเหนื่อย ง่วง หิว (ฟินนนน ^^) แต่เราเตรียมตัวมาดีจร้า 555 เดินตัดข้ามถนนไป ก็เข้าสู่เคหะสถาน 5 ดาวได้เลย งานนี้โชคดีมากๆที่ผมได้ราคาห้องที่ โนโวเทลในราคาเบาๆ ต้องขอขอบคุณ agoda มา ณ นี่ แล้วเราก็ทำการตุนของกินไว้มากมายบนห้องก่อนหน้า ทำให้คืนนั้น อิ่มหนำ และหลับไปด้วยความฟิน แสนสุข แอบมโนกับแอ้ว่า Boyzone จะนอนที่เดียวกับเราไหมนะ แต่หลังจากติดตามอินสตาแกรมป๋า ก็พบว่า ป๋า และเพื่อนชาย นอน เอราวัณ ในตัวเมืองโน่น สลายมโนกันไป
งานนี้เรื่องประทับจิตประทับใจจบไป 1 เรื่อง
และอีกงานนึง เป็นสิ่งที่ผมคงต้องบันทึก ลึกๆลงไปในความทรงจำของชีวิตในวัย 30 ปีนี้
ว่าผมกำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านบนดินครั้งแรกในชีวิต
ย้อนไปก่อนหน้านี้ ตอนผมอายุ 25 ปี ช่วงที่ย่ำแย่ที่สุด มันมองไม่ออก นึกไม่ถึงเลยว่าผมจะมามีวันนี้ได้ยังไง วันที่ผมเป็นปึกแผ่น มั่นคงจนสามารถลงหลักปักฐานได้ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมได้นับจำนวนเต็มลบของตัวเอง หมดไปแล้ว ได้มีโอกาศนับ ศูนย์ เมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ เป็นครั้งแรกของชีวิตที่ผมได้นับหนึ่ง สอง และสาม
เริ่มเรื่องเมื่อ 2 เดือนก่อน ตัวของผมเองนั้นมีแผนอยู่แล้วว่าจะซื้อบ้าน บ้านในที่นี่ของผมก็หมายถึง ทาว์นเฮาท์ซักหลังแหละครับ
ไม่ใช่บ้านเดี่ยว 3 ชั้น พื้นที่ 3 ไร่ ราคา 5 ล้าน 5555555 แต่อย่างใด สิ่งที่ผมคิดไว้ ก็คงเป็นทาว์นเฮาท์ราคาไม่แรงมาก มือ 2 ดีๆสักหลัง แต่ถามว่าได้เสาะหาอย่างจริงจังหรือไม่ ก็ไม่อ่ะครับ
จนกระทั่งวันนึง ทาว์นเฮาท์เด็กแวนซ์ สภาพสยองขวัญ ในซอยบ้านเช่าผม ก็ถูกปรับสภาพใหม่ เป็นทาว์น์เฮาท์หลังมุม แสนหน้าอยู่ สะแบบนั้น ในราคาที่ผมสามารถเอื้อมถึง จับต้องได้ และในตอนนั้นเองที่มหากาพย์ การยื่นเรื่องกู้บ้านที่ซับซ้อน ของผมก็เริ่มขึ้น
เพราะว่าในตอนนั้นหลังจากที่ได้มีโอกาศเข้าชมตัวบ้าน และตกลงตัดสินใจว่าจะซื้อแล้วนั้น ผมยังคงติดภาระบางอย่าง และรถที่ผ่อนใกล้จะหมดเต็มที มันจึงต้องใช้เวลาในการเดินเรื่องเพื่อปิดบัญชี พร้อมกับทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งตอนนั้นเจ้าของบ้าน ที่ยังแสร้งว่าใจดีอยู่ไม่ยอมรับมัดจำ และปล่อยให้ผมทำเรื่องได้ตามสบาย
แต่แล้วพอเมื่อเวลาผ่านไป จนถึงช่วงโค้งสุดท้าย ในการขอสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน เจ้าของบ้านก็กลับโทรมาบอกผมว่า เขาขายให้คนอื่นไปแล้ว ...... อ่าว
แต่จะทำยังไงได้หละครับ ในเมื่อเขาไม่ได้เอามัดจำแต่แรก มันก็เป็นสิทธิของเขา ที่จะทำอะไรก็ได้ กับบ้านของเขา ก็เฟลกันไป 1 วันได้ ตอนแรกผมเองก็มีความคิดที่ว่า จะทิ้งเรื่องที่ทำไปสะเลย อีกสัก 6 เดือนปีนึงโน่น ถึงจะเริ่มมองหาบ้านอีกสักครั้ง แต่แล้วบางอย่าง ก็ทำให้ผมเปิดเวบขายดี ไปเรื่อยๆจำได้ว่าเปิดตั้งแต่ 8 โมง จน 11 โมงกว่า ในขณะที่หาจนถอดใจ แล้วคิดริ ที่จะไปซื้อบ้านใหม่ที่ราคาสูงกว่ามาก ก็ไปเจอเข้ากับของดีหายากเข้าโดยบังเอิญ 5555555+
ได้สถานที่ๆเคยอยู่ ราคาจับต้องได้แน่นอน และที่สำคัญ เจ้าของบ้าน คือดี ดีจริงๆ ต้องยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ถึงความใจดี มีเมตตาของเจ้าของบ้านทั้งสอง เพราะว่าในละแวกนั้นผมเคยเสาะหาหลายครั้ง แต่ก็พบว่าราคาค่อนข้างแรง เกินที่ผมจะเอื้อมถึง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมถึงมาพบกับบ้านหลังนี้ ที่ราคาเบากว่ามาก
ก็ทำให้ตอนนี้สามารถที่จะซื้อบ้านได้เป็นที่สำเร็จ มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดดีนะครับ ผมรู้สึกเหมือนผมสอบนักบินได้เลย ยังไงยังงั้น มันเป็นความรู้สึกพองโตในหัวใจของเรา มันเป็นความดีใจที่ทำให้น้ำตาไหลออกมา ผมเคยคิดว่า ผมคงไม่มีวันทำได้ มันยากมาก สำหรับคนธรรมดาๆสักคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง ที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตติดตัวมาเลย
ก่อนหน้านี้ผมเคยคาดหวัง ว่าการสอบนักบินจะทำให้ชีวิตผมดีขึ้น ผมเคยฝากความหวังไว้กับมันว่ามันคงจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผมมีบ้าน มีครอบครัวที่สมบูรณ์
แต่ ณ วันนี้ผมสามารถทำมันได้ แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นนักบินอย่างที่เคยคาดหวังเอาไว้ ผมเพิ่งรู้ว่ามันให้ความรู้สึกเยี่ยมยอดได้ เหมือนกันเลย
มันเป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นแม่ ร้องไห้ด้วยความสุข ประโยคที่แม่พูดว่า "ขอบใจนะ สำหรับทุกอย่างที่ทำให้" แล้วแม่ก็ร้องไห้ ผมเคยทำให้แม่ร้องไห้ เพราะความไม่ดีของผม ทำให้แม่ทุกข์ใจ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่แม่ร้องไห้ เพราะมีความสุข ร้องไห้ไปด้วย ยิ้มไปด้วย มันจะเป็นความทรงจำที่อยู่ในหัวใจของผมตลอดไป
ช่วงเวลานี้ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของผมจริงๆนะ ช่วงเวลาที่ยิ้มได้ ที่ได้หัวเราะออกมาดังๆ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะได้มีโอกาศมีวันดีๆแบบนี้ นานเหลือเกินกับความทุกข์ยาก นานเหลือเกินกับพายุฝนที่ไม่เคยหยุด
แต่ตอนนี้มันหยุดแล้ว และเป็นครั้งแรก ที่ผมได้สัมผัสคำว่า "ฟ้าหลังฝน" มันเป็นอย่างนี้ การเติบโต มันเป็นอย่างนี้
ถึงมันจะนานมาก 18 ปี จากวันนั้น วันที่ผมไม่เหลืออะไรเลย เหมือนการวิ่งมาราธอนอันแสนไกล วันนี้ ผมเอาทุกอย่างกลับมาให้พ่อกับแม่แล้วครับ



