วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552
... นอย์ย แดรก ...
ออกแนวงี่เง่า เคล้าประสาทเสีย งานเยอะ แต่ก็มีเวลาไปหาอ่านโน่น นี่ นั่น จนประสาทแดก
รู้สึกเหมือนอยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องให้ตัวเองเป็นบ้า
รู้สึกหงุดหงิด ที่ตัวเองไม่มี ไม่เป็น เช่นคนอื่นๆ แถวบ้านเรียกว่าความอิจฉา
ใครๆเขาก็มีฟ้าหลังฝนกัน
แต่ผมมีแต่ ฝน ... ฝน ... แล้วก็พายุฝน แล้วก็กลายเป็นเฮอร์ริเครนแคทริน่า
ผมจะต้องเดินทางอีกไกลไหม กว่าที่จะได้พบเจอใครสักคนที่จะเป็นฟ้าหลังฝนให้กับชีวิตผม ใครสักคนจริงๆ
ใครสักคนที่ไม่ได้แค่ รักผ่านๆ
ใครสักคนที่ไม่ได้แค่ มีไว้ให้คิดถึง
ใครสักคนที่ไม่ได้แค่ มีผมไว้เผื่อเลือก
แต่คือใครสักคนที่อยากจะรักกับผม ไม่ว่าผมจะเป็นยังไง แบบนั้นเขาเรียกว่า ความรัก หรือว่าคำโกหกตอแหลคำโตนะ
ผมมักพบกับอาการคล้ายๆว่ารัก แต่มักจบลงที่คำโกหกคำโตๆ
ผมรังเกียจผู้หญิงพวกนั้นคุณรู้ไหม ผมรังเกียจที่เขาเล่นกับความรู้สึกของผม เหมือนมันเป็นของเล่น
นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป ทำมันง่ายๆ เหมือนผมเป็นอะไรที่จำเป็นต้องรับได้
อยู่ดีๆ ทั้งที่ไม่มีอะไร ก็มานอยแดกสะแบบนั้นผมนี่ ทำไมหนะหรอ .... จะบอกดีไหม
ถ้าบอกไป เด็กในฮาเร็มของเขา ที่อาจจะตามจองล้างจองผลาญผม มาถึงไดร์นี้ ก็อาจจะมาเห็นเข้า แล้วก็รู้ว่าผมนอย์ยแดรกเพราะอะไร
แต่ช่างเถอะนะ นี้มันไดร์ผมนิ ผมจะงี่เง่า จะประสาทรับประทาน และ นอย์ยแดรก มันก็เรื่องของผม ไดร์กรู ไม่ได้มีไว้ให้ใครมาชื่นชม เจ็บไหม???
เจ็บสิ กรูก็เจ็บ ................. สัดดดดด
มากมายจนมาถึงวันนี้ ผมรู้ว่ามันก็ยังไม่หาย
จะมีสักวันไหม ที่ผมจะมีตัวตนในชีวิตใครสักคนอย่างชัดเจน ในฐานะคนรัก สามารถเข้าไปในชีวิตเขา ไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้อจำกัดห่าเหว
เหนื่อยสำหรับวันนี้ งานเยอะไปไหม ผมว่าคงด้วย เพิ่งจบงานบูทที่เมืองทองอีกรอบ ออร์เดอร์มาบาน ไม่เข้าใจว่า สินค้าในสต๊อกล้านแปดพันประการ มรึงจะต้องเอาไอ้ที่ต้องออกแบบ ต้องเขียนแบบใหม่ ทำไมกัน
เฮ้ออออออออออออ ........... เหนื่อยกาย นอย์ย ที่หัวใจอย่างแรง .....
วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552
... เจ้าปลาทองน้อยแสนรัก ...
ที่เหลืออยู่เพียงตัวเดียว และก็อยู่ได้กันยาวนานมามากกว่า 7 เดือน
ปลาทองผมเพิ่งตายนะ ทนทุกข์ทรมานจากอาการของโรค จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตมัน ตายไปอย่างเดียวดาย เพียงลำพัง ผมเสียใจที่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนมัน ณ ช่วงเวลานั้น เพราะวันนั้นเป็นวันเสาร์
ผมต้องไปทำงาน และแม่ผมต้องออกไปขายของ ตอนเย็นวันนั้นแม่โทรมาร้องไห้ บอกว่าให้พ่อกลับบ้านไปดูมัน และพบว่ามันตายแล้ว
แม่ผมรักมันมาก เพราะวันธรรมดา แม่จะอยู่บ้านเพียงลำพังกับเจ้าปลาทองน้อย มีมันเป็นเพื่อน แม่มักเล่าให้ฟังว่ามันแสนรู้แค่ไหน
เวลาไปไหนก็ตาม แม่มักจะเป็นห่วงมัน ว่ามันจะหิว มันจะเหงา
ผมยังจำได้ถึงวันที่ซื้อมันมาวันแรก พร้อมเพื่อนๆ 4 ตัว แต่ทุกๆตัวก็จากไปในเวลาอันรวดเร็ว เหลือเพียงเจ้าอ้วนน้อย ที่ตอนแรกมีขนาดแค่นิ้วโป่ง แต่ก่อนมันตายมันมีขนาดเท่าลูกปิงปองแล้ว
มันเป็นปลาทองน้อยอารมณ์ดี ว่ายน้ำดุ๊กดิ๊กตลอดเวลา ตะกละ แต่เราก็รักมัน


... เจ้าอ้วนตอนแข็งแรง เมื่อสัก 2-3 เดือนก่อน ...
ก่อนวันหยุดยาวสงกรานต์ ผมเปลี่ยนน้ำให้เขา แล้วเอาเขามาไว้นอกบ้าน และวานให้คนข้างบ้านมาให้อาหาร หยุดยาว 5 วันกลับมาได้ 2 วันมันก็ป่วย ไม่ยอมกินอะไรทั้งๆที่เคยตะกละ
เกล็ดพองออกมา ท้องบวม ว่ายหงายท้อง ซึม ไม่ว่าย
ผมหาข้อมูลทุกทาง หายามารักษา ตั้งแต่ยาเหลืองก๊องแก็ง ยาแก้อักเสบ ไปจนถึงยาเหลืองญี่ปุ่นที่เขาว่าดี
จนสุดท้าย เจ้าปลาทองน้อยของผม มันมีอาการที่มีถุงน้ำพองออกมาตามตัว ทั่วตัวไปหมด ดูมันทรมานมาก มีถุงน้ำพองออกมารอบๆตามัน จนมิด ผมพยายามเอาเข็มเจาะออก พยายามทำหลายๆอย่าง
แต่มันก็ไม่ดีขึ้น ซึม เหนื่อย ไปนอนซุกอยู่ตรงอ๊อกซิเจน เป็นภาพที่น่าเศร้า สำหรับคนที่เลี้ยงมา


... เจ้าอ้วนน้อย ตอนป่วยมากแล้ว มีตุ่มพองใสๆ พองออกมาเต็มไปหมด ...
และมันก็จากเราไป
3 วันแล้ว
3 วันที่ผมกับแม่คิดถึงมัน
3 วันที่ไม่ได้ยินเสียงอ๊อกซิเจน
3 วันที่กลับมาบ้านแล้ว รีบเข้าบ้านอย่างเคยเพราะเป็นห่วงว่ามันจะหิว แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า มันไม่อยู่แล้ว
ผมสัญญากับตัวเอง ว่าจะไม่เลี้ยงอะไรอีกแล้ว ผมจะไม่เล่นกับชีวิตของใครหรืออะไรแบบนี้อีกแล้ว ถึงมันจะตัวเล็ก แต่มันก็มีชีวิต ชีวิตที่มันพยายามจะอยู่รอด จนวินาทีสุดท้าย
หลายคนอาจมองว่าผมบ้า แค่ปลาทองทำไมต้องเศร้า ผมอาจเป็นบ้าตามนั้นจริงๆ
แต่ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ที่เข้ามาในชีวิตผม มันจะมีความสำคัญกับชีวิตผมเสมอ ผมจดจำทุกสิ่งที่เข้ามา และออกไปได้
เจ้าปลาทองน้อย เป็นสัตว์เลี้ยงตัวแรก ที่ผมเลี้ยงเขาอย่างจริงจัง และจะเป็นตัวสุดท้ายด้วย
ผมรู้สึกเหมือนเสียคนในครอบครัวไป
คงอีกนาน กว่าความรู้สึก จะกลับมาเหมือนเดิม
กว่าที่จะไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดถึงมัน
ทุกๆอย่าง เจอกัน แล้วก็จากกัน หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำ ... เท่านั้น
วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552
... ทริบอึด นรกแตก # // 1 ...
ไปไหนกันมาบ้างคร้าบบบ แต่ดูท่าหลายคนคงได้ไปเที่ยวไฮโซ หุ หุ
ผมหรอ ... 200 บาท ไปได้ทั่วไทย เมื่อไปกับพระมารดา
ไดร์นี้เป็นไดร์ที่ ต้องใช่ส่วนลึกของซิลิบั้มสมอง เพื่อการระลึกชาติ มากๆ กลับมาตั้งหลายวัน กว่าจะจัดรูป นั่งนิมิตรว่าไปที่ใดบ้าง ก็ใช่เวลาหลายวันจนล่วงเลยมาเป็นอาทิตย์ เหอๆ เที่ยวอึดนรกแตก 5 วันถ่วน
แต่เป็นการไปที่ เสียตังเยอะ แต่ว่าเที่ยวไม่คุ้ม T___T เพราะว่ามากคนมากความ
โดยปรกติบ้านผมจะเป็นครอบครัวประเภทชอบเที่ยวทะเล โดยเฉพาะทะเลใต้ คือไปก็ไปไกลเลย ทะเลใกล้ๆอย่าง บางแสน พัทยา ไม่ได้แอ่มเงินเรามาหลายสิบปีได้แล้ว หุ หุ
และทุกครั้งที่มีโอกาศ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ หรือสงกรานต์ ก็จะพบครอบครัวผมที่ ภูเก็ต หรือไม่ก็หาดใหญ่ได้อย่างแน่นอน
การไปเที่ยวครั้งนี้ แม่ผมมีเพื่อน แอน เดอะ แก็ง ไปด้วย เป็นผู้นำเที่ยว เนื่องจากว่าเรา 3 คน พ่อ แม่ ลูกอยากไปเที่ยวเกาะมากมาย แต่ไม่กล้าเช่าเรือไปกันเองตามลำพัง คราวนี้สบโอกาสสมาชิกเยอะ เลยนัดกันเริ่มต้นว่าจะไปสิมิลัน
ดังที่ผมได้อัพไดร์ไว้ล่วงหน้า
วันแรกของการเดินทาง ... กลางคืนวันที่ 10 เลิกงานปุ๊ปก็พากันจัดขบวน ออกเดินทางกันปั๊ป .... ไปถึงภูเก็ตก็ราวๆ บ่ายกว่าๆ ของวันรุ่งขึ้น เพราะรถติดมากคับ ไม่เคยไปใต้แล้วพบรถเยอะแยะมากมายเช่นนี้มาก่อน แม้ว่ามันจะเป็นเวลากลางคืน
รถติด วิ่งทำความเร็วไม่ได้ ไปตลอด ยันไปถึงชุมพร
แก็งของแม่ผมนั้น เป็นชาวไทยมุสลิม เขาอ้างว่ารู้จัก บ้านพัก แบบ โฮมสเตย์ ตอนแรกๆ ก็คิดว่าจะดีไหมหว่าาาา
แต่แล้ว ... เพราะเจ้า ไอ้บ้านไม่เท่าไรคับ วิว สิ ระดับ 5 ดาวทีเดียว ตัวบ้านเป็นบ้านคอนกรีทธรรมดาคับ จะไม่ธรรมดาก็ตรงที่มันแปะอยู่กับไหล่เขานั่นเอง แลดูไฮโซ มากๆ ไม่แพ้ห้องสวีท แต่ ... นอนตากยุงดูดาวกันที่ระเบียงทั้งหมู่คณะ ได้บรรยากาศดีมาก

แต่ยังคิดอยู่ว่าถ้าฝนตกกรูจะทำยังไงดี 555+

หมู่บ้านที่ผมไปพักนั้นเป็นบ้านโฮม สเตย์หมดเลยคับ มีทางลง กลิ่งๆ ไปถึง ชายหาดได้ เป็นชายหาดสวนตัว เงียบมากๆ มีเรื่องยอชร์จอดอยู่ 2 - 3 ลำ มีฝรั่ง พอเป็นพิธี
หลังจากถ่ายรูปกันจนหนำ ผมและชาวคณะ ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าวิ่งปุเลงปุเลงลงเล่นน้ำ
ตอนโดดตูมลงไปครั้งแรก ก็เห็นแล้วหละคับว่า ... พื้นมันไม่ใช่ทราย ....มันเป็น " หญ้า " แต่ เนื่องจากมีฝรั่งเล่นอยู่ เราจึงไม่ได้เอะใจ มันเล่นได้ เราก็เล่นได้ แต่ผมไม่ไปเหยียบหญ้าเลย เพราะกลัว
15 นาทีผ่านไป มีน้องในแก๊งชาวคณะ คนนึง ร้องกรี้ด เธอพบตัวอะไรบางอย่าง จะปลิงก็ไม่ใช่ จะ ทากก็ไม่เชิง ทุกๆชีวิตในแก๊งชาวคณะเราจึงพร้อมใจกันเลิกเล่นน้ำในทันทีไม่มีอิดออด
กลับขึ้นไปหาของกินและนอนดูดาวกันตามสเต็บ ดาวสวยมากเลยคับ แต่ว่า ไม่รู้วิธีถ่ายนะ
เช้าวันอาทิตย์ เราออกตะเวนกันแต่เช้า หาของกิน เนื่องจากชาวคณะแม่ เป็น มุสลิม อาหารจึงหนีไม่พ้นข้าวหมก ข้าวมัน แรกๆก็โอหละคับ นานๆกินที แต่แปลก ที่ชาวคณะมุสลิมขับรถพาคนพุทธเข้าวัด กร๊ากกก

เราเริ่มต้นที่วัดฉลอง .... ไหว้พระจิตใจสงบ แล้วก็ไปที่แหลมพรมเทพ .... แดด ร้อน เมพ เมพ สุดยอดคับ ถึงจะไม่ใช่เวลาพระอาทิตย์ตก แต่วิวก็ยังสวยเริด
เห็นพระมารดา กระดี้กระด้ามีความสุข ผมก็ดีจาย .....เสร็จแล้วเราก็ลัดเลาะไปตามถนน ผ่านหาดต่างๆ แล้วก็ไปนั่งอุตุ ใต้ต้นไม้ เล็งฝรั่ง ที่หาดกะรน คลื่นน่าเล่นมากๆ เมื่อครั่งมาคราวที่แล้วที่นั่งฝรั่งยังลุกลามมาจนปลายหาด ผมเคยเล่นน้ำที่นี่สนุกมาก แต่ตอนนี้ มีแต่ฝรั่งๆๆๆๆ เหมือนหาดป่าตอง ไม่ชอบเลย รู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ
เล็งฝรั่งจนหมดแม็กแล้วก็ไปหาอะไรกินกัน ที่ริมเขาเลยหาดกมลาไปแล้ว เป็นร้านบ้านๆ แต่ติดริมเขา อาหารอร่อยดีคับ ไม่แพง แต่เนื่องด้วยว่าทุกครั้งที่กินข้าว ผมจะห่วงแต่กิน เลยไม่ได้เก็บภาพอาหาร มาฝากกันเลย 5555++
สโลแกนแม่ผม มรึงช้า มรึงอด 5555+
อิ่มแล้ว ก็ไปไหว้พระต่อโน่น วันพระพุดคับ อยากไปมานานแล้ว มาภูเก็ต หลายครั้งมากๆ แต่ไม่เคยได้ไปไหว้ ท่านเลย ได้มีโอกาศ รู้สึกดีมากๆคับ

ไหว้พระแล้ว ผมอยากไปดู เครื่องบินลงตรงปลายรันเวย์ภูเก็ตมากๆ เพราะปลายรันเวย์ติดทะเล คล้ายๆกับที่ พรินท์เซ็ตจูเรียน่า ที่แทบจะเอื้อมมือแตะล้อได้ แต่ปรากฏว่า ดูจากใน กูเกิล เอิทย์ แล้วจำไม่ได้ ว่าไปทางไหนถึงเข้าไปที่ปลายรันเวย์ได้ พอขับรถไปจริงๆแล้ว งงเลยคับ หาทางเข้าไม่ได้ เลยอดเลย งืมๆๆ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก มีคนพูดว่า เวลาที่เรามีความสุข เวลามักผ่านไปรวดเร็วเสมอ อันนี้ผมเห็นด้วย
ตกเย็นก็กลับไปอาบน้ำนอนดูดาว กินโรตี หุ หุ ดีที่เอามุ่งกระโจมไปด้วยนะ 5555 เตรียมตัวให้พร้อม พรุ้งนี้ ไปเที่ยวเกาะ ครั้งแรกในชีวิตผม
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552
... Let's go to the SEA !!!!!!!! Yahoooooooooo !!!!!! ...
Today is the last day for working. I'm so happy with my holiday, 5 day in Phuket and maybe If I'm lucky.
I will going to Similan Island. I don't know the word to call Similan is Island or group of island.
5555 แต่ช่างมันเถอะ
I'm going with my family and my mom friend about 2 family. I think It's must be a lot of fun.
Long time I didn't see the sea of phuket. I think the last time. Have my Mom Dad and my sis. But now I don't have my sis anymore.
I missing her so much. And I hope in someday she come back in our family again. We grow up together. She is only one sister of my life.
แต่ช่างเถอะเนอะ จะเศร้าทำไม จะไปเที่ยวหละนะคร้าบบบบบบ ไว้กลับมาแล้วจะมาอัพรายการไปเที่ยวครั้งแรกของ blog ผม ให้ได้ชมกันเด้อ ..... บะบายคับผม
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552
... รักแรก ...
เมื่อวานได้ฟังเพลงเก่าๆ ย้อนไปวันวานสมัยยังเรียนอยู่คับ ก็เลยพลอยไปนึกถึง เมื่อครั้งนึงที่เคยมีความรัก เป็นรักครั้งแรก และเป็นรักที่ยาวนานที่สุด เท่าที่ผมเคยมีมาในชีวิต
และผมคิดว่านี้คงเป็นรักแท้จริงๆ เท่าที่ผมเคยรู้สึกรักมา เพราะมันไม่ต้องการสิ่งใดๆ
แต่มันไม่ได้เป็นความรักที่สมหวังหรอกนะคับ เป็นความรักข้างเดียว ที่กินเวลานานถึง 10 ปี ตอนนี้ผมกล้าพูดได้เต็มปาก ว่าผมไม่ได้รักเธออีกแล้ว เพียงแต่เธอจะเป็นความทรงจำที่งดงามที่สุดเสมอ ในหัวใจเน่าๆของผม
ผมพบเธอครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ตอนนั้นผมอายุ 13 พ้นจากโรงเรียนใกล้บ้าน ออกมาผจญโลก กับโรงเรียนมัธยมเป็นครั้งแรกในชีวิต การเรียนแบบเดินเรียน การต้องขึ้นรถเมย์ไปเรียน การเรียนแบบนับเวลาเรียน
การต้องซื้อข้าวกินเอง และอะไรๆหลายๆอย่างที่ผมเองต้องปรับตัว ผมจำได้ว่าผมทำได้ไม่ค่อยดีนัก ในช่วงแรกๆ
ผมพบเธอครั้งแรกในช่วงการเตรียมงานก่อนกีฬาสี ผมยังคงจดจำได้ดี เธอแก่กว่าผม 2 ปี อยู่สีเดียวกับผมและเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอล เย็นนั้น ผมกับเพื่อนนั่งร้องเพลงเชียร์กันอยู่บนแสตนด์ ด้านหน้าของพวกเราคือสนามบอลของโรงเรียน เอ่อ ... ผมเรียนโรงเรียนสิริรัตนาธร ครับ ใครเป็นพี่เป็นน้องขอมือหน่อยเด้อ
มีผู้คนมากมาย ในสนามนั้น แต่ผมก็เห็นเธอ ผมจำได้ว่าผมเห็นเธอเพราะร้องเท้าบาส Niki ของเธอ เธอเท่มาก เย็นนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมตกหลุมรักเป็นครั้งแรกในชีวิต เธอเป็นลูกครึ่ง หรืออะไรสักอย่าง ผมจำไม่ได้แล้ว ผมสีน้ำตาลของเธอ และดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ยังคงอยู่ในใจผมเสมอ
เธอสะดุดตามาก และตั้งแต่นั้น ผมก็พยายามจะทำทุกวิถีทาง ที่จะจีบเธอ ผมทำเหมือนที่เด็กๆในวัยนั้นทำกันทุกคน นั้นคือสืบตารางเรียนของเขา คอยออกมามองหาเขา อยากรู้เรื่องของเขาไปสะทุกอย่าง ผมจำได้ว่าช่วงแรกๆที่ชอบเขา ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็น ดี้ รึเปล่า แต่มักเห็นเขาเดินกับรุ่นพี่ผู้หญิงอีกคนบ่อยๆ
จน 2 ปีต่อมา ถึงได้รู้ว่าพี่คนนั้นเป็นแฟนของเธอ เธอก็ดีกับผมนะคับ ยอมคุยโทรศัพท์กับผม เขียนจดหมายตอบผม ยอมรับของขวัญตามเทศกาลต่างๆจากผม ยอมรับว่ารัก และหลงเธอมากทีเดียว แต่มองย้อนไปตอนนี้ก็เป็นความรักแบบเด็กๆ
แอบปลี้มเขา อะไรประมาณนั้น
เธอเป็นคนดี เธอไม่เคยให้ความหวังผมเลย และก็ไม่เคยที่จะคั่วผมเล่นๆ อาจเป็นเพราะตอนนั้นเรายังเด็กเกินไปก็ได้ เธอรักษาระยะห่างกับผมได้ดีมาตลอด ไม่ว่าผมจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
จาก ม.1 - 3 จนผมย้ายไปเรียน ปวช. ช่างศิลป เราก็ขาดการติดต่อกัน แต่ผมยังคงคิดถึงเธอเสมอ ยังคงส่งจดหมาย และของขวัญให้เธอ ตามวันเกิด และเทศกาลต่างๆ ไปที่บ้านเธอ แม้ว่าจะไม่ได้รับสัญญาณใดๆตอบกลับมา ว่าเธอได้รับรึเปล่า
3 ปี พอกพูนเป็น 5 ปี 7 ปี และ 8 ปี ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมยอมรับว่ารักเธอคนเดียว ไม่ว่าจะคบกับผู้หญิงคนไหน เป็นต้องมีอันเลิก เพราะทุกๆคนจะเข้าใจว่าผมคบเธอซ้อนอยู่ ผนังบ้านผมจะมีรูปถ่ายของเธอติดไว้ แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีติดอยู่ มันเหมือนเป็นอะไรที่ต้องเห็น เหมือนเธอเป็นส่วนนึงในชีวิตของผม
และทุกครั้งที่ผมทุกข์ใจ จากอะไรก็แล้วแต่ ผมจะนั่งวาดรูปของเธอ หรือเดินเข้าไปในซอยบ้านของเธอ ไปหาบ้านของเธอ แม้ว่าจะเป็นอะไรที่อ้างว้างมาก แต่การได้เห็นป้ายหมู่บ้านเธอ ก็ทำให้เด็ก อายุ 18 ตอนนั้นมีความสุข ผมไม่เคยเห็นเธอเลย และขณะเดียวกันก็ไม่คิดที่จะแสดงตัวเข้าไปในชีวิตเธอ

แล้วผมก็ตัดสินใจเลิกคบแฟนไปช่วงนึง ตอนนั้นคงเป็นเพราะแม่ด้วย ให้เวลากับแม่ เกือบ 4 ปี ที่ผมไม่มีแฟนเลย และจอมจมอยู่แต่กับอดีต คิดถึงคนรักคนแรกในชีวิต
และเกือบ 4 ปีที่เราขาดการติดต่อกันอย่างสิ้นเชิง วันนึง โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น เป็นเสียงหวานๆที่ผมจดจำไม่ได้แล้ว แต่มันเป็นเสียงของเธอ เรียกชื่อเฉพาะของผม ที่เธอใช่เรียกผมช่วงเราเรียนด้วยกัน
เธอได้การ์ดที่ผมทำเอง และมีเบอร์มือถือเบอร์แรกในชีวิตของผม และยังคงเก็บมันเอาไว้ จะด้วยอะไรไม่รู้ เธอโทรมาตามเบอร์
เหมือนผมถูกหวย ใครจะเชื่อว่า ตลอด 4ปีที่ผมไม่เคยพบเธอเลย เธอจะโทรมาหาผม เหมือนนักวิ่งมาราธอนที่ได้พบกับเส้นชัย และพบว่าไม่ต้องวิ่งต่อไปอีกแล้ว
8 ปี เธอทำงานแล้ว และผมเรียนอยู่ ป.ตรี ปี 3 ชีวิตเราแตกต่างออกไปมากมาย
ผมพบว่าเธอมีแฟน หลังจากที่เลิกรากับรุ่นพี่ที่คบกันตอนเรียนมานาน
บอกตามตรงว่าตอนนั้นหัวใจของผมพองโตมาก รู้สึกว่า 8 ปีเอง ในที่สุดฉันจะได้รักกับเธอแล้ว อะไรประมาณนั้น ตอนนั้นรู้สึกว่าคุ้มค่ากับการรอคอย หาได้รู้ไม่เลยว่า .... มันเป็นจุดจบของทุกๆสิ่งที่รอคอยมาตลอด 8 ปี
ผมพยายามอีกครั้ง แม้จะอ่อนแรง แต่ก็พยายามด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี โทรหา พยายามจะนัดเจอ และก็เหมือนเคย เธอตัดสินใจคบผู้หญิงคนนึงไปแล้ว ช่วงพอดีกับที่เจอผม
และ เธอแปลกไป เธอไม่สนใจว่าจะนัดผมไปทำอะไรที่ไหน เธอรับปากตลอด แต่นึกจะเบี้ยวก็เบี้ยวไปดื้อๆ ผมจำได้ว่าตอนนั้นเจ็บปวดมาก
รู้สึกว่าผู้หญิงที่ผมเคยรู้จัก ตอนนั้นกับตอนนี้ เป็นคนละคนกันไปแล้ว และผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ อาจเป็นเพราะว่าผมจอมจมอยู่กับอดีตและความคิดของตัวเองมากเกินไป คาดหวังว่าเธอจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ หรือเป็นเหมือนเดิม อย่างที่เธอเคยเป็น
แต่คนเราเปลี่ยนแปลงเสมอ .... และสิ่งที่เธอเป็น ได้ทำลายความรู้สึกรัก รู้สึกดีที่มีให้กับเธอ ไปจนหมดสิ้น
ผมใช่เวลาอีก 1ปีให้หลัง รู้สึกแย่กับการรอคอยของตัวเอง และค้นพบว่า พระเจ้า ทำให้เธอกลับเข้ามาในชีวิตของผม เพื่อบอกผม ให้เลิกรักเธอได้แล้ว ประมาณนั้น
ทุกวันนี้ เธอเป็นความทรงจำวัยเด็กทั้งหมดของผมก็ว่าได้ ทุกๆคืนผมยังคงจ้องมองรูปถ่ายที่ถ่ายคู่กันกับเธอ แล้วรู้สึกมีความสุข เพราะมันเป็นความทรงจำที่งดงามเสมอ
ทุกวันนี้ ผมยอมรับว่าไม่อาจอดทนรอ หรือว่า รักใครข้างเดียวได้อีกแล้ว เหมือนผมได้ใช่มันหมดไปแล้ว กับผู้หญิงคนนึง
ผมเองก็เปลี่ยน กลายเป็นคนที่จะไม่รักใคร หากไม่ได้ความรักตอบกลับมา เหมือนเห็นแก่ตัว แต่ใครจะรู้บ้างว่า ผมพบ ผมเจออะไรมาบ้าง
ตอนนี้ผมเองก็ตัดสินใจที่จะละทิ้งความสัมพันที่ก่อขึ้นอีกครั้ง เพราะผมรู้ว่า เรื่องของผมกับคนที่ทำงานที่เดียวกัน คงจะไปกันได้อีกไม่นาน ผมดีใจที่หักห้ามใจไม่มีอะไรกับเธอได้ เพราะถ้าหากมี คงทำใจได้ยาก
ผมรู้ว่า เธอคงจะไม่ทิ้งเพื่อนผม มาเพื่อรักกับผม เพราะเธอพูดเสมอว่า ทางนั้นไม่ผิด .... ผมรู้ ตัวผมเองที่ผิด
และจะพยายามลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่แปะคำว่า "ชู้" นี้เอาไว้ให้เร็วที่สุด
ความเจ็บปวดหรือ .... โอ้ย ... ผมเป็นเพื่อนกับมัน
ในชีวิตผม ผมวาดรูปคนที่ผมรักแค่ 3 คน จากทั้งหมดหลายคน ทั้ง 3 คนจะมีใครรู้บ้างไหมว่า ทุกๆเส้นสายที่ผมจรดดินสอ ลง ผมวาดมันออกมาจากใจ
แต่ผมรู้ว่า หลายๆคน คงคิดว่า ก็แค่ภาพวาด ... เท่านั้น ...

... สีสันแห่งสายลม ...
ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...