วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

... สำคัญที่ทัศนคติ ...

ช่วงนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังมีความรัก

งง อ่ะดิ ไม่ได้มีความรักจริงๆหรอกครับ แต่มันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวของผมเอง ทำให้รู้สึกมีพลัง เหมือนตอนที่กำลังมีความรัก

ผมก็ไม่ยักรู้มาก่อนว่า คนเราสามารถสร้างความรู้สึกแบบนี้ได้ด้วยตนเอง ... โดยไม่จำเป็นแม้แต่จะต้องมีคนมาเป็นแรงบันดาลใจ

แม่ผมเคยพูดเสมอ ว่า ... ตัวเราเองคือเพื่อนที่ดีที่สุด ตอนนี้เองอาจจะไม่ถูกสะทีเดียว ต้องขอบคุณเพื่อนๆ เก่าๆ ที่กลับมาในชีวิตอีกครั้ง

และทำให้ผม รู้สึกว่า .... ชีวิตผมมีค่า และเราไม่จำเป็นต้องแขวนตัวเองเพื่อรอคอยสิ่งเพียงสิ่งเดียว ตัวเราเองสามารถมีชีวิต และทำอะไรก็ได้ ที่ต้องการ เพื่อตัวเราเอง

ให้เราได้มีความสุข และมีความหวังสำหรับวันต่อๆไป

วันนี้เพื่อนสนิทของผมที่ทำงานลาออกไปแล้ว มันทำให้ผมรู้สึกแย่ แต่ก็โอเคนะ ผมรับได้ คนเราก็ต้องการที่จะออกไปหาความเจริญความก้าวหน้ากันทั้งนั้น ผมก็ได้แต่บอกตัวเองว่า

สักวัน มันจะเป็นวันที่ผมจะได้ออกไปพบกับสิ่งดีๆ เหมือนกัน

คุณเคยมีเพื่อนสนิทไหมครับ เพื่อนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานแค่ไหน ผมหงอกหรือตีนกาบนหน้าเราจะเยอะขึ้นเท่าไร มิตรภาพของความเป็นเพื่อนก็ยังคงอยู่

ผมมีเพื่อนแบบนั้นหลายคนเลยหละ ไม่ถึง 10 คน และไม่ถึง 5 คนด้วยซ้ำ แต่คุณรู้ไหมว่า มันมากมายจริงๆสำหรับผม

มันไม่จำเป็นจะต้องบอกรัก แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังคงอยู่ แม้เราอาจทำไม่ดีต่อกัน แต่เราก็ยังกลับมาเป็นเพื่อนกัน กินข้าว พูดคุยกันได้อย่างสนิทใจ

สนิทใจจริงๆนะครับ มันทำให้ผมค้นพบว่า ... มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาได้เลย

"เพื่อน"

เพื่อนนี้ก็คงจะเป็นส่วนนึงมั่งครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกมีพลัง อย่างที่เป็น และมีความสุขมากขึ้นเป็นกิโลเลย

บางครั้งถ้าทำเป็นไม่สนใจความทุกข์บ้างสักพัก มันก็ทำให้เราสร้างกำลังใจใหม่ๆขึ้นมาได้

ตอนนี้ผมบอกได้ว่า ผมมีความสุข มันอาจไม่ได้มาจากเงินทองมากมาย เสื้อผ้าราคาแพง หรือความสำเร็จในหน้าที่การงาน

แต่ความสุขของผมตอนนี้ มันมาจาก ห้องที่สะอาดขึ้น รองเท้าที่ผมขัดเอง เสื้อผ้าที่ถูกรีดเรียบทั้งตู้ หัวกบาลใหม่ และอะไรหลายๆอย่างที่ผมกำลังจะเปลี่ยนแปลงมัน

มีรูปปลากรอบมาอัพเดทให้ดูฮะ ....555+ Before and After

Before






After





ยังไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไร แต่ผมต้องพยายามอีก เป็นตัวเองไม่ work ลองเป็นคนอื่นสักพัก (เจ้ากรรมนายเวรอาจงง สับสน และอโหสิกรรมให้ก็ได้) ชีวิตอาจจะดีขึ้น ....


ถึงคุณนกน้อยหลงทาง .... ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนรวมความฝัน และเพื่อนร่วมสายงานอาชีพนะครับ ผมก็เป็น นักออกแบบเหมือนกัน มีชีวิตเน่าๆเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่

สิ่งที่ผมแบกอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ผมก่อขึ้น และครอบครัวผม ก็ไม่สามารถซัพพอตท์ผมได้ ถ้าผมอยากจะขอถอนตัว .... แต่ ... เรามาร่วมต่อสู้ไปด้วยกันได้นะครับ สู้ๆครั

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

... Dream ...

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา หลังจากที่กลับมาบ้านและเปิดคอมเล่นเรื่อยๆเปื่อยยังที่เคยทำ ผมเข้าไปใน Blog ของคู่รักคู่นึง แล้วก็พบกับโฆษณาชิ้นนี้



... "Dream" ranger ของ TC Bank Tawian ...

ได้ดูแล้วก็จุกครับ อาจเป็นเพราะมันตรงกับความรู้สึกช่วงนี้ของผม

ประกาศผลของ Air asia ทำเอาผมหัวเราะไม่ออกไปหลายวัน ผมอาจจะหัวเราะ และทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ลึกๆแล้วผมก็อดที่จะเสียใจไม่ได้

ตอนนี้ผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองเสมอว่า ผมได้ทำเต็มที่แล้ว สำหรับครั้งแรก และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ... ผมจะพยายามให้มากขึ้นอีก

ถ้าหากเส้นทางอาชีพนี้ มันสงวนไว้สำหรับคนอื่น ที่ไม่ใช่ผม ผมก็จะยอมรับมัน แต่ถ้ามันยังพอมีหนทาง ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า ก็จะมุ่งหน้าไป จนกว่ามันจะไม่มีหนทางให้เดินไปอีก


คนเรามักมีคำถามว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไร" ผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นสักหน่อยตรงที่ ผมรู้จักตัวเองเสมอ ว่าผมต้องการอะไร

ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้แค่ใกล้เคียงบ้าง ผมก็สามารถทำได้ตลอดมา


หนนี้ เป็นอีกครั้งที่สำคัญในชีวิตของผม ที่ผมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมจะต้องเข้มแข็งกว่านี้

สักวันมันจะต้องเป็นวันของผม


บางครั้งการที่ผมได้เหลียวหันกลับไปมอง คน 2 คนที่รักผมมากที่สุดในโลก และคน 2 คนนี้ ก็แก่ตัวลงอย่างหน้าใจหาย


ผมอาจเคยคิดว่า ผมติดคุก อยู่ในชีวิตของตัวเอง บางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมเองต่างหาก ที่ไม่เคยพยายามที่จะออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ผมติดอยู่


ผมอาจมีความสุขได้มากกว่านี้ กับชีวิตในทุกๆวันของผม ถ้าผมได้ทำอะไรที่ผมอยากจะทำ หรือเริ่มทำอะไรใหม่ๆ


ภาระหน้าที่ต่างๆอาจเหมือนเสื้อกันฝนตัวหนา ที่ชุ่มไปด้วยน้ำและมีน้ำหนักมาก แรกเริ่มเราอาจจะไม่สามารถแม้แต่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนได้ ... เราอาจเจ็บปวดทรมาน หรือไม่มีความสุข กับสิ่งที่ได้รับ แต่มันก็มีอยู่แค่ 2 ทางเลือก

ทางเลือกแรก ... ไม่ขยับตัว หรือขยับตัวให้น้อยที่สุด เราอาจจะไม่เจ็บปวด หรือเจ็บปวดน้อยลง แต่น้ำหนักนั้นก็ยังจะคงอยู่กับเราเท่าเดิม แถมท้าย เราก็ยังไม่ได้ไปไหนเลยอีกต่างหาก ได้แต่อยู่ตรงนั้น

ทางเลือกที่สอง ... พยายามอย่างที่สุด ที่จะลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินออกไป พร้อมน้ำหนักนั้น ... และวันนึง ร่างกายของเราก็จะเคยชินกับน้ำหนัก เราจะแข็งแรงขึ้น .. และก้าวเดินต่อไปได้


ผมหวังว่าสักวันผมจะพร้อมสำหรับการก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

... เปลี่ยนแปลง ...

ช่วงนี้ไม่รู้อะไรเข้าฝันครับ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกอย่างนั้น

แต่ที่แน่ๆตอนนี้ ผมอยากปรับเปลี่ยนตัวของผมเองมากๆ อยากจะเปลี่ยนทั้งท่าทาง หน้าตา ไปจนถึงนิสัย


ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะอะไรอ่ะนะ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เริ่มทำไปบ้างแล้ว


เดิม ...

ผมเป็นทอมหน้าตาธรรมดา ไม่เคยตัดผมสั้นๆ ไม่เจาะหู ไม่แต่งตัว ไม่ดูแลตัวเอง นิสัยปัญญาอ่อน ยอมคน ขี้ใจน้อยและวุ่นวายอยู่แต่เรื่องความรัก

สิ่งที่ผมอยากเปลี่ยน ...

บุคคลิก ... ผมอยากเปลี่ยนตัวเอง ทำตัวเองให้กลับไปเฟรสชี่ เหมือนเมื่อครั้ง 18 อีกครั้ง ผมเลิกใส่แว่นตาแล้ว หันมาใส่คอนแทค ผมเจาะหู ทั้งๆที่เมื่อก่อนกลัวเจ็บมาก เริ่มแต่งตัวบ้าง นิดนึง กำลังวางแผนว่าจะไปตัดผมสั้นๆ อย่างที่อยากทำ และที่สำคัญ ผมกำลังจะดัดฟันครับ 555++ ผมมีปัญหาฟันเหยิน ฟันเก ฟันซ้อน และใบหน้าผิดรูป เป็นทุนเดิม ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำสักที

นิสัย ... ผมไม่แคร์คนมากขึ้น สนใจตัวเองมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในที่ทำงาน ผมขวานผ่าซากมากกว่าจะเกรงใจแบบเมื่อก่อน มีไร พูดออกมาไม่เก็บไว้อีกต่อไป อะไรที่เหลือบ่ากว่าแรง ผมจะ.. ไม่ทำ ไม่สน ช่างแม่ง

ชีวิต ... คือสิ่งเดียวที่ผมคิดว่า เมื่อผมเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนไป เปลี่ยนวิถีทางการดำเนินชีวิต สักวันผมจะเปลี่ยนมันได้

ตอนนี้ผมพยายามหางานเพิ่มขึ้น หารายได้เพิ่มขึ้น ... ลองดูครับ สักที

และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ผมจะไม่ใช่ เม คนเดิมอีก เมื่อผมอายุ ครบ 28 ปี

บางครั้งมันก็แค่เหมือนผมรู้สึกว่า ชีวิตมันผ่านไปวันๆ โดยที่ผมรู้สึกว่า ผมยังไม่ได้อยากทำอะไรที่อยากทำเลย แล้วผมก็ยังคงเป็นไอ้เด็กช่างฝันคนเดิม แต่แค่อายุมากขึ้น

และวันนี้ ผมอยากบอกว่าผมรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ผมได้ลงมือทำแล้ว .... ชีวิตผมจากนี้ จะเปลี่ยนไป

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

... Yes or No สักวันนึงเธอจะกล้าพอ ...

Yes or No อยากรักก็รักเลย





มันจะช้าไปไหมหนอ ถ้าผมจะเพิ่งมาพูดถึงหนังเรื่องนี้

หนังธรรมดาๆเรื่องนึงที่จะถูกจัดอันดับขึ้นเป็นหนังประจำชนชาติ ทอมดี้ เลส ของเรา

555555++

เพิ่งได้มีโอกาศดูครับ คงต้องขอโทษทางทีมงานด้วย เพราะว่าได้ดูหนังเรื่องนี้จากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิเท่าไร ชอบมากกกกกกกกก ครับ พี่เอาใจผมไปเลยดีกว่า (รู้สึกเสียดายมากที่พลาดไปดูในโรง)

จริงๆก็หมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะไปดู แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ดู เพราะติดสอบนักบิน แล้วช่วงนั้นในสมองก็มีแต่เรื่องสอบๆๆๆ

ทำให้กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์เข้าไปแล้ว ส่วนผลการสอบนักบินของผม กับสายการบินใจดีสีแดงแห่งนี้ ... ผลประกาศแล้วครับ T__T

ไม่ผ่านเกณท์ เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียน Air asia เฮ้ออออ.... สู้ต่อไปครับ สักวันคงได้บิน


ว่าแต่ เราพูดกันถึงเรื่องหนังไม่ใช่หรอ ม่ะ เข้าเรื่องดีก่า

ผมว่าใครหลายๆคนที่ได้มีโอกาศเข้ามาอ่าน ก็คงจะพอรู้จักหนังเรื่องนี้ เคยดู หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้โครงเรื่องคร่าวๆ

เพราะมันเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องง่ายๆ แบบเดาได้สไตร์หนังรักใสๆ อยู่แล้ว ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้ ว่าสุดท้ายพระเอกนางเอกต้องได้รักกัน

แต่ส่วนใหญ่ที่ผู้คนตีตั๋วเข้าไปชม หรือพยายามกระเสือกกระสนหาดูหนังเรื่องนี้ทีหลังอย่างผม

ต้องอยากรู้ เพียงแค่ เรื่องราวมันจะเป็นยังไงนะ ซับซ่อน ซ่อนเงื่อนยังไง กว่าเขาจะรักกันได้

หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย ถามว่าจริงอยู่ที่เรื่องราวมันไม่ได้ซับซ่อนมาก ไม่ต้องมีสายชนวนระเบิดมาให้ตัดเพื่อกู้โลก แต่หนังเน้นมาก ในเรื่องของความรู้สึกที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น

ผมชอบตรงที่หนังไม่ได้วางโครงเรื่องโง่ๆมาให้ "คิม" เป็นทอมมาตั้งแต่ต้น แต่ทำให้เป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง แต่ยังไม่ค้นพบตัวเองเท่านั้น




ผมว่าตรงนั้นเป็นจุดที่น่ารักมากๆ ของหนัง .... ทำให้มันช่วยลดทอนภาพลักษณ์ของโปสเตอร์หนังที่ ชี้ชวนชมว่า เป็นหนังทอมดี้ ให้กลายเป็นว่า เลสก็เข้าไปดูได้ โดยที่ไม่รู้สึกต่อต้านมากนัก

แต่งานนี้ผมเชื่อว่า จำนวนผู้ชาย ที่ตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คงมีจำนวนที่นับหัวได้

หลายมุขที่ผมอ่านในบทวิจารณ์ของหลายๆคนที่ว่าไม่อินกับ ... "เรื่องผีเสื้อในท้อง" ผมเห็นด้วยนะ 555+ แว้บแรกที่ได้ยินจาก ทีเซอร์ตัวอย่าง รู้สึกแบบ .... เอ่อ ... แป๊กมาก ... หลังจากที่ดูหนัง ช่วงที่พระนางนอนคุยกัน ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่




ว่ามันแป๊ก ... แต่ ... พอมันนำไปสู่ฉากแอบบอกรักของคิมกับพาย ตรงม้านั่งในสวน มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้องคิมจริงๆ มันจริงมาก ไม่เฟค และก็รู้สึกถึงความรักที่คิมมีให้กับพาย

ฉากนั้นทำเอาผมอดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้

และอีกเรื่องที่ผู้คนวิจารณ์กันมาก นั้นก็คือเรื่องของการแสดงของ น้องติ๊นา เป็น "คิม" ผมว่าแอ๊คติ้งเรื่องดวงตา กับท่าทาง ยกให้เต็ม 10 เลย 55555+ เป็นทอมในอุดมคติมากๆ เสียนิดนึง ในเรื่องของการแสดงออกเรื่องของการพูดจา

จริงๆมันก็ดีนะครับ แต่ถ้าน้องเขาจะทำให้มันดูเป็นธรรมชาติอีกนิด ผมว่า คงเยี้ยม แต่ สำหรับเรื่องแรก คงต้องยอมรับ ว่าผ่านครับ ^__^ น้องเขาทำได้ดีทีเดียว

สำหรับน้องออม ที่เล่นเป็น "พาย" นั้น โอ้ย ... น่ารัก ได้ใจผมไปเลยครับ หน้าตาท่าทาง พูดจา ทุกสิ่งอัน .... ชนะเลิศครับ เป็นผู้ดี้ในอุดมคติอีกเช่นกัน




แล้วก็น้องดิว ที่เป็น "เจน" ก็ต้องยกนิ้วให้เช่นกัน แต่เพียงว่าพอมาเจอกับน้องออมปั๊ป ความสวยของเธอก็ลดลงอย่างประหลาด

งานนี้จริงๆมันก็ดีนะครับ เป็นหนังรักใสๆ ถึงใสมาก มีแต่ด้านดี ของคนหน้าตาดีมาเจอกันจริงๆ เพียงแต่ว่า สำหรับในความเป็นจริง จะมีสักกี่คนที่โชติดีแบบ "คิม"

ผมว่าคงน้อยจนนับจำนวนหัวได้ ที่ครอบครัวฝ่ายหญิงที่แอนตี้เรื่องทอมดี้มากๆ จะยอมให้ลูกสาวตัวเองที่มีผู้ชายโคตรดีพร้อมแต่งอยู่แล้ว มาทำอะไรแบบนี้

โดยรวมผมว่าตัวหนังค่อนข้างทำได้ดี แต่จริงๆแล้วหนังแนวนี้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ น่าจะมาจากบท ตัวบทของหนังเรื่องนี้ ดีนะครับ เห็นว่าดัดแปลงมาจากหนังสือ (ผมเองก็ยังไม่เคยอ่าน)

แต่มันมีจุดด้อยเหมือนกับหนังตลาดๆหลายๆเรื่อง นั้นคือ ... การหลงลืมบทบาทของตัวละครเสริม ที่จะทำให้ไม่รู้สึกว่าโลกนั้นมีเพียงแค่ "คิมกับพาย" แค่สองคน เหมือนเช่นรักแห่งสยามทำได้ ... นั้นคือ

เพราะชีวิตคนเราไม่ได้พุ่งเป้าได้แค่เพียงสิ่งใดสิ่งนึง มันประกอบไปด้วยครอบครัว และสภาพแวดล้อม ถ้าทำให้เพื่อนที่เดินมาตบหัวเจน มีบทมากกว่านั้น ผมว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจมาก แล้วก็ตัวพ่อของคิมด้วย

บทพี่อินทร์ หรือแม้แต่บทของพี่แวน และเจน หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนเส้นตรงที่วิ่งจากจุด A ไปจุด B เท่านั้น เนื้อเรื่องวิ่งไปตามลำดับ จริงๆก็ผ่านนะครับ

แต่ถ้าหากมันจะซับซ่อนกว่านี้อีกนิด คงจะดีเยี้ยมเลย





ผมชอบนะ ... ผมว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นค่ายหนังหน้าใหม่ สถานที่ถ่ายทำ มุมกล้อง การตัดต่อ หรืออะไรต่างๆอาจจะไม่เฟอร์เฟ็คร์ เท่าหนังรักใสๆ ของค่ายใหญ่ๆ อย่างสิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก

แต่ผมเห็นด้วยกับหลายท่านว่า Yes or No ก็สามารถขึ้นไปยืนข้างๆ กับหนังเรื่องนั้นๆได้ อย่างภาคภูมิ

หนังเรื่องนี้หลายคนมองว่ามันมี สองแง่ ผมเห็นด้วยนะ ที่ว่า มันบอกได้ว่า คนรักเพศเดียวกันมันไม่ได้แย่อย่างที่หญิงชาย ปรกติเข้าใจนะ มันสวยงาม และความรักของ หญิงรักหญิงอย่างเราๆ มันก็เริ่มต้นขึ้นได้ด้วยสิ่งดีๆของคนสองคนที่มีให้กัน

ไม่ใช่แค่ความรักฉาบฉวย หรือ แฟชั่น

อ่า ... คำว่าแฟชั่น นี้แหละครับที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดนโจมตีในเรื่องของว่า หากหนังกล่าวถึงเรื่อง หญิงรักหญิงแต่ในด้านดีโคตรๆ ใสเวอร์ขนาด จะมีเด็กๆ

อีกมากมายที่แห่กันมาเป็นทอมดี้ เพียงเพื่อแฟชั่น ...??? อย่างผมที่เป็นทอมมาแต่เกิด บางทีเห็นเด็กๆ สมัยนี้แล้วก็อดจะถอนใจไม่ได้

เพราะพวกเด็กๆจะรู้จักตัวเองดีพอไหมหนอ ถึงได้กล้าที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนแบบนั้น

งานนี้อาจมีเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง ... แต่ ผมว่าส่วนดีของหนังเรื่องนี้ก็น่าจะมีมากกว่า อย่างน้อย ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง พ่อแม่ เขาก็จะได้เข้าใจลูกๆของพวกเขามากขึ้น

และทอมน้อย และดี้น้อยๆ รุ่นต่อๆไป ก็อาจจะไม่ได้ต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบที่ผมเคยเจอ ตอนที่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผมกับแม่ของผม

ก้าวแต่ละก้าวของชาวเราบนสังคมไทย ผมว่ามันอาจจะยากเย็นสักหน่อย แต่ผมว่าเราก็กำลังก้าวไปได้ดี

หนังเรื่องนี้ได้ใจผมไปแบบเต็มๆครับ ^___^






PL.ผมอาจไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนัง แต่ผมสัญญานะครับ ว่าจะรอซื้อ DVD ลิขสิทธิ์ถูกต้องครับ
ว่าแต่มีแบบบรูเรย์ม่ะครับพี่ 5555 + (ถึงขึ้นนั้น เครี่องเล่นยังไม่มีเลย)

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...