วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

... We will never forget ...






We will never forget ...








11 กันยายน เป็นวันก่อนวันคล้ายวันเกิดของผม 1วันและเป็นวันที่ผมเชื่อว่าคนทั้งโลกยังคงจดจำได้ดี เป็นเหตุการณ์ที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา

และผมเชื่อว่ามันจะยังคงอยู่ในใจของทุกคนที่มีชีวิตอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น



9/11



ไม่น่าเชื่อว่า ครั้งนึงในช่วงชีวิตของผม ได้มีโอกาศมีช่วงเวลาที่แสนเศร้าเกิดขึ้นพร้อมๆกับคนทั่วโลกคำถามแรกที่ผมจะถามทุกๆคนเลยก็คือ .... "ณ เวลานั้น พวกคุณอยู่ที่ไหน และทำอะไรกันอยู่ครับ"





19:45 น. ตามเวลาบ้านเรา เครื่องบินโดยสารของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากบอสตันเข้าชนตึกเหนือ (ตึก wtc1 เป็นตึกที่มีเสาอากาศ) ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แล้วฉีกตัวตึกเป็นช่องและเกิดไฟไหม้ ตรงบริเวณชั้นที่90-95









สำหรับผม ณ เวลานั้นผมกำลังนั่งทำการบ้าน นั่งเขียนภาพ ส่งวิชาองค์ประกอบศิลป์ อยู่คนเดียวในบ้านเพราะพ่อแม่ไม่อยู่ผมจำได้ว่า ครั้งแรกที่ภาพข่าวตัดไป ผมงง และไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็นว่ามีเครื่องบินชนตึกเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ได้




ผมเคยเล่าไปแล้ว ว่าอเมริกา เป็นประเทศที่ผมใฝ่ฝันจะได้ไปเหยียบสักครั้ง และตึก world trade center ก็เป็นตึกในฝัน




ที่ผมอยากจะได้มีโอกาศขึ้นไปชมวิว มากพอๆ กับการขึ้นไปที่ช่องศีรษะของเทพีเสรีภาพเลยทีเดียว
ณ เวลานั้น ผมเชื่อว่าหลายคนที่ดูข่าวแรกพร้อมกับผม ก็คงอาจจะคิดเหมือนๆกัน นั้นคือ ... คงเป็นเครื่องบินเล็ก และคงจะเกิดจากความผิดพลาด



ความสูญเสีย อย่างมากมายของผู้คนจำนวนนับพันนี้ ก็เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดมากมาย ในสารคดีของตึก world trade นี้ ช่วง แรกที่เครื่องบินลำแรกพุ่งเข้าชนตึก ผู้คนในตึก 2 ที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร "เพราะไม่ได้ยินเสียง" เนื่องจากตึก world trand เป็นกรุด้วยกระจกทั้งหมด ทำให้มันกั้นเสียงจากภายนอก




แต่หลังจากนั้น ผู้คนในตึก 2 ก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นและพากันอพยพออกจากตึก แต่ทว่า.... เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตึก 2 กลับบอกให้พวกเขากลับขึ้นไปทำงานได้ตามปรกติ เพราะตึก 2 ยังคงปลอดภัย พระเจ้ายอด!!!




ผู้คนมากมายย้อนกลับขึ้นไปบนตึก กลับไปทำงานของตน เพราะ ??? เพราะเชื่อเจ้าหน้าที่ และมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ ตัดสินใจกลับบ้าน หรืออยากรู้อยากเห็นออกมาดูเหตุการณ์ที่ด้านล่างว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเหล่านั้นกลับกลายเป็นผู้รอดชีวิต




จากบทความนึงที่ผมเคยอ่าน เขาบอกว่า กลายเป็นว่าผู้ที่รอดชีวิต ก็คือคน 2 ประเภท




1. พวกไม่เชื่อคำสั่ง2. พวกสอดรู้สอดเห็น
แต่แล้วอีก 18 นาทีต่อมา สิ่งที่คลายข้อกังขาทุกๆอย่างก็เกิดขึ้น ...




20:03 น. เครื่องบินโดยสารของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 จากบอสตันพุ่งเข้าชนตึกใต้ WTC 2 บริเวณชั้นที่75-90















ท่ามกลางสายตานับล้านคู่ ทั้งที่กำลังยืนดูภาพเหตุการณ์สดๆ ณ สถานที่นั้น และผ่านกล้องของสำนักข่าว ต่างๆทั่วโลก หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา

















แต่ก็นั้นแหละ แค่เครื่องบินพุ่งชนตึกทั้ง 2 เกิดไฟไหม้ และแน่นอน มันเป็นการก่อการร้ายแน่ๆ แต่ผมคิดว่าใครหลายๆคนก็คงจะคิดเหมือนกันผมว่า ตึกยังคงตั้งอยู่ได้ ไม่นาน ... จะมีคนขึ้นไปดับไฟ และเหตุการณ์ก็คงจะจบลงได้.... ด้วยดี













21:05 น. ตึกใต้ wtc 2 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มยุบลง ท้องถนนปกคลุมด้วยกลุ่มควัน ซึ่งระยะเวลาที่ถูกเครื่องชนจนตึกถล่มคือ1ชั่วโมง โดยประมาณ


เพียง 1 ชั่วโมงต่อจากนั้น ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของคนทั้งโลกสลาย รวมทั้งตัวของผมด้วย


แต่หัวใจของผู้ที่อยู่ ณ สถานที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือผู้อื่น ที่ยืนดูตึกแฝดทั้ง 2 นั้นก็คงจะเจ็บปวดน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในตึก wtc1 ที่ต้องรับรู้ชะตากรรมของตัวเองต่อไปจากนี้แล้ว


และบนตึกนั้นก็มีคนไทย 2 คน ที่ทำงานอยู่บนตึกแฝด wtc1 และไม่สามารถหนีลงมาได้ นั้นคือ
คุณ อรศรี เลียงธนสาร อายุ 26 ปี และคุณ ศรัณยา ศรีนวล อายุ 23 ปี








คุณ Orasri Liangthanasarn ทำงานอยู่ที่ร้านอาหาร Window of the world ที่ชั้น 107 เรื่องราวของเธอ ก็มีหัวเรื่องว่า "Loving her first job" อ่านแล้วก็อดที่จะยิ้มทั้งน้ำตาไม่ได้
และคุณ Saranya Srinuan ทำงานอยู่ที่ชั้น 104 แต่ผมไม่ทราบว่าเธอทำงานอะไรครับ


















เท่าที่ผมนั่งไล่หาชื่อของเธอทั้ง 2 ใน legacy.com ผมพบว่ามีผู้คนเอเชีย หลักๆประมาณ 4 ประเทศที่ทำงานอยู่ในตึกและเสียชีวิตในเหตุการนี้เป็นจำนวนมากก็คือ


- จีน

- ญี่ปุ่น

- เกาหลี

- ฟิลิปปินด์



แต่ตอนแรกไม่คิดว่าจะมีคนไทยรวมอยู่ในนั้นด้วย ผมทราบว่ามีสำนักงานราชกาลของไทย และคนไทยที่ทำงานอยู่ในตึกแฝด และรอดออกมาได้ แต่ไม่อยากจะเชื่อว่า .... ที่ข้างบน ก็ยังมีผู้ที่ไม่สามารถลงมาได้


ชาวเอเชียหลายคนที่ผมได้มีโอกาศอ่านเรื่องของพวกเขาผ่าน legacy.com พบว่า มีหญิงสาวคนนึงที่วันนั้นไม่ได้เป็นวันทำงาน แต่เธอต้องไปจัดการงานเล็กๆน้อยๆ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนของเธอ ก็เลยพลอยโชติร้ายไปด้วย


รวมทั้งชายชาวจีนอีกคนที่มา Newyork เป็นครั้งแรก ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้


และกับผู้หญิงอีกคนที่ทำงานเป็นพนักงานประจำเครื่องทำกาแฟ บน window top of the world ลูกของเธอบอกว่า เธอไม่ได้ชอบงานที่เธอทำ แต่เธอชอบสถานที่ๆเธอทำงาน เพราะว่า เธอบอกว่าแค่ได้มองออกไปจากหน้าต่าง และเห็นเมืองนิวยอร์กทั้งเมือง ก็สามารถทำให้เธอสบายใจและยิ้มออกมาได้


คงจะแย่มากๆ ถ้าอยู่ในตึกนั้น และยังไม่สำลักควันหมดสติไปสะก่อน ต้องมานับถอยหลังให้กับชีวิตของตัวเอง








บางคน ก็ตัดสินใจ ปีน และกระโดนลงมา กว่า 200 คนที่ตัดสินใจที่จะจากไปก่อน
หลายๆภาพที่ผมสะสมเก็บไว้ มี 1 ภาพ ที่กินใจผมมากที่สุด คือภาพนี้









คนสองคน จับมือกัน สนิทแน่น เป็นเพื่อนกันจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตของกันและกัน เขาอาจเป็นคนรัก ... หรือเป็นแค่เพื่อนกัน ... แบบนี้นี่เอง ที่เรียกว่าเพื่อนตาย คงจะดี ที่มีอีกคนเป็นเพื่อนกันไปจนสุดทาง
หลายคนเห็นได้ชัดว่า แกรโดดก่อนสิ แล้วฉันจะตาม แล้วเขาก็ตามไปจริงๆ ไม่ได้ละทิ้งสัญญาก่อนที่อีกคนจะนำออกไปก่อน









และหลายชีวิต ที่ตัดสินใจยังคงอยู่ในตึก และปล่อยให้พระเจ้าตัดสิน และต้องพบกับประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก








และอีกภาพ ผู้หญิง ที่ยืนอยู่ในช่องโหว่ที่เครื่องบินทิ้งไว้หลังจากพุ่งเข้าชน เธอยังคงมีชีวิตอยู่ ณ เวลานั้น แม้ว่าเครื่องบินลำโตจะพุ้งเข้ามาชน และเกิดการระเบิดกึกก้องไปทั่ว







ผมได้มีโอกาศฟังเทบบันทึกเสียง ของผู้หญิงคนนึงที่ติดอยู่บนตึกแฝด เธอโทรหา 911 เสียงของแอร์โฮสเตส โทรจากบนเครื่องอเมริกันแอร์ไลด์น และ เสียงขอผู้ชายที่คุยกับสำนักงานข่าว พูดโต้ตอบกัน จนวินาทีที่ตึกแรกถล่มลงมา ฟังแล้วอยากจะร้องไห้ครับ

และแล้ว....

21:28 น. ตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ถล่มยุบตัวลงจากด้านบน เกิดฝุ่นอันหนาทึบ และเศษหักพังกระจายไปทั่ว

นั้นคือช่วงเวลาที่ผมอยากให้มันเป็นแค่ฝันไปครับ ... ตึกแฝด ที่มีคนพูดว่าเหมือนกับ 2 สาว พี่น้องที่ยืนหยัดเคียงข้างกันมานานกว่า 30 ปี บัดนี้ได้ล้มหายตายจากไปแล้ว

ใจหายที่ทัศนียภาพของ แมนฮัดตัน นิวยอร์ก ไม่มีตึกแฝดอีกแล้ว นี้ก็ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ผมเชื่อว่าเด็กรุ่นหลัง คงไม่รู้ว่า ครั้งนึงมันเคยมีตึกที่สูงที่สุดในโลก ตึกที่เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหลายคน กลายมาเป็นวิศวกร หรืออะไรที่ใกล้เคียงนั้น อย่างผม อยู่ตรงนั้น

และความจริงอันหน้าใจหาย นั้นคือเด็กรุ่นใหม่ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เคยมีตึกนี้อยู่บนโลก

ในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 2,749 คน
รวมทั้งตำรวจและนักพจญเพลิงผู้กล้าที่อยู่ด้านล่างของตึกแฝดด้วย ถ้ามีใครเคยได้ดูหนังเรื่อง World trade center ตำรวจและนักพจญเพลิง 2 คนในหนังที่รอดชีวิตจากซากตึก world trade center พยายามที่จะให้มีชื่อของพวกเขาอยู่ร่วมกับชื่อของเพื่อนๆทั้งหน่วยที่เสียชีวิต บนแผ่นป้ายอนุสรณ์

ผู้ที่ต้องเสียชีวิตไปในเหตุการณ์นี้แบบไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ยิ่งอ่านเรื่องราวใน legacy.com
มันก็ยิ่งเศร้าใจนะครับ การที่รู้ว่าพวกเขาออกจากบ้านไปทำงาน และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นคนที่คุณรัก บางออฟฟิตเช่น Marsh & Mclennan ที่มีสำนักงานกินพื้นที่ 8 ชั้น ระหว่างชั้น 93 ถึง 100 ตรงตำแหน่งที่เครื่องบินลำแรกพุ่งชน เสียพนักงานในวันนั้นทั้งหมด 295 คน และที่ปรึกษาอีก 60 คน

เรียกได้ว่า ทั้งสาขา

ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์ด้วยกันจะสามารถ ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันได้ขนาดนี้
มีผู้คนมากมายที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ต้องเสียชีวิต และสูญเสียคนที่ตนเองรัก บุคคลในครอบครัว

ลูก ต้องสูญเสียพ่อแม่ และผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องสูญเสียลูก

ไม่มีอะไรชดเชย สิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะผมเชื่อว่าไม่ว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ ตรงพื้นที่ตรงนั้น ก็ไม่สามารถลบความทรงจำของผม หรือใครๆ ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกันกับตึกworld trade center ณ ช่วงเวลาที่ตึกยังคงตั้งอยู่ไปได้

ตึกแฝด จะยังคงอยู่ ในความทรงจำเสมอ และเป็นบาดแผลในใจของเราทุกคน ที่ต้องเล่าขานและจดจำไปอีกนาน







เหมือนที่ชาวนิวยอร์กคนนึง พูดว่า หลังจากเกิดเหตุตึกถล่ม มันจะมีกลิ่น กลิ่นเศษซากปรักหักพัง มันเป็นกลิ่นที่คุณไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต คุณต้องอดทนหายใจเอากลิ่นพวกนี้ ไปเป็นเดือนๆ และคุณจะไม่มีวันลืมกลิ่นนี้ไปได้ ...........








PL. มีทฤษฏี มากมายที่ออกมาค้าน ในเรื่องที่ว่าการถล่มของตึก world trade center อาจเป็นเรื่องแหกตาที่ รัฐบาลอเมริกันอาจสร้างเรื่องขึ้นมาเองเพื่อก่อสงคราม ก็เป็นไปได้ ถ้าว่างๆ เมื่อไร จะเขียนมาให้ได้อ่านกันนะครับ





2 ความคิดเห็น:

24 : จุดเริ่มต้นของเรื่องมหัศจรรย์ กล่าวว่า...

ผมจำไม่ได้ว่าตอนนั้นผมกำลังทำอะไร..

แต่ตอนนี้ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้น

ก็รู้สึกว่า

พวกเรา พวกมนุษย์ตัวเล็กๆ

ใช้ชีวิตอยู่บนหนทางทำลาย มากกว่าสร้างสรรค์

เฮ้อ

Tar la la กล่าวว่า...

อ่านแล้วสะท้อนสิ่งใกล้ ๆ ตัว
หลาย ๆชีวิตที่ต้องมาสูญเสียและเดือดร้อน
กับการกระทำที่เกิดขึ้นในประเทศเรา
ความสูญเสียในเรื่องของจิตใจ.. ไม่ต่างกัน

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...