วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

... เมื่อน้ำลด ...

น้ำที่บ้านลดแระครับ ช่วงนี้ก็เลยเหนื่อยหน่อย ดีใจที่ได้กลับบ้าน ... แต่พอกลับไปเห็นสภาพแล้วก็ =_="


ถึงกับเข่าอ่อนทีเดียว


อยากจะบอกว่า ... "น้ำข้างนอกเท่าไหน ข้างในบ้านก็เท่านั้นเลย" ไอ้ที่ผมทำเขื่อนที่กั้นไว้แทบล้มประดาตายนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าช่วยกักน้ำ ไม่ให้ไหลออกไปตอนน้ำลดแล้ว ผลคือ เมื่อผมกลับบ้าน น้ำนอกบ้านและบริเวณถนนรอบๆแห้งหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าในตัวบ้านยังคงมีน้ำขังอยู่ประมาณ 20 เซ็น







ผมกับพ่อช่วยกันรื้อปราการเขื่อนปูน และกระสอบทรายรอบๆบ้านออก แงะซิลิโคนที่ยาไว้ตามขอบประตูหน้าต่าง แค่นี้ก็ใช่เวลาปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่นับรวมการเริ่มขนย้ายสิ่งของ และเริ่มทำความสะอาดไปทีละห้องๆ



ไม่ต้องคอนเฟิมครับ เฟอร์ เอ็มดีเอฟ ทุกชิ้น แช่น้ำประมาณ 30 เซ็น หายห่วงครับ ถอดทิ้งได้เลย เรียกว่าทิ้งทั้งบ้าน









โชติดีหน่อยตรงที่ตู้เหล่านั้นไม่ล้มลงมา ทำให้ข้าวของที่เราเทินเอาไว้ ยังอยู่รอดปลอดภัยครบทุกชิ้น หนังสือผมตกน้ำไป 1 ถุง จากที่แพ็คไว้ 12 ถุง ลังเทบเก่าๆของผม ก็จมน้ำเกลี้ยง









ก็ไม่รู้จะเสียดายทำไมกับเทบคัดเซ็ท เพราะว่าตอนนี้หาเครื่องฟังไม่ได้แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเติบโตมาด้วยกัน ต้องยอมรับครับว่า เสียดายที่จะทิ้ง


บางอย่างมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ก็มีความหมายสำหรับตัวของเรามาก เช่นเข็มกลัด ช่างศิลป หรือป้ายรุ่น สมัยเรียน ม.ต้น ฟิมล์ รูปถ่ายเก่าๆ อะไรแบบนี้ หรือแม้แต่หนังสือเก่าๆ


เพราะปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้ เมื่อเสียหายไปแล้ว เราไม่สามารถจะหาซื้อได้อีกแล้ว


เช่นเดียวกับความรู้สึก เมื่อสูญเสียไปแล้ว มันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้








ผมกับพ่อ ใช้เวลาเกือบ 3 อาทิตย์ ในการทำความสะอาดตามเวลาที่พอจะทำได้ จ้างเขาบ้าง อะไรบ้าง แอ้ เพื่อนสนิทของผมมาช่วยบ้าง ทำให้วันนี้ ผมสามารถกลับมาอยู่บ้านได้ 3 คืนแล้ว


กลิ่นของบ้าน แปลกไป มีแต่กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดผสมกับน้ำเน่า

ความรู้สึกของบ้านเปลี่ยนไป เพราะมีแต่ของไม่มีตู้เก็บวางระเกะระกะ

กิจกรรมปรกติในบ้านของเรา 3 คน แปลกไป เพราะประตูหายไป เราอพยพไปนอนรวมกันในห้องเดียวที่เหม็นน้อยที่สุด

เรากลับมานั่งกินข้าวกับพื้น ทีวี วางบนโต๊ะเตี้ยๆ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเฟอร์มากนัก และข้าวของส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง

แต่ลึกๆเราก็มีความสุขที่ได้กลับมาบ้าน แม้จะไม่สะดวกสบายอย่างก่อนหน้า




ช่วงนี้มรสุมชีวิตเยอะหน่อยครับ คลื่นลมแรงทุกทิศทาง แต่ผมอยากบอกว่า ไม่ท้อ และสู้ไม่ถอย ผมว่าผมเอาตัวรอดได้ และคิดว่า พอจะผ่านไปได้


ผมเรียนรู้ว่าผมจะรู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อลดความสำคัญของสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ลง ทำให้สำคัญกับชีวิตเราน้อยลง เราก็จะใส่ใจและคิดถึงมันน้อยลง และวันนึง มันจะไม่มีค่าอะไรกับชีวิตเราอีกต่อไป

เพื่อนผมอีก 2 คน บ้านน้ำท่วม 1 (พุทธมลทณสาย 5 ) และไม่ท่วม 1 (ใกล้สุวรรณภูมิ) แต่เราก็มีความคิดว่า เมื่อบ้านอีกคนน้ำลดแล้ว เราจะไปช่วยกันกู้บ้าน และพามันกลับบ้าน



เหมือนที่แอ้พาผมกลับบ้าน บางครั้งผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากผมต้องเป็นโสด ไปตลอดชีวิต แต่ชีวิตของผม มีคน 2 คนนี้ เป็นเพื่อนตลอดไป ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนะ



หวังว่าบ้านใครน้ำท่วม ก็ขอให้น้ำลดเร็วๆนะครับ จะได้กลับบ้าน สู้ๆนะครับ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

... รถสองแถวพาเพลิน ...

หวัดดีครับ บ้านใครน้ำท่วมบ้าง ... คงจะเป็นคำถามยอดฮิตติดปาก

เพราะว่าสถานการ์ณที่เกิดขึ้น ทำเอาผมปวดตับมึนหัวไปพอสมควร แต่น้ำท่วมไม่ใช่สาระสำคัญของไดอารี่วันนี้ครับ


มันเป็นเพียงต้นเหตุเท่านั้น


เนื่องจากน้ำท่วมคับ บ้านผมจึงต้องเอารถไปฝากไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ตามบนสะพานหรอกนะเอ้อ ... (ม่ะชายนะ T__T)
แล้วก็เลยเกิดอาการไม่มีรถใช้ครับ ต้องกลายร่างกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนโหนรถเมย์หน้ามันย่องกลับบ้าน



ผมไม่ได้ขึ้นรถเมย์มาพักใหญ่แระ เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้ค่าโดยสารรถแต่ละประเภทมันเท่าไรกันบ้าง ขึ้นทีก็ถามที
จึงมีเรื่องรถเมย์ๆมาบ่นเสียหน่อย ตามประสาคนรากหญ้าที่ต้องโหนรถเมย์ไปทำงาน
แต่อันนี้ไม่ขอพูดถึงรถใหญ่ ทั้งรถร่วมและ ขสมก. เพราะที่มันปวดตับที่สุด คือถนนที่ผมเลือกเดินทาง มีรถสองแถวมากกว่ารถเมย์ใหญ่
และความยาวของถนนเส้นนั้นก็ใช่ย่อยอยู่ จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยโดนกับตัว และแม้แต่อาจเคยทำสะเอง



1. เรื่องแรกเลยเมื่อมองเห็นรถสองแถววิ่งมาไกลๆ ถ้าเป็นรถเป้าหมายสิ่งแรกที่เราภาวนาคือ อย่าแน่น แต่ถ้ามันแน่น ก็ต้องทำใจครับ
โหนไป ... แต่ ... ปัญหาที่พบมากกับรถสองแถวปัจจุบัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นั้นคือ ... ราวจับครับ ... บางทีรีบขึ้น รถก็รีบออก
ยังตั้งหลักไม่ทันจะได้เลย เอื้อมมือไปบนหลังคา ในตำแหน่งที่คิดว่าจะมีราวจับ ... แต่มันไม่มีฮะ คว้าลม บางทีเกือบหน้าทิ้ม ต้องไปคว้าเสื้อคนข้างๆแทน
นึกก้นด่า ที่ราวจับแทนที่จะอยู่ช่วงกลางๆรถให้โหนง่ายๆ โน่น ... ไปอยู่บนหัวคนนั่ง แล้วผมสูงโปร่งมาก ... ปวดตับทุกครั้งที่ต้องยืน

2. ท้ายรถ ... หรือตำแหน่งประจำของสุภาพบุรุษ ซึ่งก็เป็นที่ยอดนิยมของคุณผู้ชายทุกเภททุกวัย แต่ปัญหาคือ ... ข้างในโล่งครับ ... ขอทางขึ้นด้วยครับ T___T
ถึงผมจะเป็นทอม ก็ขอทางขึ้นด้วยครับ ชอบยืนโหนอย่างปลอดภัยมากกว่า

3. ดูวิว .... โอว ... อันนี้เจอบ่อยมาก เวลารถว่าง มันก็โอนะครับ อยากดูวิวทิวทัศน์ไม่อยากสบตามองหน้ากันก็ แต่ถ้าคนแน่น ก็กรุณานั่งตัวตรงๆ ให้ถูกด้วยครับ
ที่นั่งรถสองแถวปรกติ ถ้าตูดใหญ่ ก็จะนั่ง 5 ถ้าตูดเล็กหน่อยก็จะนั่ง 6 อันนี้คนขับชอบตะโกนบอก แต่ถ้านั่งได้ 4 เพราะมี 1 คนนั่งตะแคง ดูวิว และคนอื่นต้องโหน
มองดูช่องว่างแคบๆที่เหลืออยู่ตาปริบๆ อันนี้ปวดใจยิ่งนัก

4. ผู้หญิงผมยาว ... ส่วนใหญ่เจอแต่กับผู้หญิงนะครับ ผมยาวสลวย ... ถ้ามัดผมก็โอเค จบข่าวไม่มีปัญหา แต่ถ้าสยายมานี่สิ ...โอว ...ชิด เลยครับ ยิ่งนั่งต่อจากเธอด้วยแล้ว
แม้ว่าจะใช้มือรวบไว้ แต่ก็จะมีบางส่วนที่โดนลมปลิวไสว ... เคยโดนเส้นผมจิ้มหน้าด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไหมครับ ... มันเจ็บนะว้อยยยยยย

เฮ้ออออ ... อยากจะบอกว่าเบื่อน้ำท่วมมากครับ เมื่อไรจะได้รถกลับมาขับเหมือนปรกติสะที ... ช่วงนี้ก็เลยต้องสู้รบตบมือ หน้ามันกลับบ้านทุกวัน
ก็ขอให้ทุกๆคนปลอดภัยจากน้ำนะครับ ส่วนใครบ้านน้ำท่วมแล้วอย่างผม ก็ขอให้เข้มแข็งไว้ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ สู้ไปด้วยกันครับผม

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

... การทดสอบ ...

ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาของการทดสอบ .... ผมเชื่อว่า คนเกือบทั้งประเทศกำลังได้รับการทดสอบ


ด้วยสิ่งที่โดยธรรมชาติธรรมดาแล้ว อ่อนแอ ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ แต่เมื่อมันรวมตัวกันมากมาย มหาศาล จนไม่อาจประเมิณเป็นตัวเลขได้ มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน


สิ่งนี้ทดสอบอะไรเราบ้าง

ทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจ ว่าเมื่อยามที่ภัยมาถึงตัวเรา เราเลือกที่จะขาดสติ หรือมีสติ

ทดสอบความเป็นมนุษย์ ว่าเมื่อยามที่ภัยมาถึงตัว หรือยามที่เห็นผู้อื่นเดือดร้อน เราเสียสละได้มากแค่ไหน

และที่สำคัญ มันทดสอบเราว่า .... หลังจากมันผ่านพ้นไปแล้ว เราจะเข้มแข็งและเดินหน้าต่อไปได้แค่ไหน


ย้อนไปเมื่อ เกือบ 1 เดือนก่อน ครอบครัวของผม ตัดสินใจเสริมกระสอบทรายรอบบ้าน และก่ออิฐบล๊อคสูง 3 ก้อนที่หน้าประตู เก็บข้าวของที่จำเป็นไว้ใกล้ตัว ตั้งแต่ข่าวภาคค่ำเริ่มพูดหนาหูว่า น้ำจะเข้ากรุงเทพ และในเวลาต่อมาไม่นาน เราก็ตัดสินใจเก็บข้าวของบางส่วนไปไว้ที่คอนโดที่ผมเพิ่งซื้อ

เราลำบากกันค่อนข้างมาก เพราะเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาแม่ตัดสินใจไม่ไปขายของ ก็เท่ากับว่าเราขาดรายได้หลักไป เงินสำรองที่มีต้องถูกเอาออกมาใช้ และเราทุกคนต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

และเมื่อ 5 วันก่อน เราก็ตัดสินใจขนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น และไม่อยากให้เสียหายไปไว้ที่ต่างๆ ไปไว้ที่ออฟฟิตของผมบ้าง ... ที่ออฟฟิตพ่อบ้าง หรือแม้แต่บ้านของเพื่อนแม่ ที่นับถือกันเช่นญาติพี่น้อง

ช่วงแรกๆเราคิดกันว่า เมื่อน้ำท่วมสูง หรือท่าทางไม่ดี เราจะย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดใหม่ที่ผมเพิ่งซื้อที่ลาดกระบัง

แต่แล้วเมื่อสถานการ์ณต่างๆเกิดขึ้น ดูเหมือนลาดกระบังจะไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก เพราะเท่ากับ่วาเราอาจเข้าไปติดเกาะอยู่ที่นั่น

เราเตรียมอาหาร และข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น เอาไว้พร้อม แต่หากเราต้องไปติดอยู่ที่นั้น หากขาดน้ำหรือไฟ ทุกอย่างก็จบเห่

แม่กับผมจึงตัดสินใจนาทีสุดท้าย ว่าเราจะย้ายไปที่อพาตเมนท์ใกล้ๆบ้านของเพื่อนแม่ ที่ซึ่งความช่วยเหลือ มาถึงผู้ที่ร้องขอเสมอ

และเมื่อ นายปลอดประสพ ประกาศให้เขตสายไหมอพยพ เราทั้ง 3 คนก็ตัดสินใจว่าคงถึงเวลาแล้ว เพราะหากน้ำเข้ามาที่สายไหม ก็จะมาถึงมีนบุรี ซึ่งก็เป็นที่ๆมีน้ำท้วมอยู่แล้ว

เราถอดปลั๊กทีวีแล้วขนข้าวของจำนวนสุดท้ายที่จำเป็นออกจากบ้าน ปิดบ้าน โดยที่ไม่ได้รับข่าวสารอีกว่าหลังจากนั้นมีการแถลงการแก้ไขสิ่งที่นายปลอดประสพพูดไป


นี่ก็ ย่างเข้าวันที่ 6 แล้วที่เราเร่ร่อนอยู่นอกบ้าน อยากบอกว่า ผมอยากกลับบ้าน เป็นที่สุด ถึงห้องที่เรามาเช่าอยู่นี่ จะไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ที่ไหนหละ จะสบายเท่าบ้านของตัวเราเอง

ตอนนี้น้ำเหนือกำลังมาถึงบางบัวทองแล้ว และบางบัวทองก็พ่ายแพ้ให้กับศึกครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่า ภายในเดือนนี้ สถานการณ์ต่างๆเราจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมอยากออกไปช่วย แต่ผมมีพ่อแม่ ยาย และข้าวของต้องดูแล ทำได้แค่เพียงบริจาคข้าวของเท่าที่กำลังทรัพย์ผมจะทำได้

มันอาจไม่ได้มากมายนัก เพราะว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ครอบครัวของผมก็ถึงกับรวนทีเดียว

ผมหวังว่า ฝันร้ายนี้จะผ่านพ้นไป และอะไรๆจะกลับมา แม้จะไม่ดีเหมือนเดิม แต่ก็ขอให้มันกลับมาได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมได้รู้ ได้สัมผัสอะไรมากมาย คนที่ไม่ใช่ญาติ แต่ให้ความช่วยเหลือ และรักเรา เหมือนญาติ และญาติตัวเราเอง ที่พยายามอย่างที่สุดที่จะตัดขาดจากเรา

โทรศัพท์จากคนที่ไม่คิดว่าเขาจะโทรมา ก็มีมา ส่งความห่วงใย ถามไถ่ บางอย่าง คิดว่าไม่น่าจะได้กลับได้ และบางอย่างที่คิดว่าน่าจะได้ ก็กลับว่างเปล่า


บางครั้งในยามที่เราสิ้นหวังที่สุด แค่คำถามสั้นๆง่ายๆว่า ... "เป็นยังไงบ้าง" บางทีมันก็ทำให้มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะอย่างน้อยในช่วงวินาทีนึง ... มีคนๆนึงคิดถึงเรา

ผมไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือใดๆหรอกครับ ผมช่วยเหลือตัวเองได้ ผมไม่ใช่คนจับจด งอมืองอเท้า ขอแค่กำลังใจเท่านั้น

แต่ก็เอาเถอะ ... "ไม่เป็นไร"

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

... ณ พื้นที่ว่างเปล่า ...

หวัดดีครับ

ช่วงนี้ค่อนข้างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ว่างงานปั้น แต่มีงานแผ่นพับยังคงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่ค่อยมีกะใจจะทำเท่าไร

เมื่อ 2-3 วันก่อนเมลล์ผมโดนแฮกแหละ โดนไวรัสไปเต็มๆครับ Hotmail บล๊อกเมลล์ของผม ผมเข้าเมลล์ตัวเองไม่ได้ ทำให้เพิ่งสำเนียกได้ว่า อีเมลล์ที่ผมใช่มามากกว่า 7 ปีอันนี้ มีความสำคัญกับผมมากแค่ไหน

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกอบกู้เอาอีเมลล์นี้คืนมา บางครั้ง การที่เราได้รู้่ว่าสิ่งเล็กๆบางสิ่งที่อยู่กับเรามานาน จนเราไม่ได้ใส่ใจมันนัก สำคัญแค่ไหน ก็ต่อเมื่อได้สูยเสียมันไปแล้ว


เมลล์นี้มีความหมายกับผมมาก อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน เป็นเมลล์ที่ผมใช่มาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ มันบรรจุเรื่องราวต่างๆในชีวิตของผมเอาไว้มากมาย

และในยามที่ผมรู้ตัวว่าต้องสูญเสียมันไป มันทำให้ผมต้องทำในหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้ได้มันกลับคืนมา


ต้องขอบคุณ Hotmail เองด้วย ที่ก็มีหน้าเวบสำหรับผุ้ร่วมชะตากรรมคล้ายๆกับผม เพื่อเอาไว้กู้อีเมลล์กลับคืนมา ทำให้ผมได้รู้ว่า มีคนที่ติดไวรัสทางเมลล์ หรือโดนแฮกอย่างผมมากมาย เพีียงแค่คุณทำตามขึ้นตอน ช้าๆ อย่ารีบ เพราะช่วงแรกผมรีบร้อนมากทำให้สูยเสียเวลาไปถึง 24 ชั่วโมง ในการขอกู้ครั้งใหม่ แล้วทุกๆอย่างก็จะสำเร็จไปด้วยดี


โชติดีที่ผมจดจำข้อมุลที่ได้ให้ไว้ได้ มันเลยช่วยยืนยันความเป็นเจ้าของอีเมลล์ให้กับตัวผมได้ดี และตอนนี้ผมก็ได้อีเมลล์ที่รักของผมกลับคืนมาแล้ว


และหลังจากเรื่องตื่นเต้นผ่านไป ก็ดูเหมือนชีวิตผมจะกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง


บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันจะดีหรือร้าย ใช่หรือไม่ใช่ เป็นอีกครั้งที่ต่อมกำลังใจของผมไม่ทำงาน


เหมือนคนเดินทางที่ทำเข็มทิศหายไป บางทีผมก็ถามตัวเองว่า ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ ทำไมถึงงี่เง่าแบบนี้


ผมเคยคิดว่า ถ้าผมอดทนมากพอ ถ้าผมรอเธอนานพอ เธอจะมองเห็นมัน แต่บ่อยครั้งมันก็มีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลาว่า จริงๆแล้วผมกำลังหลอกตัวเองอยู่รึเปล่า


คนเดินทาง ก็ยังมีดวงดาวนำทาง มีเข็มทิศนำทาง มีแผนที่นำทาง .... แต่ผม ... มีเธอนำทาง มีเพียงเธอ และความหวัง ว่าเธอจะเป็นคนที่ใช่คนนั้น


ทั้งๆที่ผมไมู่รู้เลยว่า ในใจของเธอ มีผมไหม เพราะเธอไม่เคยบอก จริงๆผมแทบจะไม่รู้อะไรเลยมากกว่า


ผมไม่รู้ว่า ความเงียบของเธอคืออะไร คือความเหนื่อยล้า คือความเบื่อหน่าย หรือคือการบอกใบ้ว่าเธอไม่ได้ต้องการผมอีกแล้ว

บางทีผมก็ไม่รู้ว่า ผมยังมีเธออยู่ไหม หรือมันไม่เคยมีอะไรตั้งแต่ต้น


สิ่งที่ผมเขียนวันนี้ ผมไม่ได้เขียนขึ้นเพราะความโกรธ แต่มันเป็นความรู้สึกเสียใจ


เศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ผมเหมือนคนบ้า ที่คร่ำครวญอยู่แต่กับสิ่งที่ไม่มีใครรู้ และเฝ้ารอ

..............................................................



ผมกลัวการตัดสินใจนะ กลัวว่าจะตัดสินใจพลาด แล้วโป๊ะหละ โป๊ะกลัวบ้างไหม


เมกลัวที่นะ ที่จะตั้งคำถามกับโป๊ะ กลัวการที่จะทำให้โป๊ะรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี แต่มันก็เหมือนว่าสิ่งที่เมทำ จำให้โป๊ะรู้สึกไม่ดี


เมรู้ว่าเมอาจไม่ได้สำคัญอะไรกับโป๊ะ แต่เมอยู่ตรงนี้นะ อยู่ตรงนี้เสมอ อยากคุยด้วย อยากโทรหา แต่เมก็รู้ว่าโป๊ะยุ่งมาก แล้วก็เหนื่อย ไหนจะเรียน เรียนจบแล้วก็งานเยอะมาก เสาร์อาทิตย์ก็ต้องทำ อาจไม่มีเวลาสำหรับเรื่องไั้ร้สาระ แต่คนที่เธอกลับมาหา เมื่อต้นปีคนนี้ ก็จะียังคอยเธออยู่ตรงนี้นะ


เพราะ ณ เวลานั้น เมได้ตัดสินใจกับตัวเองไว้แล้วว่า ครั้งนี้เมจะทำให้ดีที่สุด


แต่ถ้าโป๊ะมีการตัดสินใจอยู่ในใจแล้ว หรือว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป ก็บอกกันบ้างนะ


ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว เพื่อนโป๊ะเคยบอกกับเมว่า "ถ้าโป๊ะรักเม โป๊ะก็จะหนีใจตัวเองไม่พ้น" รู้ไหมว่าการที่โป๊ะกลับมา ทำให้เมเชื่อมั่นในคำพูดนั้น เพราะคำพูดนั้นมันยังคงอยู่ในใจตลอด จนถึงวันนี้

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

... รวมมิตร ...

สวัสดีครับ คืนนี้เป็นคำคืนที่ผมขอตั้งชื่อให้ว่า "รวมมิตร" เพราะว่ามันรวมเอาความรู้สึก และเหตุการณ์ต่างๆมาไว้กระจุกอยู่ในใจ

รอนใน Harry Potter อาจจะบอกว่า "คนเรารู้สึกหมดนั้นไม่ได้หรอก" ไม่จริงหรอกครับผมขอเถียง


เพราะตอนนี้ผมกำลังเป็นอย่างนั้น งานเยอะครับ ช่วงนี้ ทั้งงานที่ทำงาน แล้วก็งานที่รับมาทำที่บ้าน คืนนี้ผมไม่ไหวจริงๆ ไม่อาจรวบรวมกำลังกายทำลงไปได้


ผมตัดสินใจว่าจะดูหนังสือกำหรับตำราการบินอีกครั้ง มุ่งมั่นว่า หากโอกาศคราวหน้ามาอีก ผมจะไม่พลาด ให้ตัวเองได้รู้ว่าทำเต็มที่แล้ว


ผมพยายามซ่อมแซมเครื่องปรินทร์เตอร์ที่หัวพิมพ์ตันด้วยตัวเองมา 3 วันแล้ว มือดำ ล้างไม่ออก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ


เพื่อนที่ทำตุ๊กตาด้วยกัน ก็หนีไปจะเปิดร้านกาแฟ กะพระบิดามัน ... เล่นเอาผมเคว้งคว้างทีเดียว


รายได้ต่างๆ ที่ผมพยายามหามาเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้มาใช้ซื้อหาสิ่งที่ผมอยากได้ ยิ่งหามาเพิ่ม ก็ดูเหมือนมันจะเกิดรายจ่ายตามมาอย่างประหลาด ยิ่งทำก็ยิ่งเท่าทุน


ผมอึดอัด และเบื่อหน่ายกับงานที่ทำงาน และเหม็นเบื่อกับการต้องตื่นไปทำงานตอนเช้า ทุกวันจนบางทีแค่คิด ก็อยากจะอ้วกออกมา



ผมมั่นคงในความรัก ผมซื้อสัตย์ต่อผู้หญิงที่ผมรัก แต่ดูเหมือนว่า การตัดสินใจทำอะไรต่างๆของผม มันจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี



ผมเหงา ผมเหงามาก และบางอย่าง เพื่อนดีๆ ก็ชดเชยไม่ได้



ผมอิจฉาคนอื่น เวลาไปไหน เริ่มรู้สึกย่ำแย่ เวลาเห็นคนอื่นเขามี สิ่งที่ผมอยากมี



ผมอยากมีใครสักคน นั่งข้างๆผม จับมือผม บอกผมว่า "ไม่เป็นไร" บอกผมว่า "อะไรๆจะดีขึ้น" ถามผมว่า "เหนื่อยไหม" หรือแม้แต่ .... แค่นั่งเงียบๆ ข้างๆกัน



ผมพยายามจะไม่อ่อนแอ พยายามจะเข้มแข็ง พยายาม ........ แต่มันเหนื่อยหว่ะคับ



สักวัน ผมคงเจอ คนๆนั้น สักวัน

และถ้ามีวันนั้น ... สิ่งที่ผมอยากทำคือ

ทำกับข้าวให้เธอกิน หรือช่วยเธอทำกับข้าว

ช่วยเธอซักผ้า

ฟังสิ่งที่เธออยากเล่า ฟังเรื่องราวของเธอแล้วหลับไป

อยู่บ้านดูหนังด้วยกัน

ไปเที่ยวด้วยกันเล็กๆน้อยๆ ไปเดินเล่น

วางแผนทำนั่นทำนี่กับเธอ

และที่สำคัญ .... ได้ตื่นมา แล้วมีเธออยู่ข้างๆ

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

... ณ ที่พักริมทาง ...

หวัดดีครับ

ช่วงนี้งานยุ่งมาก ทั้งงานประจำ และกิจการส่วนตัว อยู่ในช่วงกำลังเข็นน้องตุ๊ก ออกงาน

ผมต้องหัดขัดใบหน้า แล้วก็แต่งหน้าเองให้ได้ มีงานหลายอย่างต้องทำเลยครับ

ส่วนเรื่องบ้าน ก็ผ่านแล้วนะครับ ผมมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว บ้านที่จะเป็นของผมจริงๆ


ผมดีใจที่อยู่ๆ ก็พบว่าตัวเองได้เดินทางมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต เดือนหน้าผมจะมีอายุครบ 27 ปีแล้ว รู้สึกแก่มากๆ

ความทรงจำสมัยยังเด็กๆ และช่วงเริ่มวัยรุ่นหลายอย่าง ยังแจ่มชัดอยู่ในสมองผม เหมือนประหนึ่งว่ามันเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ลึกๆก็แอบเสียใจที่วันวัยผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมอยากทำ ยังไม่เคยแม้ได้ลอง


แต่ ณ ช่วงเวลาร้ายๆ หลายๆอย่าง ผมดีใจที่ผมได้เดินก้าวข้ามผ่านมามันได้ อย่างไม่อายใคร เดินแบบลุ่มๆดอนๆ แล้วก็พบว่าตัวเองมาหยุดยืนอยู่ ณ จุดพักริมทางแล้ว

มีที่นั่ง มีวิวสวยๆข้างทางบ้าง และที่สำคัญ มีช่วงเวลาให้ผมได้พักผ่อนหายใจหายคอ


ผมอาจจะยังเดินไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการก็จริง แต่ผมดีใจ ที่ผมได้ออกเดินทางมา ด้วยขาของผมเอง


เฮ้ออออออ ... รถมีแล้ว บ้านก็มีแล้ว .... ขาดอยู่ก็แต่เมีย ... เมื่อไรจะได้มีกะเขาหนออออออออออออออ 55555555+

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... อัพเดท น้องตุ๊ก ...

555+

คำคืนนี้ หลังจากการมะรุมมะตุ้ม คุยกัน ในเอ็มแบบ 3 คนเหมือนเดิม

หัวน้ิองตุ๊ก ตัวใหม่ของผม ก็ถูกหล่อทำพิมพ์(สีเทา)








555+


แล้วก็ ออกมาเป็นเรซิ่นสีเนื้อ เีรียบร้อยแล้วครับ เย้ๆๆๆ













เห่อมากตอนนี้ เลยแวะเอามาอวดนิดนึง แต่นี้เป็นเพียงการทำจริงครั้งแรกนะครับ

เพราะหลังจากทำจริง แต่งหน้าแล้ว จะพบตำหนิ และจุดบกพร่องของการปั้นของเรามากมายหลายจุดให้ต้องแก้ไข







อย่างหนนี้พบว่า ตาไม่เท่ากัน ลักษณะหน้าผากผิดรูปทรง แล้วก็เรื่องของคิ้วครับ เนื่องจากรูปด้านข้าง ความแหลมของคิ้วหายไปโม้ดดดด เลย


แวะมาให้ทายต่อครับ จะมีใครดูออกไหมอ่ะ ว่าใคร 555+ V__V

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... All of the End ...

วันนี้มาพร้อมกับเรื่องราวอัพเดทเล็กๆน้อยๆในชีวิตของผม


และแล้วการมาถึงของ หนังที่ผมกับเพื่อนๆ และเชื่อว่าของคนอีกจำนวนมากด้วยรอคอยก็มาถึง

"Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2"

อ๊ากกกกกกกกก กรีสสสสสสสสสสสส ผมอยากจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ในที่สุดก็ถึงกำหนดฉายในบ้านเราเสียที

เนื่องด้วยสามีเกย์อยู่ทำงานกับบ้าน (มันว่างสุด) จึงต้องรับหน้าทีในการจองบัตรเข้าดูหนังครั้งสำคัญนี้ให้ได้ และมันก็จองได้วันที่ 15 ครับ กับรอบเย็น เป็น 3D ที่พาราก่อน และจะเป็น 3D ครั้งแรกในชีวิตของผมเลยทีเดียว ไหนๆจะทิ้งทวนสุดท้ายแล้ว ขอจัดเต็มแล้วกัน


ท้าวความนิดนึง ว่าผมรู้จักกับ Harry Potter ครั้งแรก เมื่อประมาณปี 2543 ด้วยการแนะนำของ กอบกาญท์ เพื่อนสนิทต่างห้อง ห้อง ข ไข่ ในตอนนั้น ผมต้องยอมรับว่า มันได้ปฏิวัติการอ่านหนังสือของผมไปตลอดกาล เพราะผมไม่ชอบอ่านนิยายแนวฝันๆแบบนี้

ตอนนั้น Harry Potter ได้ถูกตีพิมพ์ไปถึงเล่มที่ 3 แล้ว มันเป็นนิยายเด็กน้อย ที่มหัสจรรย์มาก สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้อ่านอะไรแนวจักรๆวงๆ เท่าไร ผมหลงไหล และกลายเป็นแฟนพันธ์แท้ไปในที่สุด แต่ถึงยังงั้นก็ตาม ช่วงนั้นก็ต้องอาศัย กอบกาญท์ พ๊อตเตอร์ เพื่อนผู้ใจดีให้ืยืมอ่านอยู่เสมอ

ผมจำได้ว่า ผมมาซื้อหนังสือชุดนี้ เป็นของตัวเองก็เมื่อมันปาเข้าไปเล่มที่ 5 แล้ว

จากวันนั้น จนถึงวันนี้ กินเวลากว่า 10 ปี ของช่วงชีวิตผม ช่วงชีวิตวัยรุ่นของผมกับเพื่อนๆ ทั้ง 2 คนอย่างมาก เราเคยบ้าหนังสือ บ้าหนัง ผมเคยคิดจะเขียนการ์ตูนช่องจากหนังสือ (แต่ก็ล่มไป) กอบกาญท์ ก็ชอบวาดการ์ตูนล้อ จากหนังเรื่องนี้ ส่วนเพื่อนปุ๊ ก็ชอบที่จะพูดคุยถึงลายละเอียดของตัวหนังอยู่เสมอๆ

ชีวิตเรา 3 คนวนเวียนอยู่กับ Harry Potter ตลอด 10 ปี และนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย All of the End


ผมไม่เคยดูหนัง 3D มาก่อน และก็ไม่เคยดูหนังที่พาราก่อนด้วย เข้าไปครั้งแรกก็ อืม .... โรงมันช่าง น่าตื่นตามากครับ ความชันของระดับที่นั่ง และความสูง ทำให้รู้สึกบ้านนอกมาก ที่ตื่นเต้นอยู่ในใจ แต่มองไปรอบๆ แสงแฟลส แว้บๆ เข้าตาตลอดเวลาทำให้คิดว่า ... อืม ... ไม่ใช่แค่กรูที่บ้านนอก 5555+


สังเกตุแล้วทุกๆคนดูจะเมามันกับการถ่ายรูป เพื่ออัพลงเฟสของทวิตเตอร์อย่างมาก เรา 3 คน จึง .....








ไม่พลาดครับ จัดเต็มทุกสถานการณ์ แรกๆ ผู้คนรอบๆที่นั่งเรา คุยกันเจี๋ยวจ๋าวมากครับ ถ่ายรูปกัน ใส่แว่น 3D เก็กท่ากัน ตื่นเต้นสุดๆ แต่อี 3 ตัวนี้มีทีเด็ดกว่านั่นครับ นั่นคือ ......... ไม้กายสิทธิ์ เอลเดอร์ ..........55555555++ ไม้ที่เอาชนะได้ทุกสิ่ง






"ปุ๊"






"กอบกาญท์"






"ผม"





เรา 3 คนสัมพัสได้ถึงความเงียบงันของผู้คนรอบข้างคับ ที่สังเกตุเห็นว่า ... เรามี Prop!! มาด้วย 55555555++

งานนี้ขอกด Like เพื่อนปุ๊มาก เพราะมันทำขายอยู่ใน Ebay จึงมีไม้มาประกอบ

3D ครั้งแรก โอ .. แบนมากครับ ผมว่า มันเหมือน สมุดภาพป๊อปอัพอ่ะ มันไม่ได้ดูนูนจนรู้สึกเหมือนจะทิ้มหน้า แต่แค่รู้สึกว่ามันมีระยะตื่นลึกหนาบางเท่านั้นเอง เหมือนสมุดภาพเด็กน้อย สามีเกย์บอกว่า เป็นเพราะว่ามันไม่ได้มีส่วนประกอบของ CG มาก จึงทำให้ดูแบนๆ แต่ถ้าหนังจำพวกทรานฟอร์เมอร์ที่ตัวละครถูกสร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิตโดยตรงๆ อันนั้นจะเป็น 3D แบบสุดๆไปเลย

เนื้อเรื่อง ... พระเจ้า งานนี้ขอกด Like และแจกกิฟ ให้กับ เซอวิรัส สเนป มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พระเอกมาก แมนมากกกก เอาใจไปเลยนาย นายขโมยซีน ภาคสุดท้ายของอี Daniel Radcliffe ไปเสียสิ้น


ด้วยเพียงแค่คำๆนี้ ..... ตลอดกาล .... โอว พระเจ้า น้ำตาซึมครับ มันเป็นความรักที่สามารถเรียกมันได้ว่า นี้คือรักแท้ ทีีคนๆนึงพึงมี สเนปรักลิลลี่แม่ของแฮร์รี่ตั้งแต่แรกรู้จักกัน คอยดูแลช่วยเหลือกัน บางทีโชติชะตาก็เล่นตลก แต่ลิลลี่ก็คอยสเนบถึงปี 7 กว่าจะยอมคบ และแต่งงานไปกับคนอื่น มีครอบครัวกับคนอื่น ผมว่าลึกๆ ลิลลี่ก็รักสเนปนะ เผลอๆ ถ้าเป็นละครน้ำเน่าบ้านเรา สเนปอาจะเป็นพ่อที่แท้จริงของแฮร์รี่ก็ได้ ผมยุ่งๆของแฮร์รี่จริงๆอาจจะได้มาจากสเนป ไม่ใช่ เจมส์ พ๊อตเตอร์ 5555+



แต่อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามนั้น แม้แต่วินาทีสุดท้าย สเนปก็ยังขอมองตาของแฮร์รี่ เพื่อระลึกถึง ลิลลี่ เป็นครั้งสุดท้าย ...


งานนี้ต้องขอไว้อาลัย และกด Like ให้สักล้านครั้ง กับความรักของสเนป ด้วยคำสั้นๆคำเดียว ... ตลอดกาล ...



PL. ... และหลังจากหนังจบ ปาดน้ำตาแห่งความทราบซึ้งแล้ว .... เราก็ ....



"อีนี้ เด็กบ้านเลเวนคลอ"






"ส่วนอีนี่ เด็กบ้านกริฟฟินดอร์ แต่ฝักใฝ่ ศาสตร์มืด"






"และผม กรีสส เด็กกริฟฟินดอร์ ได้ฟิว พระเอกมาก"

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... The only one for me ...

การรอคอยอะไรบางอย่าง ... เรารู้ว่าจุดหมายเราคืออะไรก็จริง

แต่ประเด็นของการรอคอย มันคือ ... อีกนานแค่ไหนต่างหาก


การรอคอย ... ของคนที่บอกให้คอย กับคนคอยมันต่างกัน มันรู้สึกต่างกัน


การรอคอยเหมือนเราเดินทางไปตามแผนที่ ตัวเรารู้หนะ ว่าจะเดินไปทางไหน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขาว

ขึ้นเนิน ลงเนิน เดินไปตามถนนเรียบๆ หรือบางทีก็อาจจะได้ลงไปเดินบนพื้นที่เฉอะแฉะ


แต่เราก็ต้องเดิน ....


จะหยุดเดิน เลิกเดิน หรือเดินออกไปทางอื่นก็ไม่ได้ เพราะเราอาจพลัดหลง และพลาดจุดหมายที่เราต้องการไปถึงตลอดชีวิต



คุณคือจุดหมายของผมนะ คุณคือคนที่ผมอยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วย เป็นคนที่อยากให้เป็นแม่ของลูก


หลายครั้งที่ผมถามตัวเอง ว่า ... นี่ผมมาถูกทางแล้วหรอ ผมจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าหนทางข้างหน้าจะมีคุณคอยอยู่


เพราะมันไม่จำเป็นเลย ที่คุณจะต้องมาสนใจคนอย่างผม และผมก็ไม่รู้ด้วยว่า ... คุณกำลังทำอะไรอยู่

ผมไม่ติดต่ออะไรกับคุณเลย ไม่โทร ไม่ตาม ไม่แอด Social network ใดๆกับคุณ มันก็เพราะว่าผมไม่อยากรู้ แล้วไม่อยากฟุ้งซ่าน ผมอยากที่จะแน่วแน่ ในหนทางสายนี้ ที่คิดว่ามันจะนำผมไปหาคุณได้ ให้คุณเห็นว่า .. ผมตั้งใจเดินทางครั้งนี้ .. เพื่อคุณ


ผมหวังว่า หากเมื่อไรที่คุณว่าง ... และเข้ามาที่นี่


ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่า ... ทุกๆครั้งที่ผมถามตัวเองอย่างนั่น หรือเริ่มไม่แน่ใจ ผมจะคิดถึงคุณ ... คุณคือคำตอบ คือจุดหมายนั้น


และผมจะไม่เปลี่ยนเส้นทางสายนี้ ไปไหน ... ผมอาจงี่เง่า ผมรู้ ผมเริ่มงี่เง่าแล้ว แต่อย่าสนใจเลย เพราะมันเกิดขึ้นก็เพราะ ผมรักคุณ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... น้องตุ๊กที่รัก TJ 01 ...

เนื่องจากคืนนี้ว่างไม่รู้จะทำอะไรนอกจากปั้นน้องตุ๊กไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็เรียกว่า ไล่เก็บลายละเอียดไปเรื่อยๆ พยายามอย่างมากที่จะทำให้มันเรียบ เนื่องจากผมยังไม่กล้าใช้อีพ๊อกซี่ เพราะวิชายังไม่แก่กล้าพอ

ตอนนี้ก็เลยต้องอดทนใช้ดินญี่ปุ่นไปก่อน ข้อดีของดินญี่ปุ่นก็คือ แก้ไขได้ง่ายกว่า ยามที่มันแห้งแล้ว ก็ยังเอาน้ำลูบ หรือขูดมันออกไปได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือ เสียรูปได้ง่าย และทำให้เรียบยาก ยิ่งในเฉพาะจุดซ่อนเร้นต่างๆ


เฮ้อ ผมหละอ่อนใจ คืนนี้เลยแวะเอารูปล่าสุดของน้องตุ๊กที่ยกเครื่อง ดวงตา และโครงหน้าใหม่เกือบหมดมาอวดอีกรอบ

คราวนี้มุมกล้องไม่เพี้ยนแล้ว ...(โทษกล้องอีก) อยากรู้ว่าจะมีคนดูออกไหม T___T







ถ้ายังก็คงต้องแก้ไขกันต่อไป คริ คริ




วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

... ครึ่งปีแรก ...

สวัสดีครับ ช่วงนี้หายหน้าหายตาไปก็นานอยู่ หลังจากช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เริ่มต้นด้วยความสุขสวยงามจากเพื่อนเก่าๆ
สมัยเรียนของผม ที่กลับมาสร้างความสุขความห่วงใยกัน ช่วงท้ายๆไตรมาสก็ดูจะสบเซา แล้วก็ทำท่าจะกลับมาหดหู่เช่นเดิม


แต่หลังจากผ่านช่วงไตรมาสแรกของปีไปได้ ผมก็พบกับหนทางสว่าง




สิ้นเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการสิ้นสุดการรอคอย ผมได้รับคำพูดชมเชยจากเจ้านาย และการขึ้นเงินเดือนให้จำนวนหนึ่ง

มันอาจไม่ได้มากมาย แต่ก็ต้องถือว่ามากที่สุดเท่าที่บริษัทเคยขึ้นให้กับผม และมันก็เป็นจำนวนที่ผมค่อนข้างพอใจ มาถึงตรงนี้ บางทีมันก็ทำให้ชื่นใจหายเหนื่อย ที่สิ่งที่ผมเพียรพยายามทำมาตลอด

3 ปี มีสายตาที่มองเห็นอยู่ บางที คนทำงาน ก็ต้องการเพียงแค่นี้ ต้องการพิสูจณ์ตัวเองให้ผู้คนรอบข้างยอมรับ ณ บัดนี้ผมถูกยอมรับแล้ว




และเป็นที่หน้ายินดียิ่ง ที่เจ้านายวางโครงการที่จะขยายแผนกออกแบบตกแต่งภายในให้เกิดขึ้น รับพนักงานเพิ่ม และจะผลักดันให้ผมก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าแผนก

ฟังแล้ว Designer กระจอกๆอย่างผม แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ว่าสายงานที่ผมทำอยู่ในบริษัทแห่งนี้ จะสามารถทำให้ผมเติบโตได้อีก




การก้าวขึ้นเห็นหัวหน้าสำหรับผมนี้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใหญ่โตเอามากๆ และดูเหมือนจะเกินกำลัง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากที่จะทำมัน

เป็นความรู้สึกว่ามันเป็นอีกขึ้นของความก้าวหน้าของชีวิต ผมอาจเริ่มต้นชีวิตติดลบ ติดลบไปมากกว่าคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันที่เขาสามารถนับ 1 จาก 0 ได้เลย




แต่ผมไม่ ผมต้องนับจากติดลบ วันนี้ ดูเหมือนผมจะเพิ่งนับจำนวนติดลบของผมใกล้หมดแล้ว และทุกอย่างจะกลับกลายเป็น 0 แต่ผมไม่เสียใจอีกแล้ว

ผมภูมิใจที่ผมสามารถมาถึงจำนวนเต็ม 0 ได้แล้ว และก้าวต่อไปจากนี้ ผมจะนับ 1 2 3 ได้เหมือนคนปรกติ ด้วยการมาจากติดลบด้วยตัวของผมเอง





สิ้นเดือนนี้ ผมก็กำลังจะทำเรื่องซื้อห้องชุดเอื้ออาทร ผมกำลังจะได้มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ให้กับพ่อแม่ ให้กับครอบครัว ด้วยตัวของผมเอง

มันจะเรียกว่าบ้านได้ไหม แต่ผมอยากเรียกมันว่าบ้าน เพราะมันจะเป็นที่ๆเป็นของผม ผมจะไม่ต้องย้ายไปไหนอีก ผมหวังว่าผมจะทำมันได้




เออ ... เกือบลืมอ่ะ ตอนนี้ผมมีโครงการทำน้องตุ๊กตัวใหม่อยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะขายได้กะเข้าบ้างรึเปล่า เลยเอามาให้ทายกันเล่นๆว่า ... หน้ามันเหมือนใครอ่ะ 55555+







ใครทายถูก อาจมีรางวัล 5555+ แต่ต้องรอให้หัวนี้เสร็จก่อนเน้อ ^^

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... DVD Yes or No ! ...




DVD มาแร้วๆๆๆๆๆๆๆๆ

ดีใจมากๆครับ ไปเดินเล่นกับเพื่อน ผ่านไปแมงป่องมองอย่างมีความหวัง ไม่คิดว่าจะป่ะเข้ากับ ....

เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


ออกแล้วครับ ก่อนวันที่เขาบอกคือวันที่ 12 แต่วันนี้ออกแร้วววววววว

หูยๆๆๆ อวดเวอร์








อยากจะบอกว่า Deleted seane แซ่บเวอร์ ...แซ่บมากๆครับ ไม่ผิดหวัง กับ DVD คุ้มอีกตอน Deleted seane นี้แหละ 55555+


รีบหามาชื่นชมกันนะครับ กับภาพยนต์ประจำชนชาติหญิง love หญิง ของเขาดีจริง


งานนี้ตามสัญญานะครับ ซื้อของแท้ ... เพราะยังไงๆ "ของแท้ก็ต้องดีกว่าของปลอม" อันนี้คอมเฟิมครับ 55555555+


หายเครียดเลย ... สมองโล่ง แถมมีความสุขแบบแปลกๆ

สักวันผมจะโชคดีเหมือนคิมไหมหนอ ... ^^

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... เมื่อชีวิตหกล้ม ...

วันนี้เป็นวันที่ผมมีงานมากมายกองเต็มโต๊ะไปหมด ... แต่มันไม่มีพลัง หรือกะจิตกะใจจะทำ



ในยามที่ชีวิตผลิตกำลังใจไม่ทันใช้ ... คนเราจะทำเช่นไร



ความรู้สึกพ่ายแพ้ ด้อยค่า และสมเพชตัวเองเข้าครอบงำตัวตนของเรา อย่างอยากที่จะทัดทาน หรือต่อสู้
ผมหวังว่าผมจะผ่านพ้นความรู้สึกนี้ไปได้ และโยนความรู้สึกเหล่านี้ออกไปจากใจได้



ในยามที่เรารู้สึกเจ็บใจ ที่มองดูคนที่ทำไม่ดี ทำสิ่งที่ไม่ดี แต่กลับได้รับแต่สิ่งดีๆ มีหน้ามีตา และมีความสุขกับชีวิตในทุกๆวันของเขาได้



ในหัวใจของเราถามว่า เขามีค่าขนาดไหน หรือทำยังไง สิ่งที่ดีๆ เหล่านั้นถึงบังเกิดแต่กับเขา ทั้งๆที่เขาแทบจะไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาได้รับมากมายนั้นเลย


แต่เขาก็ได้ ได้มากเกินต้องการเสียด้วยซ้ำ



ณ วันนี้ผมมีคำถามแบบนี้อีกครั้ง กับความดี ความเลว กับสิ่งที่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทำไมมันถึงกลับต่างไป

ผมเชื่อว่าผมจะสามารถก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไปได้ เพียงแต่ตอนนี้ ในใจมันรู้สึกแย่เหลือเกิน




เมื่อวาน นั่งแชทแลกเปลี่ยนความรู้สึกย่ำแย่นี้กับเพื่อนของผม มันบอกว่า เพราะตัวผมเองไม่เคยทำอะไรให้ใครไง ก็เลยไม่ได้อะไรกลับมา

เป็นมุมมองที่แปลกมาก ที่มันบอกว่า โกงเขา ยังได้ตัง ด่ากันก็ยังไม่ได้ความสะใจ แต่ผมไม่เคยทำอะไรให้ใครไง ผมถึงว่างเปล่าแบบนี้




บางทีผมก็กลับมานั่งคิด ว่า ... เอ ... หรือเป็นเพราะเราทำดีเกินไป เราถึงถูกมองข้ามไป มันถึงไม่น่าใส่ใจ

หลายครั้งที่ผมถามตัวเองเสมอ ว่า ... ผมกำลังทำอะไรอยู่ กำลังคอยอะไร หรือคอยใคร ดิ้นรนไป เพื่ออะไร

ผ่อนรถให้คนอื่นขับ ... เพื่ออะไร พยายามซื้อบ้านให้คนอื่นอยู่ ... เพื่ออะไร พยายามจะทำตัวดี ... เพื่ออะไร หรือพยายามทำผลงานไป ... เพื่ออะไร

ในเมื่อผมมองไม่เห็นเลย ว่าอนาคต .... ข้างหน้า จะมีไหมผมยังไม่รู้เลย




หวังว่ามันจะดีขึ้น อะไรๆจะดีขึ้น ...หวังๆๆๆๆๆๆๆ ได้แต่หวัง ทั้งๆที่ไม่เคยได้อะไรอย่างที่หวังเลย ... สักครั้งเดียว

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... Yes , We did ...

มันอาจดูเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ผมเพิ่งจะพูดถึงเรื่องของสงครามระหว่างอเมริกา กับกลุ่มก่อการร้ายที่ดูเหมือนเราจะมองไม่เห็นตัวไปเมื่อ 2 วันก่อน โลกทั้งใบกำลังทำสงครามกัน ระหว่างความดีกับความเลว

ฟังดูเหมือนสีดำกับขาว ชัดเจน แต่ในความชัดเจน ก็มีหลากหลายสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง สีเทา ทั้ง 2 ด้าน ต่างคนต่างเทา ไม่มีใครรู้ หรือยืนยันได้ว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูก



แต่โลกของเราก็ยังคงมีผู้คนที่ทำสงครามกันต่อไป โดยที่ผู้สูญเสีย ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้มันเกิด






ทหาร บางครั้งผมก็เคยนึกสงสัยแทนพวกเขา ว่า .... เขาไปรบเพื่ออะไรกันแน่ ในใจลึกๆเขารู้ไหม ว่าจะต้องฆ่าอีกฝ่าย ไปด้วยเรื่องอะไร คนจากอีกซีกโลกนึง ซึ่งไม่เคยพบเจอพูดคุย ไม่เคยทำไม่ดี หรือสร้างเรื่องเลวร้ายใส่กัน








แต่ต้องเป็นคนลั่นกระสุนออกไปเพื่อสังหารฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตน เพื่ออะไร ??

และหลายคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คนหนุ่มสาว ทหารกล้าที่มีฝีมือ ต้องสูญเสียไป

หลายคนสูญเสียแขนขา สูญเสียตัวตน หรือแม้กระทั้งความเชื่อไป








ตอนที่เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกแฝด ... หลายประเทศในโลกมุสลิม ออกมาเฉลิมฉลองดีใจ ชุมนุมโห่ร้อง ...







อเมริกา ซึ่งเดิมเป็นประเทศที่ได้แต่เอาเปรียบประเทศอื่น แล้วสร้างภาพว่าตัวเองเป็นเหมือนตำรวจโลก ... ถูกตบเข้าที่หน้าอย่างจัง หลายชีวิตที่ไม่รู้เรื่องด้วย ต้องจบลงกว่า 3,000 ชีวิต แม้จนตอนนี้หลายร่างกว่าครึ่ง ก็ยังไม่ได้กลับคืนสู่ครอบครัวอันเป็นที่รัก








ผมเข้าใจความรู้สึกของคนอเมริกันดี มันเป็นความรู้สึกสูญเสียที่ไม่อาจจะชดเชยได้อีก ไม่ว่าด้วยอะไร เขาดูทีวี แล้วเห็น ..... ฝ่ายตรงข้าม หัวเราะ มันเป็นความรู้สึกเคียดแค้น ถึงแม้ว่า ... ลึกๆพวกเขาก็จะรู้ว่า ประเทศเขาเอาเปรียบ และหาผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้นอย่างไร?? แต่ชีวิตที่สูญเสียไป มันก็ยากที่จะทำใจให้เป็นกลาง



จากวันที่ 11 กันยา วันนั้น หนุ่ม สาว อเมริกันหลายร้อยหลายพันคน สมัครเขาเป็นทหาร เพียงเพื่อ ... ต้องการแก้แค้น อเมริกาเตรียมตัว และลงมือแก้แค้น ... ประเทศกัฟกานิสฐาน ย่อยยับ ... อเมริกาที่รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ต้องการเอาคืน ... แบบทีมองดูถูกต้อง แต่ถูกจริงๆไหม ... ยุติธรรมไหม ? ย่อมตัดสินได้ไม่ยาก เพราะคนที่สูญเสีย ... คือคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย






วันนี้ โอสสะมะ บินลาดิน ถูกสังหาร .... อเมริกา สังหารเขา และ จัดทำศพให้เขา ... โดยที่ไม่ยอมให้เกิดพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ ไม่ยอมให้มีแผ่นดินใดกลบหน้าเขา ถูกต้องแล้วหรือ ?? สำหรับศาสนาอิสลาม สำหรับผู้เป็นมุสลิม



การกระทำนี้ ผมมองดูว่ามันไม่ต่างจาก ... คนป่า ที่เข้าไปฆ่าเขา ด้วยความแค้น จนแม้กระทั้งเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังสับศพเขาเป็นชิ้นๆ จนไม่เหลือชิ้นดี มองดูแล้วได้อะไร .... นอกจากความแค้น ความชิงชังจากอีกฝ่าย



วันนี้ชาวอเมริกันทุกคนฉลอง ด้วยความสะใจที่ในที่สุดก็ได้เอาคืน ผมเชื่อว่าหลายคนดีใจ เพราะมันแสดงว่าสงครามจะยุติลงเสียที และสมาชิกอันเป็นที่รักของพวกเขาจะได้กลับบ้าน








แต่ลึกๆผมเชื่อว่า นี้จะไม่จบ "ทั้งสองจะไม่อาจอยู่ได้ ถ้าอีกคนยังอยู่รอด" .... อย่างในแฮร์รี่ พอตเตอร์ และ .. "เราจะฆ่ามันให้หมด" เหมือนอย่างที่ในตัวละครของทั้ง 2 ฝ่ายในหนังเรื่อง The Kingdom ว่าไว้

เพราะอีกฝ่าย ก็คงกำลังดูทีวี หรือเล่นอินเตอร์เน็ท และเห็นว่าอเมริกันกำลังหัวเราะ .... และคงกำลังเตรียมการ เพื่อแก้แค้นเอาคืน


สงครามใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ และใกล้ตัวของเรามากกว่าที่เราคิด ผมหวังว่า สักวัน ... โลกจะกลับไปสงบสุขอย่างที่มันเคยเป็นสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก เหมือนก่อนหน้า วันที่ 11 กันยายน และผมหวังและฝันอย่างสุดใจ ให้ตึกแฝดนั้น ยังคงตั้งอยู่อย่างนั้น อยู่ตรงนั้นอย่างที่มันเคยเป็น

หวังให้หลายชีวิตที่สูญเสียไป ยังคงอยู่

ผมรักประเทศอเมริกันนะ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รักและสัมผัสผู้คนและศาสนาอิสลามอย่างใกล้ชิดจากเพื่อนๆของแม่ผมมาหลายปี










ศาสนาอิสลามสอนให้มุสลิมทุกคนเป็นคนดี และยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ และผมก็เชื่อว่ามีอเมริกันมุสลิม ในสหรัฐมากมาย ที่รักประเทศสหรัฐ และผมก็เชื่อเหมือนกันว่า ประเทศในโลกมุสลิม ก็มีลูกครึ่งอเมริกันในหมู่มุสลิมที่เป็นมุสลิมที่เคร่งครัด

ก็ในเมื่อโลกใบนี้มันเล็กลงเรื่อยๆแบบนี้ ทำไมเรายังต้องมาฆ่ากันอีก

God bless all of you ...

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... ใส่เหล็ก ...

หวัดดีครับ

วันนี้เป็นอีกวันนึง ที่ผมรู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากๆวันนึง

คุณเคยมีสิ่งทีคุณอยากจะทำมัน แต่สิ่งนั้นมันช่างห่างไกลจากความจริงๆที่คุณสามารถทำได้ไหมครับ

ณ บัดนี้มันไม่ห่างไกลอีกแล้ว เพราะมันมาอยู่ในปากของผมแล้วนั้นเอง 555+ ผมใส่เหล็กแล้วนะเอ่อ


หลังจากผ่านการสู้รบสำหรับการเคลียร์ช่องปากมาเป็นเวลานาน (กว่าที่คิดไว้มาก)


ผมก็ ได้ทำตามสิ่งที่ฝันอยากทำอีกสิ่งนึงได้สำเร็จ

ตั้งแต่ตัวผมเริ่มรับรู้ว่า รูปสภาพโครงหน้าของตัวเองผิดไปจากปรกติ นั้นคือปากเบี้ยวไป ถ้าไม่ได้ทัก ก็อาจจะไม่เคยมีใครสังเกตุ

ผมอยากปรับปรุงมัน แต่จากสภาพครอบครัว มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก สำหรับเด็กอายุ 17 ในตอนนั้น


แต่ความผิดปรกติอันนี้มันก็เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุของผมมากขึ้น ผมรู้ว่า จริงๆแล้วการจัดฟันนี้ มันอาจไม่ได้ช่วยให้รูปหน้าผมกลับมาตรง สวยงามอย่างที่มันควรเป็น แต่ ... มันก็จะช่วยรักษาให้โครงหน้าของผมไม่ผิดปรกติไปมากกว่านี้







อีก 2 ปีต่อไปจากนี้ ทุกครั้งที่ผมส่องกระจก ผมหวังว่าผมจะไม่รู้สึกอย่างที่เคยรู้สึกกับโครงหน้าและฟันของผมอีก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ



วกมาเรื่องกิจการส่วนตัวกันบ้าง ... ช่วงนี้ก็คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ประดิษตกรรมที่คาดว่าจะขายได้ได้ตังกันอยู่ครับ ยังไม่ค่อยคืบหน้าไปไหนสักเท่าไร

แต่ลงตัว ว่าเราจะคงทำน้องตุ๊กตากันต่อไป ไม่เปลี่ยนแนวไปทำอะไรที่เราไม่ถนัดกัน มันมีอะไรก็ส่งมาให้ผมช่วยทำได้

และโดยส่วนตัวผมก็มีโครงการที่จะสิ่งของ ที่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันออกมาด้วย และก็มีบ้างที่อยากทำเป็นงานอดิเรก

ผมอยากปั้นตุ๊กตาทหารครับ ค้นไปค้นมา เลยไปเจอคลิปนี้เข้า อยากจะบอกว่า ถึงกับต้องหลั่งน้ำตาให้กันทีเดียว

อย่างที่ผมเคยบอก อเมริกา เป็นประเทศที่ผมรัก รองจากบ้านเกิดของตัวเอง ... ผมไม่รู้หรอกนะว่า เขาจะทำสงครามกันไปทำไม ใครเสียประโยชน์ หรือใครได้ประโยชน์จากมัน

แต่ที่แน่ๆ นายทหารกล้าทุกๆคน และครอบครัวของเขาต่างหาก เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมันโดยตรง

แด่นายทหาร ไทย และอเมริกันทุกคน ที่สละชีพ เพื่อชาติครับผม ขอให้ทุกท่าน ได้กลับบ้าน สู่อ้อมอกครอบครัว สู่อ้อมกอดของคนที่เป็นที่รัก





เพลงเพราะเวอร์มากกกกกกกก

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

... สุดเขต เศษฟัน ...

หวัดดีครับ วันนี้มารายงานตัวและรายงานสถานะภาพตามระเบียบ ว่าผมยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกแสนเน่าใบนี้

ตอนนี้ผมโรมรันกับคุณหมอฟันแสนสวย จนถอนฟันไปครบ 8 ซี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว กับการถอนฟันคุด 2 ซี่แรกในชีวิต รวมกับอีก 5 ซี่ที่เหลือ ไม่มีอะไรเทียบได้เลยกับซี่ที่ผมเพิ่งจะได้ผ่าไปเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา

คุณพระคุณเจ้าครับ มันเป็นฟันคุดที่คุณหมอคนสวยถึงกับรีเควสด้วยตัวเองเลยว่า เก็บไว้สุดท้ายเลยนะค่ะ เพราะมันยากมากกกกกกกก

อ่ะ ครับ ว่าง่ายครับ เก็บก็เก็บ แต่สุดท้ายมันก็มาถึงครับ

ผมได้คิวเริ่มผ่าตอนประมาณใกล้ๆ 6 โมงเย็น คุณหมอก็ฉีดยาชา อะไรต่ออะไรให้ตามปรกติครับ ชิวๆ เพราะเชื่อใจว่าคุณหมอคนนี้ทำไม่เจ็บ มือเบามากครับ เธอเป็นคนละคนกับที่ถอนฟันคุด 2 ซี่แรกให้ผม ซึ่ง ผลงาน 5 ซี่ที่ผ่านมาของเธอไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย เพราะมันไม่เจ็บจริงๆ หายเร็ว และก็ทำให้ผมแอบมีความหวังว่ามันจะไม่เจ็บ

แม้เธอจะบ่นว่ามันยากนะกับซี่นี้ แต่ผมก็เชื่อว่าเธอจะทำได้ ไม่เจ็บ ... แต่ ...

เหนือฟ้ายังคงมีดาวเทียมและอวกาศ เหนือฝีมืออันเฉียบคมของเธอ ก็ยังมีฟันคุดของผม เป็นตัวทดสอบ

เนื่องจากว่า เงื่อนของฟันคุดของผมซี่นี้คือ

1.มันนอนครับ นอนเหยียดยาว แอ่งแม้ง
2.มันอยู่ในเหงือกครับ ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น
3.ที่สำคัญที่สุด รากมันโค้งขึ้นครับ

แมร่งเอ้ย ...มันมากครับ คุณหมอแสนสวย เลื่อยฟัน เหงือก และกระดูฟันกรามผม ตลอด 2 ชั่วโมง

เชื่อไหมคุณแรกๆมันก็โอนะ แต่ช่วงหลังๆ มันแย่มากครับ เพราะฟันผมถูกเลื่อยแล้วเลื่อยอีก ถูกงัด ถูกดึง ถูกหัก พระเจ้า มันออสซั่มมากๆๆๆๆๆ

ระบมมากแต่ก็ยังต้องทน จนยาชาหมดฤทธิ์ คุณหมอต้องคอยให้ยาชาผม เพิ่มตลอด 5 นาทีหลังๆ เจ็บมากครับ ช่วงท้ายที่กำลังดึงฟัน คุณหมอบอกว่า มันอยู่ใกล้เส้นประสาท มันจะเจ็บมาก ตอนนั้นผมอยากจะตะโกนออกไปว่า "กรูเจ็บฉิบหายแล้วว้อย"


แต่ก็ต้องอดทน แต่สารภาพเลยครับ งานนี้ร้องอย่างหมา ร้องตลอด แต่ไม่ได้ร้องไห้นะ แต่ไม่เก็บอาการเลย ก็มันเจ็บโคตรๆขนาดนั้น คุณหมอทั้งงัดทั้งดึง ผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่า เจ้าเขาควายนั้นก็หลุดออกมาจนได้ ตอนนึงคุณหมอยังบอกเลยว่ารากมันต้องสุดยอดมากๆแน่เลย ในใจผมเนี้ย แหม สุดยอดไม่ยอดช่วยเอามาออกมาเร็วได้ไหม กรูจะตายแล้วววววว


ผมจำได้ดีช่วงท้ายที่ยาชาไม่ค่อยชาแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงเข็มทุกเข็มที่คุณหมอเย็บแผลให้ผมเลย แต่ตอนนั้นมันแบบ ช่างแมร่งแล้ว เมื่อไรจะเสร็จสะที ...


หลังจากนั้น คุณหมอบ่นเลย ว่าเหนื่อยมาก ผมก็แย่ครับ จะตายเอา คุณหมอใจดี ยังเอาฟันผม ที่เป็นชิ้นๆมาต่อให้ดู รากสุดท้ายที่ดึงออกมา โหย งอโค้งเหมือนเขาลูกวัวเลยครับ น่ากลัวมากๆ นึกขอบคุณคุณหมอที่เอามันออกมาจากเหงือกผมจนได้


เชื่อไหมคุณ ผมออกมาจากคลินิกตอน 2 ทุ่มกว่าๆ พระเจ้า 2 ชั่วโมงเต็มกับการผ่าตัด ที่ผมรู้สึกตัวตลอดเวลา

คืนนั้นทั้งคืนปวดระยำมากครับ ปวดมากกกกก จนนอนแทบไม่หลับ แต่ก็ต้องอดทน

จนถึงตอนนี้ก็เรียกว่า เกือบดีแล้ว ผมสามารถกินข้าวได้ตามปรกติแล้ว อาจเป็นเพราะความหิวของผมมักมีอิทธิผลเหนือความเจ็บปวดเสมอ ถอนฟันมา 8 ซี่ผมก็ยังคงกินปรกติ จะกินโจ๊กก็แค่มือแรกหลังเพิ่งถอนฟันแล้วเท่านั้น 555+ หลังจากนั้นก็ข้าวกระเพรา ก๋วยเตี๋ยว อะไรเรื่อยเปื่อย กินได้สามารถตลอด


เฮ้อ .. เดือนหน้าก็จะได้ใส่เหล็กสะทีครับ จนกะการถอนฟัน หมดไปเป็นหมื่นแล้วเนี้ย ยังไม่ได้ดัดสักแอะ เฮ้ออออออ

แต่ยังไงก็สู้ๆครับ เพื่อความหล่อต้องอดทน ไว้จะถ่ายรูปตอนใส่เหล็กแล้วมาให้ดูนะครับ

เวลาไม่สบายนี้คิดถึงแฟนจังนะครับ ไม่มีคนให้อ้อนเลย ... เฮ้อออออออ ^^

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

... Now that I see you ...

ชอบการ์ตูนกันไหมครับ ผมเชื่อว่าใครๆก็น่าจะชอบกัน

ผมเป็นคนนึงที่ดูการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วมันก็ทำให้ผมชอบวาดรูป และก้าวเดินมาตามเส้นทางสายศิลปะเสมอมา

สมัยเด็กๆ ถ้าคนรุ่นเดียวกันกับผม คงจะต้องเป็นเหมือนกันที่แต่ละปี ดิสนีย์จะออกการ์ตูนมา 1 เรื่อง โปรโมทกันตับหลุด ตื่นเต้นกันมาก ประหนึ่งถูกหวยรางวัลที่ 1 ถ้าพ่อกับแม่ยอมพาไปดูในโรงหนัง แล้วเอามาคุยให้เพื่อนที่โรงเรียนฟังไป 3 วัน 7 วัน

แม้ว่าสมัยนี้ การ์ตูน 2D แบบคนวาด จะหายไปแล้ว เรียกได้ว่ามันไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จแล้วนั้นเอง แต่ดิสนีย์ของเราก็ยังคงพยายามต่อไป






ราพันเซล หรือ Tangled เป็นการ์ตูน 3D ของดิสนีย์เรื่องแรกในรอบหลายปี ที่ผมดูแล้วไม่รู้สึกว่ามันเป็น 3D มันเป็นการ์ตูน 2
D ของแท้ฉบับดิสนีย์ที่ มาในร่างของ แอนิเมชั่น 3D และมันเป็นดิสนีย์มากๆ เป็นการ์ตูนสำหรับเด็กๆของแท้ ที่ผมไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว เพราะผมมักชื่นชม แอนิเมชั่นของ พิกซาร์ มากกว่าเพราะมันเป็นการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ที่แฝงข้อคิด ให้เก็บไปคิดและเติมเต็มความรู้สึกได้

แต่กับราพันเซล มันเป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก ที่พาผมกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง .... มันไม่ได้ให้ข้อคิด มากมาย หรือว่ามีสาระจนกลบความรู้สึกของการ์ตูน แต่มันเป็นการ์ตูนในไม่กี่เรื่อง ที่เติมเต็มความสุข ณ เวลาที่ได้ดู และทำให้เด็กในร่างผู้ใหญ่อย่างผม กลับเป็นเด็ก ... อีกครั้ง






^^ นางเอกน่ารักมากๆครับ ราพันเซลของเรา Mandy Moore พากษ์ได้น่ารักมากๆ ทำให้ราพันเซลมีเอกลักษณ์ของบุคลิกที่ใกล้เคียงความเป็นมนุษย์ธรรมดา น่ารัก แล้วก็ความเป็นเด็ก ที่ยังคงเชื่อฟังผู้ที่ตัวเองเข้าใจว่าเป็นแม่

ส่วน "ยูจีน" หล่อไปไหน .... หล่อมากๆ หล่อหมดจด ไม่มีที่ติ 555+ แอบหลงรักผู้ชายสไตล์นี้ แต่ยูจีน ให้ความรู้สึกเหมือน จอห์น สมิท ในโพคาฮอนทัสมาก สะจนนึกว่าพี่น้องฝาแฝด จนผมที่เป็นแฟนพันธ์แท้ โพคาฮอนทัสถึงกับ แอบเคือง เพราะยูจีนหล่อกว่า หนุ่มกว่า 555+





ที่สำคัญ คาเมเลี่ยนน้อย 5555+ เห็นครั้งแรกในทีเซอร์ตัวอย่าง หัวเราะแทบตกเก้าอี้ เพราะว่า รู้สึกว่าปรกติลูกน้องเจ้าหญิงที่เป็นสัตว์ มันควรจะเป็นอะไรน่ารักๆ เช่น นก หนู หมูป่า ม้าลาย อะไรก็ว่าไป นี้เธอเป็น คาเมเลี่ยน 555555555++ คิดได้ยังไง ชอบครับ ชอบๆ





เนื้อเรื่องสนุกมาก ตามสไตล์ดิสนีย์ มีนิสนึง ที่ทำให้ผมถึงกับน้ำตาหยดเลย ... ถูกต้องแล้วครับ ฉากลอยโคม ... เฮ้ออออ ^__^

บางครั้งความฝันสูงสุดของคนสักคนนึง มันก็แค่การได้ทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ... I see the light เป็นเพลงคู่ที่ผมว่า ... เหมาะมากสำหรับที่มาของทั้ง ราพัลเซล และยูจีน ที่ทั้งสอง ได้มาพบแสงสว่าง ที่รอคอย ณ จุดนึงของช่วงเวลาที่เหมาะสม

ราพันเซล เธอได้บรรลุความฝันที่เธออยากจะได้มาดู แสงที่เธอใฝ่ฝันจะได้เห็นมันด้วยตานอกหน้าต่างหอคอยมาตลอดชีวิต

ยูจีน ก็ได้มาพบกับแสงสว่างของชีวิต ส่องสว่างไปสู่หนทางที่เขาเลือกเดินต่อไปจากนี้ นั้นคือราพันเซล







คงจะดีนะครับ ... ถ้ามีใครสักคนมองเห็นคุณ เหมือนกับที่เห็นแสงสว่างในชีวิต และคุณจะไม่ถูกมองข้ามหรือละเลยอีกต่อไป

กับท่อนนึงของเพลงที่ผมชอบมากๆเลย ....

And at last I see the light ... Now that I see you ...

คุณเอ้ย น้ำตาร่วงครับ 555++ มันเป็นความอิ่มเอมในหัวใจ และรู้สึกดี แม้จะเจ็บปวดลึกๆในใจ แต่เวลาเราได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่า มันช่างวิเศษ และดีจริงๆ


ช่วงจบ อาจขัดใจผู้ใหญ่หลายคนผมว่า เพราะมันง่ายๆ สไตล์ดิสนีย์ แต่ผมว่าดีแล้วที่เป็นอย่างนั้น เพราะมันเข้าใจง่ายสำหรับเด็ก และมันแสดงให้เห็นได้ง่ายๆ และชัดเจนว่า หากถ้าวันนึง เรารักใครสักคน ... เราก็อาจจะสามารถทำอะไรที่ดี และยิ่งใหญ่ได้ ด้วยแค่พลังของความรัก เพราะเธอทำให้ฉันรักเธอ ...

ผมรักการ์ตูนเรื่องนี้จริงๆเลย เฮ้ออออออออออออออ ^^






สักวัน คงมีใครสักคน มองเห็นผม เหมือนที่เนื้อเพลงบอก ... Now that I see you ... ^___^

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

... นอนไม่หลับ ...

เคยนอนไม่หลับกันบ้างไหมครับ คืนนี้ผมนอนไม่หลับหละ

มันรู้สึกยังไงไม่รู้ เหงา

ตลอดหลายอาทิตย์มานี้ ผมพยายามบอกตัวเองว่าไม่เหงา ผมทำอะไรที่อยากทำไปก็เยอะ แล้วยอมรับว่ามีความสุขมากๆ

ได้พบเจอพูดคุยกับเพื่อนเก่า ที่ทำให้ความรู้สึกดีๆ กลับมามากมาย

แต่ตอนนี้ผมก็ต้องยอมรับว่า ผมปฏิเสทไม่ได้ว่าผมเหงา

พรุ้งนี้ผมจะไปพบกับสามีเกย์อีกครั้ง ลางานไป พบปะสัมมนา ในเรื่องกิจการส่วนตัวของเราสองคนเป็นครั้งแรก คล้ายๆประชุม CEO (เวอร์มาก) ว่าตกลงเราจะทำสินค้าอะไรขายให้รวยกันดี มันตลกดีที่คน 2 คนเกิดความรู้สึกเดียวกันขึ้นมาพร้อมๆกัน ว่าเราต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างกับชีวิตของเราสักที

คนนึง อยากที่จะเริ่มต้นกับชีวิตของตัวเอง ส่วนอีกคน อยากที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง

จุดมุ่งหมายเราอาจต่างกันก็จริง แต่เราจะร่วมมือกัน ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับคนๆนี้อีกครั้ง และได้แต่หวังว่ามันจะออกมาดี

ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ พ่อกับแม่คงได้สบายกว่านี้

ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ เตียงนอนผมคงไม่เย็นเยียบแบบที่มันเป็นทุกวัน

ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ ผมคงไม่ต้องตื่นมาคนเดียว

และ... ผมคงไม่ต้องรอคอย .... อีกต่อไป

ชีวิตผม ผูกติดกันการต้องคอยเสมอ และตลอดเวลาผมก็มีความอดทนเหลือเฝือที่จะเฝ้าคอย คนนึง 10 ปี คนนึง 2 ปี และคนนี้ 3 ปีแล้ว ผลจะออกมาหัวหรือก้อย ผมเองก็ไม่รู้ ผมคิดถึงเธอมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ได้แต่คอยอยู่เงียบๆ


และเฝ่าหวังว่า ......... ผมจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554

... เรื่องของทอมกับเกย์ และเจ๊ทุสโซ่ ...

เรื่องของเรื่องคือ ใฝ่ฝันอยากเข้าดูหุ่นขี้ผึ่งของเจ๊ ทุสโซ่ มาเป็นเวลานานมาก

พอรู้ว่า มาเปิดที่บางกอก บ้านเรา ผมก็กระสั่นอยากดู แต่พอเห็นราคาบัตร 700 บาท ถ่วน อาการกระสันอยากดูก็หดหาย

เพราะรู้สึกว่า 700 เอาไปทำอย่างอื่นได้อีกตั้งเยอะ ... จนกระทั่งไปพบว่า คุณ Violet_Ladybird ได้ไปดูมาแร้นนนนน โอววว..... ฉานอยากไปบ้าง จาไป จาไป จาไป!!!!


แล้วก็เลยเข้าเวบไปดู พร้อมกับให้คุณเพื่อนสามีเกย์ ไปสืบมาสิ ว่าบัตรมันราคาเท่าไรกันแน่ กรูอยากดู

สามีเกย์ไปสืบมาได้ว่า 300 บาทถ่วนขอรับ ว๊ากกกก กระผมมีรึจะอดใจไหว .... จัดไปเพื่อนเอย ... งานนี้ลงทุนลางานเลยครับ อีกแล้ว ไปทำเรื่องเบิกตังค่าทำฟันกับประกันสังคมก่อน

แล้วก็ค่อยจรรี เข้าเมือง .... รถติดมากกกกกกครับ บ่ายวันพฤหัสที่ผ่านมา จากมีนบุรี ไปสยาม ฟาดไป 2 ชั่วโมงกว่า เส้นเพชรบุรีตัดใหม่

ด้วยความโง่ ที่เข้าเมืองเป็นอยู่ทางเดียว เหอๆ






ไปถึงเกือบ 4 โมงเย็น โน่น .... คุณเพื่อนก็มาคอยอยู่นานแระ จัดไปเข้าดูกันเถิด












ว้าวๆๆๆๆๆ ห้องแรก เฉยๆ ครับ อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยรู้จัก ทำให้เฉยๆ เดินผ่านไป ฉิ้วๆ

















พอถึงห้องนักกีฬา อีทอมกับอีเกย์ 2 ตัวนี้ก็กรี๊ดกร๊าดกันประหนึ่งได้เจอตัวจริง เสียแต่ว่าคนเยอะไปนิด ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์ท่าโพสได้หลากหลายเท่าที่ควร



... อยู่ใกล้พี่เบ็คแล้ว นู๋ปวดอึ ...




... โดนต่อยสะฟันเหยินเลย 555 ...






... ใจเย็นๆแกร ...






... เขาทำตามความสูงจริงๆใช่ม่ะ ...



ผมกับมันจึงเดินเลยเข้าไปห้องข้างในก่อน พอจนคนไปหมดแล้ว ค่อยเดินย้อนกลับมา งานนี้ 300 เรียกว่าคุ้มครับ 555++ โคตรคุ้ม ผมว่า แต่เสียดายนิสนึงตรงที่ เจอร์ราด ไปตั้งที่อื่น เลยไม่ได้เจอเรอะ ... ว้าาาา




... อเมริกัน ไอดอล ...






วันนั้นจะได้เห็นอี 2 ตัวนี้ เดินย้อนไปย้อนมา ไม่พอใจเดินกลับไปใหม่ 5555+









... ใครจะช่วยเมิง นังเกย์อ้วน ...


งานนี้เรียกได้ว่าเก็บตกทุกตัว .... ไม่มีพลาด ยกเว้น .... เอ่อ ..... จา - พนม ... และก้านกล้วย ... ที่ผมและคุณเพื่อน นี้ได้แค่หันไปมองและเดินผ่านไปเงียบๆ ไว้อาลัยให้อย่างสงบ ...

ผมชอบงานปั้นทุกชิ้นเลยนะครับ ชอบความพยายามในลายละเอียดต่างๆ ทั้งเส้นผม ดวงตา ขนตามจุดต่างๆ ไปจนถึงเม็ดสีตามผิวหนัง เหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าเจ๋งสุดๆ

แต่ห้องที่ผมกรี๊ดกร๊าดมากที่สุด และรอคอยมานานเวอร์ นั้นก็คือห้องสุดท้ายครับ งานนี้ ไม่พลาดทุกเม็ด





... พี่เคน ของนู๋ ...

















เป็นอีกหนึ่งวันที่เรียกได้ว่ามีความสุขแล้วก็คุ้มค่า ที่ได้ใช่ไปเพื่อการนี้ และดีใจที่ได้เจอคุณเพื่อนอีก




... เหมือนพ่อแม่ ... ลูกใครอ่ะ ...

คุณเคยมีเพื่อน ที่สนิทกัน มากกกก ... จนคุณรู้สึกว่า มันเกินเส้นของความเป็นเพื่อนไปแล้วไหมครับ

แปลกที่ผมรู้สึกกับผู้ชายคนนี้แบบนั้น เราเป็นเพื่อนกันมาแบบนี้ก็ย่างเข้าปีที่ 11 แล้ว ตั้งแต่ ปวช.ปี 1 ที่ช่างศิลป

สนิทกันจน ความรู้สึกมันก้าวข้ามผ่านจุดเกรงใจ และจุดช่องว่าง ผมสามารถพูดได้ว่าผมพร้อมจะช่วยเหลือ และทำทุกอย่างเพื่อคนๆนี้ได้ โดยไม่ต้องคิดอะไรให้มันมากมาย

ถามว่าผมรักมันไหม ผมคงตอบได้ว่า มันเป็นผู้ชายคนเดียวในโลกรองจากพ่อผม ที่ผมรู้สึก และตอบตัวเองได้ว่าผมรักมัน

มันอาจไม่ใช่ความรู้สึกแบบแฟนกัน อาจไม่เคยไปถึงจุดนั้น (ถึงแม้ว่าอาจจะเกือบเคยเป็น 555+ ) แต่ผมก็ต้องยอมรับว่า การมีคนๆนี้อยู่ในชีวิต และได้ใช่เวลาร่วมกันคนๆนี้ เป็นสิ่งที่ผมมีความสุข







เมื่อนานมาแล้ว เราเคยสัญญากันไว้ว่า อายุ 35 เมื่อไร แล้วต่างคนต่างไม่มีแฟน เราจะมาแต่งงานกัน 555+ อนาคตมันจะเป็นยังไงนะ

แต่ผมดีใจที่ทุกวันนี้ ผมมีผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อน และเรายังคงคบกัน รักกัน และเป็นห่วงเป็นใยกันอยู่ ไม่เคยเปลี่ยน และผมดีใจที่ถึงแม้ชีวิตผมจะไม่โชคดีเท่าไร แต่ผมโชคดี ที่มีคนดีๆ อยู่รอบข้าง

หากมันจะไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ยังมี

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...