เออ ... อยากจะบอกว่า เป็นหนังที่อวยทั้งตัวเอง แล้วคนรอบข้างให้ไปดู หมายมั่นปั้นมือว่าอยากจะไปดูให้ได้ เพราะเนื่องจากพลาดหนังแนวนี้มาแล้วหนนึง
และไม่อยากพลาดอีก ผมไปดูหนังเรื่องนี้คนเดียว พกความคาดหวัง และความตื่นเต้นไปเต็มสูบ เพราะชอบนักแสดงหลักทั้ง 4 คน และมองดูว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ และสีดำเจือปนอยู่มากกว่าเรื่องแรกอย่างแน่นอน ซึ่งโดนใจครับ ยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวัง
เอาตัวหนังรวมๆก่อน ผมอยากบอกว่าเมื่อดูหนังจบ สิ่งที่ตัวหนังทำได้นั้นคือ ทำให้ตัวละครและเนื้อเรื่องมันยังคงติดอยู่ในใจ แม้กระทั้งตอนที่เดินออกมาจากโรงหนังแล้ว ก็ยังคิดถึงอยู่ แต่ ... ไม่มาก ไม่กระแทกใจ และไม่ทำให้รู้สึกอยากดูอีกเหมือนหนังรักใสๆวัยรุ่น เรื่องก่อนหน้า
เนื่องจากมันน่าจะเกิดการเปรียบเทียบเชิงมวยกันแน่นอน ระหว่างหนังหญิงรักหญิง 2 เรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ออกตัวแรงอยู่แล้ว ว่า Dark กว่า และ Adults กว่า
ทั้งตัวอย่าง และเนื้อเรื่องย่อบทนำกว่าเรื่องก่อนหน้าอย่างชัดเจน และผมเชื่อว่าคนวัยผู้ใหญ่น่าจะคาดหวังกับมัน
แต่ปัญหาที่ผมพบขณะที่กำลังดูคือ .... บางฉาก งง ว่าตัวละครบางตัว ... เขาเป็นใคร เขามาจากไหน และเขาก็จบไป ซีนเดียว
ดูจนจบทั้งเรื่องผมชอบที่จริงๆแล้วตัวละครหลักทั้ง 4 คนมีที่มาที่ไป มีเรื่องราวที่มา และความซับซ้อนในชีวิต แต่ปัญหาคือตัวเนื้อเรื่องไม่บอกกล่าว อยู่ดีๆก็มาเป็นซีนๆแบบงงๆ ทั้งๆที่ฉากที่ต้องแสดงอารมณ์เหล่านั้น ถูกแสดงออกมาอย่างดี จนทำให้ผมร้องไห้ตามในบางคำพูด แต่มันไม่ค่อยอินเท่าไร
เหมือนตัวหนังอยากให้คนดูรู้เรื่องเท่าที่เห็น แต่ผมว่ามันทำให้ไม่ค่อยอินเท่าไร ไม่เจ็บปวดตามตัวละคร มันแค่โดนใจ ตรงเข้ากับเรื่องของตัวเองถึงร้องไห้ตาม
เหมือนมีฉากดีๆเยอะ แต่เรียงออกมาไม่ถูก ตัวหนังก็เลยแปลกๆในสายตาผมอ่ะนะ
แต่ก็ชอบหลายอย่างนะครับ ชอบตัวหนังที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกอย่างต้องเคลียร์เป็นภาพให้เห็น ไม่จำเป็นต้องเห็นบัวขาดใจตายต่อหน้าจูน ก็รู้ได้ว่า เออ ... เธอเสียชีวิตแล้ว
หรือไม่จำเป็นที่บี จะต้องมาพูดอะไรหรือให้ของ ส่งคลิปอัพยูทูป อะไรให้ดา ดาก็สามารถกลับมาหาบีได้ แบบหนังสูตรสำเร็จ ซึ่งผมว่า นี้คือความเป็นจริงในชีวิตรักของคนปรกติทั่วๆไปมากกว่า
ตรงนี้ชอบครับ กด like รัวๆ
นักแสดง ...
โอย งานนี้แยกเป็นคู่ๆเลยแล้วกัน คู่แรกเลย บี กับ ดา คู่นี้เล่นเก่งทั้งคู่ ผมชอบนะ ดูแล้วน่ารัก เป็นธรรมชาติผ่านอ่ะ เวลาอยู่ด้วยกัน รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดเข้าหากันเชื่อตามได้ ว่ารักกัน
แต่อีกคู่นี้สิ ... 555 จูน หรือน้องแอนเล่นแข็งมาก จนนึกถึง ติ๊นา กับหนังคู่ปรับก่อนหน้าที่แข็งทื่อพอๆกัน แต่ได้คู่ที่มาช่วยชีวิตเอาไว้นั้นคือคุณ ต่าย เพ็ญพักตร์
เธอช่วยชีวิตน้องแอนไว้ในทุกฉาก และผมก็ชอบมากๆ กับทุกๆฉากที่มีคุณต่าย พลังเธอดีจริงๆ เธอรู้ว่าตอนไหนควรแสดงแบบไหน ควรทำอะไร เออ เลิศมากครับ
หนังเรื่องนี้ขาดตรงเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องที่ดี เหมือนกินขนมเค้กที่มีส่วนผสมครบ แต่ตีเครื่องไม่ผสมเข้ากันดีพอ เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ดู มีคำถามเยอะครับ แบบว่า "อ่าว แล้วนี้มายังไง ตัวละครนี้มายังไง"
"เขาเป็นใคร" "ทำไมเป็นแบบนี้" และหลายฉากที่ทำเอาเบื่อเหมือนกัน จริงๆผมแอบคิดเข้าข้างว่า ..."อาจได้ว่าถ่ายทำครบท่วน แต่มีการตัดออกเพราะเนื่องจากความยาวของหนัง ทำให้ส่วนสำคัญหายไปรึเปล่า"
อันนี้ผมก็ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองไป แต่ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบคู่มวยกับหนังเรื่องก่อนหน้า ผมว่า She ยังคงตามหลัง Yes or No อยู่สักเกือบๆ 1 ช่วงตัว
อาจเป็นเพราะว่า ขอบเขตของหนังเรื่อง She ใหญ่กว่า และจริงจังกว่า มันเลยทำให้ยากกว่า yes or no ที่เป็นแค่ชีวิตเด็กมหาลัย She เหมือนสอบไม่ผ่าน
ที่จะไปให้ถึงจุดที่ดูแล้วไม่สงสัย ไม่งง ไม่เห็นจุดจับผิดมากมาย (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจจับผิดเลย)
และนี้คือฉากที่ผมสงสัย
... ตอนดู ผมรู้สึกว่าดากับบีอยู่อพาต์เมนท์ห้องใกล้ๆกัน เคยเห็นกันแต่ไม่รู้จักสนิทกันขนาดนั้น ... แล้วดารู้ได้ยังไงว่าบีลดความอ้วนกินแต่สลัด ในตอนฉากที่ชวนมากินข้าว
... ฉากช่วงที่ดา โดนทอมป๋าพามาบ้าน ตอนแรกก็บ้านหรู แต่พอมาห้องนอน ทำไมมันรู้สึกเหมือนโรงแรม แปลกๆ ที่ประตูห้องมีเอกสารหรืออะไรสักอย่างแปะอยู่ ไม่ได้จับผิดเลยนะ แต่มันเห็นอ่ะ
... ฉากบีกับพ่อ ฉากนี้ทำผมน้ำตาร่วงเพราะตรงกับตัวเอง แต่ปัญหาคือ ตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าบีมีปัญหาครอบครัว แล้วรู้สึกว่าอยากรู้จักตัวละครนี้ให้มากกว่านี้จะได้มีอารมณ์ร่วมตามไปแต่ไม่มีอ่ะ มีแค่นี้ ฉากเดียวเอง
... และฉากช่วงท้ายๆ ที่ดาเดินไปคุยกับใครก็ไม่รู้อ่ะ ที่พูดให้เธอคิดได้แล้วกลับไปหาบี ตอนนั้นงงมากครับ ใครอ่ะ เธอเป็นใคร มายังไง
มีฉากเดียวที่ผมดูแล้วสบายใจสุด คือฉากที่บีคุยกับพี่พนักงานร้าน ตอนที่ก่อนดาจะกลับมาง้อ เออ รู้สึกว่าไม่ขัดใจ รู้ที่มาว่าศิราณีฝ่ายพระเอกเป็นใครมาจากไหน
ส่วนนอกนั้นมีขัดใจบ้าง แต่ก็โอเค เอาเถอะ หยวนๆ เพราะไม่รู้สึกงงมากๆเท่า 4 ฉากต้องสงสัยของผม
เฮ้อ ... แต่ชอบนะครับ ชอบที่มีคนทำหนังแนวเราๆ หญิงรักหญิงออกมาเยอะๆ ที่ว่ามาทั้งหมดผมไม่ได้เกลียดหนังเรื่องนี้นะ เพียงแต่มันอาจเป็นความผิดของผมเองที่คาดหวังกับมัน
และเอามาเปรียบเทียบเฉิงมวยกับหนังรุ่นพี่ yes or no ที่มีจุดจับผิดอยู่บ้าง แต่เล่าเรื่องได้ลื่นไหลและหน้าติดตามกว่ามาก
และก็อยากให้กำลังใจทีมงานและนักแสดงเรื่อง she ทุกๆคนนะครับ ขอบคุณที่ทำหนังออกมาให้เราได้ดูกัน และผมก็อยากจะเห็นคนทำหนังแนวหญิงรักหญิงที่เป็นแนวนี้จริงๆออกมาอีก
เบื่อครับที่บางเรื่องมีเพศที่ 3 โผล่เข้ามา แต่แลดูโกหก และไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด เหมือนเขาไม่เคยรู้เลย ว่าจริงๆแล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ต่างจากของเขาเลย สักนิดเดียว
งานนี้ ให้คะแนน 6 เต็ม 10 แล้วกันอ่ะครับ เพราะผมว่ามันน่าจะดูแล้วไม่งงแบบนี้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไดร์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไดร์ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555
... ปีใหม่ ...
สวัสดีครับ หายไปนานมาก ไม่รู้ว่าจะยังมีคนเข้ามาอ่านหรือติดตามอยู่ไหม แต่ไดร์นี้มีเรื่องดีๆ
หรืออาจจะดีที่สุด มาเขียนลง
การเดินทางหลายๆอย่างของผมได้สิ้นสุดลงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในสายของความรัก ได้จบลงแล้ว
ไม่ว่าจะกับใคร ตอนนี้ผมได้เคลียร์ทั้งตัวและหัวใจของตัวเอง ปราศจากสิ่งใด มันว่างเปล่า แม้จะพบว่ามันว่างเปล่า และทำให้รู้สึกโหว่งๆอยู่บ่อยๆ แต่ผมได้เลือกและตัดสินใจแล้ว
และการเดินทางในสายของครอบครัว กับภาระหน้าที่ต่างที่ต้องรับผิดชอบ
นับจากนี้ไปอีกไม่นาน มันกำลังจะหมดและหายไป จนผมอยากจะซื้อพลุมายิงฉลอง และร่ายรำอวยชัย ให้จากนี้ไปไม่ต้องพบเจอกันอีก 5555
และกำลังจะมีเรื่องน่าดีใจอีมากตามมา หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมฝันไว้ กำลังจะเป็นจริง
ต้องขอบคุณปู่กับย่า ที่ผมไม่ค่อยได้พบหน้าบ่อยนัก ที่ให้ความเมตตา และส่งเสริม
ปีนี้ 2012 ผมอาจจะได้เรียนปริญญาโท หรือได้ทำตามความฝัน คือการได้มีตังไปเข้าคอสร์ติวเข้าสอบนักบิน และทำมันอย่างเต็มที่ ในปีสุดท้าย ที่ผมจะยังอยู่ในเกณท์อายุที่สอบได้
และขอให้มันเป็นปีที่ดี ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง มันจะเป็นปีที่ดีสำหรับผม ในวัยย่างเข้า 28 ปี ของชีวิต
สิ่งใดที่ได้เคยทำร้าย ล่วงเกิน ผมขออโหสิกรรม และสิ่งที่ใครได้ทำอะไรไว้กับผม ผมก็ขออโหสิกรรมให้เช่นกัน หวังว่าเราจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน
ผมขอชดใช้ในสิ่งที่ผมทำ เพียงชาตินี้ ไม่ขอพบเจอ ก่อเวรกรรมต่อกันอีก
เพราะปีนี้ ผมจะเป็นคนใหม่ ตอนนี้เหมือนผมมองเห็นหนทางแสนไกล และแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งไปตามเส้นทางนั้น
ขอบคุณสำหรับชีวิตนี้ ที่ 27 ปี สอนอะไรในชีวิตมากมาย เคยขึ้นสูง เคยร่วงลงมาต่ำแบบสุดๆ เคยโดนยกยอ และเคยโดนดูถูก เคยรัก และเคยเจ็บ เคยคาดหวัง และเคยผิดหวัง
ผมอยากบอกขอบคุณว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมแกร่งขึ้น และจะแกร่งขึ้นเสมอไป
ตอนนี้บอกได้คำเดียว ... ว่าไม่กลัว ... "สัด ... เดี๋ยวแม่งเจอกู"
หรืออาจจะดีที่สุด มาเขียนลง
การเดินทางหลายๆอย่างของผมได้สิ้นสุดลงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในสายของความรัก ได้จบลงแล้ว
ไม่ว่าจะกับใคร ตอนนี้ผมได้เคลียร์ทั้งตัวและหัวใจของตัวเอง ปราศจากสิ่งใด มันว่างเปล่า แม้จะพบว่ามันว่างเปล่า และทำให้รู้สึกโหว่งๆอยู่บ่อยๆ แต่ผมได้เลือกและตัดสินใจแล้ว
และการเดินทางในสายของครอบครัว กับภาระหน้าที่ต่างที่ต้องรับผิดชอบ
นับจากนี้ไปอีกไม่นาน มันกำลังจะหมดและหายไป จนผมอยากจะซื้อพลุมายิงฉลอง และร่ายรำอวยชัย ให้จากนี้ไปไม่ต้องพบเจอกันอีก 5555
และกำลังจะมีเรื่องน่าดีใจอีมากตามมา หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมฝันไว้ กำลังจะเป็นจริง
ต้องขอบคุณปู่กับย่า ที่ผมไม่ค่อยได้พบหน้าบ่อยนัก ที่ให้ความเมตตา และส่งเสริม
ปีนี้ 2012 ผมอาจจะได้เรียนปริญญาโท หรือได้ทำตามความฝัน คือการได้มีตังไปเข้าคอสร์ติวเข้าสอบนักบิน และทำมันอย่างเต็มที่ ในปีสุดท้าย ที่ผมจะยังอยู่ในเกณท์อายุที่สอบได้
และขอให้มันเป็นปีที่ดี ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง มันจะเป็นปีที่ดีสำหรับผม ในวัยย่างเข้า 28 ปี ของชีวิต
สิ่งใดที่ได้เคยทำร้าย ล่วงเกิน ผมขออโหสิกรรม และสิ่งที่ใครได้ทำอะไรไว้กับผม ผมก็ขออโหสิกรรมให้เช่นกัน หวังว่าเราจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน
ผมขอชดใช้ในสิ่งที่ผมทำ เพียงชาตินี้ ไม่ขอพบเจอ ก่อเวรกรรมต่อกันอีก
เพราะปีนี้ ผมจะเป็นคนใหม่ ตอนนี้เหมือนผมมองเห็นหนทางแสนไกล และแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งไปตามเส้นทางนั้น
ขอบคุณสำหรับชีวิตนี้ ที่ 27 ปี สอนอะไรในชีวิตมากมาย เคยขึ้นสูง เคยร่วงลงมาต่ำแบบสุดๆ เคยโดนยกยอ และเคยโดนดูถูก เคยรัก และเคยเจ็บ เคยคาดหวัง และเคยผิดหวัง
ผมอยากบอกขอบคุณว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมแกร่งขึ้น และจะแกร่งขึ้นเสมอไป
ตอนนี้บอกได้คำเดียว ... ว่าไม่กลัว ... "สัด ... เดี๋ยวแม่งเจอกู"
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554
... เมื่อน้ำลด ...
น้ำที่บ้านลดแระครับ ช่วงนี้ก็เลยเหนื่อยหน่อย ดีใจที่ได้กลับบ้าน ... แต่พอกลับไปเห็นสภาพแล้วก็ =_="
ถึงกับเข่าอ่อนทีเดียว
อยากจะบอกว่า ... "น้ำข้างนอกเท่าไหน ข้างในบ้านก็เท่านั้นเลย" ไอ้ที่ผมทำเขื่อนที่กั้นไว้แทบล้มประดาตายนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าช่วยกักน้ำ ไม่ให้ไหลออกไปตอนน้ำลดแล้ว ผลคือ เมื่อผมกลับบ้าน น้ำนอกบ้านและบริเวณถนนรอบๆแห้งหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าในตัวบ้านยังคงมีน้ำขังอยู่ประมาณ 20 เซ็น

ผมกับพ่อช่วยกันรื้อปราการเขื่อนปูน และกระสอบทรายรอบๆบ้านออก แงะซิลิโคนที่ยาไว้ตามขอบประตูหน้าต่าง แค่นี้ก็ใช่เวลาปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่นับรวมการเริ่มขนย้ายสิ่งของ และเริ่มทำความสะอาดไปทีละห้องๆ
ไม่ต้องคอนเฟิมครับ เฟอร์ เอ็มดีเอฟ ทุกชิ้น แช่น้ำประมาณ 30 เซ็น หายห่วงครับ ถอดทิ้งได้เลย เรียกว่าทิ้งทั้งบ้าน

โชติดีหน่อยตรงที่ตู้เหล่านั้นไม่ล้มลงมา ทำให้ข้าวของที่เราเทินเอาไว้ ยังอยู่รอดปลอดภัยครบทุกชิ้น หนังสือผมตกน้ำไป 1 ถุง จากที่แพ็คไว้ 12 ถุง ลังเทบเก่าๆของผม ก็จมน้ำเกลี้ยง

ก็ไม่รู้จะเสียดายทำไมกับเทบคัดเซ็ท เพราะว่าตอนนี้หาเครื่องฟังไม่ได้แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเติบโตมาด้วยกัน ต้องยอมรับครับว่า เสียดายที่จะทิ้ง
บางอย่างมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ก็มีความหมายสำหรับตัวของเรามาก เช่นเข็มกลัด ช่างศิลป หรือป้ายรุ่น สมัยเรียน ม.ต้น ฟิมล์ รูปถ่ายเก่าๆ อะไรแบบนี้ หรือแม้แต่หนังสือเก่าๆ
เพราะปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้ เมื่อเสียหายไปแล้ว เราไม่สามารถจะหาซื้อได้อีกแล้ว
เช่นเดียวกับความรู้สึก เมื่อสูญเสียไปแล้ว มันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้

ผมกับพ่อ ใช้เวลาเกือบ 3 อาทิตย์ ในการทำความสะอาดตามเวลาที่พอจะทำได้ จ้างเขาบ้าง อะไรบ้าง แอ้ เพื่อนสนิทของผมมาช่วยบ้าง ทำให้วันนี้ ผมสามารถกลับมาอยู่บ้านได้ 3 คืนแล้ว
กลิ่นของบ้าน แปลกไป มีแต่กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดผสมกับน้ำเน่า
ความรู้สึกของบ้านเปลี่ยนไป เพราะมีแต่ของไม่มีตู้เก็บวางระเกะระกะ
กิจกรรมปรกติในบ้านของเรา 3 คน แปลกไป เพราะประตูหายไป เราอพยพไปนอนรวมกันในห้องเดียวที่เหม็นน้อยที่สุด
เรากลับมานั่งกินข้าวกับพื้น ทีวี วางบนโต๊ะเตี้ยๆ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเฟอร์มากนัก และข้าวของส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
แต่ลึกๆเราก็มีความสุขที่ได้กลับมาบ้าน แม้จะไม่สะดวกสบายอย่างก่อนหน้า
ช่วงนี้มรสุมชีวิตเยอะหน่อยครับ คลื่นลมแรงทุกทิศทาง แต่ผมอยากบอกว่า ไม่ท้อ และสู้ไม่ถอย ผมว่าผมเอาตัวรอดได้ และคิดว่า พอจะผ่านไปได้
ผมเรียนรู้ว่าผมจะรู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อลดความสำคัญของสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ลง ทำให้สำคัญกับชีวิตเราน้อยลง เราก็จะใส่ใจและคิดถึงมันน้อยลง และวันนึง มันจะไม่มีค่าอะไรกับชีวิตเราอีกต่อไป
เพื่อนผมอีก 2 คน บ้านน้ำท่วม 1 (พุทธมลทณสาย 5 ) และไม่ท่วม 1 (ใกล้สุวรรณภูมิ) แต่เราก็มีความคิดว่า เมื่อบ้านอีกคนน้ำลดแล้ว เราจะไปช่วยกันกู้บ้าน และพามันกลับบ้าน
เหมือนที่แอ้พาผมกลับบ้าน บางครั้งผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากผมต้องเป็นโสด ไปตลอดชีวิต แต่ชีวิตของผม มีคน 2 คนนี้ เป็นเพื่อนตลอดไป ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนะ
หวังว่าบ้านใครน้ำท่วม ก็ขอให้น้ำลดเร็วๆนะครับ จะได้กลับบ้าน สู้ๆนะครับ
ถึงกับเข่าอ่อนทีเดียว
อยากจะบอกว่า ... "น้ำข้างนอกเท่าไหน ข้างในบ้านก็เท่านั้นเลย" ไอ้ที่ผมทำเขื่อนที่กั้นไว้แทบล้มประดาตายนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าช่วยกักน้ำ ไม่ให้ไหลออกไปตอนน้ำลดแล้ว ผลคือ เมื่อผมกลับบ้าน น้ำนอกบ้านและบริเวณถนนรอบๆแห้งหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าในตัวบ้านยังคงมีน้ำขังอยู่ประมาณ 20 เซ็น

ผมกับพ่อช่วยกันรื้อปราการเขื่อนปูน และกระสอบทรายรอบๆบ้านออก แงะซิลิโคนที่ยาไว้ตามขอบประตูหน้าต่าง แค่นี้ก็ใช่เวลาปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่นับรวมการเริ่มขนย้ายสิ่งของ และเริ่มทำความสะอาดไปทีละห้องๆ
ไม่ต้องคอนเฟิมครับ เฟอร์ เอ็มดีเอฟ ทุกชิ้น แช่น้ำประมาณ 30 เซ็น หายห่วงครับ ถอดทิ้งได้เลย เรียกว่าทิ้งทั้งบ้าน

โชติดีหน่อยตรงที่ตู้เหล่านั้นไม่ล้มลงมา ทำให้ข้าวของที่เราเทินเอาไว้ ยังอยู่รอดปลอดภัยครบทุกชิ้น หนังสือผมตกน้ำไป 1 ถุง จากที่แพ็คไว้ 12 ถุง ลังเทบเก่าๆของผม ก็จมน้ำเกลี้ยง

ก็ไม่รู้จะเสียดายทำไมกับเทบคัดเซ็ท เพราะว่าตอนนี้หาเครื่องฟังไม่ได้แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเติบโตมาด้วยกัน ต้องยอมรับครับว่า เสียดายที่จะทิ้ง
บางอย่างมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ก็มีความหมายสำหรับตัวของเรามาก เช่นเข็มกลัด ช่างศิลป หรือป้ายรุ่น สมัยเรียน ม.ต้น ฟิมล์ รูปถ่ายเก่าๆ อะไรแบบนี้ หรือแม้แต่หนังสือเก่าๆ
เพราะปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้ เมื่อเสียหายไปแล้ว เราไม่สามารถจะหาซื้อได้อีกแล้ว
เช่นเดียวกับความรู้สึก เมื่อสูญเสียไปแล้ว มันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้

ผมกับพ่อ ใช้เวลาเกือบ 3 อาทิตย์ ในการทำความสะอาดตามเวลาที่พอจะทำได้ จ้างเขาบ้าง อะไรบ้าง แอ้ เพื่อนสนิทของผมมาช่วยบ้าง ทำให้วันนี้ ผมสามารถกลับมาอยู่บ้านได้ 3 คืนแล้ว
กลิ่นของบ้าน แปลกไป มีแต่กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดผสมกับน้ำเน่า
ความรู้สึกของบ้านเปลี่ยนไป เพราะมีแต่ของไม่มีตู้เก็บวางระเกะระกะ
กิจกรรมปรกติในบ้านของเรา 3 คน แปลกไป เพราะประตูหายไป เราอพยพไปนอนรวมกันในห้องเดียวที่เหม็นน้อยที่สุด
เรากลับมานั่งกินข้าวกับพื้น ทีวี วางบนโต๊ะเตี้ยๆ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเฟอร์มากนัก และข้าวของส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
แต่ลึกๆเราก็มีความสุขที่ได้กลับมาบ้าน แม้จะไม่สะดวกสบายอย่างก่อนหน้า
ช่วงนี้มรสุมชีวิตเยอะหน่อยครับ คลื่นลมแรงทุกทิศทาง แต่ผมอยากบอกว่า ไม่ท้อ และสู้ไม่ถอย ผมว่าผมเอาตัวรอดได้ และคิดว่า พอจะผ่านไปได้
ผมเรียนรู้ว่าผมจะรู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อลดความสำคัญของสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ลง ทำให้สำคัญกับชีวิตเราน้อยลง เราก็จะใส่ใจและคิดถึงมันน้อยลง และวันนึง มันจะไม่มีค่าอะไรกับชีวิตเราอีกต่อไป
เพื่อนผมอีก 2 คน บ้านน้ำท่วม 1 (พุทธมลทณสาย 5 ) และไม่ท่วม 1 (ใกล้สุวรรณภูมิ) แต่เราก็มีความคิดว่า เมื่อบ้านอีกคนน้ำลดแล้ว เราจะไปช่วยกันกู้บ้าน และพามันกลับบ้าน
เหมือนที่แอ้พาผมกลับบ้าน บางครั้งผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากผมต้องเป็นโสด ไปตลอดชีวิต แต่ชีวิตของผม มีคน 2 คนนี้ เป็นเพื่อนตลอดไป ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนะ
หวังว่าบ้านใครน้ำท่วม ก็ขอให้น้ำลดเร็วๆนะครับ จะได้กลับบ้าน สู้ๆนะครับ
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
... รถสองแถวพาเพลิน ...
หวัดดีครับ บ้านใครน้ำท่วมบ้าง ... คงจะเป็นคำถามยอดฮิตติดปาก
เพราะว่าสถานการ์ณที่เกิดขึ้น ทำเอาผมปวดตับมึนหัวไปพอสมควร แต่น้ำท่วมไม่ใช่สาระสำคัญของไดอารี่วันนี้ครับ
มันเป็นเพียงต้นเหตุเท่านั้น
เนื่องจากน้ำท่วมคับ บ้านผมจึงต้องเอารถไปฝากไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ตามบนสะพานหรอกนะเอ้อ ... (ม่ะชายนะ T__T)
แล้วก็เลยเกิดอาการไม่มีรถใช้ครับ ต้องกลายร่างกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนโหนรถเมย์หน้ามันย่องกลับบ้าน
ผมไม่ได้ขึ้นรถเมย์มาพักใหญ่แระ เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้ค่าโดยสารรถแต่ละประเภทมันเท่าไรกันบ้าง ขึ้นทีก็ถามที
จึงมีเรื่องรถเมย์ๆมาบ่นเสียหน่อย ตามประสาคนรากหญ้าที่ต้องโหนรถเมย์ไปทำงาน
แต่อันนี้ไม่ขอพูดถึงรถใหญ่ ทั้งรถร่วมและ ขสมก. เพราะที่มันปวดตับที่สุด คือถนนที่ผมเลือกเดินทาง มีรถสองแถวมากกว่ารถเมย์ใหญ่
และความยาวของถนนเส้นนั้นก็ใช่ย่อยอยู่ จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยโดนกับตัว และแม้แต่อาจเคยทำสะเอง
1. เรื่องแรกเลยเมื่อมองเห็นรถสองแถววิ่งมาไกลๆ ถ้าเป็นรถเป้าหมายสิ่งแรกที่เราภาวนาคือ อย่าแน่น แต่ถ้ามันแน่น ก็ต้องทำใจครับ
โหนไป ... แต่ ... ปัญหาที่พบมากกับรถสองแถวปัจจุบัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นั้นคือ ... ราวจับครับ ... บางทีรีบขึ้น รถก็รีบออก
ยังตั้งหลักไม่ทันจะได้เลย เอื้อมมือไปบนหลังคา ในตำแหน่งที่คิดว่าจะมีราวจับ ... แต่มันไม่มีฮะ คว้าลม บางทีเกือบหน้าทิ้ม ต้องไปคว้าเสื้อคนข้างๆแทน
นึกก้นด่า ที่ราวจับแทนที่จะอยู่ช่วงกลางๆรถให้โหนง่ายๆ โน่น ... ไปอยู่บนหัวคนนั่ง แล้วผมสูงโปร่งมาก ... ปวดตับทุกครั้งที่ต้องยืน
2. ท้ายรถ ... หรือตำแหน่งประจำของสุภาพบุรุษ ซึ่งก็เป็นที่ยอดนิยมของคุณผู้ชายทุกเภททุกวัย แต่ปัญหาคือ ... ข้างในโล่งครับ ... ขอทางขึ้นด้วยครับ T___T
ถึงผมจะเป็นทอม ก็ขอทางขึ้นด้วยครับ ชอบยืนโหนอย่างปลอดภัยมากกว่า
3. ดูวิว .... โอว ... อันนี้เจอบ่อยมาก เวลารถว่าง มันก็โอนะครับ อยากดูวิวทิวทัศน์ไม่อยากสบตามองหน้ากันก็ แต่ถ้าคนแน่น ก็กรุณานั่งตัวตรงๆ ให้ถูกด้วยครับ
ที่นั่งรถสองแถวปรกติ ถ้าตูดใหญ่ ก็จะนั่ง 5 ถ้าตูดเล็กหน่อยก็จะนั่ง 6 อันนี้คนขับชอบตะโกนบอก แต่ถ้านั่งได้ 4 เพราะมี 1 คนนั่งตะแคง ดูวิว และคนอื่นต้องโหน
มองดูช่องว่างแคบๆที่เหลืออยู่ตาปริบๆ อันนี้ปวดใจยิ่งนัก
4. ผู้หญิงผมยาว ... ส่วนใหญ่เจอแต่กับผู้หญิงนะครับ ผมยาวสลวย ... ถ้ามัดผมก็โอเค จบข่าวไม่มีปัญหา แต่ถ้าสยายมานี่สิ ...โอว ...ชิด เลยครับ ยิ่งนั่งต่อจากเธอด้วยแล้ว
แม้ว่าจะใช้มือรวบไว้ แต่ก็จะมีบางส่วนที่โดนลมปลิวไสว ... เคยโดนเส้นผมจิ้มหน้าด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไหมครับ ... มันเจ็บนะว้อยยยยยย
เฮ้ออออ ... อยากจะบอกว่าเบื่อน้ำท่วมมากครับ เมื่อไรจะได้รถกลับมาขับเหมือนปรกติสะที ... ช่วงนี้ก็เลยต้องสู้รบตบมือ หน้ามันกลับบ้านทุกวัน
ก็ขอให้ทุกๆคนปลอดภัยจากน้ำนะครับ ส่วนใครบ้านน้ำท่วมแล้วอย่างผม ก็ขอให้เข้มแข็งไว้ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ สู้ไปด้วยกันครับผม
เพราะว่าสถานการ์ณที่เกิดขึ้น ทำเอาผมปวดตับมึนหัวไปพอสมควร แต่น้ำท่วมไม่ใช่สาระสำคัญของไดอารี่วันนี้ครับ
มันเป็นเพียงต้นเหตุเท่านั้น
เนื่องจากน้ำท่วมคับ บ้านผมจึงต้องเอารถไปฝากไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ตามบนสะพานหรอกนะเอ้อ ... (ม่ะชายนะ T__T)
แล้วก็เลยเกิดอาการไม่มีรถใช้ครับ ต้องกลายร่างกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนโหนรถเมย์หน้ามันย่องกลับบ้าน
ผมไม่ได้ขึ้นรถเมย์มาพักใหญ่แระ เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้ค่าโดยสารรถแต่ละประเภทมันเท่าไรกันบ้าง ขึ้นทีก็ถามที
จึงมีเรื่องรถเมย์ๆมาบ่นเสียหน่อย ตามประสาคนรากหญ้าที่ต้องโหนรถเมย์ไปทำงาน
แต่อันนี้ไม่ขอพูดถึงรถใหญ่ ทั้งรถร่วมและ ขสมก. เพราะที่มันปวดตับที่สุด คือถนนที่ผมเลือกเดินทาง มีรถสองแถวมากกว่ารถเมย์ใหญ่
และความยาวของถนนเส้นนั้นก็ใช่ย่อยอยู่ จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยโดนกับตัว และแม้แต่อาจเคยทำสะเอง
1. เรื่องแรกเลยเมื่อมองเห็นรถสองแถววิ่งมาไกลๆ ถ้าเป็นรถเป้าหมายสิ่งแรกที่เราภาวนาคือ อย่าแน่น แต่ถ้ามันแน่น ก็ต้องทำใจครับ
โหนไป ... แต่ ... ปัญหาที่พบมากกับรถสองแถวปัจจุบัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นั้นคือ ... ราวจับครับ ... บางทีรีบขึ้น รถก็รีบออก
ยังตั้งหลักไม่ทันจะได้เลย เอื้อมมือไปบนหลังคา ในตำแหน่งที่คิดว่าจะมีราวจับ ... แต่มันไม่มีฮะ คว้าลม บางทีเกือบหน้าทิ้ม ต้องไปคว้าเสื้อคนข้างๆแทน
นึกก้นด่า ที่ราวจับแทนที่จะอยู่ช่วงกลางๆรถให้โหนง่ายๆ โน่น ... ไปอยู่บนหัวคนนั่ง แล้วผมสูงโปร่งมาก ... ปวดตับทุกครั้งที่ต้องยืน
2. ท้ายรถ ... หรือตำแหน่งประจำของสุภาพบุรุษ ซึ่งก็เป็นที่ยอดนิยมของคุณผู้ชายทุกเภททุกวัย แต่ปัญหาคือ ... ข้างในโล่งครับ ... ขอทางขึ้นด้วยครับ T___T
ถึงผมจะเป็นทอม ก็ขอทางขึ้นด้วยครับ ชอบยืนโหนอย่างปลอดภัยมากกว่า
3. ดูวิว .... โอว ... อันนี้เจอบ่อยมาก เวลารถว่าง มันก็โอนะครับ อยากดูวิวทิวทัศน์ไม่อยากสบตามองหน้ากันก็ แต่ถ้าคนแน่น ก็กรุณานั่งตัวตรงๆ ให้ถูกด้วยครับ
ที่นั่งรถสองแถวปรกติ ถ้าตูดใหญ่ ก็จะนั่ง 5 ถ้าตูดเล็กหน่อยก็จะนั่ง 6 อันนี้คนขับชอบตะโกนบอก แต่ถ้านั่งได้ 4 เพราะมี 1 คนนั่งตะแคง ดูวิว และคนอื่นต้องโหน
มองดูช่องว่างแคบๆที่เหลืออยู่ตาปริบๆ อันนี้ปวดใจยิ่งนัก
4. ผู้หญิงผมยาว ... ส่วนใหญ่เจอแต่กับผู้หญิงนะครับ ผมยาวสลวย ... ถ้ามัดผมก็โอเค จบข่าวไม่มีปัญหา แต่ถ้าสยายมานี่สิ ...โอว ...ชิด เลยครับ ยิ่งนั่งต่อจากเธอด้วยแล้ว
แม้ว่าจะใช้มือรวบไว้ แต่ก็จะมีบางส่วนที่โดนลมปลิวไสว ... เคยโดนเส้นผมจิ้มหน้าด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไหมครับ ... มันเจ็บนะว้อยยยยยย
เฮ้ออออ ... อยากจะบอกว่าเบื่อน้ำท่วมมากครับ เมื่อไรจะได้รถกลับมาขับเหมือนปรกติสะที ... ช่วงนี้ก็เลยต้องสู้รบตบมือ หน้ามันกลับบ้านทุกวัน
ก็ขอให้ทุกๆคนปลอดภัยจากน้ำนะครับ ส่วนใครบ้านน้ำท่วมแล้วอย่างผม ก็ขอให้เข้มแข็งไว้ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ สู้ไปด้วยกันครับผม
วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554
... ณ ที่พักริมทาง ...
หวัดดีครับ
ช่วงนี้งานยุ่งมาก ทั้งงานประจำ และกิจการส่วนตัว อยู่ในช่วงกำลังเข็นน้องตุ๊ก ออกงาน
ผมต้องหัดขัดใบหน้า แล้วก็แต่งหน้าเองให้ได้ มีงานหลายอย่างต้องทำเลยครับ
ส่วนเรื่องบ้าน ก็ผ่านแล้วนะครับ ผมมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว บ้านที่จะเป็นของผมจริงๆ
ผมดีใจที่อยู่ๆ ก็พบว่าตัวเองได้เดินทางมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต เดือนหน้าผมจะมีอายุครบ 27 ปีแล้ว รู้สึกแก่มากๆ
ความทรงจำสมัยยังเด็กๆ และช่วงเริ่มวัยรุ่นหลายอย่าง ยังแจ่มชัดอยู่ในสมองผม เหมือนประหนึ่งว่ามันเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ลึกๆก็แอบเสียใจที่วันวัยผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมอยากทำ ยังไม่เคยแม้ได้ลอง
แต่ ณ ช่วงเวลาร้ายๆ หลายๆอย่าง ผมดีใจที่ผมได้เดินก้าวข้ามผ่านมามันได้ อย่างไม่อายใคร เดินแบบลุ่มๆดอนๆ แล้วก็พบว่าตัวเองมาหยุดยืนอยู่ ณ จุดพักริมทางแล้ว
มีที่นั่ง มีวิวสวยๆข้างทางบ้าง และที่สำคัญ มีช่วงเวลาให้ผมได้พักผ่อนหายใจหายคอ
ผมอาจจะยังเดินไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการก็จริง แต่ผมดีใจ ที่ผมได้ออกเดินทางมา ด้วยขาของผมเอง
เฮ้ออออออ ... รถมีแล้ว บ้านก็มีแล้ว .... ขาดอยู่ก็แต่เมีย ... เมื่อไรจะได้มีกะเขาหนออออออออออออออ 55555555+
ช่วงนี้งานยุ่งมาก ทั้งงานประจำ และกิจการส่วนตัว อยู่ในช่วงกำลังเข็นน้องตุ๊ก ออกงาน
ผมต้องหัดขัดใบหน้า แล้วก็แต่งหน้าเองให้ได้ มีงานหลายอย่างต้องทำเลยครับ
ส่วนเรื่องบ้าน ก็ผ่านแล้วนะครับ ผมมีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว บ้านที่จะเป็นของผมจริงๆ
ผมดีใจที่อยู่ๆ ก็พบว่าตัวเองได้เดินทางมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต เดือนหน้าผมจะมีอายุครบ 27 ปีแล้ว รู้สึกแก่มากๆ
ความทรงจำสมัยยังเด็กๆ และช่วงเริ่มวัยรุ่นหลายอย่าง ยังแจ่มชัดอยู่ในสมองผม เหมือนประหนึ่งว่ามันเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ลึกๆก็แอบเสียใจที่วันวัยผ่านไป หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมอยากทำ ยังไม่เคยแม้ได้ลอง
แต่ ณ ช่วงเวลาร้ายๆ หลายๆอย่าง ผมดีใจที่ผมได้เดินก้าวข้ามผ่านมามันได้ อย่างไม่อายใคร เดินแบบลุ่มๆดอนๆ แล้วก็พบว่าตัวเองมาหยุดยืนอยู่ ณ จุดพักริมทางแล้ว
มีที่นั่ง มีวิวสวยๆข้างทางบ้าง และที่สำคัญ มีช่วงเวลาให้ผมได้พักผ่อนหายใจหายคอ
ผมอาจจะยังเดินไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการก็จริง แต่ผมดีใจ ที่ผมได้ออกเดินทางมา ด้วยขาของผมเอง
เฮ้ออออออ ... รถมีแล้ว บ้านก็มีแล้ว .... ขาดอยู่ก็แต่เมีย ... เมื่อไรจะได้มีกะเขาหนออออออออออออออ 55555555+
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
... อัพเดท น้องตุ๊ก ...
555+
คำคืนนี้ หลังจากการมะรุมมะตุ้ม คุยกัน ในเอ็มแบบ 3 คนเหมือนเดิม
หัวน้ิองตุ๊ก ตัวใหม่ของผม ก็ถูกหล่อทำพิมพ์(สีเทา)


555+
แล้วก็ ออกมาเป็นเรซิ่นสีเนื้อ เีรียบร้อยแล้วครับ เย้ๆๆๆ


เห่อมากตอนนี้ เลยแวะเอามาอวดนิดนึง แต่นี้เป็นเพียงการทำจริงครั้งแรกนะครับ
เพราะหลังจากทำจริง แต่งหน้าแล้ว จะพบตำหนิ และจุดบกพร่องของการปั้นของเรามากมายหลายจุดให้ต้องแก้ไข

อย่างหนนี้พบว่า ตาไม่เท่ากัน ลักษณะหน้าผากผิดรูปทรง แล้วก็เรื่องของคิ้วครับ เนื่องจากรูปด้านข้าง ความแหลมของคิ้วหายไปโม้ดดดด เลย
แวะมาให้ทายต่อครับ จะมีใครดูออกไหมอ่ะ ว่าใคร 555+ V__V
คำคืนนี้ หลังจากการมะรุมมะตุ้ม คุยกัน ในเอ็มแบบ 3 คนเหมือนเดิม
หัวน้ิองตุ๊ก ตัวใหม่ของผม ก็ถูกหล่อทำพิมพ์(สีเทา)
555+
แล้วก็ ออกมาเป็นเรซิ่นสีเนื้อ เีรียบร้อยแล้วครับ เย้ๆๆๆ


เห่อมากตอนนี้ เลยแวะเอามาอวดนิดนึง แต่นี้เป็นเพียงการทำจริงครั้งแรกนะครับ
เพราะหลังจากทำจริง แต่งหน้าแล้ว จะพบตำหนิ และจุดบกพร่องของการปั้นของเรามากมายหลายจุดให้ต้องแก้ไข

อย่างหนนี้พบว่า ตาไม่เท่ากัน ลักษณะหน้าผากผิดรูปทรง แล้วก็เรื่องของคิ้วครับ เนื่องจากรูปด้านข้าง ความแหลมของคิ้วหายไปโม้ดดดด เลย
แวะมาให้ทายต่อครับ จะมีใครดูออกไหมอ่ะ ว่าใคร 555+ V__V
วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
... น้องตุ๊กที่รัก TJ 01 ...
เนื่องจากคืนนี้ว่างไม่รู้จะทำอะไรนอกจากปั้นน้องตุ๊กไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็เรียกว่า ไล่เก็บลายละเอียดไปเรื่อยๆ พยายามอย่างมากที่จะทำให้มันเรียบ เนื่องจากผมยังไม่กล้าใช้อีพ๊อกซี่ เพราะวิชายังไม่แก่กล้าพอ
ตอนนี้ก็เลยต้องอดทนใช้ดินญี่ปุ่นไปก่อน ข้อดีของดินญี่ปุ่นก็คือ แก้ไขได้ง่ายกว่า ยามที่มันแห้งแล้ว ก็ยังเอาน้ำลูบ หรือขูดมันออกไปได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือ เสียรูปได้ง่าย และทำให้เรียบยาก ยิ่งในเฉพาะจุดซ่อนเร้นต่างๆ
เฮ้อ ผมหละอ่อนใจ คืนนี้เลยแวะเอารูปล่าสุดของน้องตุ๊กที่ยกเครื่อง ดวงตา และโครงหน้าใหม่เกือบหมดมาอวดอีกรอบ
คราวนี้มุมกล้องไม่เพี้ยนแล้ว ...(โทษกล้องอีก) อยากรู้ว่าจะมีคนดูออกไหม T___T

ถ้ายังก็คงต้องแก้ไขกันต่อไป คริ คริ
ตอนนี้ก็เลยต้องอดทนใช้ดินญี่ปุ่นไปก่อน ข้อดีของดินญี่ปุ่นก็คือ แก้ไขได้ง่ายกว่า ยามที่มันแห้งแล้ว ก็ยังเอาน้ำลูบ หรือขูดมันออกไปได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือ เสียรูปได้ง่าย และทำให้เรียบยาก ยิ่งในเฉพาะจุดซ่อนเร้นต่างๆ
เฮ้อ ผมหละอ่อนใจ คืนนี้เลยแวะเอารูปล่าสุดของน้องตุ๊กที่ยกเครื่อง ดวงตา และโครงหน้าใหม่เกือบหมดมาอวดอีกรอบ
คราวนี้มุมกล้องไม่เพี้ยนแล้ว ...(โทษกล้องอีก) อยากรู้ว่าจะมีคนดูออกไหม T___T

ถ้ายังก็คงต้องแก้ไขกันต่อไป คริ คริ
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554
... ครึ่งปีแรก ...
สวัสดีครับ ช่วงนี้หายหน้าหายตาไปก็นานอยู่ หลังจากช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เริ่มต้นด้วยความสุขสวยงามจากเพื่อนเก่าๆ
สมัยเรียนของผม ที่กลับมาสร้างความสุขความห่วงใยกัน ช่วงท้ายๆไตรมาสก็ดูจะสบเซา แล้วก็ทำท่าจะกลับมาหดหู่เช่นเดิม
แต่หลังจากผ่านช่วงไตรมาสแรกของปีไปได้ ผมก็พบกับหนทางสว่าง
สิ้นเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการสิ้นสุดการรอคอย ผมได้รับคำพูดชมเชยจากเจ้านาย และการขึ้นเงินเดือนให้จำนวนหนึ่ง
มันอาจไม่ได้มากมาย แต่ก็ต้องถือว่ามากที่สุดเท่าที่บริษัทเคยขึ้นให้กับผม และมันก็เป็นจำนวนที่ผมค่อนข้างพอใจ มาถึงตรงนี้ บางทีมันก็ทำให้ชื่นใจหายเหนื่อย ที่สิ่งที่ผมเพียรพยายามทำมาตลอด
3 ปี มีสายตาที่มองเห็นอยู่ บางที คนทำงาน ก็ต้องการเพียงแค่นี้ ต้องการพิสูจณ์ตัวเองให้ผู้คนรอบข้างยอมรับ ณ บัดนี้ผมถูกยอมรับแล้ว
และเป็นที่หน้ายินดียิ่ง ที่เจ้านายวางโครงการที่จะขยายแผนกออกแบบตกแต่งภายในให้เกิดขึ้น รับพนักงานเพิ่ม และจะผลักดันให้ผมก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าแผนก
ฟังแล้ว Designer กระจอกๆอย่างผม แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ว่าสายงานที่ผมทำอยู่ในบริษัทแห่งนี้ จะสามารถทำให้ผมเติบโตได้อีก
การก้าวขึ้นเห็นหัวหน้าสำหรับผมนี้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใหญ่โตเอามากๆ และดูเหมือนจะเกินกำลัง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากที่จะทำมัน
เป็นความรู้สึกว่ามันเป็นอีกขึ้นของความก้าวหน้าของชีวิต ผมอาจเริ่มต้นชีวิตติดลบ ติดลบไปมากกว่าคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันที่เขาสามารถนับ 1 จาก 0 ได้เลย
แต่ผมไม่ ผมต้องนับจากติดลบ วันนี้ ดูเหมือนผมจะเพิ่งนับจำนวนติดลบของผมใกล้หมดแล้ว และทุกอย่างจะกลับกลายเป็น 0 แต่ผมไม่เสียใจอีกแล้ว
ผมภูมิใจที่ผมสามารถมาถึงจำนวนเต็ม 0 ได้แล้ว และก้าวต่อไปจากนี้ ผมจะนับ 1 2 3 ได้เหมือนคนปรกติ ด้วยการมาจากติดลบด้วยตัวของผมเอง
สิ้นเดือนนี้ ผมก็กำลังจะทำเรื่องซื้อห้องชุดเอื้ออาทร ผมกำลังจะได้มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ให้กับพ่อแม่ ให้กับครอบครัว ด้วยตัวของผมเอง
มันจะเรียกว่าบ้านได้ไหม แต่ผมอยากเรียกมันว่าบ้าน เพราะมันจะเป็นที่ๆเป็นของผม ผมจะไม่ต้องย้ายไปไหนอีก ผมหวังว่าผมจะทำมันได้
เออ ... เกือบลืมอ่ะ ตอนนี้ผมมีโครงการทำน้องตุ๊กตัวใหม่อยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะขายได้กะเข้าบ้างรึเปล่า เลยเอามาให้ทายกันเล่นๆว่า ... หน้ามันเหมือนใครอ่ะ 55555+

ใครทายถูก อาจมีรางวัล 5555+ แต่ต้องรอให้หัวนี้เสร็จก่อนเน้อ ^^
สมัยเรียนของผม ที่กลับมาสร้างความสุขความห่วงใยกัน ช่วงท้ายๆไตรมาสก็ดูจะสบเซา แล้วก็ทำท่าจะกลับมาหดหู่เช่นเดิม
แต่หลังจากผ่านช่วงไตรมาสแรกของปีไปได้ ผมก็พบกับหนทางสว่าง
สิ้นเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการสิ้นสุดการรอคอย ผมได้รับคำพูดชมเชยจากเจ้านาย และการขึ้นเงินเดือนให้จำนวนหนึ่ง
มันอาจไม่ได้มากมาย แต่ก็ต้องถือว่ามากที่สุดเท่าที่บริษัทเคยขึ้นให้กับผม และมันก็เป็นจำนวนที่ผมค่อนข้างพอใจ มาถึงตรงนี้ บางทีมันก็ทำให้ชื่นใจหายเหนื่อย ที่สิ่งที่ผมเพียรพยายามทำมาตลอด
3 ปี มีสายตาที่มองเห็นอยู่ บางที คนทำงาน ก็ต้องการเพียงแค่นี้ ต้องการพิสูจณ์ตัวเองให้ผู้คนรอบข้างยอมรับ ณ บัดนี้ผมถูกยอมรับแล้ว
และเป็นที่หน้ายินดียิ่ง ที่เจ้านายวางโครงการที่จะขยายแผนกออกแบบตกแต่งภายในให้เกิดขึ้น รับพนักงานเพิ่ม และจะผลักดันให้ผมก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าแผนก
ฟังแล้ว Designer กระจอกๆอย่างผม แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ว่าสายงานที่ผมทำอยู่ในบริษัทแห่งนี้ จะสามารถทำให้ผมเติบโตได้อีก
การก้าวขึ้นเห็นหัวหน้าสำหรับผมนี้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใหญ่โตเอามากๆ และดูเหมือนจะเกินกำลัง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ผมอยากที่จะทำมัน
เป็นความรู้สึกว่ามันเป็นอีกขึ้นของความก้าวหน้าของชีวิต ผมอาจเริ่มต้นชีวิตติดลบ ติดลบไปมากกว่าคนอื่นๆ ในวัยเดียวกันที่เขาสามารถนับ 1 จาก 0 ได้เลย
แต่ผมไม่ ผมต้องนับจากติดลบ วันนี้ ดูเหมือนผมจะเพิ่งนับจำนวนติดลบของผมใกล้หมดแล้ว และทุกอย่างจะกลับกลายเป็น 0 แต่ผมไม่เสียใจอีกแล้ว
ผมภูมิใจที่ผมสามารถมาถึงจำนวนเต็ม 0 ได้แล้ว และก้าวต่อไปจากนี้ ผมจะนับ 1 2 3 ได้เหมือนคนปรกติ ด้วยการมาจากติดลบด้วยตัวของผมเอง
สิ้นเดือนนี้ ผมก็กำลังจะทำเรื่องซื้อห้องชุดเอื้ออาทร ผมกำลังจะได้มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ให้กับพ่อแม่ ให้กับครอบครัว ด้วยตัวของผมเอง
มันจะเรียกว่าบ้านได้ไหม แต่ผมอยากเรียกมันว่าบ้าน เพราะมันจะเป็นที่ๆเป็นของผม ผมจะไม่ต้องย้ายไปไหนอีก ผมหวังว่าผมจะทำมันได้
เออ ... เกือบลืมอ่ะ ตอนนี้ผมมีโครงการทำน้องตุ๊กตัวใหม่อยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะขายได้กะเข้าบ้างรึเปล่า เลยเอามาให้ทายกันเล่นๆว่า ... หน้ามันเหมือนใครอ่ะ 55555+

ใครทายถูก อาจมีรางวัล 5555+ แต่ต้องรอให้หัวนี้เสร็จก่อนเน้อ ^^
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
... DVD Yes or No ! ...

DVD มาแร้วๆๆๆๆๆๆๆๆ
ดีใจมากๆครับ ไปเดินเล่นกับเพื่อน ผ่านไปแมงป่องมองอย่างมีความหวัง ไม่คิดว่าจะป่ะเข้ากับ ....
เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ออกแล้วครับ ก่อนวันที่เขาบอกคือวันที่ 12 แต่วันนี้ออกแร้วววววววว
หูยๆๆๆ อวดเวอร์

อยากจะบอกว่า Deleted seane แซ่บเวอร์ ...แซ่บมากๆครับ ไม่ผิดหวัง กับ DVD คุ้มอีกตอน Deleted seane นี้แหละ 55555+
รีบหามาชื่นชมกันนะครับ กับภาพยนต์ประจำชนชาติหญิง love หญิง ของเขาดีจริง
งานนี้ตามสัญญานะครับ ซื้อของแท้ ... เพราะยังไงๆ "ของแท้ก็ต้องดีกว่าของปลอม" อันนี้คอมเฟิมครับ 55555555+
หายเครียดเลย ... สมองโล่ง แถมมีความสุขแบบแปลกๆ
สักวันผมจะโชคดีเหมือนคิมไหมหนอ ... ^^
วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
... Yes , We did ...
มันอาจดูเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ผมเพิ่งจะพูดถึงเรื่องของสงครามระหว่างอเมริกา กับกลุ่มก่อการร้ายที่ดูเหมือนเราจะมองไม่เห็นตัวไปเมื่อ 2 วันก่อน โลกทั้งใบกำลังทำสงครามกัน ระหว่างความดีกับความเลว
ฟังดูเหมือนสีดำกับขาว ชัดเจน แต่ในความชัดเจน ก็มีหลากหลายสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง สีเทา ทั้ง 2 ด้าน ต่างคนต่างเทา ไม่มีใครรู้ หรือยืนยันได้ว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูก
แต่โลกของเราก็ยังคงมีผู้คนที่ทำสงครามกันต่อไป โดยที่ผู้สูญเสีย ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้มันเกิด

ทหาร บางครั้งผมก็เคยนึกสงสัยแทนพวกเขา ว่า .... เขาไปรบเพื่ออะไรกันแน่ ในใจลึกๆเขารู้ไหม ว่าจะต้องฆ่าอีกฝ่าย ไปด้วยเรื่องอะไร คนจากอีกซีกโลกนึง ซึ่งไม่เคยพบเจอพูดคุย ไม่เคยทำไม่ดี หรือสร้างเรื่องเลวร้ายใส่กัน

แต่ต้องเป็นคนลั่นกระสุนออกไปเพื่อสังหารฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตน เพื่ออะไร ??
และหลายคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คนหนุ่มสาว ทหารกล้าที่มีฝีมือ ต้องสูญเสียไป
หลายคนสูญเสียแขนขา สูญเสียตัวตน หรือแม้กระทั้งความเชื่อไป

ตอนที่เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกแฝด ... หลายประเทศในโลกมุสลิม ออกมาเฉลิมฉลองดีใจ ชุมนุมโห่ร้อง ...

อเมริกา ซึ่งเดิมเป็นประเทศที่ได้แต่เอาเปรียบประเทศอื่น แล้วสร้างภาพว่าตัวเองเป็นเหมือนตำรวจโลก ... ถูกตบเข้าที่หน้าอย่างจัง หลายชีวิตที่ไม่รู้เรื่องด้วย ต้องจบลงกว่า 3,000 ชีวิต แม้จนตอนนี้หลายร่างกว่าครึ่ง ก็ยังไม่ได้กลับคืนสู่ครอบครัวอันเป็นที่รัก

ผมเข้าใจความรู้สึกของคนอเมริกันดี มันเป็นความรู้สึกสูญเสียที่ไม่อาจจะชดเชยได้อีก ไม่ว่าด้วยอะไร เขาดูทีวี แล้วเห็น ..... ฝ่ายตรงข้าม หัวเราะ มันเป็นความรู้สึกเคียดแค้น ถึงแม้ว่า ... ลึกๆพวกเขาก็จะรู้ว่า ประเทศเขาเอาเปรียบ และหาผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้นอย่างไร?? แต่ชีวิตที่สูญเสียไป มันก็ยากที่จะทำใจให้เป็นกลาง
จากวันที่ 11 กันยา วันนั้น หนุ่ม สาว อเมริกันหลายร้อยหลายพันคน สมัครเขาเป็นทหาร เพียงเพื่อ ... ต้องการแก้แค้น อเมริกาเตรียมตัว และลงมือแก้แค้น ... ประเทศกัฟกานิสฐาน ย่อยยับ ... อเมริกาที่รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ต้องการเอาคืน ... แบบทีมองดูถูกต้อง แต่ถูกจริงๆไหม ... ยุติธรรมไหม ? ย่อมตัดสินได้ไม่ยาก เพราะคนที่สูญเสีย ... คือคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย

วันนี้ โอสสะมะ บินลาดิน ถูกสังหาร .... อเมริกา สังหารเขา และ จัดทำศพให้เขา ... โดยที่ไม่ยอมให้เกิดพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ ไม่ยอมให้มีแผ่นดินใดกลบหน้าเขา ถูกต้องแล้วหรือ ?? สำหรับศาสนาอิสลาม สำหรับผู้เป็นมุสลิม
การกระทำนี้ ผมมองดูว่ามันไม่ต่างจาก ... คนป่า ที่เข้าไปฆ่าเขา ด้วยความแค้น จนแม้กระทั้งเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังสับศพเขาเป็นชิ้นๆ จนไม่เหลือชิ้นดี มองดูแล้วได้อะไร .... นอกจากความแค้น ความชิงชังจากอีกฝ่าย
วันนี้ชาวอเมริกันทุกคนฉลอง ด้วยความสะใจที่ในที่สุดก็ได้เอาคืน ผมเชื่อว่าหลายคนดีใจ เพราะมันแสดงว่าสงครามจะยุติลงเสียที และสมาชิกอันเป็นที่รักของพวกเขาจะได้กลับบ้าน

แต่ลึกๆผมเชื่อว่า นี้จะไม่จบ "ทั้งสองจะไม่อาจอยู่ได้ ถ้าอีกคนยังอยู่รอด" .... อย่างในแฮร์รี่ พอตเตอร์ และ .. "เราจะฆ่ามันให้หมด" เหมือนอย่างที่ในตัวละครของทั้ง 2 ฝ่ายในหนังเรื่อง The Kingdom ว่าไว้
เพราะอีกฝ่าย ก็คงกำลังดูทีวี หรือเล่นอินเตอร์เน็ท และเห็นว่าอเมริกันกำลังหัวเราะ .... และคงกำลังเตรียมการ เพื่อแก้แค้นเอาคืน
สงครามใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ และใกล้ตัวของเรามากกว่าที่เราคิด ผมหวังว่า สักวัน ... โลกจะกลับไปสงบสุขอย่างที่มันเคยเป็นสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก เหมือนก่อนหน้า วันที่ 11 กันยายน และผมหวังและฝันอย่างสุดใจ ให้ตึกแฝดนั้น ยังคงตั้งอยู่อย่างนั้น อยู่ตรงนั้นอย่างที่มันเคยเป็น
หวังให้หลายชีวิตที่สูญเสียไป ยังคงอยู่
ผมรักประเทศอเมริกันนะ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รักและสัมผัสผู้คนและศาสนาอิสลามอย่างใกล้ชิดจากเพื่อนๆของแม่ผมมาหลายปี

ศาสนาอิสลามสอนให้มุสลิมทุกคนเป็นคนดี และยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ และผมก็เชื่อว่ามีอเมริกันมุสลิม ในสหรัฐมากมาย ที่รักประเทศสหรัฐ และผมก็เชื่อเหมือนกันว่า ประเทศในโลกมุสลิม ก็มีลูกครึ่งอเมริกันในหมู่มุสลิมที่เป็นมุสลิมที่เคร่งครัด
ก็ในเมื่อโลกใบนี้มันเล็กลงเรื่อยๆแบบนี้ ทำไมเรายังต้องมาฆ่ากันอีก
God bless all of you ...
ฟังดูเหมือนสีดำกับขาว ชัดเจน แต่ในความชัดเจน ก็มีหลากหลายสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง สีเทา ทั้ง 2 ด้าน ต่างคนต่างเทา ไม่มีใครรู้ หรือยืนยันได้ว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูก
แต่โลกของเราก็ยังคงมีผู้คนที่ทำสงครามกันต่อไป โดยที่ผู้สูญเสีย ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้มันเกิด

ทหาร บางครั้งผมก็เคยนึกสงสัยแทนพวกเขา ว่า .... เขาไปรบเพื่ออะไรกันแน่ ในใจลึกๆเขารู้ไหม ว่าจะต้องฆ่าอีกฝ่าย ไปด้วยเรื่องอะไร คนจากอีกซีกโลกนึง ซึ่งไม่เคยพบเจอพูดคุย ไม่เคยทำไม่ดี หรือสร้างเรื่องเลวร้ายใส่กัน

แต่ต้องเป็นคนลั่นกระสุนออกไปเพื่อสังหารฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตน เพื่ออะไร ??
และหลายคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คนหนุ่มสาว ทหารกล้าที่มีฝีมือ ต้องสูญเสียไป
หลายคนสูญเสียแขนขา สูญเสียตัวตน หรือแม้กระทั้งความเชื่อไป

ตอนที่เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกแฝด ... หลายประเทศในโลกมุสลิม ออกมาเฉลิมฉลองดีใจ ชุมนุมโห่ร้อง ...

อเมริกา ซึ่งเดิมเป็นประเทศที่ได้แต่เอาเปรียบประเทศอื่น แล้วสร้างภาพว่าตัวเองเป็นเหมือนตำรวจโลก ... ถูกตบเข้าที่หน้าอย่างจัง หลายชีวิตที่ไม่รู้เรื่องด้วย ต้องจบลงกว่า 3,000 ชีวิต แม้จนตอนนี้หลายร่างกว่าครึ่ง ก็ยังไม่ได้กลับคืนสู่ครอบครัวอันเป็นที่รัก

ผมเข้าใจความรู้สึกของคนอเมริกันดี มันเป็นความรู้สึกสูญเสียที่ไม่อาจจะชดเชยได้อีก ไม่ว่าด้วยอะไร เขาดูทีวี แล้วเห็น ..... ฝ่ายตรงข้าม หัวเราะ มันเป็นความรู้สึกเคียดแค้น ถึงแม้ว่า ... ลึกๆพวกเขาก็จะรู้ว่า ประเทศเขาเอาเปรียบ และหาผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้นอย่างไร?? แต่ชีวิตที่สูญเสียไป มันก็ยากที่จะทำใจให้เป็นกลาง
จากวันที่ 11 กันยา วันนั้น หนุ่ม สาว อเมริกันหลายร้อยหลายพันคน สมัครเขาเป็นทหาร เพียงเพื่อ ... ต้องการแก้แค้น อเมริกาเตรียมตัว และลงมือแก้แค้น ... ประเทศกัฟกานิสฐาน ย่อยยับ ... อเมริกาที่รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ต้องการเอาคืน ... แบบทีมองดูถูกต้อง แต่ถูกจริงๆไหม ... ยุติธรรมไหม ? ย่อมตัดสินได้ไม่ยาก เพราะคนที่สูญเสีย ... คือคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย

วันนี้ โอสสะมะ บินลาดิน ถูกสังหาร .... อเมริกา สังหารเขา และ จัดทำศพให้เขา ... โดยที่ไม่ยอมให้เกิดพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ ไม่ยอมให้มีแผ่นดินใดกลบหน้าเขา ถูกต้องแล้วหรือ ?? สำหรับศาสนาอิสลาม สำหรับผู้เป็นมุสลิม
การกระทำนี้ ผมมองดูว่ามันไม่ต่างจาก ... คนป่า ที่เข้าไปฆ่าเขา ด้วยความแค้น จนแม้กระทั้งเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังสับศพเขาเป็นชิ้นๆ จนไม่เหลือชิ้นดี มองดูแล้วได้อะไร .... นอกจากความแค้น ความชิงชังจากอีกฝ่าย
วันนี้ชาวอเมริกันทุกคนฉลอง ด้วยความสะใจที่ในที่สุดก็ได้เอาคืน ผมเชื่อว่าหลายคนดีใจ เพราะมันแสดงว่าสงครามจะยุติลงเสียที และสมาชิกอันเป็นที่รักของพวกเขาจะได้กลับบ้าน

แต่ลึกๆผมเชื่อว่า นี้จะไม่จบ "ทั้งสองจะไม่อาจอยู่ได้ ถ้าอีกคนยังอยู่รอด" .... อย่างในแฮร์รี่ พอตเตอร์ และ .. "เราจะฆ่ามันให้หมด" เหมือนอย่างที่ในตัวละครของทั้ง 2 ฝ่ายในหนังเรื่อง The Kingdom ว่าไว้
เพราะอีกฝ่าย ก็คงกำลังดูทีวี หรือเล่นอินเตอร์เน็ท และเห็นว่าอเมริกันกำลังหัวเราะ .... และคงกำลังเตรียมการ เพื่อแก้แค้นเอาคืน
สงครามใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ และใกล้ตัวของเรามากกว่าที่เราคิด ผมหวังว่า สักวัน ... โลกจะกลับไปสงบสุขอย่างที่มันเคยเป็นสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก เหมือนก่อนหน้า วันที่ 11 กันยายน และผมหวังและฝันอย่างสุดใจ ให้ตึกแฝดนั้น ยังคงตั้งอยู่อย่างนั้น อยู่ตรงนั้นอย่างที่มันเคยเป็น
หวังให้หลายชีวิตที่สูญเสียไป ยังคงอยู่
ผมรักประเทศอเมริกันนะ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รักและสัมผัสผู้คนและศาสนาอิสลามอย่างใกล้ชิดจากเพื่อนๆของแม่ผมมาหลายปี

ศาสนาอิสลามสอนให้มุสลิมทุกคนเป็นคนดี และยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ และผมก็เชื่อว่ามีอเมริกันมุสลิม ในสหรัฐมากมาย ที่รักประเทศสหรัฐ และผมก็เชื่อเหมือนกันว่า ประเทศในโลกมุสลิม ก็มีลูกครึ่งอเมริกันในหมู่มุสลิมที่เป็นมุสลิมที่เคร่งครัด
ก็ในเมื่อโลกใบนี้มันเล็กลงเรื่อยๆแบบนี้ ทำไมเรายังต้องมาฆ่ากันอีก
God bless all of you ...
วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
... ใส่เหล็ก ...
หวัดดีครับ
วันนี้เป็นอีกวันนึง ที่ผมรู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากๆวันนึง
คุณเคยมีสิ่งทีคุณอยากจะทำมัน แต่สิ่งนั้นมันช่างห่างไกลจากความจริงๆที่คุณสามารถทำได้ไหมครับ
ณ บัดนี้มันไม่ห่างไกลอีกแล้ว เพราะมันมาอยู่ในปากของผมแล้วนั้นเอง 555+ ผมใส่เหล็กแล้วนะเอ่อ
หลังจากผ่านการสู้รบสำหรับการเคลียร์ช่องปากมาเป็นเวลานาน (กว่าที่คิดไว้มาก)
ผมก็ ได้ทำตามสิ่งที่ฝันอยากทำอีกสิ่งนึงได้สำเร็จ
ตั้งแต่ตัวผมเริ่มรับรู้ว่า รูปสภาพโครงหน้าของตัวเองผิดไปจากปรกติ นั้นคือปากเบี้ยวไป ถ้าไม่ได้ทัก ก็อาจจะไม่เคยมีใครสังเกตุ
ผมอยากปรับปรุงมัน แต่จากสภาพครอบครัว มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก สำหรับเด็กอายุ 17 ในตอนนั้น
แต่ความผิดปรกติอันนี้มันก็เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุของผมมากขึ้น ผมรู้ว่า จริงๆแล้วการจัดฟันนี้ มันอาจไม่ได้ช่วยให้รูปหน้าผมกลับมาตรง สวยงามอย่างที่มันควรเป็น แต่ ... มันก็จะช่วยรักษาให้โครงหน้าของผมไม่ผิดปรกติไปมากกว่านี้

อีก 2 ปีต่อไปจากนี้ ทุกครั้งที่ผมส่องกระจก ผมหวังว่าผมจะไม่รู้สึกอย่างที่เคยรู้สึกกับโครงหน้าและฟันของผมอีก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
วกมาเรื่องกิจการส่วนตัวกันบ้าง ... ช่วงนี้ก็คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ประดิษตกรรมที่คาดว่าจะขายได้ได้ตังกันอยู่ครับ ยังไม่ค่อยคืบหน้าไปไหนสักเท่าไร
แต่ลงตัว ว่าเราจะคงทำน้องตุ๊กตากันต่อไป ไม่เปลี่ยนแนวไปทำอะไรที่เราไม่ถนัดกัน มันมีอะไรก็ส่งมาให้ผมช่วยทำได้
และโดยส่วนตัวผมก็มีโครงการที่จะสิ่งของ ที่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันออกมาด้วย และก็มีบ้างที่อยากทำเป็นงานอดิเรก
ผมอยากปั้นตุ๊กตาทหารครับ ค้นไปค้นมา เลยไปเจอคลิปนี้เข้า อยากจะบอกว่า ถึงกับต้องหลั่งน้ำตาให้กันทีเดียว
อย่างที่ผมเคยบอก อเมริกา เป็นประเทศที่ผมรัก รองจากบ้านเกิดของตัวเอง ... ผมไม่รู้หรอกนะว่า เขาจะทำสงครามกันไปทำไม ใครเสียประโยชน์ หรือใครได้ประโยชน์จากมัน
แต่ที่แน่ๆ นายทหารกล้าทุกๆคน และครอบครัวของเขาต่างหาก เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมันโดยตรง
แด่นายทหาร ไทย และอเมริกันทุกคน ที่สละชีพ เพื่อชาติครับผม ขอให้ทุกท่าน ได้กลับบ้าน สู่อ้อมอกครอบครัว สู่อ้อมกอดของคนที่เป็นที่รัก
เพลงเพราะเวอร์มากกกกกกกก
วันนี้เป็นอีกวันนึง ที่ผมรู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากๆวันนึง
คุณเคยมีสิ่งทีคุณอยากจะทำมัน แต่สิ่งนั้นมันช่างห่างไกลจากความจริงๆที่คุณสามารถทำได้ไหมครับ
ณ บัดนี้มันไม่ห่างไกลอีกแล้ว เพราะมันมาอยู่ในปากของผมแล้วนั้นเอง 555+ ผมใส่เหล็กแล้วนะเอ่อ
หลังจากผ่านการสู้รบสำหรับการเคลียร์ช่องปากมาเป็นเวลานาน (กว่าที่คิดไว้มาก)
ผมก็ ได้ทำตามสิ่งที่ฝันอยากทำอีกสิ่งนึงได้สำเร็จ
ตั้งแต่ตัวผมเริ่มรับรู้ว่า รูปสภาพโครงหน้าของตัวเองผิดไปจากปรกติ นั้นคือปากเบี้ยวไป ถ้าไม่ได้ทัก ก็อาจจะไม่เคยมีใครสังเกตุ
ผมอยากปรับปรุงมัน แต่จากสภาพครอบครัว มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก สำหรับเด็กอายุ 17 ในตอนนั้น
แต่ความผิดปรกติอันนี้มันก็เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุของผมมากขึ้น ผมรู้ว่า จริงๆแล้วการจัดฟันนี้ มันอาจไม่ได้ช่วยให้รูปหน้าผมกลับมาตรง สวยงามอย่างที่มันควรเป็น แต่ ... มันก็จะช่วยรักษาให้โครงหน้าของผมไม่ผิดปรกติไปมากกว่านี้

อีก 2 ปีต่อไปจากนี้ ทุกครั้งที่ผมส่องกระจก ผมหวังว่าผมจะไม่รู้สึกอย่างที่เคยรู้สึกกับโครงหน้าและฟันของผมอีก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ
วกมาเรื่องกิจการส่วนตัวกันบ้าง ... ช่วงนี้ก็คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ประดิษตกรรมที่คาดว่าจะขายได้ได้ตังกันอยู่ครับ ยังไม่ค่อยคืบหน้าไปไหนสักเท่าไร
แต่ลงตัว ว่าเราจะคงทำน้องตุ๊กตากันต่อไป ไม่เปลี่ยนแนวไปทำอะไรที่เราไม่ถนัดกัน มันมีอะไรก็ส่งมาให้ผมช่วยทำได้
และโดยส่วนตัวผมก็มีโครงการที่จะสิ่งของ ที่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันออกมาด้วย และก็มีบ้างที่อยากทำเป็นงานอดิเรก
ผมอยากปั้นตุ๊กตาทหารครับ ค้นไปค้นมา เลยไปเจอคลิปนี้เข้า อยากจะบอกว่า ถึงกับต้องหลั่งน้ำตาให้กันทีเดียว
อย่างที่ผมเคยบอก อเมริกา เป็นประเทศที่ผมรัก รองจากบ้านเกิดของตัวเอง ... ผมไม่รู้หรอกนะว่า เขาจะทำสงครามกันไปทำไม ใครเสียประโยชน์ หรือใครได้ประโยชน์จากมัน
แต่ที่แน่ๆ นายทหารกล้าทุกๆคน และครอบครัวของเขาต่างหาก เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมันโดยตรง
แด่นายทหาร ไทย และอเมริกันทุกคน ที่สละชีพ เพื่อชาติครับผม ขอให้ทุกท่าน ได้กลับบ้าน สู่อ้อมอกครอบครัว สู่อ้อมกอดของคนที่เป็นที่รัก
เพลงเพราะเวอร์มากกกกกกกก
วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554
... สุดเขต เศษฟัน ...
หวัดดีครับ วันนี้มารายงานตัวและรายงานสถานะภาพตามระเบียบ ว่าผมยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกแสนเน่าใบนี้
ตอนนี้ผมโรมรันกับคุณหมอฟันแสนสวย จนถอนฟันไปครบ 8 ซี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว กับการถอนฟันคุด 2 ซี่แรกในชีวิต รวมกับอีก 5 ซี่ที่เหลือ ไม่มีอะไรเทียบได้เลยกับซี่ที่ผมเพิ่งจะได้ผ่าไปเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา
คุณพระคุณเจ้าครับ มันเป็นฟันคุดที่คุณหมอคนสวยถึงกับรีเควสด้วยตัวเองเลยว่า เก็บไว้สุดท้ายเลยนะค่ะ เพราะมันยากมากกกกกกกก
อ่ะ ครับ ว่าง่ายครับ เก็บก็เก็บ แต่สุดท้ายมันก็มาถึงครับ
ผมได้คิวเริ่มผ่าตอนประมาณใกล้ๆ 6 โมงเย็น คุณหมอก็ฉีดยาชา อะไรต่ออะไรให้ตามปรกติครับ ชิวๆ เพราะเชื่อใจว่าคุณหมอคนนี้ทำไม่เจ็บ มือเบามากครับ เธอเป็นคนละคนกับที่ถอนฟันคุด 2 ซี่แรกให้ผม ซึ่ง ผลงาน 5 ซี่ที่ผ่านมาของเธอไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย เพราะมันไม่เจ็บจริงๆ หายเร็ว และก็ทำให้ผมแอบมีความหวังว่ามันจะไม่เจ็บ
แม้เธอจะบ่นว่ามันยากนะกับซี่นี้ แต่ผมก็เชื่อว่าเธอจะทำได้ ไม่เจ็บ ... แต่ ...
เหนือฟ้ายังคงมีดาวเทียมและอวกาศ เหนือฝีมืออันเฉียบคมของเธอ ก็ยังมีฟันคุดของผม เป็นตัวทดสอบ
เนื่องจากว่า เงื่อนของฟันคุดของผมซี่นี้คือ
1.มันนอนครับ นอนเหยียดยาว แอ่งแม้ง
2.มันอยู่ในเหงือกครับ ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น
3.ที่สำคัญที่สุด รากมันโค้งขึ้นครับ
แมร่งเอ้ย ...มันมากครับ คุณหมอแสนสวย เลื่อยฟัน เหงือก และกระดูฟันกรามผม ตลอด 2 ชั่วโมง
เชื่อไหมคุณแรกๆมันก็โอนะ แต่ช่วงหลังๆ มันแย่มากครับ เพราะฟันผมถูกเลื่อยแล้วเลื่อยอีก ถูกงัด ถูกดึง ถูกหัก พระเจ้า มันออสซั่มมากๆๆๆๆๆ
ระบมมากแต่ก็ยังต้องทน จนยาชาหมดฤทธิ์ คุณหมอต้องคอยให้ยาชาผม เพิ่มตลอด 5 นาทีหลังๆ เจ็บมากครับ ช่วงท้ายที่กำลังดึงฟัน คุณหมอบอกว่า มันอยู่ใกล้เส้นประสาท มันจะเจ็บมาก ตอนนั้นผมอยากจะตะโกนออกไปว่า "กรูเจ็บฉิบหายแล้วว้อย"
แต่ก็ต้องอดทน แต่สารภาพเลยครับ งานนี้ร้องอย่างหมา ร้องตลอด แต่ไม่ได้ร้องไห้นะ แต่ไม่เก็บอาการเลย ก็มันเจ็บโคตรๆขนาดนั้น คุณหมอทั้งงัดทั้งดึง ผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่า เจ้าเขาควายนั้นก็หลุดออกมาจนได้ ตอนนึงคุณหมอยังบอกเลยว่ารากมันต้องสุดยอดมากๆแน่เลย ในใจผมเนี้ย แหม สุดยอดไม่ยอดช่วยเอามาออกมาเร็วได้ไหม กรูจะตายแล้วววววว
ผมจำได้ดีช่วงท้ายที่ยาชาไม่ค่อยชาแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงเข็มทุกเข็มที่คุณหมอเย็บแผลให้ผมเลย แต่ตอนนั้นมันแบบ ช่างแมร่งแล้ว เมื่อไรจะเสร็จสะที ...
หลังจากนั้น คุณหมอบ่นเลย ว่าเหนื่อยมาก ผมก็แย่ครับ จะตายเอา คุณหมอใจดี ยังเอาฟันผม ที่เป็นชิ้นๆมาต่อให้ดู รากสุดท้ายที่ดึงออกมา โหย งอโค้งเหมือนเขาลูกวัวเลยครับ น่ากลัวมากๆ นึกขอบคุณคุณหมอที่เอามันออกมาจากเหงือกผมจนได้
เชื่อไหมคุณ ผมออกมาจากคลินิกตอน 2 ทุ่มกว่าๆ พระเจ้า 2 ชั่วโมงเต็มกับการผ่าตัด ที่ผมรู้สึกตัวตลอดเวลา
คืนนั้นทั้งคืนปวดระยำมากครับ ปวดมากกกกก จนนอนแทบไม่หลับ แต่ก็ต้องอดทน
จนถึงตอนนี้ก็เรียกว่า เกือบดีแล้ว ผมสามารถกินข้าวได้ตามปรกติแล้ว อาจเป็นเพราะความหิวของผมมักมีอิทธิผลเหนือความเจ็บปวดเสมอ ถอนฟันมา 8 ซี่ผมก็ยังคงกินปรกติ จะกินโจ๊กก็แค่มือแรกหลังเพิ่งถอนฟันแล้วเท่านั้น 555+ หลังจากนั้นก็ข้าวกระเพรา ก๋วยเตี๋ยว อะไรเรื่อยเปื่อย กินได้สามารถตลอด
เฮ้อ .. เดือนหน้าก็จะได้ใส่เหล็กสะทีครับ จนกะการถอนฟัน หมดไปเป็นหมื่นแล้วเนี้ย ยังไม่ได้ดัดสักแอะ เฮ้ออออออ
แต่ยังไงก็สู้ๆครับ เพื่อความหล่อต้องอดทน ไว้จะถ่ายรูปตอนใส่เหล็กแล้วมาให้ดูนะครับ
เวลาไม่สบายนี้คิดถึงแฟนจังนะครับ ไม่มีคนให้อ้อนเลย ... เฮ้อออออออ ^^
ตอนนี้ผมโรมรันกับคุณหมอฟันแสนสวย จนถอนฟันไปครบ 8 ซี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว กับการถอนฟันคุด 2 ซี่แรกในชีวิต รวมกับอีก 5 ซี่ที่เหลือ ไม่มีอะไรเทียบได้เลยกับซี่ที่ผมเพิ่งจะได้ผ่าไปเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา
คุณพระคุณเจ้าครับ มันเป็นฟันคุดที่คุณหมอคนสวยถึงกับรีเควสด้วยตัวเองเลยว่า เก็บไว้สุดท้ายเลยนะค่ะ เพราะมันยากมากกกกกกกก
อ่ะ ครับ ว่าง่ายครับ เก็บก็เก็บ แต่สุดท้ายมันก็มาถึงครับ
ผมได้คิวเริ่มผ่าตอนประมาณใกล้ๆ 6 โมงเย็น คุณหมอก็ฉีดยาชา อะไรต่ออะไรให้ตามปรกติครับ ชิวๆ เพราะเชื่อใจว่าคุณหมอคนนี้ทำไม่เจ็บ มือเบามากครับ เธอเป็นคนละคนกับที่ถอนฟันคุด 2 ซี่แรกให้ผม ซึ่ง ผลงาน 5 ซี่ที่ผ่านมาของเธอไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย เพราะมันไม่เจ็บจริงๆ หายเร็ว และก็ทำให้ผมแอบมีความหวังว่ามันจะไม่เจ็บ
แม้เธอจะบ่นว่ามันยากนะกับซี่นี้ แต่ผมก็เชื่อว่าเธอจะทำได้ ไม่เจ็บ ... แต่ ...
เหนือฟ้ายังคงมีดาวเทียมและอวกาศ เหนือฝีมืออันเฉียบคมของเธอ ก็ยังมีฟันคุดของผม เป็นตัวทดสอบ
เนื่องจากว่า เงื่อนของฟันคุดของผมซี่นี้คือ
1.มันนอนครับ นอนเหยียดยาว แอ่งแม้ง
2.มันอยู่ในเหงือกครับ ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น
3.ที่สำคัญที่สุด รากมันโค้งขึ้นครับ
แมร่งเอ้ย ...มันมากครับ คุณหมอแสนสวย เลื่อยฟัน เหงือก และกระดูฟันกรามผม ตลอด 2 ชั่วโมง
เชื่อไหมคุณแรกๆมันก็โอนะ แต่ช่วงหลังๆ มันแย่มากครับ เพราะฟันผมถูกเลื่อยแล้วเลื่อยอีก ถูกงัด ถูกดึง ถูกหัก พระเจ้า มันออสซั่มมากๆๆๆๆๆ
ระบมมากแต่ก็ยังต้องทน จนยาชาหมดฤทธิ์ คุณหมอต้องคอยให้ยาชาผม เพิ่มตลอด 5 นาทีหลังๆ เจ็บมากครับ ช่วงท้ายที่กำลังดึงฟัน คุณหมอบอกว่า มันอยู่ใกล้เส้นประสาท มันจะเจ็บมาก ตอนนั้นผมอยากจะตะโกนออกไปว่า "กรูเจ็บฉิบหายแล้วว้อย"
แต่ก็ต้องอดทน แต่สารภาพเลยครับ งานนี้ร้องอย่างหมา ร้องตลอด แต่ไม่ได้ร้องไห้นะ แต่ไม่เก็บอาการเลย ก็มันเจ็บโคตรๆขนาดนั้น คุณหมอทั้งงัดทั้งดึง ผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่า เจ้าเขาควายนั้นก็หลุดออกมาจนได้ ตอนนึงคุณหมอยังบอกเลยว่ารากมันต้องสุดยอดมากๆแน่เลย ในใจผมเนี้ย แหม สุดยอดไม่ยอดช่วยเอามาออกมาเร็วได้ไหม กรูจะตายแล้วววววว
ผมจำได้ดีช่วงท้ายที่ยาชาไม่ค่อยชาแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงเข็มทุกเข็มที่คุณหมอเย็บแผลให้ผมเลย แต่ตอนนั้นมันแบบ ช่างแมร่งแล้ว เมื่อไรจะเสร็จสะที ...
หลังจากนั้น คุณหมอบ่นเลย ว่าเหนื่อยมาก ผมก็แย่ครับ จะตายเอา คุณหมอใจดี ยังเอาฟันผม ที่เป็นชิ้นๆมาต่อให้ดู รากสุดท้ายที่ดึงออกมา โหย งอโค้งเหมือนเขาลูกวัวเลยครับ น่ากลัวมากๆ นึกขอบคุณคุณหมอที่เอามันออกมาจากเหงือกผมจนได้
เชื่อไหมคุณ ผมออกมาจากคลินิกตอน 2 ทุ่มกว่าๆ พระเจ้า 2 ชั่วโมงเต็มกับการผ่าตัด ที่ผมรู้สึกตัวตลอดเวลา
คืนนั้นทั้งคืนปวดระยำมากครับ ปวดมากกกกก จนนอนแทบไม่หลับ แต่ก็ต้องอดทน
จนถึงตอนนี้ก็เรียกว่า เกือบดีแล้ว ผมสามารถกินข้าวได้ตามปรกติแล้ว อาจเป็นเพราะความหิวของผมมักมีอิทธิผลเหนือความเจ็บปวดเสมอ ถอนฟันมา 8 ซี่ผมก็ยังคงกินปรกติ จะกินโจ๊กก็แค่มือแรกหลังเพิ่งถอนฟันแล้วเท่านั้น 555+ หลังจากนั้นก็ข้าวกระเพรา ก๋วยเตี๋ยว อะไรเรื่อยเปื่อย กินได้สามารถตลอด
เฮ้อ .. เดือนหน้าก็จะได้ใส่เหล็กสะทีครับ จนกะการถอนฟัน หมดไปเป็นหมื่นแล้วเนี้ย ยังไม่ได้ดัดสักแอะ เฮ้ออออออ
แต่ยังไงก็สู้ๆครับ เพื่อความหล่อต้องอดทน ไว้จะถ่ายรูปตอนใส่เหล็กแล้วมาให้ดูนะครับ
เวลาไม่สบายนี้คิดถึงแฟนจังนะครับ ไม่มีคนให้อ้อนเลย ... เฮ้อออออออ ^^
วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2554
... เหงือกจ๋า ฟันลาก่อน ...
โอ้ยยยยยยยยยยยยยยย
อยากจะกู่ร้องให้ก้องโลก ..... ปวดเหงือกและฟันขอรับ ....
เมื่อวานไปถอนฟันคุดมาครับ เป็นขั้นตอนทางการทหาร ก่อนที่จะทำการเริ่มต้นใส่เครื่องมือจัดฟัน
ไอ้กระผมที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องการเข้าร้านหมอฟันมาก่อน เพราะในชีวิตไม่เคยมีฟันผุ ไม่เคยปวดฟัน เลยไม่เคยต้องย่างกรายไปมาก่อน
นี้ถ้าฟันผมไม่เกย์มาก จนทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวไปจากปรกติมาก ชีวิตนี้ผมก็คงจะไม่ต้องเข้าร้านไปหาหมอฟันอีกนานโขทีเดียว
แต่ในเมื่อคิดจะหล่อแล้ว ก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ควรจะไปทำเสียที ไม่งั้นก็จะแก่ไปมากกว่านี้
เนื่องจากว่า 2 อาทิตย์ก่อน ผมไปทำการพิมพ์ฟันและเอ็กซเรย์ฟันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็นัดไปอีกเมื่อวานครับ
ในความเข้าใจผม ผมเข้าใจว่า คงจะได้คุยกับคุณหมอ วางแผนรบว่าจะทำยังไงๆ กับการเพิ่มความหล่อของผม จะถอนฟันซี่นั้น ซี่นี้นะ จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ บลา บลา บลาๆๆ ให้เราได้รู้กันบ้าง และเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า
แต่ในความเป็นจริง .....
"เชิญคร้าาาาาาา " ... เปิดประตูเข้าไป ... "นอนเลยคร้าาาาาาาาาา" ... ลงนอนอย่างว่าง่าย .... "จะถอนฟันคุด 2 ซี่นะคร้าาาา" ... ห่ะ!!!!
เดี๋ยวก่อนครับเดี๋ยวก่อน .... ในใจนึกด่า นี้จะไม่คุยกันก่อนเลยรึ??? หน้าหมอจัดฟันยังไม่เห็นเลยเนี้ย ...
"เนี้ยอ่ะคร้าาาา ฟันคุด 4 ซี่ ต้องเอาออกก่อน วันนี้เอาออก 2 ซี่ ต้องเอาออกอยู่แล้ว นะคร้าาาา" T___T ในใจ ตอนนี้เลยหรอ ตั้งแต่เกิดมาเป็นทอมจากท้องพ่อท้องแม่ กรูยังไม่เคยถูกถอนฟันเลยยยย
กรูกลัววววววว T___T
ต้องทำเลยหรอครับ .... "คร้าาาาา ณ บัดนาว คร้าาาา"
เฮ้ออออ.... ครับเอาก็เอา เพื่อความหล่อ ฉีดยาชาก่อนเลยครับ โอเค รับได้ ... ไม่เจ็บมาก ... "กลัวหรอคร้าาาาา ..." ครับ "งั้นขูดหินปูนก่อน ให้เวลาทำใจคร้าาาาา" คร้าบบบบ
หลังจากที่ขูดหินปูนเสร็จ ผมก็รู้สึกเบินท์ ไปครึ่งหน้า ชามากครับ ลิ้นแข็งไปซีกนึง แล้ว ขากรรไกรข้างขวาทั้งซีกก็รู้สึกเหมือนเป็น ก่อนซิลิโคนหยุ่นๆ บนหน้า
"ลองเทสนะคร้าาาา ว่าชารึยัง" จิ้มๆไปก็ ไม่เจ็บครับ รู้สึกเฉยๆ ว่ามีของมาดุนๆ ว่าแล้วก็ "เริ่มเลยนะคร้าาาาา" แรกๆก็โอครับ ไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่... หลังจากนั้นสิ ของจริงครับ
.... เธอเอาอะไรไม่รู้มาแล้วบอกว่า .... "สะเทือนหน่อยนะคร้าาาา" แกร๊กกกกก แกร๊กกกกกก เนื่องจากผมปิดตาอยู่ เลยไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ได้ยินแต่เสียงและเงาลางๆ แต่จากเสียงตอนนั้น
รู้สึกเหมือนอยู่โรงไม้ที่ทำงานเลยครับ .... แกร๊กกกกก แกร๊กกกกก แต่มันเป็นในปากผมนี้สิ เลยให้ความรู้สึกเหมือนเล่นหนังเรื่อง SAW โอ้ย ... Saw 8 เมามันมาก นึกภาพตามออกเลย หมอคนสลับหยิบเครื่องมือชิ้นนั้นชิ้นนี้ สนุกสนานมาก ที่ในปากผม ...
และก็ถึงวินาทีสำคัญ "ก้มหน้านิดคร้าาาา หุบปากลงด้วยนะคร้าาาา" เธอดึงครับ ผมรู้สึกได้ว่ามีมือหลายมือมาช่วยจับที่หน้า แล้วเธอก็ดึงครับ ... ตอนนั้นผมเกร็งมาก มันไม่ได้เจ็บนะครับ แต่รู้สึกแย่ เหมือนจะรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
จนกำมือแน่น คุณหมอก็เลยหยุดครับ เพราะมันไม่ออก เอาใหม่ครับ ... "สะเทือนหน่อยนะคร้าาาา" แล้วก็ทำการโรมรัน ในปากผมอีกครั้ง ... จากนั้นก็ เหมือนเดิมเลยครับ มีมือหลายมือมาจับที่หน้าของผมอีกครั้ง แล้วก็ดึงครับ
"ออกแล้วคร้าาาาา เก่งมากเลย" T_____T กรูแย่ๆๆๆๆ
"ฉีดยาชาด้านบนเลยนะคร้า" T___T จะไม่ให้กรูได้พักเลยหรออออออ
ฉีดปั๊ป ชาปุ๊ป ก็ดึงเลยครับ ..... แต่ซี่นี้ มันขึ้นมาค่อนข้างเยอะ เธอเลยดึงออกได้ภายในเวลาเสี่ยววินาที จนผมที่เตรียมใจรับมือการโรมรันต่อสู้กับฟันคุดแบบเมื่อกี่ ถึงกับงง ห่ะ เสร็จแระ ทำไมข้างบนมันง่ายจัง
"ออกแล้วคร้าาาาา เสร็จแล้วคร้าาาา" เย้ๆๆๆๆๆ กรูจะบร้าตาย T___T
ถอนเสร็จกัดผ้าก๊อต แล้วก็เดินออกมาแบบงงๆ นี้หนะหรือ ... ถอนฟันมันเป็นแบบนี้เองหรอ ... นี้กรูผ่าฟันคุดแล้วนะ เย้ๆๆ ออกมาแระ 2 ซี่ มองไปที่ถาด เป็นฟันยาวเฟื่อยเลย น่ากลัวมาก รากแม่ง ลึกโคตร
ทำให้ได้รู้ว่า อ่อ ถอนฟันเขาทำกันอย่างนี้ .... ทำให้ได้รู้ว่า ในหนังซาดิสไม่ได้ขี้โม้ ที่ใช้คืมดึงฟันกันออกมาดูเล่น ง่ายๆแบบนี้เลย
อีตอนถอนเสร็จใหม่ๆก็ยังไม่เท่าไรครับ อีตอนกัดผ้าก๊อดนี้ดิ กว่าเลือดจะหยุดไหล .... ตอนหลังที่ยาชาหมดฤทธิ์แล้ว ... ตอนหลังจากกัดผ้าก๊อดก้อนที่ 2 ผ่านไป ชั่วโมงกว่าแล้วเลือดยังไม่หยุดนี้ดิ โอ้ยยยยย.... ชาตินี้ผมไม่ขอเข้าร้านหมอฟันอีกแล้ว ถ้าจัดฟันผ่านไปได้
ผมสัญญาว่ากับตัวเองว่า จะแปรงฟันให้บ่อยกว่าเดิม จะไม่ให้มีฟันผุเลยเด็ดขาด และจะรักษาฟันที่จัดใหม่นั้น ให้อยู่นานเท่านานเลย ให้สมกับความเจ็บปวดที่อยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปหาเรื่องให้เจ็บตัว
ตอนนี้ก็ข้ามวันมาแล้ว จากถอนเมื่อวานวันอาทิตย์ตอน 11 โมง ตอนนี้ก็ยังมีเลือดซึมๆ ออกมาบ้าง ไม่รู้ว่าออกมาจากซี่บน หรือแผลเย็บด้านล่าง แต่แอบส่องกระจกดู แผลล่างก็ดูโอเคนะครับ ไม่เห็นมีเลือดซึมออกมาจากด้ายที่เย็บไว้
สงสัยจะเป็นรูบน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะเมื่อคืนก็นอนใช้ก้อนน้ำแข็งนาบแก้ม ดูน้องติ๊นา ประกาศรางวัลสุพรรณ์หงษ์จนเกือบ ตี 1 ตื่นเช้ามาเข้าใจว่าเลือดคงไหลจนกลบปาก แต่ก็แปรงฟันไม่ยักมี แต่มีตอนถุยน้ำลาย มีนิดนึง ก็หวังว่าเลือดจะหยุดเสียที เฮ้อออออออ
มีใครที่ผ่าฟันคุดแล้ว ยังมีเลือดซึมยาวนานแบบนี้บ้างไหมครับ ยกมือหน่อย ...
อาทิตย์หน้าหมอนัดตัดไหม ... ไม่รู้ว่าเขาจะถอนอีก 2 ซี่ที่เหลือเลยรึเปล่า ... แต่ก็เตรียมตัวเตรียมใจครับ เพราะซี่ที่เหลือคงสู้รบปรบมือกันมันเลย เพราะรากฟันมันนอนครับบบบบ T___T กรูแย่แน่ๆ
ตายครับ งานนี้ ไม่ตายก็คางเหลือง แต่ก็สู้ๆครับ เพื่อความหล่อ
สิ่งที่ต้องทำหลังถอนฟัน
1.กัดผ้าก๊อตให้แน่ สุดชีวิต
2.ห้ามบ้วนน้ำลาย ให้กลืน
3. ห้ามอมน้ำแข็ง ให้ใช้น้ำแข็งประคบแก้มเอา
4.แล้วก็กินยาตามหมอสั่งครับ
ก็น่าจะไม่มีอะไรที่ต้องกังวล สู้ๆครับ กับการถอนฟันครั้งแรกในชีวิตของผม
PL. ดีนะเนี้ย ที่คุณหมอน่ารัก ไม่งั้นเปลี่ยนร้านจริงๆด้วย 5555+
แล้วก็ น้องติ๊นา น่ารักดี ขวัญใจผมตอนนี้เลย ... น้องเอ้ย พี่อยากเกิดเป็นน้องจริงๆ
อยากจะกู่ร้องให้ก้องโลก ..... ปวดเหงือกและฟันขอรับ ....
เมื่อวานไปถอนฟันคุดมาครับ เป็นขั้นตอนทางการทหาร ก่อนที่จะทำการเริ่มต้นใส่เครื่องมือจัดฟัน
ไอ้กระผมที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องการเข้าร้านหมอฟันมาก่อน เพราะในชีวิตไม่เคยมีฟันผุ ไม่เคยปวดฟัน เลยไม่เคยต้องย่างกรายไปมาก่อน
นี้ถ้าฟันผมไม่เกย์มาก จนทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวไปจากปรกติมาก ชีวิตนี้ผมก็คงจะไม่ต้องเข้าร้านไปหาหมอฟันอีกนานโขทีเดียว
แต่ในเมื่อคิดจะหล่อแล้ว ก็ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่ควรจะไปทำเสียที ไม่งั้นก็จะแก่ไปมากกว่านี้
เนื่องจากว่า 2 อาทิตย์ก่อน ผมไปทำการพิมพ์ฟันและเอ็กซเรย์ฟันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็นัดไปอีกเมื่อวานครับ
ในความเข้าใจผม ผมเข้าใจว่า คงจะได้คุยกับคุณหมอ วางแผนรบว่าจะทำยังไงๆ กับการเพิ่มความหล่อของผม จะถอนฟันซี่นั้น ซี่นี้นะ จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ บลา บลา บลาๆๆ ให้เราได้รู้กันบ้าง และเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า
แต่ในความเป็นจริง .....
"เชิญคร้าาาาาาา " ... เปิดประตูเข้าไป ... "นอนเลยคร้าาาาาาาาาา" ... ลงนอนอย่างว่าง่าย .... "จะถอนฟันคุด 2 ซี่นะคร้าาาา" ... ห่ะ!!!!
เดี๋ยวก่อนครับเดี๋ยวก่อน .... ในใจนึกด่า นี้จะไม่คุยกันก่อนเลยรึ??? หน้าหมอจัดฟันยังไม่เห็นเลยเนี้ย ...
"เนี้ยอ่ะคร้าาาา ฟันคุด 4 ซี่ ต้องเอาออกก่อน วันนี้เอาออก 2 ซี่ ต้องเอาออกอยู่แล้ว นะคร้าาาา" T___T ในใจ ตอนนี้เลยหรอ ตั้งแต่เกิดมาเป็นทอมจากท้องพ่อท้องแม่ กรูยังไม่เคยถูกถอนฟันเลยยยย
กรูกลัววววววว T___T
ต้องทำเลยหรอครับ .... "คร้าาาาา ณ บัดนาว คร้าาาา"
เฮ้ออออ.... ครับเอาก็เอา เพื่อความหล่อ ฉีดยาชาก่อนเลยครับ โอเค รับได้ ... ไม่เจ็บมาก ... "กลัวหรอคร้าาาาา ..." ครับ "งั้นขูดหินปูนก่อน ให้เวลาทำใจคร้าาาาา" คร้าบบบบ
หลังจากที่ขูดหินปูนเสร็จ ผมก็รู้สึกเบินท์ ไปครึ่งหน้า ชามากครับ ลิ้นแข็งไปซีกนึง แล้ว ขากรรไกรข้างขวาทั้งซีกก็รู้สึกเหมือนเป็น ก่อนซิลิโคนหยุ่นๆ บนหน้า
"ลองเทสนะคร้าาาา ว่าชารึยัง" จิ้มๆไปก็ ไม่เจ็บครับ รู้สึกเฉยๆ ว่ามีของมาดุนๆ ว่าแล้วก็ "เริ่มเลยนะคร้าาาาา" แรกๆก็โอครับ ไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่... หลังจากนั้นสิ ของจริงครับ
.... เธอเอาอะไรไม่รู้มาแล้วบอกว่า .... "สะเทือนหน่อยนะคร้าาาา" แกร๊กกกกก แกร๊กกกกกก เนื่องจากผมปิดตาอยู่ เลยไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง ได้ยินแต่เสียงและเงาลางๆ แต่จากเสียงตอนนั้น
รู้สึกเหมือนอยู่โรงไม้ที่ทำงานเลยครับ .... แกร๊กกกกก แกร๊กกกกก แต่มันเป็นในปากผมนี้สิ เลยให้ความรู้สึกเหมือนเล่นหนังเรื่อง SAW โอ้ย ... Saw 8 เมามันมาก นึกภาพตามออกเลย หมอคนสลับหยิบเครื่องมือชิ้นนั้นชิ้นนี้ สนุกสนานมาก ที่ในปากผม ...
และก็ถึงวินาทีสำคัญ "ก้มหน้านิดคร้าาาา หุบปากลงด้วยนะคร้าาาา" เธอดึงครับ ผมรู้สึกได้ว่ามีมือหลายมือมาช่วยจับที่หน้า แล้วเธอก็ดึงครับ ... ตอนนั้นผมเกร็งมาก มันไม่ได้เจ็บนะครับ แต่รู้สึกแย่ เหมือนจะรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง
จนกำมือแน่น คุณหมอก็เลยหยุดครับ เพราะมันไม่ออก เอาใหม่ครับ ... "สะเทือนหน่อยนะคร้าาาา" แล้วก็ทำการโรมรัน ในปากผมอีกครั้ง ... จากนั้นก็ เหมือนเดิมเลยครับ มีมือหลายมือมาจับที่หน้าของผมอีกครั้ง แล้วก็ดึงครับ
"ออกแล้วคร้าาาาา เก่งมากเลย" T_____T กรูแย่ๆๆๆๆ
"ฉีดยาชาด้านบนเลยนะคร้า" T___T จะไม่ให้กรูได้พักเลยหรออออออ
ฉีดปั๊ป ชาปุ๊ป ก็ดึงเลยครับ ..... แต่ซี่นี้ มันขึ้นมาค่อนข้างเยอะ เธอเลยดึงออกได้ภายในเวลาเสี่ยววินาที จนผมที่เตรียมใจรับมือการโรมรันต่อสู้กับฟันคุดแบบเมื่อกี่ ถึงกับงง ห่ะ เสร็จแระ ทำไมข้างบนมันง่ายจัง
"ออกแล้วคร้าาาาา เสร็จแล้วคร้าาาา" เย้ๆๆๆๆๆ กรูจะบร้าตาย T___T
ถอนเสร็จกัดผ้าก๊อต แล้วก็เดินออกมาแบบงงๆ นี้หนะหรือ ... ถอนฟันมันเป็นแบบนี้เองหรอ ... นี้กรูผ่าฟันคุดแล้วนะ เย้ๆๆ ออกมาแระ 2 ซี่ มองไปที่ถาด เป็นฟันยาวเฟื่อยเลย น่ากลัวมาก รากแม่ง ลึกโคตร
ทำให้ได้รู้ว่า อ่อ ถอนฟันเขาทำกันอย่างนี้ .... ทำให้ได้รู้ว่า ในหนังซาดิสไม่ได้ขี้โม้ ที่ใช้คืมดึงฟันกันออกมาดูเล่น ง่ายๆแบบนี้เลย
อีตอนถอนเสร็จใหม่ๆก็ยังไม่เท่าไรครับ อีตอนกัดผ้าก๊อดนี้ดิ กว่าเลือดจะหยุดไหล .... ตอนหลังที่ยาชาหมดฤทธิ์แล้ว ... ตอนหลังจากกัดผ้าก๊อดก้อนที่ 2 ผ่านไป ชั่วโมงกว่าแล้วเลือดยังไม่หยุดนี้ดิ โอ้ยยยยย.... ชาตินี้ผมไม่ขอเข้าร้านหมอฟันอีกแล้ว ถ้าจัดฟันผ่านไปได้
ผมสัญญาว่ากับตัวเองว่า จะแปรงฟันให้บ่อยกว่าเดิม จะไม่ให้มีฟันผุเลยเด็ดขาด และจะรักษาฟันที่จัดใหม่นั้น ให้อยู่นานเท่านานเลย ให้สมกับความเจ็บปวดที่อยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปหาเรื่องให้เจ็บตัว
ตอนนี้ก็ข้ามวันมาแล้ว จากถอนเมื่อวานวันอาทิตย์ตอน 11 โมง ตอนนี้ก็ยังมีเลือดซึมๆ ออกมาบ้าง ไม่รู้ว่าออกมาจากซี่บน หรือแผลเย็บด้านล่าง แต่แอบส่องกระจกดู แผลล่างก็ดูโอเคนะครับ ไม่เห็นมีเลือดซึมออกมาจากด้ายที่เย็บไว้
สงสัยจะเป็นรูบน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะเมื่อคืนก็นอนใช้ก้อนน้ำแข็งนาบแก้ม ดูน้องติ๊นา ประกาศรางวัลสุพรรณ์หงษ์จนเกือบ ตี 1 ตื่นเช้ามาเข้าใจว่าเลือดคงไหลจนกลบปาก แต่ก็แปรงฟันไม่ยักมี แต่มีตอนถุยน้ำลาย มีนิดนึง ก็หวังว่าเลือดจะหยุดเสียที เฮ้อออออออ
มีใครที่ผ่าฟันคุดแล้ว ยังมีเลือดซึมยาวนานแบบนี้บ้างไหมครับ ยกมือหน่อย ...
อาทิตย์หน้าหมอนัดตัดไหม ... ไม่รู้ว่าเขาจะถอนอีก 2 ซี่ที่เหลือเลยรึเปล่า ... แต่ก็เตรียมตัวเตรียมใจครับ เพราะซี่ที่เหลือคงสู้รบปรบมือกันมันเลย เพราะรากฟันมันนอนครับบบบบ T___T กรูแย่แน่ๆ
ตายครับ งานนี้ ไม่ตายก็คางเหลือง แต่ก็สู้ๆครับ เพื่อความหล่อ
สิ่งที่ต้องทำหลังถอนฟัน
1.กัดผ้าก๊อตให้แน่ สุดชีวิต
2.ห้ามบ้วนน้ำลาย ให้กลืน
3. ห้ามอมน้ำแข็ง ให้ใช้น้ำแข็งประคบแก้มเอา
4.แล้วก็กินยาตามหมอสั่งครับ
ก็น่าจะไม่มีอะไรที่ต้องกังวล สู้ๆครับ กับการถอนฟันครั้งแรกในชีวิตของผม
PL. ดีนะเนี้ย ที่คุณหมอน่ารัก ไม่งั้นเปลี่ยนร้านจริงๆด้วย 5555+
แล้วก็ น้องติ๊นา น่ารักดี ขวัญใจผมตอนนี้เลย ... น้องเอ้ย พี่อยากเกิดเป็นน้องจริงๆ
วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
... สำคัญที่ทัศนคติ ...
ช่วงนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังมีความรัก
งง อ่ะดิ ไม่ได้มีความรักจริงๆหรอกครับ แต่มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวของผมเอง ทำให้รู้สึกมีพลัง เหมือนตอนที่กำลังมีความรัก
ผมก็ไม่ยักรู้มาก่อนว่า คนเราสามารถสร้างความรู้สึกแบบนี้ได้ด้วยตนเอง ... โดยไม่จำเป็นแม้แต่จะต้องมีคนมาเป็นแรงบันดาลใจ
แม่ผมเคยพูดเสมอ ว่า ... ตัวเราเองคือเพื่อนที่ดีที่สุด ตอนนี้เองอาจจะไม่ถูกสะทีเดียว ต้องขอบคุณเพื่อนๆ เก่าๆ ที่กลับมาในชีวิตอีกครั้ง
และทำให้ผม รู้สึกว่า .... ชีวิตผมมีค่า และเราไม่จำเป็นต้องแขวนตัวเองเพื่อรอคอยสิ่งเพียงสิ่งเดียว ตัวเราเองสามารถมีชีวิต และทำอะไรก็ได้ ที่ต้องการ เพื่อตัวเราเอง
ให้เราได้มีความสุข และมีความหวังสำหรับวันต่อๆไป
วันนี้เพื่อนสนิทของผมที่ทำงานลาออกไปแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกแย่ แต่ก็โอเคนะ ผมรับได้ คนเราก็ต้องการที่จะออกไปหาความเจริญความก้าวหน้ากันทั้งนั้น ผมก็ได้แต่บอกตัวเองว่า
สักวัน มันจะเป็นวันที่ผมจะได้ออกไปพบกับสิ่งดีๆ เหมือนกัน
คุณเคยมีเพื่อนสนิทไหมครับ เพื่อนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานแค่ไหน ผมหงอกหรือตีนกาบนหน้าเราจะเยอะขึ้นเท่าไร มิตรภาพของความเป็นเพื่อนก็ยังคงอยู่
ผมมีเพื่อนแบบนั้นหลายคนเลยหละ ไม่ถึง 10 คน และไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำ แต่คุณรู้ไหมว่า มันมากมายจริงๆสำหรับผม
มันไม่จำเป็นจะต้องบอกรัก แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังคงอยู่ แม้เราอาจทำไม่ดีต่อกัน แต่เราก็ยังกลับมาเป็นเพื่อนกัน กินข้าว พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ
สนิทใจจริงๆนะครับ มันทำให้ผมค้นพบว่า ... มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาได้เลย
"เพื่อน"
เพื่อนนี้ก็คงจะเป็นส่วนนึงมั่งครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกมีพลัง อย่างที่เป็น และมีความสุขมากขึ้นเป็นกิโลเลย
บางครั้งถ้าทำเป็นไม่สนใจความทุกข์บ้างสักพัก มันก็ทำให้เราสร้างกำลังใจใหม่ๆขึ้นมาได้
ตอนนี้ผมบอกได้ว่า ผมมีความสุข มันอาจไม่ได้มาจากเงินทองมากมาย เสื้อผ้าราคาแพง หรือความสำเร็จในหน้าที่การงาน
แต่ความสุขของผมตอนนี้ มันมาจาก ห้องที่สะอาดขึ้น รองเท้าที่ผมขัดเอง เสื้อผ้าที่ถูกรีดเรียบทั้งตู้ หัวกบาลใหม่ และอะไรหลายๆอย่างที่ผมกำลังจะเปลี่ยนแปลงมัน
มีรูปปลากรอบมาอัพเดทให้ดูฮะ ....555+ Before and After
Before

After

ยังไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไร แต่ผมต้องพยายามอีก เป็นตัวเองไม่ work ลองเป็นคนอื่นสักพัก (เจ้ากรรมนายเวรอาจงง สับสน และอโหสิกรรมให้ก็ได้) ชีวิตอาจจะดีขึ้น ....
ถึงคุณนกน้อยหลงทาง .... ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนรวมความฝัน และเพื่อนร่วมสายงานอาชีพนะครับ ผมก็เป็น นักออกแบบเหมือนกัน มีชีวิตเน่าๆเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่
สิ่งที่ผมแบกอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ผมก่อขึ้น และครอบครัวผม ก็ไม่สามารถซัพพอตท์ผมได้ ถ้าผมอยากจะขอถอนตัว .... แต่ ... เรามาร่วมต่อสู้ไปด้วยกันได้นะครับ สู้ๆครั
งง อ่ะดิ ไม่ได้มีความรักจริงๆหรอกครับ แต่มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวของผมเอง ทำให้รู้สึกมีพลัง เหมือนตอนที่กำลังมีความรัก
ผมก็ไม่ยักรู้มาก่อนว่า คนเราสามารถสร้างความรู้สึกแบบนี้ได้ด้วยตนเอง ... โดยไม่จำเป็นแม้แต่จะต้องมีคนมาเป็นแรงบันดาลใจ
แม่ผมเคยพูดเสมอ ว่า ... ตัวเราเองคือเพื่อนที่ดีที่สุด ตอนนี้เองอาจจะไม่ถูกสะทีเดียว ต้องขอบคุณเพื่อนๆ เก่าๆ ที่กลับมาในชีวิตอีกครั้ง
และทำให้ผม รู้สึกว่า .... ชีวิตผมมีค่า และเราไม่จำเป็นต้องแขวนตัวเองเพื่อรอคอยสิ่งเพียงสิ่งเดียว ตัวเราเองสามารถมีชีวิต และทำอะไรก็ได้ ที่ต้องการ เพื่อตัวเราเอง
ให้เราได้มีความสุข และมีความหวังสำหรับวันต่อๆไป
วันนี้เพื่อนสนิทของผมที่ทำงานลาออกไปแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกแย่ แต่ก็โอเคนะ ผมรับได้ คนเราก็ต้องการที่จะออกไปหาความเจริญความก้าวหน้ากันทั้งนั้น ผมก็ได้แต่บอกตัวเองว่า
สักวัน มันจะเป็นวันที่ผมจะได้ออกไปพบกับสิ่งดีๆ เหมือนกัน
คุณเคยมีเพื่อนสนิทไหมครับ เพื่อนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานแค่ไหน ผมหงอกหรือตีนกาบนหน้าเราจะเยอะขึ้นเท่าไร มิตรภาพของความเป็นเพื่อนก็ยังคงอยู่
ผมมีเพื่อนแบบนั้นหลายคนเลยหละ ไม่ถึง 10 คน และไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำ แต่คุณรู้ไหมว่า มันมากมายจริงๆสำหรับผม
มันไม่จำเป็นจะต้องบอกรัก แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังคงอยู่ แม้เราอาจทำไม่ดีต่อกัน แต่เราก็ยังกลับมาเป็นเพื่อนกัน กินข้าว พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ
สนิทใจจริงๆนะครับ มันทำให้ผมค้นพบว่า ... มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาได้เลย
"เพื่อน"
เพื่อนนี้ก็คงจะเป็นส่วนนึงมั่งครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกมีพลัง อย่างที่เป็น และมีความสุขมากขึ้นเป็นกิโลเลย
บางครั้งถ้าทำเป็นไม่สนใจความทุกข์บ้างสักพัก มันก็ทำให้เราสร้างกำลังใจใหม่ๆขึ้นมาได้
ตอนนี้ผมบอกได้ว่า ผมมีความสุข มันอาจไม่ได้มาจากเงินทองมากมาย เสื้อผ้าราคาแพง หรือความสำเร็จในหน้าที่การงาน
แต่ความสุขของผมตอนนี้ มันมาจาก ห้องที่สะอาดขึ้น รองเท้าที่ผมขัดเอง เสื้อผ้าที่ถูกรีดเรียบทั้งตู้ หัวกบาลใหม่ และอะไรหลายๆอย่างที่ผมกำลังจะเปลี่ยนแปลงมัน
มีรูปปลากรอบมาอัพเดทให้ดูฮะ ....555+ Before and After
Before

After
ยังไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไร แต่ผมต้องพยายามอีก เป็นตัวเองไม่ work ลองเป็นคนอื่นสักพัก (เจ้ากรรมนายเวรอาจงง สับสน และอโหสิกรรมให้ก็ได้) ชีวิตอาจจะดีขึ้น ....
ถึงคุณนกน้อยหลงทาง .... ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนรวมความฝัน และเพื่อนร่วมสายงานอาชีพนะครับ ผมก็เป็น นักออกแบบเหมือนกัน มีชีวิตเน่าๆเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่
สิ่งที่ผมแบกอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ผมก่อขึ้น และครอบครัวผม ก็ไม่สามารถซัพพอตท์ผมได้ ถ้าผมอยากจะขอถอนตัว .... แต่ ... เรามาร่วมต่อสู้ไปด้วยกันได้นะครับ สู้ๆครั
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
... Dream ...
เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา หลังจากที่กลับมาบ้านและเปิดคอมเล่นเรื่อยๆเปื่อยยังที่เคยทำ ผมเข้าไปใน Blog ของคู่รักคู่นึง แล้วก็พบกับโฆษณาชิ้นนี้
... "Dream" ranger ของ TC Bank Tawian ...
ได้ดูแล้วก็จุกครับ อาจเป็นเพราะมันตรงกับความรู้สึกช่วงนี้ของผม
ประกาศผลของ Air asia ทำเอาผมหัวเราะไม่ออกไปหลายวัน ผมอาจจะหัวเราะ และทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ลึกๆแล้วผมก็อดที่จะเสียใจไม่ได้
ตอนนี้ผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองเสมอว่า ผมได้ทำเต็มที่แล้ว สำหรับครั้งแรก และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ... ผมจะพยายามให้มากขึ้นอีก
ถ้าหากเส้นทางอาชีพนี้ มันสงวนไว้สำหรับคนอื่น ที่ไม่ใช่ผม ผมก็จะยอมรับมัน แต่ถ้ามันยังพอมีหนทาง ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า ก็จะมุ่งหน้าไป จนกว่ามันจะไม่มีหนทางให้เดินไปอีก
คนเรามักมีคำถามว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไร" ผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นสักหน่อยตรงที่ ผมรู้จักตัวเองเสมอ ว่าผมต้องการอะไร
ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้แค่ใกล้เคียงบ้าง ผมก็สามารถทำได้ตลอดมา
หนนี้ เป็นอีกครั้งที่สำคัญในชีวิตของผม ที่ผมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมจะต้องเข้มแข็งกว่านี้
สักวันมันจะต้องเป็นวันของผม
บางครั้งการที่ผมได้เหลียวหันกลับไปมอง คน 2 คนที่รักผมมากที่สุดในโลก และคน 2 คนนี้ ก็แก่ตัวลงอย่างหน้าใจหาย
ผมอาจเคยคิดว่า ผมติดคุก อยู่ในชีวิตของตัวเอง บางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมเองต่างหาก ที่ไม่เคยพยายามที่จะออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ผมติดอยู่
ผมอาจมีความสุขได้มากกว่านี้ กับชีวิตในทุกๆวันของผม ถ้าผมได้ทำอะไรที่ผมอยากจะทำ หรือเริ่มทำอะไรใหม่ๆ
ภาระหน้าที่ต่างๆอาจเหมือนเสื้อกันฝนตัวหนา ที่ชุ่มไปด้วยน้ำและมีน้ำหนักมาก แรกเริ่มเราอาจจะไม่สามารถแม้แต่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนได้ ... เราอาจเจ็บปวดทรมาน หรือไม่มีความสุข กับสิ่งที่ได้รับ แต่มันก็มีอยู่แค่ 2 ทางเลือก
ทางเลือกแรก ... ไม่ขยับตัว หรือขยับตัวให้น้อยที่สุด เราอาจจะไม่เจ็บปวด หรือเจ็บปวดน้อยลง แต่น้ำหนักนั้นก็ยังจะคงอยู่กับเราเท่าเดิม แถมท้าย เราก็ยังไม่ได้ไปไหนเลยอีกต่างหาก ได้แต่อยู่ตรงนั้น
ทางเลือกที่สอง ... พยายามอย่างที่สุด ที่จะลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินออกไป พร้อมน้ำหนักนั้น ... และวันนึง ร่างกายของเราก็จะเคยชินกับน้ำหนัก เราจะแข็งแรงขึ้น .. และก้าวเดินต่อไปได้
ผมหวังว่าสักวันผมจะพร้อมสำหรับการก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
... "Dream" ranger ของ TC Bank Tawian ...
ได้ดูแล้วก็จุกครับ อาจเป็นเพราะมันตรงกับความรู้สึกช่วงนี้ของผม
ประกาศผลของ Air asia ทำเอาผมหัวเราะไม่ออกไปหลายวัน ผมอาจจะหัวเราะ และทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ลึกๆแล้วผมก็อดที่จะเสียใจไม่ได้
ตอนนี้ผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองเสมอว่า ผมได้ทำเต็มที่แล้ว สำหรับครั้งแรก และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ... ผมจะพยายามให้มากขึ้นอีก
ถ้าหากเส้นทางอาชีพนี้ มันสงวนไว้สำหรับคนอื่น ที่ไม่ใช่ผม ผมก็จะยอมรับมัน แต่ถ้ามันยังพอมีหนทาง ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า ก็จะมุ่งหน้าไป จนกว่ามันจะไม่มีหนทางให้เดินไปอีก
คนเรามักมีคำถามว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไร" ผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นสักหน่อยตรงที่ ผมรู้จักตัวเองเสมอ ว่าผมต้องการอะไร
ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้แค่ใกล้เคียงบ้าง ผมก็สามารถทำได้ตลอดมา
หนนี้ เป็นอีกครั้งที่สำคัญในชีวิตของผม ที่ผมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมจะต้องเข้มแข็งกว่านี้
สักวันมันจะต้องเป็นวันของผม
บางครั้งการที่ผมได้เหลียวหันกลับไปมอง คน 2 คนที่รักผมมากที่สุดในโลก และคน 2 คนนี้ ก็แก่ตัวลงอย่างหน้าใจหาย
ผมอาจเคยคิดว่า ผมติดคุก อยู่ในชีวิตของตัวเอง บางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมเองต่างหาก ที่ไม่เคยพยายามที่จะออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ผมติดอยู่
ผมอาจมีความสุขได้มากกว่านี้ กับชีวิตในทุกๆวันของผม ถ้าผมได้ทำอะไรที่ผมอยากจะทำ หรือเริ่มทำอะไรใหม่ๆ
ภาระหน้าที่ต่างๆอาจเหมือนเสื้อกันฝนตัวหนา ที่ชุ่มไปด้วยน้ำและมีน้ำหนักมาก แรกเริ่มเราอาจจะไม่สามารถแม้แต่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนได้ ... เราอาจเจ็บปวดทรมาน หรือไม่มีความสุข กับสิ่งที่ได้รับ แต่มันก็มีอยู่แค่ 2 ทางเลือก
ทางเลือกแรก ... ไม่ขยับตัว หรือขยับตัวให้น้อยที่สุด เราอาจจะไม่เจ็บปวด หรือเจ็บปวดน้อยลง แต่น้ำหนักนั้นก็ยังจะคงอยู่กับเราเท่าเดิม แถมท้าย เราก็ยังไม่ได้ไปไหนเลยอีกต่างหาก ได้แต่อยู่ตรงนั้น
ทางเลือกที่สอง ... พยายามอย่างที่สุด ที่จะลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินออกไป พร้อมน้ำหนักนั้น ... และวันนึง ร่างกายของเราก็จะเคยชินกับน้ำหนัก เราจะแข็งแรงขึ้น .. และก้าวเดินต่อไปได้
ผมหวังว่าสักวันผมจะพร้อมสำหรับการก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
... เปลี่ยนแปลง ...
ช่วงนี้ไม่รู้อะไรเข้าฝันครับ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกอย่างนั้น
แต่ที่แน่ๆตอนนี้ ผมอยากปรับเปลี่ยนตัวของผมเองมากๆ อยากจะเปลี่ยนทั้งท่าทาง หน้าตา ไปจนถึงนิสัย
ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะอะไรอ่ะนะ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เริ่มทำไปบ้างแล้ว
เดิม ...
ผมเป็นทอมหน้าตาธรรมดา ไม่เคยตัดผมสั้นๆ ไม่เจาะหู ไม่แต่งตัว ไม่ดูแลตัวเอง นิสัยปัญญาอ่อน ยอมคน ขี้ใจน้อยและวุ่นวายอยู่แต่เรื่องความรัก
สิ่งที่ผมอยากเปลี่ยน ...
บุคคลิก ... ผมอยากเปลี่ยนตัวเอง ทำตัวเองให้กลับไปเฟรสชี่ เหมือนเมื่อครั้ง 18 อีกครั้ง ผมเลิกใส่แว่นตาแล้ว หันมาใส่คอนแทค ผมเจาะหู ทั้งๆที่เมื่อก่อนกลัวเจ็บมาก เริ่มแต่งตัวบ้าง นิดนึง กำลังวางแผนว่าจะไปตัดผมสั้นๆ อย่างที่อยากทำ และที่สำคัญ ผมกำลังจะดัดฟันครับ 555++ ผมมีปัญหาฟันเหยิน ฟันเก ฟันซ้อน และใบหน้าผิดรูป เป็นทุนเดิม ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำสักที
นิสัย ... ผมไม่แคร์คนมากขึ้น สนใจตัวเองมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในที่ทำงาน ผมขวานผ่าซากมากกว่าจะเกรงใจแบบเมื่อก่อน มีไร พูดออกมาไม่เก็บไว้อีกต่อไป อะไรที่เหลือบ่ากว่าแรง ผมจะ.. ไม่ทำ ไม่สน ช่างแม่ง
ชีวิต ... คือสิ่งเดียวที่ผมคิดว่า เมื่อผมเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนไป เปลี่ยนวิถีทางการดำเนินชีวิต สักวันผมจะเปลี่ยนมันได้
ตอนนี้ผมพยายามหางานเพิ่มขึ้น หารายได้เพิ่มขึ้น ... ลองดูครับ สักที
และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ผมจะไม่ใช่ เม คนเดิมอีก เมื่อผมอายุ ครบ 28 ปี
บางครั้งมันก็แค่เหมือนผมรู้สึกว่า ชีวิตมันผ่านไปวันๆ โดยที่ผมรู้สึกว่า ผมยังไม่ได้อยากทำอะไรที่อยากทำเลย แล้วผมก็ยังคงเป็นไอ้เด็กช่างฝันคนเดิม แต่แค่อายุมากขึ้น
และวันนี้ ผมอยากบอกว่าผมรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ผมได้ลงมือทำแล้ว .... ชีวิตผมจากนี้ จะเปลี่ยนไป
แต่ที่แน่ๆตอนนี้ ผมอยากปรับเปลี่ยนตัวของผมเองมากๆ อยากจะเปลี่ยนทั้งท่าทาง หน้าตา ไปจนถึงนิสัย
ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะอะไรอ่ะนะ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เริ่มทำไปบ้างแล้ว
เดิม ...
ผมเป็นทอมหน้าตาธรรมดา ไม่เคยตัดผมสั้นๆ ไม่เจาะหู ไม่แต่งตัว ไม่ดูแลตัวเอง นิสัยปัญญาอ่อน ยอมคน ขี้ใจน้อยและวุ่นวายอยู่แต่เรื่องความรัก
สิ่งที่ผมอยากเปลี่ยน ...
บุคคลิก ... ผมอยากเปลี่ยนตัวเอง ทำตัวเองให้กลับไปเฟรสชี่ เหมือนเมื่อครั้ง 18 อีกครั้ง ผมเลิกใส่แว่นตาแล้ว หันมาใส่คอนแทค ผมเจาะหู ทั้งๆที่เมื่อก่อนกลัวเจ็บมาก เริ่มแต่งตัวบ้าง นิดนึง กำลังวางแผนว่าจะไปตัดผมสั้นๆ อย่างที่อยากทำ และที่สำคัญ ผมกำลังจะดัดฟันครับ 555++ ผมมีปัญหาฟันเหยิน ฟันเก ฟันซ้อน และใบหน้าผิดรูป เป็นทุนเดิม ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำสักที
นิสัย ... ผมไม่แคร์คนมากขึ้น สนใจตัวเองมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในที่ทำงาน ผมขวานผ่าซากมากกว่าจะเกรงใจแบบเมื่อก่อน มีไร พูดออกมาไม่เก็บไว้อีกต่อไป อะไรที่เหลือบ่ากว่าแรง ผมจะ.. ไม่ทำ ไม่สน ช่างแม่ง
ชีวิต ... คือสิ่งเดียวที่ผมคิดว่า เมื่อผมเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนไป เปลี่ยนวิถีทางการดำเนินชีวิต สักวันผมจะเปลี่ยนมันได้
ตอนนี้ผมพยายามหางานเพิ่มขึ้น หารายได้เพิ่มขึ้น ... ลองดูครับ สักที
และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ผมจะไม่ใช่ เม คนเดิมอีก เมื่อผมอายุ ครบ 28 ปี
บางครั้งมันก็แค่เหมือนผมรู้สึกว่า ชีวิตมันผ่านไปวันๆ โดยที่ผมรู้สึกว่า ผมยังไม่ได้อยากทำอะไรที่อยากทำเลย แล้วผมก็ยังคงเป็นไอ้เด็กช่างฝันคนเดิม แต่แค่อายุมากขึ้น
และวันนี้ ผมอยากบอกว่าผมรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ผมได้ลงมือทำแล้ว .... ชีวิตผมจากนี้ จะเปลี่ยนไป
วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
... Yes or No สักวันนึงเธอจะกล้าพอ ...
Yes or No อยากรักก็รักเลย

มันจะช้าไปไหมหนอ ถ้าผมจะเพิ่งมาพูดถึงหนังเรื่องนี้
หนังธรรมดาๆเรื่องนึงที่จะถูกจัดอันดับขึ้นเป็นหนังประจำชนชาติ ทอมดี้ เลส ของเรา
555555++
เพิ่งได้มีโอกาศดูครับ คงต้องขอโทษทางทีมงานด้วย เพราะว่าได้ดูหนังเรื่องนี้จากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิเท่าไร ชอบมากกกกกกกกก ครับ พี่เอาใจผมไปเลยดีกว่า (รู้สึกเสียดายมากที่พลาดไปดูในโรง)
จริงๆก็หมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะไปดู แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ดู เพราะติดสอบนักบิน แล้วช่วงนั้นในสมองก็มีแต่เรื่องสอบๆๆๆ
ทำให้กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์เข้าไปแล้ว ส่วนผลการสอบนักบินของผม กับสายการบินใจดีสีแดงแห่งนี้ ... ผลประกาศแล้วครับ T__T
ไม่ผ่านเกณท์ เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียน Air asia เฮ้ออออ.... สู้ต่อไปครับ สักวันคงได้บิน
ว่าแต่ เราพูดกันถึงเรื่องหนังไม่ใช่หรอ ม่ะ เข้าเรื่องดีก่า
ผมว่าใครหลายๆคนที่ได้มีโอกาศเข้ามาอ่าน ก็คงจะพอรู้จักหนังเรื่องนี้ เคยดู หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้โครงเรื่องคร่าวๆ
เพราะมันเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องง่ายๆ แบบเดาได้สไตร์หนังรักใสๆ อยู่แล้ว ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้ ว่าสุดท้ายพระเอกนางเอกต้องได้รักกัน
แต่ส่วนใหญ่ที่ผู้คนตีตั๋วเข้าไปชม หรือพยายามกระเสือกกระสนหาดูหนังเรื่องนี้ทีหลังอย่างผม
ต้องอยากรู้ เพียงแค่ เรื่องราวมันจะเป็นยังไงนะ ซับซ่อน ซ่อนเงื่อนยังไง กว่าเขาจะรักกันได้
หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย ถามว่าจริงอยู่ที่เรื่องราวมันไม่ได้ซับซ่อนมาก ไม่ต้องมีสายชนวนระเบิดมาให้ตัดเพื่อกู้โลก แต่หนังเน้นมาก ในเรื่องของความรู้สึกที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น
ผมชอบตรงที่หนังไม่ได้วางโครงเรื่องโง่ๆมาให้ "คิม" เป็นทอมมาตั้งแต่ต้น แต่ทำให้เป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง แต่ยังไม่ค้นพบตัวเองเท่านั้น

ผมว่าตรงนั้นเป็นจุดที่น่ารักมากๆ ของหนัง .... ทำให้มันช่วยลดทอนภาพลักษณ์ของโปสเตอร์หนังที่ ชี้ชวนชมว่า เป็นหนังทอมดี้ ให้กลายเป็นว่า เลสก็เข้าไปดูได้ โดยที่ไม่รู้สึกต่อต้านมากนัก
แต่งานนี้ผมเชื่อว่า จำนวนผู้ชาย ที่ตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คงมีจำนวนที่นับหัวได้
หลายมุขที่ผมอ่านในบทวิจารณ์ของหลายๆคนที่ว่าไม่อินกับ ... "เรื่องผีเสื้อในท้อง" ผมเห็นด้วยนะ 555+ แว้บแรกที่ได้ยินจาก ทีเซอร์ตัวอย่าง รู้สึกแบบ .... เอ่อ ... แป๊กมาก ... หลังจากที่ดูหนัง ช่วงที่พระนางนอนคุยกัน ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่

ว่ามันแป๊ก ... แต่ ... พอมันนำไปสู่ฉากแอบบอกรักของคิมกับพาย ตรงม้านั่งในสวน มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้องคิมจริงๆ มันจริงมาก ไม่เฟค และก็รู้สึกถึงความรักที่คิมมีให้กับพาย
ฉากนั้นทำเอาผมอดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้
และอีกเรื่องที่ผู้คนวิจารณ์กันมาก นั้นก็คือเรื่องของการแสดงของ น้องติ๊นา เป็น "คิม" ผมว่าแอ๊คติ้งเรื่องดวงตา กับท่าทาง ยกให้เต็ม 10 เลย 55555+ เป็นทอมในอุดมคติมากๆ เสียนิดนึง ในเรื่องของการแสดงออกเรื่องของการพูดจา
จริงๆมันก็ดีนะครับ แต่ถ้าน้องเขาจะทำให้มันดูเป็นธรรมชาติอีกนิด ผมว่า คงเยี้ยม แต่ สำหรับเรื่องแรก คงต้องยอมรับ ว่าผ่านครับ ^__^ น้องเขาทำได้ดีทีเดียว
สำหรับน้องออม ที่เล่นเป็น "พาย" นั้น โอ้ย ... น่ารัก ได้ใจผมไปเลยครับ หน้าตาท่าทาง พูดจา ทุกสิ่งอัน .... ชนะเลิศครับ เป็นผู้ดี้ในอุดมคติอีกเช่นกัน

แล้วก็น้องดิว ที่เป็น "เจน" ก็ต้องยกนิ้วให้เช่นกัน แต่เพียงว่าพอมาเจอกับน้องออมปั๊ป ความสวยของเธอก็ลดลงอย่างประหลาด
งานนี้จริงๆมันก็ดีนะครับ เป็นหนังรักใสๆ ถึงใสมาก มีแต่ด้านดี ของคนหน้าตาดีมาเจอกันจริงๆ เพียงแต่ว่า สำหรับในความเป็นจริง จะมีสักกี่คนที่โชติดีแบบ "คิม"
ผมว่าคงน้อยจนนับจำนวนหัวได้ ที่ครอบครัวฝ่ายหญิงที่แอนตี้เรื่องทอมดี้มากๆ จะยอมให้ลูกสาวตัวเองที่มีผู้ชายโคตรดีพร้อมแต่งอยู่แล้ว มาทำอะไรแบบนี้
โดยรวมผมว่าตัวหนังค่อนข้างทำได้ดี แต่จริงๆแล้วหนังแนวนี้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ น่าจะมาจากบท ตัวบทของหนังเรื่องนี้ ดีนะครับ เห็นว่าดัดแปลงมาจากหนังสือ (ผมเองก็ยังไม่เคยอ่าน)
แต่มันมีจุดด้อยเหมือนกับหนังตลาดๆหลายๆเรื่อง นั้นคือ ... การหลงลืมบทบาทของตัวละครเสริม ที่จะทำให้ไม่รู้สึกว่าโลกนั้นมีเพียงแค่ "คิมกับพาย" แค่สองคน เหมือนเช่นรักแห่งสยามทำได้ ... นั้นคือ
เพราะชีวิตคนเราไม่ได้พุ่งเป้าได้แค่เพียงสิ่งใดสิ่งนึง มันประกอบไปด้วยครอบครัว และสภาพแวดล้อม ถ้าทำให้เพื่อนที่เดินมาตบหัวเจน มีบทมากกว่านั้น ผมว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจมาก แล้วก็ตัวพ่อของคิมด้วย
บทพี่อินทร์ หรือแม้แต่บทของพี่แวน และเจน หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนเส้นตรงที่วิ่งจากจุด A ไปจุด B เท่านั้น เนื้อเรื่องวิ่งไปตามลำดับ จริงๆก็ผ่านนะครับ
แต่ถ้าหากมันจะซับซ่อนกว่านี้อีกนิด คงจะดีเยี้ยมเลย

ผมชอบนะ ... ผมว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นค่ายหนังหน้าใหม่ สถานที่ถ่ายทำ มุมกล้อง การตัดต่อ หรืออะไรต่างๆอาจจะไม่เฟอร์เฟ็คร์ เท่าหนังรักใสๆ ของค่ายใหญ่ๆ อย่างสิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก
แต่ผมเห็นด้วยกับหลายท่านว่า Yes or No ก็สามารถขึ้นไปยืนข้างๆ กับหนังเรื่องนั้นๆได้ อย่างภาคภูมิ
หนังเรื่องนี้หลายคนมองว่ามันมี สองแง่ ผมเห็นด้วยนะ ที่ว่า มันบอกได้ว่า คนรักเพศเดียวกันมันไม่ได้แย่อย่างที่หญิงชาย ปรกติเข้าใจนะ มันสวยงาม และความรักของ หญิงรักหญิงอย่างเราๆ มันก็เริ่มต้นขึ้นได้ด้วยสิ่งดีๆของคนสองคนที่มีให้กัน
ไม่ใช่แค่ความรักฉาบฉวย หรือ แฟชั่น
อ่า ... คำว่าแฟชั่น นี้แหละครับที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดนโจมตีในเรื่องของว่า หากหนังกล่าวถึงเรื่อง หญิงรักหญิงแต่ในด้านดีโคตรๆ ใสเวอร์ขนาด จะมีเด็กๆ
อีกมากมายที่แห่กันมาเป็นทอมดี้ เพียงเพื่อแฟชั่น ...??? อย่างผมที่เป็นทอมมาแต่เกิด บางทีเห็นเด็กๆ สมัยนี้แล้วก็อดจะถอนใจไม่ได้
เพราะพวกเด็กๆจะรู้จักตัวเองดีพอไหมหนอ ถึงได้กล้าที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนแบบนั้น
งานนี้อาจมีเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง ... แต่ ผมว่าส่วนดีของหนังเรื่องนี้ก็น่าจะมีมากกว่า อย่างน้อย ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง พ่อแม่ เขาก็จะได้เข้าใจลูกๆของพวกเขามากขึ้น
และทอมน้อย และดี้น้อยๆ รุ่นต่อๆไป ก็อาจจะไม่ได้ต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบที่ผมเคยเจอ ตอนที่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผมกับแม่ของผม
ก้าวแต่ละก้าวของชาวเราบนสังคมไทย ผมว่ามันอาจจะยากเย็นสักหน่อย แต่ผมว่าเราก็กำลังก้าวไปได้ดี
หนังเรื่องนี้ได้ใจผมไปแบบเต็มๆครับ ^___^

PL.ผมอาจไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนัง แต่ผมสัญญานะครับ ว่าจะรอซื้อ DVD ลิขสิทธิ์ถูกต้องครับ
ว่าแต่มีแบบบรูเรย์ม่ะครับพี่ 5555 + (ถึงขึ้นนั้น เครี่องเล่นยังไม่มีเลย)

มันจะช้าไปไหมหนอ ถ้าผมจะเพิ่งมาพูดถึงหนังเรื่องนี้
หนังธรรมดาๆเรื่องนึงที่จะถูกจัดอันดับขึ้นเป็นหนังประจำชนชาติ ทอมดี้ เลส ของเรา
555555++
เพิ่งได้มีโอกาศดูครับ คงต้องขอโทษทางทีมงานด้วย เพราะว่าได้ดูหนังเรื่องนี้จากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิเท่าไร ชอบมากกกกกกกกก ครับ พี่เอาใจผมไปเลยดีกว่า (รู้สึกเสียดายมากที่พลาดไปดูในโรง)
จริงๆก็หมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะไปดู แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ดู เพราะติดสอบนักบิน แล้วช่วงนั้นในสมองก็มีแต่เรื่องสอบๆๆๆ
ทำให้กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์เข้าไปแล้ว ส่วนผลการสอบนักบินของผม กับสายการบินใจดีสีแดงแห่งนี้ ... ผลประกาศแล้วครับ T__T
ไม่ผ่านเกณท์ เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียน Air asia เฮ้ออออ.... สู้ต่อไปครับ สักวันคงได้บิน
ว่าแต่ เราพูดกันถึงเรื่องหนังไม่ใช่หรอ ม่ะ เข้าเรื่องดีก่า
ผมว่าใครหลายๆคนที่ได้มีโอกาศเข้ามาอ่าน ก็คงจะพอรู้จักหนังเรื่องนี้ เคยดู หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้โครงเรื่องคร่าวๆ
เพราะมันเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องง่ายๆ แบบเดาได้สไตร์หนังรักใสๆ อยู่แล้ว ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้ ว่าสุดท้ายพระเอกนางเอกต้องได้รักกัน
แต่ส่วนใหญ่ที่ผู้คนตีตั๋วเข้าไปชม หรือพยายามกระเสือกกระสนหาดูหนังเรื่องนี้ทีหลังอย่างผม
ต้องอยากรู้ เพียงแค่ เรื่องราวมันจะเป็นยังไงนะ ซับซ่อน ซ่อนเงื่อนยังไง กว่าเขาจะรักกันได้
หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย ถามว่าจริงอยู่ที่เรื่องราวมันไม่ได้ซับซ่อนมาก ไม่ต้องมีสายชนวนระเบิดมาให้ตัดเพื่อกู้โลก แต่หนังเน้นมาก ในเรื่องของความรู้สึกที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น
ผมชอบตรงที่หนังไม่ได้วางโครงเรื่องโง่ๆมาให้ "คิม" เป็นทอมมาตั้งแต่ต้น แต่ทำให้เป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง แต่ยังไม่ค้นพบตัวเองเท่านั้น

ผมว่าตรงนั้นเป็นจุดที่น่ารักมากๆ ของหนัง .... ทำให้มันช่วยลดทอนภาพลักษณ์ของโปสเตอร์หนังที่ ชี้ชวนชมว่า เป็นหนังทอมดี้ ให้กลายเป็นว่า เลสก็เข้าไปดูได้ โดยที่ไม่รู้สึกต่อต้านมากนัก
แต่งานนี้ผมเชื่อว่า จำนวนผู้ชาย ที่ตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คงมีจำนวนที่นับหัวได้
หลายมุขที่ผมอ่านในบทวิจารณ์ของหลายๆคนที่ว่าไม่อินกับ ... "เรื่องผีเสื้อในท้อง" ผมเห็นด้วยนะ 555+ แว้บแรกที่ได้ยินจาก ทีเซอร์ตัวอย่าง รู้สึกแบบ .... เอ่อ ... แป๊กมาก ... หลังจากที่ดูหนัง ช่วงที่พระนางนอนคุยกัน ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่

ว่ามันแป๊ก ... แต่ ... พอมันนำไปสู่ฉากแอบบอกรักของคิมกับพาย ตรงม้านั่งในสวน มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้องคิมจริงๆ มันจริงมาก ไม่เฟค และก็รู้สึกถึงความรักที่คิมมีให้กับพาย
ฉากนั้นทำเอาผมอดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้
และอีกเรื่องที่ผู้คนวิจารณ์กันมาก นั้นก็คือเรื่องของการแสดงของ น้องติ๊นา เป็น "คิม" ผมว่าแอ๊คติ้งเรื่องดวงตา กับท่าทาง ยกให้เต็ม 10 เลย 55555+ เป็นทอมในอุดมคติมากๆ เสียนิดนึง ในเรื่องของการแสดงออกเรื่องของการพูดจา
จริงๆมันก็ดีนะครับ แต่ถ้าน้องเขาจะทำให้มันดูเป็นธรรมชาติอีกนิด ผมว่า คงเยี้ยม แต่ สำหรับเรื่องแรก คงต้องยอมรับ ว่าผ่านครับ ^__^ น้องเขาทำได้ดีทีเดียว
สำหรับน้องออม ที่เล่นเป็น "พาย" นั้น โอ้ย ... น่ารัก ได้ใจผมไปเลยครับ หน้าตาท่าทาง พูดจา ทุกสิ่งอัน .... ชนะเลิศครับ เป็นผู้ดี้ในอุดมคติอีกเช่นกัน

แล้วก็น้องดิว ที่เป็น "เจน" ก็ต้องยกนิ้วให้เช่นกัน แต่เพียงว่าพอมาเจอกับน้องออมปั๊ป ความสวยของเธอก็ลดลงอย่างประหลาด
งานนี้จริงๆมันก็ดีนะครับ เป็นหนังรักใสๆ ถึงใสมาก มีแต่ด้านดี ของคนหน้าตาดีมาเจอกันจริงๆ เพียงแต่ว่า สำหรับในความเป็นจริง จะมีสักกี่คนที่โชติดีแบบ "คิม"
ผมว่าคงน้อยจนนับจำนวนหัวได้ ที่ครอบครัวฝ่ายหญิงที่แอนตี้เรื่องทอมดี้มากๆ จะยอมให้ลูกสาวตัวเองที่มีผู้ชายโคตรดีพร้อมแต่งอยู่แล้ว มาทำอะไรแบบนี้
โดยรวมผมว่าตัวหนังค่อนข้างทำได้ดี แต่จริงๆแล้วหนังแนวนี้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ น่าจะมาจากบท ตัวบทของหนังเรื่องนี้ ดีนะครับ เห็นว่าดัดแปลงมาจากหนังสือ (ผมเองก็ยังไม่เคยอ่าน)
แต่มันมีจุดด้อยเหมือนกับหนังตลาดๆหลายๆเรื่อง นั้นคือ ... การหลงลืมบทบาทของตัวละครเสริม ที่จะทำให้ไม่รู้สึกว่าโลกนั้นมีเพียงแค่ "คิมกับพาย" แค่สองคน เหมือนเช่นรักแห่งสยามทำได้ ... นั้นคือ
เพราะชีวิตคนเราไม่ได้พุ่งเป้าได้แค่เพียงสิ่งใดสิ่งนึง มันประกอบไปด้วยครอบครัว และสภาพแวดล้อม ถ้าทำให้เพื่อนที่เดินมาตบหัวเจน มีบทมากกว่านั้น ผมว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจมาก แล้วก็ตัวพ่อของคิมด้วย
บทพี่อินทร์ หรือแม้แต่บทของพี่แวน และเจน หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนเส้นตรงที่วิ่งจากจุด A ไปจุด B เท่านั้น เนื้อเรื่องวิ่งไปตามลำดับ จริงๆก็ผ่านนะครับ
แต่ถ้าหากมันจะซับซ่อนกว่านี้อีกนิด คงจะดีเยี้ยมเลย

ผมชอบนะ ... ผมว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นค่ายหนังหน้าใหม่ สถานที่ถ่ายทำ มุมกล้อง การตัดต่อ หรืออะไรต่างๆอาจจะไม่เฟอร์เฟ็คร์ เท่าหนังรักใสๆ ของค่ายใหญ่ๆ อย่างสิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก
แต่ผมเห็นด้วยกับหลายท่านว่า Yes or No ก็สามารถขึ้นไปยืนข้างๆ กับหนังเรื่องนั้นๆได้ อย่างภาคภูมิ
หนังเรื่องนี้หลายคนมองว่ามันมี สองแง่ ผมเห็นด้วยนะ ที่ว่า มันบอกได้ว่า คนรักเพศเดียวกันมันไม่ได้แย่อย่างที่หญิงชาย ปรกติเข้าใจนะ มันสวยงาม และความรักของ หญิงรักหญิงอย่างเราๆ มันก็เริ่มต้นขึ้นได้ด้วยสิ่งดีๆของคนสองคนที่มีให้กัน
ไม่ใช่แค่ความรักฉาบฉวย หรือ แฟชั่น
อ่า ... คำว่าแฟชั่น นี้แหละครับที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดนโจมตีในเรื่องของว่า หากหนังกล่าวถึงเรื่อง หญิงรักหญิงแต่ในด้านดีโคตรๆ ใสเวอร์ขนาด จะมีเด็กๆ
อีกมากมายที่แห่กันมาเป็นทอมดี้ เพียงเพื่อแฟชั่น ...??? อย่างผมที่เป็นทอมมาแต่เกิด บางทีเห็นเด็กๆ สมัยนี้แล้วก็อดจะถอนใจไม่ได้
เพราะพวกเด็กๆจะรู้จักตัวเองดีพอไหมหนอ ถึงได้กล้าที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนแบบนั้น
งานนี้อาจมีเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง ... แต่ ผมว่าส่วนดีของหนังเรื่องนี้ก็น่าจะมีมากกว่า อย่างน้อย ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง พ่อแม่ เขาก็จะได้เข้าใจลูกๆของพวกเขามากขึ้น
และทอมน้อย และดี้น้อยๆ รุ่นต่อๆไป ก็อาจจะไม่ได้ต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบที่ผมเคยเจอ ตอนที่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผมกับแม่ของผม
ก้าวแต่ละก้าวของชาวเราบนสังคมไทย ผมว่ามันอาจจะยากเย็นสักหน่อย แต่ผมว่าเราก็กำลังก้าวไปได้ดี
หนังเรื่องนี้ได้ใจผมไปแบบเต็มๆครับ ^___^

PL.ผมอาจไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนัง แต่ผมสัญญานะครับ ว่าจะรอซื้อ DVD ลิขสิทธิ์ถูกต้องครับ
ว่าแต่มีแบบบรูเรย์ม่ะครับพี่ 5555 + (ถึงขึ้นนั้น เครี่องเล่นยังไม่มีเลย)
วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... การสอบที่มีความสุขที่สุด ...
และแล้วครับ วันที่ผมรอคอยมาตลอด 4ปี ก็มาถึง และผ่านไปแล้ว
วันที่ผม ปรารถนาที่จะได้มีโอกาศมีวันนี้สักครั้งในชีวิต วันที่ผมจะได้มีโอกาศแสดงความสามารถของผมออกไปบ้าง
ให้ได้รู้จักตัวของผม ว่าผมเป็นอย่างไร
วันที่ Air Asia เปิดสอบ Student pilot วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2553
ผมต้องยอมรับ ว่าตื่นเต้นมากครับ แล้วก็ประหม่ามากด้วย เพราะนี้เป็นครั้งแรก แล้วมันเป็นการเปิดแบบไม่ทันได้รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน
และผมต้องยอมรับอีกเรื่องนึงด้วยว่า มันเป็นช่วงที่ผมถอดใจให้มันไปแล้ว หลังจากที่ผมต้องเผชิญปัญหาชีวิตมากมาย
ผมเตรียมตัวเท่าที่เตรียมได้ ทบทวนความรู้เท่าที่หาขุดเอามาอ่านได้ และที่สำคัญผมพยายามเรียนรู้ คณิตศาสตร์ม.ปลาย ที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน อันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนคนสำคัญของผม ที่สละเวลามาสอนผม ทั้งๆที่บางอย่างสอนทางโทรศัพท์ยากมาก
ตลอด 20 วันของการเตรียมตัว ผมตอบตัวเองได้ ณ ตอนนี้ว่าผมได้ทำเต็มที่ เท่าที่ผมจะทำได้ในเวลา 20 วันแล้ว
แม่ผม ที่ตอนแรกบ่นว่าผมจะไปสอบทำไมให้เสียเงิน แต่คืนวันเสาร์ เขาก็จับผมมานั่งไดร์ผม บอกกับผมว่า บุคคลิกสำคัญนะ (แอบปลื้ม) งานนี้ผมก็แอ๊บหญิงนิดนึง
ตอนเช้าวันอาทิตย์หลังจากตั้งร้านแล้ว พ่อก็ขับรถไปส่งผมที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตามเวลา 8.30 น. ผมไปก่อนหน้านิดหน่อย มีแต่ผู้ชายเต็มไปหมด มีแต่สูงๆ หล่อๆ เหมือนวันสมัครนายแบบมากกว่า
จนอยากจะบอกว่า "โอ้ย.... เป็นเลยดีไหมครับ ไม่ต้องสอบ ดูดีขนาดนี้" ช่วงนั้นแอบรู้สึกเหมือนก้อนกรวดในดงเพชร แต่ก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ
งานนี้เจอทั้งนักบินที่เป็นทอม (น่าจะ) และทอมที่มาสอบแบบผม แต่มากันแบบไม่มีแอ๊บ ไม่มีหมกเม็ดกันทีเดียว หล่อ แมนมาเลย เห็นแล้วแอบกลัวแทนนะครับ เพราะเคยอ่านเจอว่า การเบี่ยงเบนทางเพศอย่างเราๆ เขาถือว่ามีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์ตัดสินปัญหามากกว่า เหตุผล ซึ่งเป็นทัศนะคติที่อันตรายกับอาชีพนี้มากๆ
ผมแอบกลัวนะ เลยต้องแอ๊บเต็มที่
และแล้วเวลาเข้าห้องสอบก็มาถึง
ผู้สอบ 972 คน วิชาแรก General Technical test 100 ข้อ แบ่งเป็น คณิต 50 ข้อ และ ฟิสิกข์ 50 ข้อ
หลังจากประกาศให้ลงมือทำได้ ผมรู้สึกได้ว่า รอบๆตัวผม เปิดหน้าแรก แล้วก็เริ่มทำกันเลย แต่ผมสิ 555++ ยังคงเปิดหน้าต่อไปเพื่อหาข้อที่ทำได้
ข้อสอบชุดนี้มีข้อแม้ว่า ห้ามมั่ว ห้ามเดาครับ คุณต้องทำข้อที่คุณทำได้ แล้วคิดว่าทำถูก ทำได้ +3 คะแนน ทำผิด -1
ระยะเวลาที่ให้คือ 1 ชั่วโมง 40 นาที เท่ากับข้อละ 1 นาที ป๊าดดดดดโธ่ พูดแบบนี้เตะกันเลยดีกว่า
ตลอด 1 ชั่วโมง 40 นาที ผมก็ทำได้นะครับ ผมเลือกข้อที่ทำได้ นั่นคือโจทย์ที่เกี่ยวกับการหาเปอร์เซ๊นต์ธรรมดาทั่วไป แบบว่า นังแอน กับนายจอห์น ขับรถย้ายบ้าน เป็นระยะทาง 400 ไมล์ นังแอนขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. นายจอห์น ขับด้วยความเร็ว 50 กม./ชม. นังแอนแวะแดกข้าว 1 ชม. 20 นาที นายจอห์น ใช้เวลาพักน้อยกว่านังแอนครึ่งนึง จงหาว่า ทั้งสองคนใช้เวลาต่างกันเท่าไรที่ใช้เพื่อเดินทางถึงที่หมาย
ก็โอเคนะครับ มาประมาณนี้ ทำได้ๆ แล้วก็อีกส่วนคือพวกเมตริก ที่เรียนมาสดๆ จากเพื่อน ก็ทำได้ครับ สิริรวมที่ทำได้ ประมาณ 8 ข้อ ส่วนฟิสิกข์ ล้างบอร์ดครับ ว่างโล่งขาวสะอาด 55555+
เสร็จจากชุดแรก พักทานข้าวกลางวัน ผมได้เพื่อนใหม่ 2 คน ครับ เป็นผู้หญิงทั้งคู่นิสัยน่ารัก พวกเธอรู้จักกันเพราะเข้าคอร์สตะลุยโจทย์ เฮ้อออออ คู่แข่งผมแต่ละคน
หลังจากนั้นเราก็มาตะลุย ข้อสอบ 2 ชุดสุดท้าย ช่วงบ่าย ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษครับ 100 ข้อ 1 ชั่วโมง ตรงนี้สิครับ มันส์มาก
ข้อสอบแบ่งออกเป็น Listening gramma และ reading เหมือน Toeic เลยครับ สำหรับการฟัง จริงๆผมกะไปฟันหมู เพราะผมค่อนข้างฟังได้ดีแต่ ....
เนื่องจากสถานที่สอบอยู่ในห้องประชุมใหญ่มากครับ ผลที่ได้ก็คือ .... เสียงซาว์ดแอ๊คโค่ววว โค่วว โค่วว ครับ แมร่งเอ้ยยยยยย แค่เขาประกาศเป็นภาษาไทยก็แทบจะไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว นี้เป็นภาษาปะกิต งานนี้จอดครับ จอด เหมือนฟังเสียงหึ่งๆ เพราะว่าเทบที่เปิดผมก็เข้าใจนะว่าเขาอุสาห์ทำเสียงซาว์ดเอ็ฟเฟ็คมาเพื่อให้ได้อารมณ์ร่วม แต่ ....
มันกลับทำให้ยิ่งแย่ครับ ยิ่งเรื่องแรกเกี่ยวกับพนักงานดับไฟป่า พระเจ้า มีเสียง ฮ. หึ่งๆๆ ตลอดฟังไม่รู้เรื่องเลยครับท่าน
แต่ยิ่งแล้วใหญ่คือ ข้อสอบการฟังมี 6 part แต่เขาเปิดเทบแค่ 5 ครับ ตอนแรกผมก็เข้าใจว่า ผมมัวแต่เหม่อ มัวแต่อ่านเรื่องที่ 6 ก่อนล่วงหน้าจนลืมฟังเลยหรอเนี้ย ตอนนั้นก็แอบตีอกชกหัวในใจอยู่
ผมรออยู่ 2-3 นาที เห็นว่าไม่เปิดเทบแน่ๆแล้ว มองไปที่รอบๆข้าง เขาก็ก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบยิกๆ ผมก็เลยเอาว่ะ ช่างมัน ว่างก็ว่าง นึกเสียดายแล้วก็ทำข้อสอบแกรมม่าต่อไป ส่วนreading ผมก็พอทำได้ครับ การฟังกับอ่านผมโอเคนะ เพราะหัดเอง จะได้กว่าแกรมม่าเยอะเลย
จนกระทั่งหมดเวลา ..... เจ้าหน้าที่คุมสอบก็ประกาศว่า เมื่อกี่มีใครได้ทำ part 6 บ้าง ผมแอบตกใจ เพราะเว้นว่างไว้ เขาก็บอกต่อว่า ก็ไม่ได้เปิดเทบแล้วคนที่ทำทำได้ยังไง ฮาาาาาา เขาบอกว่านักบิน ต้องเชื่อฟังคำสั่งครับ และห้ามทำอะไรสุ่มๆ มั่วๆ ผมว่างานนี้มีคนหน้าแตกเหมือนกัน
แล้วเขาก็เปิดเทบ part 6 ให้ได้ทำกันครับ แต่ก็เหมือนเคย เปิดกับไม่ได้เปิด มีค่าเท่ากัน นั่นคือฟังไม่รู้เรื่องเลย แย่ครับ ผมยิ่งทำแกรมม่าไม่ได้อยู่ เจอแบบนี้เข้าไปก็เซ็งครับ แล้วก็มาถึงข้อสอบชุดสุดท้ายครับ Aptitude test ที่ผมรอคอย ที่เน่นๆว่าทำได้ดีที่สุด เป็นข้อสอบวัดประสิทธิภาพ เขาบอกว่าอาชีพนักบินเป็นอาชีพเดียวที่ต้องสอบ ดีครับ ดีๆ จะได้เห็นกันครับ
งานนี้ก็ทำได้ตามคาดครับ แยกแยะ ซ้ายขวา ว่าแตกต่างกันหรือไม่ จินตนาการ ว่ากระดาษรูปนี้จะพับออกมาเป็นรูปทรงหน้าตาอย่างไร ก็ฟันหมูครับ ไม่พลาด แล้วก็มาให้จำตารางครับ อีตารางนี้ทำผมเจ็บใจมาก มันมี 6 ช่อง 4 แถว มีรูปภาพและตัวอักษรต่างๆ เขาให้ 3 นาที จำครับจำไวให้ดี
แล้วก็ให้ทำข้อสอบชุดต่อไปนั่นคือบวกลบคูณหารครับ ผมก็โอเคครับ อันนี้ทำได้ไม่ครบเหลือ 5 ข้อ ก็โอเคครับ พอใจกับตัวเอง
หลังจากนั้นก็เป็นชุดอีตารางข้างบนครับ ที่เขาให้จำ จะต้องมาบอกกันตอนนี้ว่าใครจำอะไรได้บ้าง ตอนแรก ผมจำได้ 8 จุด กะว่ายังไงก็พอได้ แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้ถามทุกช่องครับ เขาถามเป็นบางช่อง ซึ่งก็รวมไอ้ที่ผมจำได้ด้วย ป๋อยยยยยยยยยยยยย!!!
ตอนนั้นเจ็บใจมากครับ ทำได้ 8 ที่ๆผมจำได้ ก็เหลือแค่ 4 ที่ในบัดดล ..... เฮ้อออออออออออ หมด หมดกัน 55555++
สุดท้ายการสอบก็สิ้นสุดลงครับ แต่ผมอยากจะบอกว่า มันเป็นการสอบที่สนุก แล้วก็มีความสุขที่สุด เท่าที่ผมเคยทำข้อสอบมาตลอดชีวิต
ตอนนี้ก็เหลือแค่รอลุ้นผล ปลายเดือนมกราครับ ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าได้ ก็ดีครับ คงเยี้ยมเลย แต่ถ้าไม่ได้ก็โอเคครับ ปีหน้าเอาใหม่ ยังไงก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ
แต่ถ้าผ่านไปได้ แล้วไปตกรอบ ตรวจร่างกาย .... เพราะผมสูงแค่ 160 มันขาดไป 3 เซ็น แต่เขาก็ยังอุสาห์ให้ผมเข้าสอบ ผมก็โอเคครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ผมก็จะได้รู้ว่า ผมอยู่ห่างจากความฝันของผม แค่ 3 เซ็นติเมตร
ขอบคุณครับ Air asia
วันที่ผม ปรารถนาที่จะได้มีโอกาศมีวันนี้สักครั้งในชีวิต วันที่ผมจะได้มีโอกาศแสดงความสามารถของผมออกไปบ้าง
ให้ได้รู้จักตัวของผม ว่าผมเป็นอย่างไร
วันที่ Air Asia เปิดสอบ Student pilot วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2553
ผมต้องยอมรับ ว่าตื่นเต้นมากครับ แล้วก็ประหม่ามากด้วย เพราะนี้เป็นครั้งแรก แล้วมันเป็นการเปิดแบบไม่ทันได้รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน
และผมต้องยอมรับอีกเรื่องนึงด้วยว่า มันเป็นช่วงที่ผมถอดใจให้มันไปแล้ว หลังจากที่ผมต้องเผชิญปัญหาชีวิตมากมาย
ผมเตรียมตัวเท่าที่เตรียมได้ ทบทวนความรู้เท่าที่หาขุดเอามาอ่านได้ และที่สำคัญผมพยายามเรียนรู้ คณิตศาสตร์ม.ปลาย ที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน อันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนคนสำคัญของผม ที่สละเวลามาสอนผม ทั้งๆที่บางอย่างสอนทางโทรศัพท์ยากมาก
ตลอด 20 วันของการเตรียมตัว ผมตอบตัวเองได้ ณ ตอนนี้ว่าผมได้ทำเต็มที่ เท่าที่ผมจะทำได้ในเวลา 20 วันแล้ว
แม่ผม ที่ตอนแรกบ่นว่าผมจะไปสอบทำไมให้เสียเงิน แต่คืนวันเสาร์ เขาก็จับผมมานั่งไดร์ผม บอกกับผมว่า บุคคลิกสำคัญนะ (แอบปลื้ม) งานนี้ผมก็แอ๊บหญิงนิดนึง
ตอนเช้าวันอาทิตย์หลังจากตั้งร้านแล้ว พ่อก็ขับรถไปส่งผมที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตามเวลา 8.30 น. ผมไปก่อนหน้านิดหน่อย มีแต่ผู้ชายเต็มไปหมด มีแต่สูงๆ หล่อๆ เหมือนวันสมัครนายแบบมากกว่า
จนอยากจะบอกว่า "โอ้ย.... เป็นเลยดีไหมครับ ไม่ต้องสอบ ดูดีขนาดนี้" ช่วงนั้นแอบรู้สึกเหมือนก้อนกรวดในดงเพชร แต่ก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ
งานนี้เจอทั้งนักบินที่เป็นทอม (น่าจะ) และทอมที่มาสอบแบบผม แต่มากันแบบไม่มีแอ๊บ ไม่มีหมกเม็ดกันทีเดียว หล่อ แมนมาเลย เห็นแล้วแอบกลัวแทนนะครับ เพราะเคยอ่านเจอว่า การเบี่ยงเบนทางเพศอย่างเราๆ เขาถือว่ามีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์ตัดสินปัญหามากกว่า เหตุผล ซึ่งเป็นทัศนะคติที่อันตรายกับอาชีพนี้มากๆ
ผมแอบกลัวนะ เลยต้องแอ๊บเต็มที่
และแล้วเวลาเข้าห้องสอบก็มาถึง
ผู้สอบ 972 คน วิชาแรก General Technical test 100 ข้อ แบ่งเป็น คณิต 50 ข้อ และ ฟิสิกข์ 50 ข้อ
หลังจากประกาศให้ลงมือทำได้ ผมรู้สึกได้ว่า รอบๆตัวผม เปิดหน้าแรก แล้วก็เริ่มทำกันเลย แต่ผมสิ 555++ ยังคงเปิดหน้าต่อไปเพื่อหาข้อที่ทำได้
ข้อสอบชุดนี้มีข้อแม้ว่า ห้ามมั่ว ห้ามเดาครับ คุณต้องทำข้อที่คุณทำได้ แล้วคิดว่าทำถูก ทำได้ +3 คะแนน ทำผิด -1
ระยะเวลาที่ให้คือ 1 ชั่วโมง 40 นาที เท่ากับข้อละ 1 นาที ป๊าดดดดดโธ่ พูดแบบนี้เตะกันเลยดีกว่า
ตลอด 1 ชั่วโมง 40 นาที ผมก็ทำได้นะครับ ผมเลือกข้อที่ทำได้ นั่นคือโจทย์ที่เกี่ยวกับการหาเปอร์เซ๊นต์ธรรมดาทั่วไป แบบว่า นังแอน กับนายจอห์น ขับรถย้ายบ้าน เป็นระยะทาง 400 ไมล์ นังแอนขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. นายจอห์น ขับด้วยความเร็ว 50 กม./ชม. นังแอนแวะแดกข้าว 1 ชม. 20 นาที นายจอห์น ใช้เวลาพักน้อยกว่านังแอนครึ่งนึง จงหาว่า ทั้งสองคนใช้เวลาต่างกันเท่าไรที่ใช้เพื่อเดินทางถึงที่หมาย
ก็โอเคนะครับ มาประมาณนี้ ทำได้ๆ แล้วก็อีกส่วนคือพวกเมตริก ที่เรียนมาสดๆ จากเพื่อน ก็ทำได้ครับ สิริรวมที่ทำได้ ประมาณ 8 ข้อ ส่วนฟิสิกข์ ล้างบอร์ดครับ ว่างโล่งขาวสะอาด 55555+
เสร็จจากชุดแรก พักทานข้าวกลางวัน ผมได้เพื่อนใหม่ 2 คน ครับ เป็นผู้หญิงทั้งคู่นิสัยน่ารัก พวกเธอรู้จักกันเพราะเข้าคอร์สตะลุยโจทย์ เฮ้อออออ คู่แข่งผมแต่ละคน
หลังจากนั้นเราก็มาตะลุย ข้อสอบ 2 ชุดสุดท้าย ช่วงบ่าย ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษครับ 100 ข้อ 1 ชั่วโมง ตรงนี้สิครับ มันส์มาก
ข้อสอบแบ่งออกเป็น Listening gramma และ reading เหมือน Toeic เลยครับ สำหรับการฟัง จริงๆผมกะไปฟันหมู เพราะผมค่อนข้างฟังได้ดีแต่ ....
เนื่องจากสถานที่สอบอยู่ในห้องประชุมใหญ่มากครับ ผลที่ได้ก็คือ .... เสียงซาว์ดแอ๊คโค่ววว โค่วว โค่วว ครับ แมร่งเอ้ยยยยยย แค่เขาประกาศเป็นภาษาไทยก็แทบจะไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว นี้เป็นภาษาปะกิต งานนี้จอดครับ จอด เหมือนฟังเสียงหึ่งๆ เพราะว่าเทบที่เปิดผมก็เข้าใจนะว่าเขาอุสาห์ทำเสียงซาว์ดเอ็ฟเฟ็คมาเพื่อให้ได้อารมณ์ร่วม แต่ ....
มันกลับทำให้ยิ่งแย่ครับ ยิ่งเรื่องแรกเกี่ยวกับพนักงานดับไฟป่า พระเจ้า มีเสียง ฮ. หึ่งๆๆ ตลอดฟังไม่รู้เรื่องเลยครับท่าน
แต่ยิ่งแล้วใหญ่คือ ข้อสอบการฟังมี 6 part แต่เขาเปิดเทบแค่ 5 ครับ ตอนแรกผมก็เข้าใจว่า ผมมัวแต่เหม่อ มัวแต่อ่านเรื่องที่ 6 ก่อนล่วงหน้าจนลืมฟังเลยหรอเนี้ย ตอนนั้นก็แอบตีอกชกหัวในใจอยู่
ผมรออยู่ 2-3 นาที เห็นว่าไม่เปิดเทบแน่ๆแล้ว มองไปที่รอบๆข้าง เขาก็ก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบยิกๆ ผมก็เลยเอาว่ะ ช่างมัน ว่างก็ว่าง นึกเสียดายแล้วก็ทำข้อสอบแกรมม่าต่อไป ส่วนreading ผมก็พอทำได้ครับ การฟังกับอ่านผมโอเคนะ เพราะหัดเอง จะได้กว่าแกรมม่าเยอะเลย
จนกระทั่งหมดเวลา ..... เจ้าหน้าที่คุมสอบก็ประกาศว่า เมื่อกี่มีใครได้ทำ part 6 บ้าง ผมแอบตกใจ เพราะเว้นว่างไว้ เขาก็บอกต่อว่า ก็ไม่ได้เปิดเทบแล้วคนที่ทำทำได้ยังไง ฮาาาาาา เขาบอกว่านักบิน ต้องเชื่อฟังคำสั่งครับ และห้ามทำอะไรสุ่มๆ มั่วๆ ผมว่างานนี้มีคนหน้าแตกเหมือนกัน
แล้วเขาก็เปิดเทบ part 6 ให้ได้ทำกันครับ แต่ก็เหมือนเคย เปิดกับไม่ได้เปิด มีค่าเท่ากัน นั่นคือฟังไม่รู้เรื่องเลย แย่ครับ ผมยิ่งทำแกรมม่าไม่ได้อยู่ เจอแบบนี้เข้าไปก็เซ็งครับ แล้วก็มาถึงข้อสอบชุดสุดท้ายครับ Aptitude test ที่ผมรอคอย ที่เน่นๆว่าทำได้ดีที่สุด เป็นข้อสอบวัดประสิทธิภาพ เขาบอกว่าอาชีพนักบินเป็นอาชีพเดียวที่ต้องสอบ ดีครับ ดีๆ จะได้เห็นกันครับ
งานนี้ก็ทำได้ตามคาดครับ แยกแยะ ซ้ายขวา ว่าแตกต่างกันหรือไม่ จินตนาการ ว่ากระดาษรูปนี้จะพับออกมาเป็นรูปทรงหน้าตาอย่างไร ก็ฟันหมูครับ ไม่พลาด แล้วก็มาให้จำตารางครับ อีตารางนี้ทำผมเจ็บใจมาก มันมี 6 ช่อง 4 แถว มีรูปภาพและตัวอักษรต่างๆ เขาให้ 3 นาที จำครับจำไวให้ดี
แล้วก็ให้ทำข้อสอบชุดต่อไปนั่นคือบวกลบคูณหารครับ ผมก็โอเคครับ อันนี้ทำได้ไม่ครบเหลือ 5 ข้อ ก็โอเคครับ พอใจกับตัวเอง
หลังจากนั้นก็เป็นชุดอีตารางข้างบนครับ ที่เขาให้จำ จะต้องมาบอกกันตอนนี้ว่าใครจำอะไรได้บ้าง ตอนแรก ผมจำได้ 8 จุด กะว่ายังไงก็พอได้ แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้ถามทุกช่องครับ เขาถามเป็นบางช่อง ซึ่งก็รวมไอ้ที่ผมจำได้ด้วย ป๋อยยยยยยยยยยยยย!!!
ตอนนั้นเจ็บใจมากครับ ทำได้ 8 ที่ๆผมจำได้ ก็เหลือแค่ 4 ที่ในบัดดล ..... เฮ้อออออออออออ หมด หมดกัน 55555++
สุดท้ายการสอบก็สิ้นสุดลงครับ แต่ผมอยากจะบอกว่า มันเป็นการสอบที่สนุก แล้วก็มีความสุขที่สุด เท่าที่ผมเคยทำข้อสอบมาตลอดชีวิต
ตอนนี้ก็เหลือแค่รอลุ้นผล ปลายเดือนมกราครับ ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าได้ ก็ดีครับ คงเยี้ยมเลย แต่ถ้าไม่ได้ก็โอเคครับ ปีหน้าเอาใหม่ ยังไงก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ
แต่ถ้าผ่านไปได้ แล้วไปตกรอบ ตรวจร่างกาย .... เพราะผมสูงแค่ 160 มันขาดไป 3 เซ็น แต่เขาก็ยังอุสาห์ให้ผมเข้าสอบ ผมก็โอเคครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ผมก็จะได้รู้ว่า ผมอยู่ห่างจากความฝันของผม แค่ 3 เซ็นติเมตร
ขอบคุณครับ Air asia
วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ ...
เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เขาทำการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ Student pilot Air asia แล้วครับผม
http://www.thaiairasiapilot.com/
มีชื่อผมด้วยยยยย เย้ๆๆๆๆๆๆๆ (ดีใจดังสอบได้)
เพราะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ผมกลัวว่าเขาอาจจะไม่ให้เข้าห้องสอบด้วยซ้ำ แต่ก็มีชื่อผม
ดีใจมากๆครับ แค่ได้เห็นชื่อตัวเองก็ปลื้มแล้ว
มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 972 คน ผมนั่งนับว่ามีผู้หญิงกี่คนเมื่อกี่ นับได้ 100 กว่าคนแหนะ ดีจังครับ
ตื่นเต้นซู่ซ่า .... กรี๊ดดด บลา .. บลา อยู่บนยอดเขา 55555+++
เต็มที่ครับเต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเรียนก็ได้ฝึกกันภายใน 20 วันที่ผ่านมา
อาจไม่เก่งมาก แต่ก็พอมีวิชาติดตัวพร้อมรบ
แอบดีใจที่มีโอกาศได้สอบกับเขา เพราะมันนานมาก นานจนคิดว่าชีวิตนี้อาจไม่มีโอกาศแม้ได้สอบ เคยคิดว่าตอนนั้นเพิ่งจบ มีเวลาสอบทิ้งสอบขว้างทุกปี แต่ที่ไหนได้ มันไม่เปิดให้สอบนี่สิครับ เลยไม่เคยรู้เลยว่ายังไง ถ้าเคยได้ลองสอบมันก็คงจะรู้ ว่าครั้งต่อไปควรจะทำยังไง
ปีนี้ ผมอายุ 26 แล้ว เหลือโอกาศอีกแค่ 2 ปี ที่จะครบ 28 แล้วอายุเกินเกณท์
แต่หนนี้ผมก็จะไม่ล้อเล่นครับ จะสู้เต็มที่ เท่าที่ผมมีทั้งหมด
PL. ว่าแต่มีใครไปสมัครสอบเป็นเพื่อนผมบ้างไหมเนี้ยครับ ยกมือ ขอเสียงหน่อยนะครับ เผื่อจะได้มีเพื่อนครับ
เขาทำการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ Student pilot Air asia แล้วครับผม
http://www.thaiairasiapilot.com/
มีชื่อผมด้วยยยยย เย้ๆๆๆๆๆๆๆ (ดีใจดังสอบได้)
เพราะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ผมกลัวว่าเขาอาจจะไม่ให้เข้าห้องสอบด้วยซ้ำ แต่ก็มีชื่อผม
ดีใจมากๆครับ แค่ได้เห็นชื่อตัวเองก็ปลื้มแล้ว
มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 972 คน ผมนั่งนับว่ามีผู้หญิงกี่คนเมื่อกี่ นับได้ 100 กว่าคนแหนะ ดีจังครับ
ตื่นเต้นซู่ซ่า .... กรี๊ดดด บลา .. บลา อยู่บนยอดเขา 55555+++
เต็มที่ครับเต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเรียนก็ได้ฝึกกันภายใน 20 วันที่ผ่านมา
อาจไม่เก่งมาก แต่ก็พอมีวิชาติดตัวพร้อมรบ
แอบดีใจที่มีโอกาศได้สอบกับเขา เพราะมันนานมาก นานจนคิดว่าชีวิตนี้อาจไม่มีโอกาศแม้ได้สอบ เคยคิดว่าตอนนั้นเพิ่งจบ มีเวลาสอบทิ้งสอบขว้างทุกปี แต่ที่ไหนได้ มันไม่เปิดให้สอบนี่สิครับ เลยไม่เคยรู้เลยว่ายังไง ถ้าเคยได้ลองสอบมันก็คงจะรู้ ว่าครั้งต่อไปควรจะทำยังไง
ปีนี้ ผมอายุ 26 แล้ว เหลือโอกาศอีกแค่ 2 ปี ที่จะครบ 28 แล้วอายุเกินเกณท์
แต่หนนี้ผมก็จะไม่ล้อเล่นครับ จะสู้เต็มที่ เท่าที่ผมมีทั้งหมด
PL. ว่าแต่มีใครไปสมัครสอบเป็นเพื่อนผมบ้างไหมเนี้ยครับ ยกมือ ขอเสียงหน่อยนะครับ เผื่อจะได้มีเพื่อนครับ
วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... Air asia student pilot ...
ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก ....โอ้ยย ชีวิตผมครับนี้ตอนนี้
บล็อกเก่าไปภูเก็ตยังไม่ได้อัพเลย นี้ข่าวล่า รีบเร่งด่วน
Air asia เปิดรับสอบ Student Pilot แล้วว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
รอมา 4 ปี เปิดแล้วครับ เปิดจริง สมัครจริง ไปแล้ว สอบวันที่ 19 เดือนนีแล้วครับผม
เร่งด่วนดูหนังสือ เพราะไม่คิดว่า เขาจะเปิดกันตอนนี้
ใครผ่านมาสนใจไปสอบเป็นเพื่อนกัน ติดตามลายละเอียดได้ที่ Thai Air asia pilot นะครับ

โอ้ย... ไปแล้ววววว
แล้วอะไรเป็นยังไงแบบไหน จะกลับมาเล่าให้ฟังนะครับ
Designer โง่ๆคนนี้ จะได้ขี่นางฟ้า เอ้ย .. ไม่ใช่ ขี่เครื่องบินกับเขาบ้างไหมหนอ....
บล็อกเก่าไปภูเก็ตยังไม่ได้อัพเลย นี้ข่าวล่า รีบเร่งด่วน
Air asia เปิดรับสอบ Student Pilot แล้วว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
รอมา 4 ปี เปิดแล้วครับ เปิดจริง สมัครจริง ไปแล้ว สอบวันที่ 19 เดือนนีแล้วครับผม
เร่งด่วนดูหนังสือ เพราะไม่คิดว่า เขาจะเปิดกันตอนนี้
ใครผ่านมาสนใจไปสอบเป็นเพื่อนกัน ติดตามลายละเอียดได้ที่ Thai Air asia pilot นะครับ

โอ้ย... ไปแล้ววววว
แล้วอะไรเป็นยังไงแบบไหน จะกลับมาเล่าให้ฟังนะครับ
Designer โง่ๆคนนี้ จะได้ขี่นางฟ้า เอ้ย .. ไม่ใช่ ขี่เครื่องบินกับเขาบ้างไหมหนอ....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
... สีสันแห่งสายลม ...
ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...