วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... วันวัยของชีวิต ...
คืนนี้ผมเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงบริษัท งานเลี้ยงสนุกสนาน
แต่ทำไม ... ตอนนี้
...ผมถึงเหงา...
รู้สึกอยากร้องไห้ เหมือนมันว่าง ไม่มีอะไรให้ทำ และก็นอนไม่หลับ
บางทีอาจเป็นเพราะ ผมคิดถึงคนที่เคยอยู่ในอ้อมแขนผม คนที่ผมอยากอยู่ด้วย อยากเจอ อยากนอนหลับไปด้วยกัน แล้วก็ตื่นมาพร้อมกัน
บางทีผมก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงมีชีวิต เหมือนที่คนอื่นๆเขามีกันบ้างไม่ได้ ผมไม่ได้อยากจะรวยล้นฟ้า ไม่ได้อยากเป็นคนที่โชคดีที่สุด
ผมแค่อยากมีใครสักคน ที่จะอยู่ข้างๆผม ในเวลาที่ผมต้องการเขา อย่างเช่นในค่ำคืนอย่างนี้
ถ้าได้มีคนที่เรารักอยู่ข้างๆกัน ก็คงจะดีนะครับ
มันเป็นความรู้สึก ที่ผมไม่เคยได้สัมผัส ไม่เคย ..... และผมโหยหามัน
มันน่าแปลกนะครับ ที่ผมกับเธอตอนนี้มีสัมผัสที่ส่งถึงกันอย่างประหลาด ณ ขณะที่ผมกำลังพิมพ์ข้อความนี้อยู่ เธอก็ทักผมมาทางแชท ทั้งๆที่เธอน่าจะหลับไปแล้ว
มันน่าทึ่งมาก ที่พักนี้ ผมกับเธอเหมือนสื่อกันได้ ... ทางความรู้สึกในลักษณะนี้
เพราะผมรักเธอ แล้วเธอก็รักผมตอบด้วยรึเปล่า?? ที่ทำให้เราสื่อถึงกันได้อย่างนี้ นี้ไม่ใช่ครั้งแรก
จะมีสักวันไหมหนอต่อไปจากนี้ ที่ผมจะนั่งเล่าเรื่องราวดีร้ายในชีวิตผม ผ่านไดร์อารี่นี้ โดยอาจมีเธอทำอะไรอยู่ใกล้ๆ หรือนอนหลับอยู่ข้างกัน
ผมหวังว่าสักวัน ผมจะได้มีโอกาศทำเช่นนั้น
มีคนที่ผมรักอยู่ในอ้อมแขน และผ่านพ้นวันวัยของชีวิตไป อย่างไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างนี้อีกต่อไป
วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... การสอบที่มีความสุขที่สุด ...
วันที่ผม ปรารถนาที่จะได้มีโอกาศมีวันนี้สักครั้งในชีวิต วันที่ผมจะได้มีโอกาศแสดงความสามารถของผมออกไปบ้าง
ให้ได้รู้จักตัวของผม ว่าผมเป็นอย่างไร
วันที่ Air Asia เปิดสอบ Student pilot วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2553
ผมต้องยอมรับ ว่าตื่นเต้นมากครับ แล้วก็ประหม่ามากด้วย เพราะนี้เป็นครั้งแรก แล้วมันเป็นการเปิดแบบไม่ทันได้รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน
และผมต้องยอมรับอีกเรื่องนึงด้วยว่า มันเป็นช่วงที่ผมถอดใจให้มันไปแล้ว หลังจากที่ผมต้องเผชิญปัญหาชีวิตมากมาย
ผมเตรียมตัวเท่าที่เตรียมได้ ทบทวนความรู้เท่าที่หาขุดเอามาอ่านได้ และที่สำคัญผมพยายามเรียนรู้ คณิตศาสตร์ม.ปลาย ที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน อันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนคนสำคัญของผม ที่สละเวลามาสอนผม ทั้งๆที่บางอย่างสอนทางโทรศัพท์ยากมาก
ตลอด 20 วันของการเตรียมตัว ผมตอบตัวเองได้ ณ ตอนนี้ว่าผมได้ทำเต็มที่ เท่าที่ผมจะทำได้ในเวลา 20 วันแล้ว
แม่ผม ที่ตอนแรกบ่นว่าผมจะไปสอบทำไมให้เสียเงิน แต่คืนวันเสาร์ เขาก็จับผมมานั่งไดร์ผม บอกกับผมว่า บุคคลิกสำคัญนะ (แอบปลื้ม) งานนี้ผมก็แอ๊บหญิงนิดนึง
ตอนเช้าวันอาทิตย์หลังจากตั้งร้านแล้ว พ่อก็ขับรถไปส่งผมที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตามเวลา 8.30 น. ผมไปก่อนหน้านิดหน่อย มีแต่ผู้ชายเต็มไปหมด มีแต่สูงๆ หล่อๆ เหมือนวันสมัครนายแบบมากกว่า
จนอยากจะบอกว่า "โอ้ย.... เป็นเลยดีไหมครับ ไม่ต้องสอบ ดูดีขนาดนี้" ช่วงนั้นแอบรู้สึกเหมือนก้อนกรวดในดงเพชร แต่ก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ
งานนี้เจอทั้งนักบินที่เป็นทอม (น่าจะ) และทอมที่มาสอบแบบผม แต่มากันแบบไม่มีแอ๊บ ไม่มีหมกเม็ดกันทีเดียว หล่อ แมนมาเลย เห็นแล้วแอบกลัวแทนนะครับ เพราะเคยอ่านเจอว่า การเบี่ยงเบนทางเพศอย่างเราๆ เขาถือว่ามีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์ตัดสินปัญหามากกว่า เหตุผล ซึ่งเป็นทัศนะคติที่อันตรายกับอาชีพนี้มากๆ
ผมแอบกลัวนะ เลยต้องแอ๊บเต็มที่
และแล้วเวลาเข้าห้องสอบก็มาถึง
ผู้สอบ 972 คน วิชาแรก General Technical test 100 ข้อ แบ่งเป็น คณิต 50 ข้อ และ ฟิสิกข์ 50 ข้อ
หลังจากประกาศให้ลงมือทำได้ ผมรู้สึกได้ว่า รอบๆตัวผม เปิดหน้าแรก แล้วก็เริ่มทำกันเลย แต่ผมสิ 555++ ยังคงเปิดหน้าต่อไปเพื่อหาข้อที่ทำได้
ข้อสอบชุดนี้มีข้อแม้ว่า ห้ามมั่ว ห้ามเดาครับ คุณต้องทำข้อที่คุณทำได้ แล้วคิดว่าทำถูก ทำได้ +3 คะแนน ทำผิด -1
ระยะเวลาที่ให้คือ 1 ชั่วโมง 40 นาที เท่ากับข้อละ 1 นาที ป๊าดดดดดโธ่ พูดแบบนี้เตะกันเลยดีกว่า
ตลอด 1 ชั่วโมง 40 นาที ผมก็ทำได้นะครับ ผมเลือกข้อที่ทำได้ นั่นคือโจทย์ที่เกี่ยวกับการหาเปอร์เซ๊นต์ธรรมดาทั่วไป แบบว่า นังแอน กับนายจอห์น ขับรถย้ายบ้าน เป็นระยะทาง 400 ไมล์ นังแอนขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. นายจอห์น ขับด้วยความเร็ว 50 กม./ชม. นังแอนแวะแดกข้าว 1 ชม. 20 นาที นายจอห์น ใช้เวลาพักน้อยกว่านังแอนครึ่งนึง จงหาว่า ทั้งสองคนใช้เวลาต่างกันเท่าไรที่ใช้เพื่อเดินทางถึงที่หมาย
ก็โอเคนะครับ มาประมาณนี้ ทำได้ๆ แล้วก็อีกส่วนคือพวกเมตริก ที่เรียนมาสดๆ จากเพื่อน ก็ทำได้ครับ สิริรวมที่ทำได้ ประมาณ 8 ข้อ ส่วนฟิสิกข์ ล้างบอร์ดครับ ว่างโล่งขาวสะอาด 55555+
เสร็จจากชุดแรก พักทานข้าวกลางวัน ผมได้เพื่อนใหม่ 2 คน ครับ เป็นผู้หญิงทั้งคู่นิสัยน่ารัก พวกเธอรู้จักกันเพราะเข้าคอร์สตะลุยโจทย์ เฮ้อออออ คู่แข่งผมแต่ละคน
หลังจากนั้นเราก็มาตะลุย ข้อสอบ 2 ชุดสุดท้าย ช่วงบ่าย ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษครับ 100 ข้อ 1 ชั่วโมง ตรงนี้สิครับ มันส์มาก
ข้อสอบแบ่งออกเป็น Listening gramma และ reading เหมือน Toeic เลยครับ สำหรับการฟัง จริงๆผมกะไปฟันหมู เพราะผมค่อนข้างฟังได้ดีแต่ ....
เนื่องจากสถานที่สอบอยู่ในห้องประชุมใหญ่มากครับ ผลที่ได้ก็คือ .... เสียงซาว์ดแอ๊คโค่ววว โค่วว โค่วว ครับ แมร่งเอ้ยยยยยย แค่เขาประกาศเป็นภาษาไทยก็แทบจะไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว นี้เป็นภาษาปะกิต งานนี้จอดครับ จอด เหมือนฟังเสียงหึ่งๆ เพราะว่าเทบที่เปิดผมก็เข้าใจนะว่าเขาอุสาห์ทำเสียงซาว์ดเอ็ฟเฟ็คมาเพื่อให้ได้อารมณ์ร่วม แต่ ....
มันกลับทำให้ยิ่งแย่ครับ ยิ่งเรื่องแรกเกี่ยวกับพนักงานดับไฟป่า พระเจ้า มีเสียง ฮ. หึ่งๆๆ ตลอดฟังไม่รู้เรื่องเลยครับท่าน
แต่ยิ่งแล้วใหญ่คือ ข้อสอบการฟังมี 6 part แต่เขาเปิดเทบแค่ 5 ครับ ตอนแรกผมก็เข้าใจว่า ผมมัวแต่เหม่อ มัวแต่อ่านเรื่องที่ 6 ก่อนล่วงหน้าจนลืมฟังเลยหรอเนี้ย ตอนนั้นก็แอบตีอกชกหัวในใจอยู่
ผมรออยู่ 2-3 นาที เห็นว่าไม่เปิดเทบแน่ๆแล้ว มองไปที่รอบๆข้าง เขาก็ก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบยิกๆ ผมก็เลยเอาว่ะ ช่างมัน ว่างก็ว่าง นึกเสียดายแล้วก็ทำข้อสอบแกรมม่าต่อไป ส่วนreading ผมก็พอทำได้ครับ การฟังกับอ่านผมโอเคนะ เพราะหัดเอง จะได้กว่าแกรมม่าเยอะเลย
จนกระทั่งหมดเวลา ..... เจ้าหน้าที่คุมสอบก็ประกาศว่า เมื่อกี่มีใครได้ทำ part 6 บ้าง ผมแอบตกใจ เพราะเว้นว่างไว้ เขาก็บอกต่อว่า ก็ไม่ได้เปิดเทบแล้วคนที่ทำทำได้ยังไง ฮาาาาาา เขาบอกว่านักบิน ต้องเชื่อฟังคำสั่งครับ และห้ามทำอะไรสุ่มๆ มั่วๆ ผมว่างานนี้มีคนหน้าแตกเหมือนกัน
แล้วเขาก็เปิดเทบ part 6 ให้ได้ทำกันครับ แต่ก็เหมือนเคย เปิดกับไม่ได้เปิด มีค่าเท่ากัน นั่นคือฟังไม่รู้เรื่องเลย แย่ครับ ผมยิ่งทำแกรมม่าไม่ได้อยู่ เจอแบบนี้เข้าไปก็เซ็งครับ แล้วก็มาถึงข้อสอบชุดสุดท้ายครับ Aptitude test ที่ผมรอคอย ที่เน่นๆว่าทำได้ดีที่สุด เป็นข้อสอบวัดประสิทธิภาพ เขาบอกว่าอาชีพนักบินเป็นอาชีพเดียวที่ต้องสอบ ดีครับ ดีๆ จะได้เห็นกันครับ
งานนี้ก็ทำได้ตามคาดครับ แยกแยะ ซ้ายขวา ว่าแตกต่างกันหรือไม่ จินตนาการ ว่ากระดาษรูปนี้จะพับออกมาเป็นรูปทรงหน้าตาอย่างไร ก็ฟันหมูครับ ไม่พลาด แล้วก็มาให้จำตารางครับ อีตารางนี้ทำผมเจ็บใจมาก มันมี 6 ช่อง 4 แถว มีรูปภาพและตัวอักษรต่างๆ เขาให้ 3 นาที จำครับจำไวให้ดี
แล้วก็ให้ทำข้อสอบชุดต่อไปนั่นคือบวกลบคูณหารครับ ผมก็โอเคครับ อันนี้ทำได้ไม่ครบเหลือ 5 ข้อ ก็โอเคครับ พอใจกับตัวเอง
หลังจากนั้นก็เป็นชุดอีตารางข้างบนครับ ที่เขาให้จำ จะต้องมาบอกกันตอนนี้ว่าใครจำอะไรได้บ้าง ตอนแรก ผมจำได้ 8 จุด กะว่ายังไงก็พอได้ แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้ถามทุกช่องครับ เขาถามเป็นบางช่อง ซึ่งก็รวมไอ้ที่ผมจำได้ด้วย ป๋อยยยยยยยยยยยยย!!!
ตอนนั้นเจ็บใจมากครับ ทำได้ 8 ที่ๆผมจำได้ ก็เหลือแค่ 4 ที่ในบัดดล ..... เฮ้อออออออออออ หมด หมดกัน 55555++
สุดท้ายการสอบก็สิ้นสุดลงครับ แต่ผมอยากจะบอกว่า มันเป็นการสอบที่สนุก แล้วก็มีความสุขที่สุด เท่าที่ผมเคยทำข้อสอบมาตลอดชีวิต
ตอนนี้ก็เหลือแค่รอลุ้นผล ปลายเดือนมกราครับ ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าได้ ก็ดีครับ คงเยี้ยมเลย แต่ถ้าไม่ได้ก็โอเคครับ ปีหน้าเอาใหม่ ยังไงก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ
แต่ถ้าผ่านไปได้ แล้วไปตกรอบ ตรวจร่างกาย .... เพราะผมสูงแค่ 160 มันขาดไป 3 เซ็น แต่เขาก็ยังอุสาห์ให้ผมเข้าสอบ ผมก็โอเคครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ผมก็จะได้รู้ว่า ผมอยู่ห่างจากความฝันของผม แค่ 3 เซ็นติเมตร
ขอบคุณครับ Air asia
วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ ...
เขาทำการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ Student pilot Air asia แล้วครับผม
http://www.thaiairasiapilot.com/
มีชื่อผมด้วยยยยย เย้ๆๆๆๆๆๆๆ (ดีใจดังสอบได้)
เพราะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ผมกลัวว่าเขาอาจจะไม่ให้เข้าห้องสอบด้วยซ้ำ แต่ก็มีชื่อผม
ดีใจมากๆครับ แค่ได้เห็นชื่อตัวเองก็ปลื้มแล้ว
มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 972 คน ผมนั่งนับว่ามีผู้หญิงกี่คนเมื่อกี่ นับได้ 100 กว่าคนแหนะ ดีจังครับ
ตื่นเต้นซู่ซ่า .... กรี๊ดดด บลา .. บลา อยู่บนยอดเขา 55555+++
เต็มที่ครับเต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเรียนก็ได้ฝึกกันภายใน 20 วันที่ผ่านมา
อาจไม่เก่งมาก แต่ก็พอมีวิชาติดตัวพร้อมรบ
แอบดีใจที่มีโอกาศได้สอบกับเขา เพราะมันนานมาก นานจนคิดว่าชีวิตนี้อาจไม่มีโอกาศแม้ได้สอบ เคยคิดว่าตอนนั้นเพิ่งจบ มีเวลาสอบทิ้งสอบขว้างทุกปี แต่ที่ไหนได้ มันไม่เปิดให้สอบนี่สิครับ เลยไม่เคยรู้เลยว่ายังไง ถ้าเคยได้ลองสอบมันก็คงจะรู้ ว่าครั้งต่อไปควรจะทำยังไง
ปีนี้ ผมอายุ 26 แล้ว เหลือโอกาศอีกแค่ 2 ปี ที่จะครบ 28 แล้วอายุเกินเกณท์
แต่หนนี้ผมก็จะไม่ล้อเล่นครับ จะสู้เต็มที่ เท่าที่ผมมีทั้งหมด
PL. ว่าแต่มีใครไปสมัครสอบเป็นเพื่อนผมบ้างไหมเนี้ยครับ ยกมือ ขอเสียงหน่อยนะครับ เผื่อจะได้มีเพื่อนครับ
วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... Air asia student pilot ...
บล็อกเก่าไปภูเก็ตยังไม่ได้อัพเลย นี้ข่าวล่า รีบเร่งด่วน
Air asia เปิดรับสอบ Student Pilot แล้วว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
รอมา 4 ปี เปิดแล้วครับ เปิดจริง สมัครจริง ไปแล้ว สอบวันที่ 19 เดือนนีแล้วครับผม
เร่งด่วนดูหนังสือ เพราะไม่คิดว่า เขาจะเปิดกันตอนนี้
ใครผ่านมาสนใจไปสอบเป็นเพื่อนกัน ติดตามลายละเอียดได้ที่ Thai Air asia pilot นะครับ

โอ้ย... ไปแล้ววววว
แล้วอะไรเป็นยังไงแบบไหน จะกลับมาเล่าให้ฟังนะครับ
Designer โง่ๆคนนี้ จะได้ขี่นางฟ้า เอ้ย .. ไม่ใช่ ขี่เครื่องบินกับเขาบ้างไหมหนอ....
วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
... ไปทำงาน (จริงๆนะ) ...
แต่หนนี้ไปคนเดียวด้วยแหละ ... Designer บ้านนอกจะต้องขึ้นเครื่องบินคนเดียว เพียงลำพัง ...
คิดแล้วก็อดตื่นเต้น และกลัวว่าตัวเองจะทำขายหน้าห้าแต้มไม่ได้
แต่ยังไงก็สู้ๆครับ เพราะว่าหน้าแตกเป็นประจำจนชินแล้ว 555+ เวลาไปในที่ไม่คุ้นเคยเนี้ย
แล้วจะเก็บภาพมาฝากนะครับบบบ ^___^
วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
... Maetee's Collection ...
และหลังจากผละงานผมก็จบลงด้วยการ ไม่สบาย T__T ไอติดต่อกันมาเกือบอาทิตย์แล้ว
คงเป็นเพราะลงไปคลุกอยู่ที่ห้องสีดูงานตลอดวัน เซ็งครับ ไอตลอด จนเหนื่อยเลย
ได้มีโอกาศแว้บไปดูผลงานตัวเองตอนเป็นบูทแล้วเล็กน้อย เมื่อวานนี้เอง ครับ
สำหรับ Collection นี้ผมได้รับเกียจให้ใช้ชื่อผมเอง เป็นชื่อ Collection เพราะว่าผมออกแบบเองทั้งชุดนั้นคือ Maetee's Collection งานนี้ขายได้ไม่ได้ เต็มๆคนเดียว 5555+
โดยที่มีรุ่นพี่ที่แผนกอีกคนช่วยในการออกแบบตัวบูท ได้อย่างสวยงาม เรียกได้ว่า ไฮโซมากๆ ไปดูกันครับ
ตู้ทีวีตัวนี้เป็นไฮไลท์ของงานครับ เพราะติด Sensomatic ของ G*Grass ระบบไฟฟ้า กดแล้วลิ้นชักจะเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ
งานนี้มีพริทตรี้ด้วย หน้าคุ้นๆ
พริทตรี้บริษัทเราได้มาจากการเกณท์คนในบริษัทกันเองนี้แหละ คัดเอาที่ดีที่สุด 2 คน (ก็มีแค่นั้น)
แต่เจอบูท SCG ข้างๆ เกณท์พริทตรี้มืออาชีพมาลง 15 คน พริทตรี้เราก็จอด ... 555++
งานนี้เห็นจะสู้เขาได้อย่างเดียว คือความหนา .... 555555++
เพราะขนาดวันสุดท้ายก่อนออกบูท เรายังเห็นเธอนั่งกิน "โคขุน" กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ชนิดคุ้มบุฟเฟย์
งานนี้เราจึงไม่ได้มีดีที่ความหนา และหน้าตาอย่างเดียว ข้อมูลเราปึก ... ไม่ต้องเทรน ไม่ต้องอบรม ลงสนามขายของกันได้เลยครับ
เป็นอีกหนึ่งก้าว ในเส้นทางอาชีพ Designer ของผมครับ
ต้องขอบพระคุณเจ้านาย ที่ได้ให้โอกาศ Designer หน้าใหม่คนนี้ แม้ว่าจะต้อง ขุนต้องดันกันมากหน่อย
ดีใจที่ได้ออกแบบครับ ดีใจที่ได้ทำงานนี้ เป็นอีกงานที่ผมรัก ไม่ต่างจากการอยากเป็นนักบิน
Air aisa ยังคงไม่เปิดรับ SP รับแต่ QP ผมก็ยังคงต้องรอต่อไปครับผม เมื่อไรจะได้ขี่ Airbus 320 กับเขาบ้างหนอ ....จะได้พาสาวงามทั้งบูทเราและบูทข้างๆ ไปเที่ยวได้ครบถ้วนทุกคน 5555++
วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553
... งานเทศกาลน้องตุ๊กนานาชาติ ...
ช่วงนี้งานมากมายครับ เพราะจะออกบูทแล้ว ผมก็พยายามที่จะทำงานให้ได้ถูกต้อง และสวยงาม ไม่ให้พลาด
แต่หลายครั้งก็ยังพลาดจนได้ แหะๆ ก็ต้องพัฒนาตัวเองกันต่อไป
แต่ก็ยังอดไม่ได้นะครับ ที่จะดอดไปเที่ยว เนื่องจากว่าไม่มีวันว่างเลย งานนี้ก็เลยขอลางานกันเลยแล้วกัน
เหอๆ
ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีใครได้มีโอกาศไปงาน เทศกาลตุ๊กตานานาชาติ ที่ซีคอนด์สแควร์ บ้างครับ ... ผมเนี้ย ตื่นเต้น กระเหี่ยน กระหือรือ อยากไปเหลือเกิน
เพราะว่าตั้งแต่ทำงานปั้นน้องตุ๊ก BJD นี้มา 3 เดือนกว่าแล้ว ก็ยังไม่ได้มีโอกาศเห็น น้องตุ๊กตัวอื่นๆเลย นอกเหนือจากน้องตุ๊กหญิง ที่สามีเกย์ให้มาเป็นตัวอย่าง
ก่อนหน้านี้ผมมีความรู้เรื่องน้องตุ๊กพวกนี้น้อยมาก ... ก็กะว่า งานนี้มันต้องเจ๋ง มันต้องสุดๆ มันต้องอลังการงานสร้าง เพราะว่าคุณเพื่อนสามีเกย์ ได้โทรมาบอกล่วงหน้า 1 เดือนว่า
งานของมันจะได้แสดงกับเขาด้วย .... ไอ้ผมก็ดีใจ แบบว่าโหย นายเจ๋งหว่ะ แล้วก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องไปดู ไปแล ผลงานของเพื่อน และงานนี้ให้ได้
ถึงขนาดยอมลางานไปเลยทีเดียว .....
แต่แล้ว .... สิ่งที่ผมพบ ... นั้นก็คือ ... T___T
งานอะไรครับเนี้ย ..... มีน้องตุ๊ก BJD อยู่ไม่กี่ตัวเอง ส่วนใหญ่ เป็นน้องบราย และน้องบาร์บี้ เกือบหมด น้องตุ๊กแพงๆ ดีๆ แบบไฮโซๆ ก็ไม่มีเลยอ่ะ .... เฮ้ออออออออ



และนี่ครับ คุณสามีเกย์ คัดเอาท์ ขนาดใหญ่ .... เอ่อ ... ไม่ทราบว่าขยายได้ใหญ่กว่าอีกหรือไม่ครับ อยากจะบอกว่าหน้าเมิงบานมาก ปุ๊เอ้ย ....
เห็นแล้วอดตกใจแทนไม่ได้ แต่มันบอกว่า "กรูตกใจมากกว่าเมิงอีก" 5555+
ในงานก็มีน้องตุ๊กไม่มาก อ่ะครับ รู้สึกไม่จุใจ มีแต่พื้นที่โล่งๆ


เดินวนๆ ดูรอบงานแป๊ปเดียวก็เบื่อ จะวนมากหน่อยก็ตรงน้องตุ๊ก ของท่านเพื่อน ที่ ดึงดูดความสนใจ

งานนี้สามีเกย์ยังคงคอนเซ็บ ... เวอร์ พาวด์ ได้ตลอด ทำสะ .... อยากจะบอกว่า มันเป็นคนที่แปลกมาก เช่น ดู อุลตร้าแมนด์ ไม่ได้ชอบ อุลตร้าแมนด์ เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่วๆไปนะครับ


แต่ท่านเพื่อนชอบ .... สัตว์ประหลาด ... ชอบเอเลี่ยน (ไอดอลประจำตัว) ชอบอะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบกัน ทำให้งานมันส่วนใหญ่จะออกมาในแนว แบบนี้ตลอด
แล้วก็เพราะมันเป็นคนละเอียด งานทุกชิ้นที่ออกมา จะมีลายละเอียด ไม่ได้งานหยาบๆ ที่เน้นองค์ประกอบโดยรวม ตั้งแต่ทำงานส่งอาจารย์ตอนเรียนแล้ว
^^__________^^
หวังว่าปีหน้า อาจจะมีน้องตุ๊กยอดชายที่ผมปั้นมาแสดงบ้างเน้อ คริ คริ
วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553
... ฤดูกาล ...
คงเป็นเพราะหน้าที่การงาน และงานพิเศษที่ดึงเอาเวลาส่วนใหญ่ไปจากชีวิตผม
ผมยังเคยคิดเลยนะว่า หากวันนึงผมไม่มีอะไรทำ ผมคงจะมีเวลามากกว่าคนอื่น ให้หายใจทิ้งไปเฉยๆหลายเท่าตัว
ผมอายุครบ 26 ปีแล้วนะ ไม่รู้ว่าคุณจะเชื่อไหม แต่พอใกล้ๆจะพ้น 25 ชีวิตของผมก็เริ่มจะเข้าที่เข้าทาง
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ถือได้ว่าปวดหัวน้อยลง
ผ่านไป สองเดือนกว่าแล้ว น้องตุ๊ก ยอดชายของผมก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ใกล้จะสมบูรณ์แล้ว จะปวดประสาทหน่อยก็ตรงช่วงข้อต่อต่างๆ
... น้องตุ๊ก หลังจากทำการฮันนิบาลเปิดกระโหลกแล้ว ...

... นี่ โชว์ความแมน ...
ที่อยากจะบอกว่ายากกว่าที่ผมคิดไว้ก่อนหน้ามากมาย ..... แมร่ง ... ยากฉิบหายครับ
ถือว่าค่อนข้างใช้เวลานานกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก จากที่เพื่อนผม ให้ไว้ เดือนครึ่ง ตอนแรกผมคิดในใจว่าอาจจะทำเสร็จก่อน

... ไม่มีหัวน่ากลัวเนอะ ...
ที่ไหนได้ ป๊าดดดดด ... เดือนครึ่งยังไม่ได้ครึ่งตัวเลยครับท่าน

... ก็ยังน่ากลัวเหมือนเดิม ...
วันเกิดปีที่ 26 ปีของผม ผ่านไปเงียบๆ เหมือนวันปรกติทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก นอกจากไปทำบุญ แล้วก็ไปหาไรกินกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก
แต่ก็รู้สึกว่า พอตัวเลขของอายุมันเปลี่ยน เรื่องแย่ๆมันก็ลดลง และบางครั้งก็สำนึกได้ว่าผมยังดีกว่าคนตั้งเยอะตั้งแยะ
ตอนนี้ผมอยากได้ BB จังเลย อ่ะ เหอๆๆๆ อย่าเพิ่งคิดว่าคือ Blackberry นะครับ ... แต่มันคือ BBGun ต่างหากที่ผมอยากได้ 5555+

แต่เอาไว้มีตังเยอะๆก่อนนะ ... ตอนนี้ฝันถึงน้อง BBG ไปก่อน .... แต่มีคนใกล้ตัวบอกมาเหมือนกันว่าจะซื้อมาทำไม ไม่มีประโยชน์ ... แหม ... ก็เขาชอบนิ คริ คริ
แล้วก็ย่างเข้าช่วงเวลานี้ของปี เป็นฤดูกาลที่ Designer กระจอกกระจอก อย่างผม กำลังจะได้มีผลงานเปิดตัว สินค้าชุดใหม่ อีกครั้ง ที่งานบ้านและสวน เมืองทองธานี

งานที่ จะเป็นครั้งแรกที่บริษัทผม ได้แยกตัวสินค้าใหม่ที่ฉีกตลาดออกไป ระดมการออกแบบใหม่หมดจด ตั้งแต่ตัวสินค้า ชุดเปิดตัว และ ตัวบูทที่แสดงเลยครับ
สำหรับใครที่อยากได้เฟอร์นิเจอร์ไฮโซแต่งบ้าน .... ชอบเฟอร์นิเจอร์ ที่ออกแนวร่วมสมัย ... ก็พบกันได้ที่งานนะครับ
งานนี้ ผมออกแบบตั้งแต่สินค้าไปยัน แผ่นพับแจกกันเลยทีเดียว ... นี่ดีว่าถ้าไม่ได้พี่อีกคนออกแบบตัวบูท ผมคงต้องแย่เป็นแน่แท้ทีเดียว
หรือถ้าใครไม่มีเวลาไปเดินเยี่ยมชม ก็รอทัศนารูปภาพได้ที่ Blog ผมได้เลยขอรับ
วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553
... We will never forget ...

We will never forget ...
11 กันยายน เป็นวันก่อนวันคล้ายวันเกิดของผม 1วันและเป็นวันที่ผมเชื่อว่าคนทั้งโลกยังคงจดจำได้ดี เป็นเหตุการณ์ที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา
และผมเชื่อว่ามันจะยังคงอยู่ในใจของทุกคนที่มีชีวิตอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น
9/11
ไม่น่าเชื่อว่า ครั้งนึงในช่วงชีวิตของผม ได้มีโอกาศมีช่วงเวลาที่แสนเศร้าเกิดขึ้นพร้อมๆกับคนทั่วโลกคำถามแรกที่ผมจะถามทุกๆคนเลยก็คือ .... "ณ เวลานั้น พวกคุณอยู่ที่ไหน และทำอะไรกันอยู่ครับ"
19:45 น. ตามเวลาบ้านเรา เครื่องบินโดยสารของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากบอสตันเข้าชนตึกเหนือ (ตึก wtc1 เป็นตึกที่มีเสาอากาศ) ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แล้วฉีกตัวตึกเป็นช่องและเกิดไฟไหม้ ตรงบริเวณชั้นที่90-95

สำหรับผม ณ เวลานั้นผมกำลังนั่งทำการบ้าน นั่งเขียนภาพ ส่งวิชาองค์ประกอบศิลป์ อยู่คนเดียวในบ้านเพราะพ่อแม่ไม่อยู่ผมจำได้ว่า ครั้งแรกที่ภาพข่าวตัดไป ผมงง และไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็นว่ามีเครื่องบินชนตึกเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ได้
ผมเคยเล่าไปแล้ว ว่าอเมริกา เป็นประเทศที่ผมใฝ่ฝันจะได้ไปเหยียบสักครั้ง และตึก world trade center ก็เป็นตึกในฝัน
ที่ผมอยากจะได้มีโอกาศขึ้นไปชมวิว มากพอๆ กับการขึ้นไปที่ช่องศีรษะของเทพีเสรีภาพเลยทีเดียว
ณ เวลานั้น ผมเชื่อว่าหลายคนที่ดูข่าวแรกพร้อมกับผม ก็คงอาจจะคิดเหมือนๆกัน นั้นคือ ... คงเป็นเครื่องบินเล็ก และคงจะเกิดจากความผิดพลาด
ความสูญเสีย อย่างมากมายของผู้คนจำนวนนับพันนี้ ก็เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดมากมาย ในสารคดีของตึก world trade นี้ ช่วง แรกที่เครื่องบินลำแรกพุ่งเข้าชนตึก ผู้คนในตึก 2 ที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร "เพราะไม่ได้ยินเสียง" เนื่องจากตึก world trand เป็นกรุด้วยกระจกทั้งหมด ทำให้มันกั้นเสียงจากภายนอก
แต่หลังจากนั้น ผู้คนในตึก 2 ก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นและพากันอพยพออกจากตึก แต่ทว่า.... เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตึก 2 กลับบอกให้พวกเขากลับขึ้นไปทำงานได้ตามปรกติ เพราะตึก 2 ยังคงปลอดภัย พระเจ้ายอด!!!
ผู้คนมากมายย้อนกลับขึ้นไปบนตึก กลับไปทำงานของตน เพราะ ??? เพราะเชื่อเจ้าหน้าที่ และมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ ตัดสินใจกลับบ้าน หรืออยากรู้อยากเห็นออกมาดูเหตุการณ์ที่ด้านล่างว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเหล่านั้นกลับกลายเป็นผู้รอดชีวิต
จากบทความนึงที่ผมเคยอ่าน เขาบอกว่า กลายเป็นว่าผู้ที่รอดชีวิต ก็คือคน 2 ประเภท
1. พวกไม่เชื่อคำสั่ง2. พวกสอดรู้สอดเห็น
แต่แล้วอีก 18 นาทีต่อมา สิ่งที่คลายข้อกังขาทุกๆอย่างก็เกิดขึ้น ...
20:03 น. เครื่องบินโดยสารของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 จากบอสตันพุ่งเข้าชนตึกใต้ WTC 2 บริเวณชั้นที่75-90

ท่ามกลางสายตานับล้านคู่ ทั้งที่กำลังยืนดูภาพเหตุการณ์สดๆ ณ สถานที่นั้น และผ่านกล้องของสำนักข่าว ต่างๆทั่วโลก หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา

แต่ก็นั้นแหละ แค่เครื่องบินพุ่งชนตึกทั้ง 2 เกิดไฟไหม้ และแน่นอน มันเป็นการก่อการร้ายแน่ๆ แต่ผมคิดว่าใครหลายๆคนก็คงจะคิดเหมือนกันผมว่า ตึกยังคงตั้งอยู่ได้ ไม่นาน ... จะมีคนขึ้นไปดับไฟ และเหตุการณ์ก็คงจะจบลงได้.... ด้วยดี

21:05 น. ตึกใต้ wtc 2 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มยุบลง ท้องถนนปกคลุมด้วยกลุ่มควัน ซึ่งระยะเวลาที่ถูกเครื่องชนจนตึกถล่มคือ1ชั่วโมง โดยประมาณ
เพียง 1 ชั่วโมงต่อจากนั้น ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของคนทั้งโลกสลาย รวมทั้งตัวของผมด้วย
แต่หัวใจของผู้ที่อยู่ ณ สถานที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือผู้อื่น ที่ยืนดูตึกแฝดทั้ง 2 นั้นก็คงจะเจ็บปวดน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในตึก wtc1 ที่ต้องรับรู้ชะตากรรมของตัวเองต่อไปจากนี้แล้ว
และบนตึกนั้นก็มีคนไทย 2 คน ที่ทำงานอยู่บนตึกแฝด wtc1 และไม่สามารถหนีลงมาได้ นั้นคือ
คุณ อรศรี เลียงธนสาร อายุ 26 ปี และคุณ ศรัณยา ศรีนวล อายุ 23 ปี

คุณ Orasri Liangthanasarn ทำงานอยู่ที่ร้านอาหาร Window of the world ที่ชั้น 107 เรื่องราวของเธอ ก็มีหัวเรื่องว่า "Loving her first job" อ่านแล้วก็อดที่จะยิ้มทั้งน้ำตาไม่ได้
และคุณ Saranya Srinuan ทำงานอยู่ที่ชั้น 104 แต่ผมไม่ทราบว่าเธอทำงานอะไรครับ

เท่าที่ผมนั่งไล่หาชื่อของเธอทั้ง 2 ใน legacy.com ผมพบว่ามีผู้คนเอเชีย หลักๆประมาณ 4 ประเทศที่ทำงานอยู่ในตึกและเสียชีวิตในเหตุการนี้เป็นจำนวนมากก็คือ
- จีน
- ญี่ปุ่น
- เกาหลี
- ฟิลิปปินด์
แต่ตอนแรกไม่คิดว่าจะมีคนไทยรวมอยู่ในนั้นด้วย ผมทราบว่ามีสำนักงานราชกาลของไทย และคนไทยที่ทำงานอยู่ในตึกแฝด และรอดออกมาได้ แต่ไม่อยากจะเชื่อว่า .... ที่ข้างบน ก็ยังมีผู้ที่ไม่สามารถลงมาได้
ชาวเอเชียหลายคนที่ผมได้มีโอกาศอ่านเรื่องของพวกเขาผ่าน legacy.com พบว่า มีหญิงสาวคนนึงที่วันนั้นไม่ได้เป็นวันทำงาน แต่เธอต้องไปจัดการงานเล็กๆน้อยๆ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนของเธอ ก็เลยพลอยโชติร้ายไปด้วย
รวมทั้งชายชาวจีนอีกคนที่มา Newyork เป็นครั้งแรก ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้
และกับผู้หญิงอีกคนที่ทำงานเป็นพนักงานประจำเครื่องทำกาแฟ บน window top of the world ลูกของเธอบอกว่า เธอไม่ได้ชอบงานที่เธอทำ แต่เธอชอบสถานที่ๆเธอทำงาน เพราะว่า เธอบอกว่าแค่ได้มองออกไปจากหน้าต่าง และเห็นเมืองนิวยอร์กทั้งเมือง ก็สามารถทำให้เธอสบายใจและยิ้มออกมาได้
คงจะแย่มากๆ ถ้าอยู่ในตึกนั้น และยังไม่สำลักควันหมดสติไปสะก่อน ต้องมานับถอยหลังให้กับชีวิตของตัวเอง
บางคน ก็ตัดสินใจ ปีน และกระโดนลงมา กว่า 200 คนที่ตัดสินใจที่จะจากไปก่อน
หลายๆภาพที่ผมสะสมเก็บไว้ มี 1 ภาพ ที่กินใจผมมากที่สุด คือภาพนี้

คนสองคน จับมือกัน สนิทแน่น เป็นเพื่อนกันจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตของกันและกัน เขาอาจเป็นคนรัก ... หรือเป็นแค่เพื่อนกัน ... แบบนี้นี่เอง ที่เรียกว่าเพื่อนตาย คงจะดี ที่มีอีกคนเป็นเพื่อนกันไปจนสุดทาง
หลายคนเห็นได้ชัดว่า แกรโดดก่อนสิ แล้วฉันจะตาม แล้วเขาก็ตามไปจริงๆ ไม่ได้ละทิ้งสัญญาก่อนที่อีกคนจะนำออกไปก่อน

และหลายชีวิต ที่ตัดสินใจยังคงอยู่ในตึก และปล่อยให้พระเจ้าตัดสิน และต้องพบกับประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

และอีกภาพ ผู้หญิง ที่ยืนอยู่ในช่องโหว่ที่เครื่องบินทิ้งไว้หลังจากพุ่งเข้าชน เธอยังคงมีชีวิตอยู่ ณ เวลานั้น แม้ว่าเครื่องบินลำโตจะพุ้งเข้ามาชน และเกิดการระเบิดกึกก้องไปทั่ว

ผมได้มีโอกาศฟังเทบบันทึกเสียง ของผู้หญิงคนนึงที่ติดอยู่บนตึกแฝด เธอโทรหา 911 เสียงของแอร์โฮสเตส โทรจากบนเครื่องอเมริกันแอร์ไลด์น และ เสียงขอผู้ชายที่คุยกับสำนักงานข่าว พูดโต้ตอบกัน จนวินาทีที่ตึกแรกถล่มลงมา ฟังแล้วอยากจะร้องไห้ครับ
และแล้ว....
21:28 น. ตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ถล่มยุบตัวลงจากด้านบน เกิดฝุ่นอันหนาทึบ และเศษหักพังกระจายไปทั่ว
นั้นคือช่วงเวลาที่ผมอยากให้มันเป็นแค่ฝันไปครับ ... ตึกแฝด ที่มีคนพูดว่าเหมือนกับ 2 สาว พี่น้องที่ยืนหยัดเคียงข้างกันมานานกว่า 30 ปี บัดนี้ได้ล้มหายตายจากไปแล้ว
ใจหายที่ทัศนียภาพของ แมนฮัดตัน นิวยอร์ก ไม่มีตึกแฝดอีกแล้ว นี้ก็ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ผมเชื่อว่าเด็กรุ่นหลัง คงไม่รู้ว่า ครั้งนึงมันเคยมีตึกที่สูงที่สุดในโลก ตึกที่เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหลายคน กลายมาเป็นวิศวกร หรืออะไรที่ใกล้เคียงนั้น อย่างผม อยู่ตรงนั้น
และความจริงอันหน้าใจหาย นั้นคือเด็กรุ่นใหม่ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เคยมีตึกนี้อยู่บนโลก
ในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 2,749 คน
รวมทั้งตำรวจและนักพจญเพลิงผู้กล้าที่อยู่ด้านล่างของตึกแฝดด้วย ถ้ามีใครเคยได้ดูหนังเรื่อง World trade center ตำรวจและนักพจญเพลิง 2 คนในหนังที่รอดชีวิตจากซากตึก world trade center พยายามที่จะให้มีชื่อของพวกเขาอยู่ร่วมกับชื่อของเพื่อนๆทั้งหน่วยที่เสียชีวิต บนแผ่นป้ายอนุสรณ์
ผู้ที่ต้องเสียชีวิตไปในเหตุการณ์นี้แบบไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ยิ่งอ่านเรื่องราวใน legacy.com
มันก็ยิ่งเศร้าใจนะครับ การที่รู้ว่าพวกเขาออกจากบ้านไปทำงาน และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นคนที่คุณรัก บางออฟฟิตเช่น Marsh & Mclennan ที่มีสำนักงานกินพื้นที่ 8 ชั้น ระหว่างชั้น 93 ถึง 100 ตรงตำแหน่งที่เครื่องบินลำแรกพุ่งชน เสียพนักงานในวันนั้นทั้งหมด 295 คน และที่ปรึกษาอีก 60 คน
เรียกได้ว่า ทั้งสาขา
ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์ด้วยกันจะสามารถ ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันได้ขนาดนี้
มีผู้คนมากมายที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ต้องเสียชีวิต และสูญเสียคนที่ตนเองรัก บุคคลในครอบครัว
ลูก ต้องสูญเสียพ่อแม่ และผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องสูญเสียลูก
ไม่มีอะไรชดเชย สิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะผมเชื่อว่าไม่ว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ ตรงพื้นที่ตรงนั้น ก็ไม่สามารถลบความทรงจำของผม หรือใครๆ ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกันกับตึกworld trade center ณ ช่วงเวลาที่ตึกยังคงตั้งอยู่ไปได้
ตึกแฝด จะยังคงอยู่ ในความทรงจำเสมอ และเป็นบาดแผลในใจของเราทุกคน ที่ต้องเล่าขานและจดจำไปอีกนาน

เหมือนที่ชาวนิวยอร์กคนนึง พูดว่า หลังจากเกิดเหตุตึกถล่ม มันจะมีกลิ่น กลิ่นเศษซากปรักหักพัง มันเป็นกลิ่นที่คุณไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต คุณต้องอดทนหายใจเอากลิ่นพวกนี้ ไปเป็นเดือนๆ และคุณจะไม่มีวันลืมกลิ่นนี้ไปได้ ...........

PL. มีทฤษฏี มากมายที่ออกมาค้าน ในเรื่องที่ว่าการถล่มของตึก world trade center อาจเป็นเรื่องแหกตาที่ รัฐบาลอเมริกันอาจสร้างเรื่องขึ้นมาเองเพื่อก่อสงคราม ก็เป็นไปได้ ถ้าว่างๆ เมื่อไร จะเขียนมาให้ได้อ่านกันนะครับ
วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
... Toy Story 3 ...
และไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย .... จนกระทั่ง ปัจจุบัน
เมื่อ 2 วันก่อน ผมได้พบกับเพื่อนของผมคนนี้อีกครั้ง .... หลังจากที่เราไม่ได้พบกัน เกือบ 11 ปี
... Toy story 3 ...

ทำให้ผมได้พบกับเพื่อนๆในวัยเด็กของผมอีกครั้ง
เป็นเหมือนตอนจบที่ทำขึ้นมาล่ำลาตัวละครกับคนดูจริงๆ
ผมคนนึง ที่ชอบการ์ตูนเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นคนชอบเล่นของเล่น จึงรู้สึกอินกับตัวละครต่างๆ และการมีของเล่นสักชิ้น ที่เรารักมาที่สุดในครอบครอง
และวันนี้ กาลเวลาล่วงเลย ของเล่นที่เคยมากมายเต็มตู้ ก็ค่อยๆหายไป ตามกาลเวลา โดยที่ผมไม่ได้ใส่ใจพวกมันมากนั้น
ยกเว้น Lego ของเล่นอย่างเดียวที่ผมรัก และผูกพันกับมันมากที่สุด ผมจำได้ว่าตลอดวัยเด็ก ผมเล่นมันทุกวัน จินตนาการเรื่องราว จับชิ้นนั้นผสมชิ้นนี้ ต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน
และพวกมันก็ค่อยๆ ถูกลืม ทีละเล็ก ทีละน้อย .... จนผมค้นพบว่า เมื่อโตขึ้น เรากลับไม่สามารถเล่นของเล่น ได้อย่างสนุกสนาน เหมือนเมื่อตอนเราเป็นเด็ก
ไม่สามารถนั่งเล่น กับมันได้เป็นชั่วโมงๆ และที่สำคัญ เมื่อคนเราเติบโตขึ้น ..... จินตนการของเราก็จะค่อยๆหดหายไป พร้อมวัยเยาวน์

เมื่อปีที่แล้ว ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ ... Toy story 3 ออก ทีเซอร์โฆษณาโปรโมทตัวแรก ผมจำเป็นที่จะต้องขายพวกมันไป เพื่อนำเงินจำนวนนึงมาช่วยเหลือครอบครัว
ผมดูโปรโมทชิ้นนั้น แล้วผมเข้าใจ มันอย่างท่องแท้ ว่ามันรู้สึกอย่างไร ที่เราต้องขายของเล่นที่เรารักมากที่สุดไป อย่างที่ผมเคยเอ่ยในไดร์ก่อนหน้าบ่อยๆ ว่าผมต้องขายของที่ผมรักไป สิ่งนั้นก็คือของเล่น ของผมนั้นเอง
ตอนแรก ผู้ชายคนที่ตกลงจะซื้อมัน เขาเลือกที่จะซื้อเป็นบางชุด เพราะผมมีบางชุดที่พ่อกับแม่ซื้อมาให้จาก มาเลย์เซีย หรือ สิงค์โปร์ และมันไม่ซ้ำกับที่เขามี แต่ผมก็ตัดสินใจ ขอร้องเขา ... ว่า หากจะซื้อ ก็ขอให้ซื้อมันไปทั้งหมด
เพราะผมรู้สึกว่า อะไรก็ตาม ถ้าหากเราไม่เห็นมันไปเลย ก็คงจะทำใจได้เร็วกว่า และผมก็ตัดสินใจขายมันไป
เพราะผู้ชายคนนั้นเขามี Lego มากมายจริงๆ พวกมันคงจะไม่เหงา เพราะได้อยู่กับเพื่อนๆ ได้ถูกเล่นบ่อยๆ มากกว่าอยู่ในกล่องกระดาษเก่าๆ บนชั้นหนังสือของผม
ช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ทำเอาผมเอง ต้องร้องไห้ออกมา .... เพราะผมจดจำ Lego ทุกชิ้นของผมได้ จดจำได้ว่า ผมมีตัวไหนบ้าง มีชิ้นไหนบ้าง มีอะไรหัก มีอะไรที่ผมใช้ฟันกัด
Andy ก็คงจะเหมือนผม ที่จดจำของเล่นทุกชิ้นของเขาได้ ... ตอนที่ บอนนี่ จะคว้าตัว Woody แล้วเขาชักมือกลับ .... สีหน้าของเขาดูตกใจ และทำให้คนดูมองดูเขาเหมือนเมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ
และ การที่จะยกของเล่นทุกชิ้นให้น้องไป ยกเว้น Woody ก็คงจะทำให้เขา คิดถึงของเล่นที่เหลือทุกตัว และ Woody เอง ก็คงจะเป็นเหมือนกัน
ผมเข้าใจว่า ทำไม Andy ถึงยอมยก Woody ให้ไปด้วย ในนาทีสุดท้าย ......

... และบางครั้งการที่เรารู้ว่า อะไรก็ตามที่เรารัก ได้ไปอยู่กับคนที่จะถนุถนอมรักษา สิ่งที่เรารัก ถึงเราจะเจ็บปวดที่ต้องจากลา .... แต่เราก็จะสามารถรู้ได้เสมอว่า อะไรก็ตามที่เรารักนั้น จะมีความสุข แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับเราก็ตาม ...
คุณเคยดู การ์ตูน เอนิเมชั่นเรื่อง Cars ไหมครับ .... เรื่องนี้พิกซาร์ ก็ทำได้ดีไม่แพ้เรื่องนั้น .... ที่แกนหลักของเรื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าพระเอกจะต้องชนะเสมอไป ความมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทางต่างหาก ที่สำคัญกว่า ...
Toy story 3 นี้เองก็เช่นกัน ... ที่แกนหลักอาจไม่ใช่แค่การให้เด็กๆ รู้จักรักของเล่น ....แต่บอกให้เด็กๆ หรือเด็กโค่งอย่างเราๆ รู้จักแบ่งปันของเล่น กับเด็กคนอื่นๆ
ดูหนังจบเดินออกมาจากโรง ผมรู้สึก ... เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
... BJD ที่รัก ...
รู้ไหมครับว่าลั้ลลาเรื่อง???? (ใครเขาจะรู้ว่ะ)
นั้นคือ ตุ๊กตา BJD
อ่า .... ใครรู้จักยกมือขึ้น ผมต้องยอมรับเลยว่า นี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักตุ๊กตานี้เป็นครั้งแรก เพราะปรกติเราจะรู้จักกันแต่น้องบราย ... แต่อันนี้เทพกว่า ....

... อันนี้เป็นเพียง 1 ยี่ห้อ เทพๆ เท่านั้น ...

เป็นงายยยย ดูจากข้อต่อแล้ว BJD ที่รักของผม กินขาดน้องบราย อยู่หลายขุมกำลัง ... เช่น ลักษณะกายภาพภายนอกที่ สมส่วนถูกต้อง และที่สำคัญ ชนะเลิศ นั่นก็คือการขยับร่างกายได้เหมือนมนุษย์ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์
เดี๋ยว แต่อย่าเพิ่งดูถูกมันไปนะ เพราะว่า .... สนน ราคา มันแพงมาก ตัวเป็นหลักหมื่น
และก็อย่าเพิ่งคิดว่า กระผมจะก๊อปน้องตุ๊ก นะครับ ผมและสามีเกย์เก่า ก็มีจรรยาบรรณพอ เราไม่ก๊อป เราจะทำในแบบของเรา BJD made in thailand ..... 5555555
ตอนนี้ผมมีหน้าที่ปั้นลักษณะของตุ๊กตาขึ้นมาใหม่ สำหรับทำต้นแบบไปหล่อ ครับ .... และ ... ผมก็อาจจะมีแหล่งอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้ผมได้ พอตัว
เพราะตอนนี้เพื่อนผมลาออกจากงานประจำ มาทำน้องตุ๊ก นี้อย่างเต็มตัวทีเดียว
... ใบหน้าน้องตุ๊กชายของผม (น่ากลัวเนอะ) ...
... มุมเอียงเหมือนจะหล่อ ...
... ร่างเต็มตัวจะใหญ่กว่าน้องตุ๊กหญิง นิดนึง ...
ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้การกลับบ้านมานั่งปั้นน้องตุ๊ก ทำให้ชีวิตของผมมีค่า มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเพิ่มขึ้น ตอนนี้อยู่ในช่วงทำลำตัว
ต้องยอมรับครับว่าต้องรื้อฟื้นวิชาปั้นสมัยเรียนปวช. ช่างศิลป กันเยอะทีเดียว เพราะผมไม่ได้ปั้นอะไรมาเกือบ 8 ปีแล้ว นี้เป็นครั้งแรก ในรอบ หลายปี
ส่วนสามีเกย์นั้นก็ทำวิก ทำเสื้อผ้าอาภรณ์กันไป ... ดีใจที่ได้กลับมาทำงานร่วมกันอีก รู้สึกเหมือนผมกับมันได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กๆอีกครั้ง
ส่วนเรื่องอื่นๆ ตอนนี้ ... ผมได้พบกับคนๆนึง ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นอย่างไร แต่เราคงต้องใช่เวลาในการศึกษากันอีกมาก และผมดีใจ ที่ตอนนี้ชีวิตผม เหมือนโงหัว ลุกขึ้นยืนได้ อีกครั้ง
ขอบคุณ กำลังใจจากพ่อกับแม่ และทุกๆกำลังใจที่นี่ครับ ^___^
PL. อ่อ ... มีใครชอบเล่น สะสม หรือสนใจน้องตุ๊ก BJD ติดต่อทิ้งเมลล์ หรือเบอร์โทรไว้ได้นะครับ ...
... สีสันแห่งสายลม ...
ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...