สวัสดีครับ
ช่วงนี้ก็ค่อนข้างยุ่งหน่อย เพราะว่ามีอะไรที่ต้องทำมากมาย รู้สึกว่าชีวิตสับสน อลม่านที่สุด หลัง
จากที่ทำเรื่องซื้อบ้านผ่านแล้ว บ้านทาว์นเฮ้า มือ 2 ที่ผมซื้อมานี้ มีสภาพกลางเก่ากลางใหม่ เจ้า
ของบ้านเดิม เขาทำไว้บ้าง แต่ก็ยังมีอะไรอีกมากที่ต้องทำเพิ่มเติม ก่อนที่ผมและครอบครัวจะย้าย
เข้า ค่อนข้างยุ่งยากมากครับที่จะ เดินสายไฟใหม่ทั้งหลัง ทำห้องน้ำใหม่ ทาสีใหม่ เป็นอะไรที่
ต้องใช้แรงการแรงใจ และแรงเงินที่หนักเอาการ
ขนาดตัวผมเองที่เป็น interior designer ทำงานโดยตรงกับเรื่องพวกนี้ แต่พอมาทำบ้านตัวเอง ก็
ถึงกับกุมขมับ หน้ามืดตาลายเข้าให้ไปหลายตลบ เพราะต้องออกแบบเอง เลือกวัสดุเอง คำนวน
จำนวนสิ่งของที่ต้องใช้ ซื้อของเอง และที่ยากสุดคือการควบคุมค่าใช้จ่าย
ซึ่งทำให้รู้ว่ามันต่างจากการทำบ้านให้กับลูกค้าไกลโขอยู่ ที่บางอย่างเราไม่ต้องรับรู้ เพราะว่าเราโยน
งานให้กับคนอื่นได้ แต่นี่ไม่ เราคนเดียว พ่อกับแม่ผมก็มีหน้าที่แค่ไปเปิดบ้าน และยืนดู 5555555
มีร่วมตัดสินใจบ้าง กับบางอย่างที่เป็นส่วนที่เป็นพื้นที่อาณาเขตของเขา นอกนั้นตัวผมเองก็ต้องรับภาระ
ในทุกๆเรื่อง ซึ่งก็นรกแตกเอาการอยู่
ตอนนี้ผมรู้สึกว่าชีวิตเดินทางมาไกลมาก จากจุดที่ผมเคยอยู่ ครอบครัวของเราไม่เคยมีแผนสำรอง
เราใช้ชีวิตไปข้างหน้าเรื่อยๆ วันต่อวัน ผมรู้สึกว่าชีวิตผม เหมือนคนที่กำลังว่ายน้ำจากฝั่งนึงไปอีก
ฝั่งนึง โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิต หรือช่วยเหลือโดยใครเลย ว่ายไปเรื่อยๆ และตอนนี้ผมรู้สึกว่าการ
ว่ายไปให้ถึงอีกฝั่งเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการว่ายน้ำย้อนกลับไปทางเดิม เพราะไม่เคยเผื่อแรงเอาไว้
สำหรับว่ายกลับ
ชีวิตเราทุกๆคนก็คงจะเป็นแบบนี้ เวลามันไหลไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไม่มีทางที่เราจะย้อนกลับไปแก้ไข
สิ่งที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ได้แต่ตั้งใจเอาไว้ ว่าจะทำสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ดีที่สุด
ทุกอย่าง มันมีช่วงเวลาของตัวมัน ตอนนี้ผมเชื่ออย่างนั้น ผมเดินทางมาถึงช่วงอายุ ที่เข้าใจสิ่ง
ต่างๆรอบๆตัว ด้วยความจริง มองเห็นมันตามความเป็นจริง ซึ่งต่างออกไปก่อนหน้าที่ ที่ผมมอง
ทุกอย่างในมุมที่ผมอยากจะมองมันเท่านั้น
การยอมรับ และเข้าใจ เรียนรู้กับสิ่งที่มันเกิดกับเรา ทั้งสิ่งที่ควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้
แต่......
มันก็มีความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผมในช่วงนี้ ซึ่งค่อนข้างจะตรงกันข้าม กับความรู้สึกด้านบน
ที่ บางจังหวะก็สงบ บางจังหวะก็พลุ่งพล่านไปด้วยความรู้สึก ตั้งแต่ผมมีบ้าน มันเหมือนผมไม่
เคยคาดหวังกับมันมาก่อน แล้วเมื่อมันเป็นจริง ผมรู้สึกว่าอะไรๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในชีวิต
ของผม
มันเหมือนผมมีบางสิ่งที่เก็บซ่อนเอาไว้ในใจลึกมากๆ สิ่งที่ผมรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นความจริง แต่ผม
กลับรู้สึกตลอดเวลาตอนนี้ ว่าบางที .... บางที มันอาจจะมีโอกาศเกิดขึ้นได้กับผม
มันเหมือนผมยังไม่สามารถตัดมันขาดออกจากความรู้สึกได้จริงๆ และยังคงรู้สึกลึกๆ ว่าผมอาจ
จะได้รับโอกาศ .... สักครั้ง
ผมจึงตัดสินใจ ว่าจะตั้งใจกับมันอีกสักครั้ง ผมไม่รู้ว่าผมกำลังคิดอะไร หรือหวังอะไรอยู่ เพียง
แต่ผมรู้สึกว่าช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาสำหรับผม มันช่างว่างเปล่าเหลือเกิน และไม่ว่าจะอะไร หรือ
ทำยังไง มันก็ไม่สามารถจะทดแทนความรู้สึกแรงกล้านั้นได้จริงๆ
ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบสิ่งที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้หรอกนะครับ ผมชอบชีวิตผมตอนนี้ค่อนข้างมากทีเดียว
ผมภูมิใจกับชีวิตของผม แต่มันเหมือนบางอย่าง ในความรู้สึกลึกๆของผม มันยังติดค้าง กับบาง
สิ่งอยู่
ไม่รู้สินะครับ มันอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ ผมก็อาจจะดำเนินชีวิตอย่างที่เป็นอยู่นี้ไป มันก็มี
ความสุขดี แต่ ...... อาจจะ บางที ไม่รู้สิ ทำไมผมถึงรู้สึกแบบนี้ก็ไม่รู้ บางทีมันอาจจะหายไป
เองก็ได้
แต่คุณเคยรู้สึกกับบางสิ่งไหมครับ ว่ามันเป็นของคุณ ว่าสิ่งนั้นมันคือคุณจริงๆ และคุณไม่
สามารถสลัดความคิดนั้นออกจากหัวใจของคุณได้ มันเป็นสิ่งที่เล่า หรือบ่นให้ใครฟังไมได้จริงๆนะ
นอกจากกับตัวคุณเองเท่านั้น
มันเหมือนเสียง ที่ดังก้องอยู่ในใจของคุณ ดังมากจนคุณอยากจะเอามืออุดหู เหมือนแรงขับ
เคลื่อน เหมือนพลังพิเศษ ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงนะ แต่ผมรู้สึกดีเป็นบ้า ที่ได้กลับมาหมกหมุ่น
กับมันอีกครั้ง
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
... Past event ...
สวัสดีครับ
หายหน้าหายตาผ่านไปนานเลย คือจริงๆมันก็มีเรื่องที่ตั้งใจอยากจะเขียนก่อนหน้า บันทึกไว้เป็นความทรงจำเยอะเหมือนกัน แต่ว่า ... ช่วงที่ผ่านมากลับมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าเกิดขึ้น
จนผมเองรู้สึกว่าอยากจะเก็บไว้ก่อน เก็บเอาไว้ เขียนทีเดียว ถ้าหากสิ่งๆนั้นประสบความสำเร็จ
งั้นเริ่มเรื่องแรกก่อนล่ะกัน (อันนี้ดีใจกลางๆ แต่ปลื้มใจ และประทับใจสุดๆ)
เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาศไปดูคอนเสิทเป็นครั้งแรกในชีวิตครับ เป็นเหมือนความใฝ่ฝันอย่างนึง ว่าฉันอยากมีโอกาศได้ทำมัน สักครั้ง ได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์
เป็นเวลานานมากนะครับ จากความรู้สึกชื่นชอบ ชื่นชมเมื่อวัยเด็ก จนแม้แต่ตัวเราเอง ก็ลืมไปแล้ว ว่า ณ ช่วงเวลานั้นเรารู้สึกอย่างไร แต่ Boyzone สามารถพาผมกลับไปสู่ความรู้สึกตอนนั้นได้อีกครั้ง
เนื่องจากว่าตั้งแต่เด็ก หาได้ยากยิ่งที่จะได้พบเพื่อนที่ฟังเพลงสากล เหมือนกัน จึงมักเป็นผมคนเดียวที่มีปฏิกริยา เหมือนได้ยิน หรือเห็นภาพของ Boyzone เพราะฉะนั้นการจะไปดูคอนครั้งนี้ จึงต้องการหาเพื่อนผู้คลั่งลัทธิ ไปด้วย แต่หลังจากการสำรวจแล้ว ก็ได้ผู้โชคดีนั้นก็คือ "แอ้"
หลังจากที่บิ้วอยู่ประมาณ นาทีครึ่ง แอ้ก็ตอบตกลงไปอย่างรวดเร็ว 55555555+ แอ้อาจไม่ใช่นักฟังเพลงสากลตัวยง แต่แอ้เป็นเพื่อนประเภทที่ พาไปเฮไหนเฮนั้นได้อย่างดีมากกก
และแล้วเย็นวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม เราสองคนก็ไปยืนมึนๆงงอยู่ที่หน้า อิมแพ็ท อารีน่าเมืองทอง จำได้ว่าวันนั้น มีงาน อาหารโลก หรืออะไรสักอย่างที่ชาร์เลนเจอร์ คนจึงเยอะมาก
อากง อาม่า ลูกเล็กเด็กแดง แต่.... ปัญหาหลักของเราคือ ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าวันนี้มีคอนเสิท Boyzone ไม่มีป้ายไฟ ป้ายผ้า ไม่มีตัวหนังสือ แล้วแถมตรงบริเวณ อารีนน่า ก็ยังร้างผู้คน ...........!!!!!!!!
เราสองคนยังแอบขำอยู่ในใจว่า เราแก่กันเกินไปแล้วหรืออย่างไร พากันเดิน ตัดสนามเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้ค่อยใจชื้น ว่าเออ มันมีงานนะว้อย 5555555555 มีซุ้มให้ถ่ายรูปอยู่ เหงาๆ ประปราย พร้อมกับผู้คนที่อายุอานามไม่ต่ำกว่า 25 ปีแน่นอน แถวๆนั้นอยู่ไม่กี่ 10 คน
แต่พอเวลาใกล้ๆ 2 ทุ่ม ที่ประตูจะเปิดให้เข้า ผู้คนก็ทะยอยมาหนาตามากขึ้น เดินกันมาช้าๆ ไม่รีบเร่ง ไม่มีเด็กวัยรุ่น ไม่มีป้ายไฟ ไม่มีเสียงกรีดกราด มีแต่วัยกลางคนล้วนๆ 555555+
ซึ่งจริงๆผมเองก็รู้สึกว่ามันโอเคนะ ไม่วุ่นวาย เงียบๆ สงบๆ เหมือนงานเลี้ยงรุ่น หลังจากเข้าไปนั่งเสียว กับความสูงอยู่ไม่นาน ก็ได้เวลาการแสดง
คือ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึก ณ ขณะนั้นออกมายังไง ว่ามันคือดีงาม มันประทับใจ เพราะผมไม่เคยดูคอนมาก่อนในชีวิต กับความรู้สึกที่เราได้เห็นนักร้องที่เราชอบ ที่เราเคยได้เห็นเขาแค่แต่ในหนังสือ ในทีวี ได้ยินแต่เสียง แต่ตอนนี้มายืนเต้นๆ ตัวเล็กๆอยู่ตรงโน่น ได้ใกล้กัน ในระยะที่สายตามองเห็น ได้ยินเสียงที่เราจำได้
และหลายครั้งที่เผลอมองจอ แล้วนึกขึ้นได้ ว่าเรามาดูคอน มองอีตัวเล็กๆที่เต้นๆอยู่นั่นสิ ถึงจะถูก 555555555
ป๋าโรแนน เสียงดีมาก ร้องได้แน่น เสียงไม่มีตก ตลอดคอนเสิท แม้จะไม่ค่อยเต้นกันเท่าไร 5555 (แอบแก่) แต่ทำให้รู้สึกว่า สามาชิกในวงทุกคนเด่นกว่าแต่ก่อน ที่ในความรู้สึกว่า จะชอบแต่ ป๋า คนเดียว แต่ตอนนี้ ทุกๆคนเท่มาก เท่าๆกันทุกคนเลย ทั้งเชน ทั้ง ไมกี้ โดยเฉพาะ คีท รู้สึกว่า ตอนนี้โคตรหล่อ เท่มาก เมื่อก่อนทำตาปูดๆ หน้าบานๆ ทำผมแปลกๆ ตอนนี้สิ อร้ายยยยย กรีดสาวแตก
แล้วที่สำคัญ ขาดไม่ได้เลย คือ สตีโว้ ผมรู้สึกได้เลยว่าสมาชิกทุกคนของ boyzone ไม่เคยลืมสตีโว้เลย แถมยังทำให้รู้สึก
ว่าสตีโว้ยังอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา สม่ำเสมอ ยังคงพูดถึง ให้ความสำคัญ และระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันเป็นอะไร
ที่เยี่ยมมากๆ ประทับใจน้ำตาไหล ปรบมือรัวๆ
สุดท้ายที่จะขาดไปเสียไม่ได้เลย สำหรับคอนเสิท ที่จะต้องหลอกคนดูว่า คอนจบแล้วนะย่ะ ไปล่ะ บะบาย ไอ้เราก็แอบนึกในใจ พวกแกรยังไม่ได้ร้องเพลง Love me for a reason ที่เป็นเพลง ของแกรเลย จะรีบไปไหน ..... ผู้คนก็พากันทะยอยเดินออกสะงั้นอ่ะ เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ จบจริงอ่ะ
แต่แล้วไฟก็สว่าง เสียงเพลงก็ดังขึ้นอีก พร้อมกับ 2 เพลงสุดท้ายที่รอคอย คือ Love me for a reason กับ Life is rollercoaster ซึ่งก็ฟินกันไป ทั้งผมทั้งแอ้ 5555555 งานนี้ที่จะขอบคุณสำหรับผมก็คือแอ้นะ เพราะตลอดคอนเสิท ผมทั้งร้องทั้งเต้น คืออิน สนุกไปกับคอนตลอด ไม่ได้สนใจมีกระใจจะถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอเก็บเอาไว้เล้ย ในมือถือนี่คือไม่มีรูปตอนคอนสักใบ แต่เพื่อนแอ้นี่ นางถ่ายตลอดศก ทั้งภาพนิ่ง ทั้งวีดิโอ (ฉันรักแกรเหลือเกิน)
จบจากงานคอน เกือบ 2 ชั่วโมงออกมา พร้อมผู้คนฝูงใหญ่ ทั้งเหนื่อย ง่วง หิว (ฟินนนน ^^) แต่เราเตรียมตัวมาดีจร้า 555 เดินตัดข้ามถนนไป ก็เข้าสู่เคหะสถาน 5 ดาวได้เลย งานนี้โชคดีมากๆที่ผมได้ราคาห้องที่ โนโวเทลในราคาเบาๆ ต้องขอขอบคุณ agoda มา ณ นี่ แล้วเราก็ทำการตุนของกินไว้มากมายบนห้องก่อนหน้า ทำให้คืนนั้น อิ่มหนำ และหลับไปด้วยความฟิน แสนสุข แอบมโนกับแอ้ว่า Boyzone จะนอนที่เดียวกับเราไหมนะ แต่หลังจากติดตามอินสตาแกรมป๋า ก็พบว่า ป๋า และเพื่อนชาย นอน เอราวัณ ในตัวเมืองโน่น สลายมโนกันไป
งานนี้เรื่องประทับจิตประทับใจจบไป 1 เรื่อง
และอีกงานนึง เป็นสิ่งที่ผมคงต้องบันทึก ลึกๆลงไปในความทรงจำของชีวิตในวัย 30 ปีนี้
ว่าผมกำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านบนดินครั้งแรกในชีวิต
ย้อนไปก่อนหน้านี้ ตอนผมอายุ 25 ปี ช่วงที่ย่ำแย่ที่สุด มันมองไม่ออก นึกไม่ถึงเลยว่าผมจะมามีวันนี้ได้ยังไง วันที่ผมเป็นปึกแผ่น มั่นคงจนสามารถลงหลักปักฐานได้ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมได้นับจำนวนเต็มลบของตัวเอง หมดไปแล้ว ได้มีโอกาศนับ ศูนย์ เมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ เป็นครั้งแรกของชีวิตที่ผมได้นับหนึ่ง สอง และสาม
เริ่มเรื่องเมื่อ 2 เดือนก่อน ตัวของผมเองนั้นมีแผนอยู่แล้วว่าจะซื้อบ้าน บ้านในที่นี่ของผมก็หมายถึง ทาว์นเฮาท์ซักหลังแหละครับ
ไม่ใช่บ้านเดี่ยว 3 ชั้น พื้นที่ 3 ไร่ ราคา 5 ล้าน 5555555 แต่อย่างใด สิ่งที่ผมคิดไว้ ก็คงเป็นทาว์นเฮาท์ราคาไม่แรงมาก มือ 2 ดีๆสักหลัง แต่ถามว่าได้เสาะหาอย่างจริงจังหรือไม่ ก็ไม่อ่ะครับ
จนกระทั่งวันนึง ทาว์นเฮาท์เด็กแวนซ์ สภาพสยองขวัญ ในซอยบ้านเช่าผม ก็ถูกปรับสภาพใหม่ เป็นทาว์น์เฮาท์หลังมุม แสนหน้าอยู่ สะแบบนั้น ในราคาที่ผมสามารถเอื้อมถึง จับต้องได้ และในตอนนั้นเองที่มหากาพย์ การยื่นเรื่องกู้บ้านที่ซับซ้อน ของผมก็เริ่มขึ้น
เพราะว่าในตอนนั้นหลังจากที่ได้มีโอกาศเข้าชมตัวบ้าน และตกลงตัดสินใจว่าจะซื้อแล้วนั้น ผมยังคงติดภาระบางอย่าง และรถที่ผ่อนใกล้จะหมดเต็มที มันจึงต้องใช้เวลาในการเดินเรื่องเพื่อปิดบัญชี พร้อมกับทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งตอนนั้นเจ้าของบ้าน ที่ยังแสร้งว่าใจดีอยู่ไม่ยอมรับมัดจำ และปล่อยให้ผมทำเรื่องได้ตามสบาย
แต่แล้วพอเมื่อเวลาผ่านไป จนถึงช่วงโค้งสุดท้าย ในการขอสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน เจ้าของบ้านก็กลับโทรมาบอกผมว่า เขาขายให้คนอื่นไปแล้ว ...... อ่าว
แต่จะทำยังไงได้หละครับ ในเมื่อเขาไม่ได้เอามัดจำแต่แรก มันก็เป็นสิทธิของเขา ที่จะทำอะไรก็ได้ กับบ้านของเขา ก็เฟลกันไป 1 วันได้ ตอนแรกผมเองก็มีความคิดที่ว่า จะทิ้งเรื่องที่ทำไปสะเลย อีกสัก 6 เดือนปีนึงโน่น ถึงจะเริ่มมองหาบ้านอีกสักครั้ง แต่แล้วบางอย่าง ก็ทำให้ผมเปิดเวบขายดี ไปเรื่อยๆจำได้ว่าเปิดตั้งแต่ 8 โมง จน 11 โมงกว่า ในขณะที่หาจนถอดใจ แล้วคิดริ ที่จะไปซื้อบ้านใหม่ที่ราคาสูงกว่ามาก ก็ไปเจอเข้ากับของดีหายากเข้าโดยบังเอิญ 5555555+
ได้สถานที่ๆเคยอยู่ ราคาจับต้องได้แน่นอน และที่สำคัญ เจ้าของบ้าน คือดี ดีจริงๆ ต้องยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ถึงความใจดี มีเมตตาของเจ้าของบ้านทั้งสอง เพราะว่าในละแวกนั้นผมเคยเสาะหาหลายครั้ง แต่ก็พบว่าราคาค่อนข้างแรง เกินที่ผมจะเอื้อมถึง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมถึงมาพบกับบ้านหลังนี้ ที่ราคาเบากว่ามาก
ก็ทำให้ตอนนี้สามารถที่จะซื้อบ้านได้เป็นที่สำเร็จ มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดดีนะครับ ผมรู้สึกเหมือนผมสอบนักบินได้เลย ยังไงยังงั้น มันเป็นความรู้สึกพองโตในหัวใจของเรา มันเป็นความดีใจที่ทำให้น้ำตาไหลออกมา ผมเคยคิดว่า ผมคงไม่มีวันทำได้ มันยากมาก สำหรับคนธรรมดาๆสักคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง ที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตติดตัวมาเลย
ก่อนหน้านี้ผมเคยคาดหวัง ว่าการสอบนักบินจะทำให้ชีวิตผมดีขึ้น ผมเคยฝากความหวังไว้กับมันว่ามันคงจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผมมีบ้าน มีครอบครัวที่สมบูรณ์
แต่ ณ วันนี้ผมสามารถทำมันได้ แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นนักบินอย่างที่เคยคาดหวังเอาไว้ ผมเพิ่งรู้ว่ามันให้ความรู้สึกเยี่ยมยอดได้ เหมือนกันเลย
มันเป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นแม่ ร้องไห้ด้วยความสุข ประโยคที่แม่พูดว่า "ขอบใจนะ สำหรับทุกอย่างที่ทำให้" แล้วแม่ก็ร้องไห้ ผมเคยทำให้แม่ร้องไห้ เพราะความไม่ดีของผม ทำให้แม่ทุกข์ใจ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่แม่ร้องไห้ เพราะมีความสุข ร้องไห้ไปด้วย ยิ้มไปด้วย มันจะเป็นความทรงจำที่อยู่ในหัวใจของผมตลอดไป
ช่วงเวลานี้ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของผมจริงๆนะ ช่วงเวลาที่ยิ้มได้ ที่ได้หัวเราะออกมาดังๆ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะได้มีโอกาศมีวันดีๆแบบนี้ นานเหลือเกินกับความทุกข์ยาก นานเหลือเกินกับพายุฝนที่ไม่เคยหยุด
แต่ตอนนี้มันหยุดแล้ว และเป็นครั้งแรก ที่ผมได้สัมผัสคำว่า "ฟ้าหลังฝน" มันเป็นอย่างนี้ การเติบโต มันเป็นอย่างนี้
ถึงมันจะนานมาก 18 ปี จากวันนั้น วันที่ผมไม่เหลืออะไรเลย เหมือนการวิ่งมาราธอนอันแสนไกล วันนี้ ผมเอาทุกอย่างกลับมาให้พ่อกับแม่แล้วครับ
หายหน้าหายตาผ่านไปนานเลย คือจริงๆมันก็มีเรื่องที่ตั้งใจอยากจะเขียนก่อนหน้า บันทึกไว้เป็นความทรงจำเยอะเหมือนกัน แต่ว่า ... ช่วงที่ผ่านมากลับมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าเกิดขึ้น
จนผมเองรู้สึกว่าอยากจะเก็บไว้ก่อน เก็บเอาไว้ เขียนทีเดียว ถ้าหากสิ่งๆนั้นประสบความสำเร็จ
งั้นเริ่มเรื่องแรกก่อนล่ะกัน (อันนี้ดีใจกลางๆ แต่ปลื้มใจ และประทับใจสุดๆ)
เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาศไปดูคอนเสิทเป็นครั้งแรกในชีวิตครับ เป็นเหมือนความใฝ่ฝันอย่างนึง ว่าฉันอยากมีโอกาศได้ทำมัน สักครั้ง ได้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์
เป็นเวลานานมากนะครับ จากความรู้สึกชื่นชอบ ชื่นชมเมื่อวัยเด็ก จนแม้แต่ตัวเราเอง ก็ลืมไปแล้ว ว่า ณ ช่วงเวลานั้นเรารู้สึกอย่างไร แต่ Boyzone สามารถพาผมกลับไปสู่ความรู้สึกตอนนั้นได้อีกครั้ง
เนื่องจากว่าตั้งแต่เด็ก หาได้ยากยิ่งที่จะได้พบเพื่อนที่ฟังเพลงสากล เหมือนกัน จึงมักเป็นผมคนเดียวที่มีปฏิกริยา เหมือนได้ยิน หรือเห็นภาพของ Boyzone เพราะฉะนั้นการจะไปดูคอนครั้งนี้ จึงต้องการหาเพื่อนผู้คลั่งลัทธิ ไปด้วย แต่หลังจากการสำรวจแล้ว ก็ได้ผู้โชคดีนั้นก็คือ "แอ้"
หลังจากที่บิ้วอยู่ประมาณ นาทีครึ่ง แอ้ก็ตอบตกลงไปอย่างรวดเร็ว 55555555+ แอ้อาจไม่ใช่นักฟังเพลงสากลตัวยง แต่แอ้เป็นเพื่อนประเภทที่ พาไปเฮไหนเฮนั้นได้อย่างดีมากกก
และแล้วเย็นวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม เราสองคนก็ไปยืนมึนๆงงอยู่ที่หน้า อิมแพ็ท อารีน่าเมืองทอง จำได้ว่าวันนั้น มีงาน อาหารโลก หรืออะไรสักอย่างที่ชาร์เลนเจอร์ คนจึงเยอะมาก
อากง อาม่า ลูกเล็กเด็กแดง แต่.... ปัญหาหลักของเราคือ ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยว่าวันนี้มีคอนเสิท Boyzone ไม่มีป้ายไฟ ป้ายผ้า ไม่มีตัวหนังสือ แล้วแถมตรงบริเวณ อารีนน่า ก็ยังร้างผู้คน ...........!!!!!!!!
เราสองคนยังแอบขำอยู่ในใจว่า เราแก่กันเกินไปแล้วหรืออย่างไร พากันเดิน ตัดสนามเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้ค่อยใจชื้น ว่าเออ มันมีงานนะว้อย 5555555555 มีซุ้มให้ถ่ายรูปอยู่ เหงาๆ ประปราย พร้อมกับผู้คนที่อายุอานามไม่ต่ำกว่า 25 ปีแน่นอน แถวๆนั้นอยู่ไม่กี่ 10 คน
แต่พอเวลาใกล้ๆ 2 ทุ่ม ที่ประตูจะเปิดให้เข้า ผู้คนก็ทะยอยมาหนาตามากขึ้น เดินกันมาช้าๆ ไม่รีบเร่ง ไม่มีเด็กวัยรุ่น ไม่มีป้ายไฟ ไม่มีเสียงกรีดกราด มีแต่วัยกลางคนล้วนๆ 555555+
ซึ่งจริงๆผมเองก็รู้สึกว่ามันโอเคนะ ไม่วุ่นวาย เงียบๆ สงบๆ เหมือนงานเลี้ยงรุ่น หลังจากเข้าไปนั่งเสียว กับความสูงอยู่ไม่นาน ก็ได้เวลาการแสดง
คือ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึก ณ ขณะนั้นออกมายังไง ว่ามันคือดีงาม มันประทับใจ เพราะผมไม่เคยดูคอนมาก่อนในชีวิต กับความรู้สึกที่เราได้เห็นนักร้องที่เราชอบ ที่เราเคยได้เห็นเขาแค่แต่ในหนังสือ ในทีวี ได้ยินแต่เสียง แต่ตอนนี้มายืนเต้นๆ ตัวเล็กๆอยู่ตรงโน่น ได้ใกล้กัน ในระยะที่สายตามองเห็น ได้ยินเสียงที่เราจำได้
และหลายครั้งที่เผลอมองจอ แล้วนึกขึ้นได้ ว่าเรามาดูคอน มองอีตัวเล็กๆที่เต้นๆอยู่นั่นสิ ถึงจะถูก 555555555
ป๋าโรแนน เสียงดีมาก ร้องได้แน่น เสียงไม่มีตก ตลอดคอนเสิท แม้จะไม่ค่อยเต้นกันเท่าไร 5555 (แอบแก่) แต่ทำให้รู้สึกว่า สามาชิกในวงทุกคนเด่นกว่าแต่ก่อน ที่ในความรู้สึกว่า จะชอบแต่ ป๋า คนเดียว แต่ตอนนี้ ทุกๆคนเท่มาก เท่าๆกันทุกคนเลย ทั้งเชน ทั้ง ไมกี้ โดยเฉพาะ คีท รู้สึกว่า ตอนนี้โคตรหล่อ เท่มาก เมื่อก่อนทำตาปูดๆ หน้าบานๆ ทำผมแปลกๆ ตอนนี้สิ อร้ายยยยย กรีดสาวแตก
แล้วที่สำคัญ ขาดไม่ได้เลย คือ สตีโว้ ผมรู้สึกได้เลยว่าสมาชิกทุกคนของ boyzone ไม่เคยลืมสตีโว้เลย แถมยังทำให้รู้สึก
ว่าสตีโว้ยังอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา สม่ำเสมอ ยังคงพูดถึง ให้ความสำคัญ และระลึกถึงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันเป็นอะไร
ที่เยี่ยมมากๆ ประทับใจน้ำตาไหล ปรบมือรัวๆ
สุดท้ายที่จะขาดไปเสียไม่ได้เลย สำหรับคอนเสิท ที่จะต้องหลอกคนดูว่า คอนจบแล้วนะย่ะ ไปล่ะ บะบาย ไอ้เราก็แอบนึกในใจ พวกแกรยังไม่ได้ร้องเพลง Love me for a reason ที่เป็นเพลง ของแกรเลย จะรีบไปไหน ..... ผู้คนก็พากันทะยอยเดินออกสะงั้นอ่ะ เฮ้ยๆ เดี๋ยวๆ จบจริงอ่ะ
แต่แล้วไฟก็สว่าง เสียงเพลงก็ดังขึ้นอีก พร้อมกับ 2 เพลงสุดท้ายที่รอคอย คือ Love me for a reason กับ Life is rollercoaster ซึ่งก็ฟินกันไป ทั้งผมทั้งแอ้ 5555555 งานนี้ที่จะขอบคุณสำหรับผมก็คือแอ้นะ เพราะตลอดคอนเสิท ผมทั้งร้องทั้งเต้น คืออิน สนุกไปกับคอนตลอด ไม่ได้สนใจมีกระใจจะถ่ายรูป ถ่ายวีดิโอเก็บเอาไว้เล้ย ในมือถือนี่คือไม่มีรูปตอนคอนสักใบ แต่เพื่อนแอ้นี่ นางถ่ายตลอดศก ทั้งภาพนิ่ง ทั้งวีดิโอ (ฉันรักแกรเหลือเกิน)
จบจากงานคอน เกือบ 2 ชั่วโมงออกมา พร้อมผู้คนฝูงใหญ่ ทั้งเหนื่อย ง่วง หิว (ฟินนนน ^^) แต่เราเตรียมตัวมาดีจร้า 555 เดินตัดข้ามถนนไป ก็เข้าสู่เคหะสถาน 5 ดาวได้เลย งานนี้โชคดีมากๆที่ผมได้ราคาห้องที่ โนโวเทลในราคาเบาๆ ต้องขอขอบคุณ agoda มา ณ นี่ แล้วเราก็ทำการตุนของกินไว้มากมายบนห้องก่อนหน้า ทำให้คืนนั้น อิ่มหนำ และหลับไปด้วยความฟิน แสนสุข แอบมโนกับแอ้ว่า Boyzone จะนอนที่เดียวกับเราไหมนะ แต่หลังจากติดตามอินสตาแกรมป๋า ก็พบว่า ป๋า และเพื่อนชาย นอน เอราวัณ ในตัวเมืองโน่น สลายมโนกันไป
งานนี้เรื่องประทับจิตประทับใจจบไป 1 เรื่อง
และอีกงานนึง เป็นสิ่งที่ผมคงต้องบันทึก ลึกๆลงไปในความทรงจำของชีวิตในวัย 30 ปีนี้
ว่าผมกำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านบนดินครั้งแรกในชีวิต
ย้อนไปก่อนหน้านี้ ตอนผมอายุ 25 ปี ช่วงที่ย่ำแย่ที่สุด มันมองไม่ออก นึกไม่ถึงเลยว่าผมจะมามีวันนี้ได้ยังไง วันที่ผมเป็นปึกแผ่น มั่นคงจนสามารถลงหลักปักฐานได้ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมได้นับจำนวนเต็มลบของตัวเอง หมดไปแล้ว ได้มีโอกาศนับ ศูนย์ เมื่อปีที่แล้ว และปีนี้ เป็นครั้งแรกของชีวิตที่ผมได้นับหนึ่ง สอง และสาม
เริ่มเรื่องเมื่อ 2 เดือนก่อน ตัวของผมเองนั้นมีแผนอยู่แล้วว่าจะซื้อบ้าน บ้านในที่นี่ของผมก็หมายถึง ทาว์นเฮาท์ซักหลังแหละครับ
ไม่ใช่บ้านเดี่ยว 3 ชั้น พื้นที่ 3 ไร่ ราคา 5 ล้าน 5555555 แต่อย่างใด สิ่งที่ผมคิดไว้ ก็คงเป็นทาว์นเฮาท์ราคาไม่แรงมาก มือ 2 ดีๆสักหลัง แต่ถามว่าได้เสาะหาอย่างจริงจังหรือไม่ ก็ไม่อ่ะครับ
จนกระทั่งวันนึง ทาว์นเฮาท์เด็กแวนซ์ สภาพสยองขวัญ ในซอยบ้านเช่าผม ก็ถูกปรับสภาพใหม่ เป็นทาว์น์เฮาท์หลังมุม แสนหน้าอยู่ สะแบบนั้น ในราคาที่ผมสามารถเอื้อมถึง จับต้องได้ และในตอนนั้นเองที่มหากาพย์ การยื่นเรื่องกู้บ้านที่ซับซ้อน ของผมก็เริ่มขึ้น
เพราะว่าในตอนนั้นหลังจากที่ได้มีโอกาศเข้าชมตัวบ้าน และตกลงตัดสินใจว่าจะซื้อแล้วนั้น ผมยังคงติดภาระบางอย่าง และรถที่ผ่อนใกล้จะหมดเต็มที มันจึงต้องใช้เวลาในการเดินเรื่องเพื่อปิดบัญชี พร้อมกับทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งตอนนั้นเจ้าของบ้าน ที่ยังแสร้งว่าใจดีอยู่ไม่ยอมรับมัดจำ และปล่อยให้ผมทำเรื่องได้ตามสบาย
แต่แล้วพอเมื่อเวลาผ่านไป จนถึงช่วงโค้งสุดท้าย ในการขอสัญญาจะซื้อจะขายบ้าน เจ้าของบ้านก็กลับโทรมาบอกผมว่า เขาขายให้คนอื่นไปแล้ว ...... อ่าว
แต่จะทำยังไงได้หละครับ ในเมื่อเขาไม่ได้เอามัดจำแต่แรก มันก็เป็นสิทธิของเขา ที่จะทำอะไรก็ได้ กับบ้านของเขา ก็เฟลกันไป 1 วันได้ ตอนแรกผมเองก็มีความคิดที่ว่า จะทิ้งเรื่องที่ทำไปสะเลย อีกสัก 6 เดือนปีนึงโน่น ถึงจะเริ่มมองหาบ้านอีกสักครั้ง แต่แล้วบางอย่าง ก็ทำให้ผมเปิดเวบขายดี ไปเรื่อยๆจำได้ว่าเปิดตั้งแต่ 8 โมง จน 11 โมงกว่า ในขณะที่หาจนถอดใจ แล้วคิดริ ที่จะไปซื้อบ้านใหม่ที่ราคาสูงกว่ามาก ก็ไปเจอเข้ากับของดีหายากเข้าโดยบังเอิญ 5555555+
ได้สถานที่ๆเคยอยู่ ราคาจับต้องได้แน่นอน และที่สำคัญ เจ้าของบ้าน คือดี ดีจริงๆ ต้องยกมือพนมขึ้นเหนือหัว ถึงความใจดี มีเมตตาของเจ้าของบ้านทั้งสอง เพราะว่าในละแวกนั้นผมเคยเสาะหาหลายครั้ง แต่ก็พบว่าราคาค่อนข้างแรง เกินที่ผมจะเอื้อมถึง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมถึงมาพบกับบ้านหลังนี้ ที่ราคาเบากว่ามาก
ก็ทำให้ตอนนี้สามารถที่จะซื้อบ้านได้เป็นที่สำเร็จ มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาดดีนะครับ ผมรู้สึกเหมือนผมสอบนักบินได้เลย ยังไงยังงั้น มันเป็นความรู้สึกพองโตในหัวใจของเรา มันเป็นความดีใจที่ทำให้น้ำตาไหลออกมา ผมเคยคิดว่า ผมคงไม่มีวันทำได้ มันยากมาก สำหรับคนธรรมดาๆสักคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถัง ที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตติดตัวมาเลย
ก่อนหน้านี้ผมเคยคาดหวัง ว่าการสอบนักบินจะทำให้ชีวิตผมดีขึ้น ผมเคยฝากความหวังไว้กับมันว่ามันคงจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผมมีบ้าน มีครอบครัวที่สมบูรณ์
แต่ ณ วันนี้ผมสามารถทำมันได้ แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นนักบินอย่างที่เคยคาดหวังเอาไว้ ผมเพิ่งรู้ว่ามันให้ความรู้สึกเยี่ยมยอดได้ เหมือนกันเลย
มันเป็นครั้งแรก ที่ผมเห็นแม่ ร้องไห้ด้วยความสุข ประโยคที่แม่พูดว่า "ขอบใจนะ สำหรับทุกอย่างที่ทำให้" แล้วแม่ก็ร้องไห้ ผมเคยทำให้แม่ร้องไห้ เพราะความไม่ดีของผม ทำให้แม่ทุกข์ใจ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่แม่ร้องไห้ เพราะมีความสุข ร้องไห้ไปด้วย ยิ้มไปด้วย มันจะเป็นความทรงจำที่อยู่ในหัวใจของผมตลอดไป
ช่วงเวลานี้ มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของผมจริงๆนะ ช่วงเวลาที่ยิ้มได้ ที่ได้หัวเราะออกมาดังๆ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะได้มีโอกาศมีวันดีๆแบบนี้ นานเหลือเกินกับความทุกข์ยาก นานเหลือเกินกับพายุฝนที่ไม่เคยหยุด
แต่ตอนนี้มันหยุดแล้ว และเป็นครั้งแรก ที่ผมได้สัมผัสคำว่า "ฟ้าหลังฝน" มันเป็นอย่างนี้ การเติบโต มันเป็นอย่างนี้
ถึงมันจะนานมาก 18 ปี จากวันนั้น วันที่ผมไม่เหลืออะไรเลย เหมือนการวิ่งมาราธอนอันแสนไกล วันนี้ ผมเอาทุกอย่างกลับมาให้พ่อกับแม่แล้วครับ
วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558
... ชีวิต ...
หวัดดีครับ หายกันไปอีกพักนึง ก็มีความรู้สึกตื่นเต้น และตื่นตัน จนอยากเขียนอะไรสักอย่างเก็บเอาไว้
ช่วงนี้ชีวิตก็ดีครับ มันค่อยๆดีขึ้น ไม่มาก ไม่รวดเร็ว แต่ผมเองก็รู้สึกได้ว่ามันดีขึ้น เริ่มต้นจากปีใหม่ รู้สึกได้ถึงว่าอะไรๆมันค่อยๆ เป็นกลุ่มเป็นก้อน และมั่นคงขึ้น รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น ขั้นตอนการทำกระเป๋าหนังที่ผมนั่งนึกมโนอยู่หลายเดือนนั้น
ก็เข้าที่เข้าทางไปกว่า 90% แล้ว ทั้งอุปกรณ์ และจัดเตรียมสถานที่ (ในบ้าน) เหลือเพียงแค่ลองทำเท่านั้น ก็ยังไม่รู้นะครับว่าจะออกมาเป็นยังไง หมู่หรือจ่าก็ต้องลุ้นกันไป ว่าจะออกมาดีไหม เริ่มต้นเรียนรู้เองทั้งหมด อะไรที่ดูภาพเอาว่าง่าย ทำจริงๆก็ไม่ง่ายเท่าไรนะครับ แล้วก็หลายอย่างคิดเองทำเอง ก็ทำให้รู้ว่าปัญหาของการทำคืออะไร ก็ค่อยๆทำไปครับ เก่งๆแล้วก็จะสั่งซื้อหนังจริงๆมาลองทำเป็นเต็มใบแบบจัดเต็มดู
และผู้เป็นเพื่อนคอยอยู่ในทุกอย่างก้าวของผม ก็เหมือนเดิมครับ ได้มีโอกาศเจอปุ๊ ครั้งแรกในรอบหลายเดือน ปุ๊ดูไม่เปลี่ยนไปมากนัก นอกจากผอมลงก็ถือว่ารวมๆ ไม่มีอะไรแย่ลง มันก็บอกว่า ช่วงนี้ก็กลับมาออกกำลังกาย และทำน้ำหนักให้กลับขึ้นมาปรกติ แล้วก็เหมือนเคยเราไม่ได้พูดถึงความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมากนัก ผมเองส่วนตัว อยากถามเหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดถึง เพราะรู้สึกว่าหากเจ้าตัวเขาไม่อยากพูด มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของเราที่จะไปถามซอกแซก ถ้ามันจะเล่า ก็จะเล่าเอง
เช้าวันนั้นก็เดินวงเวียนใหญ่จนปรุครับ อุสาห์แบกเป้ใบเป้งไป กะว่าจะซื้อหนังวัวฟอกฝาดสวยๆ กลับบ้านสักผืน แต่เอาเข้าจริงๆ หนักมากครับ ไม่สามารถที่จะแบกไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะนอกจากตัวหนังที่ม้วนแล้วจะหนักและใหญ่มาก ยังอาจเกิดอาการหักพับ เสียหายได้อีก งานนี้ก็เลยได้แต่ซื้อมัดเศษหนังกลับมาลองฝึกหัดเย็บดูครับ ซึ่งก็โอเคเลยทีเดียว เย็บทิ้งเย็บขว้างได้
วันนั้นก็เป็นวันที่ชีวิตผมดี๊ ดี อีกหนึ่งวัน ได้เจอเพื่อน ได้ไปกินของอร่อยๆ เต็มท้อง ล่ะก็ไปส่งพี่พอลกลับบ้าน และจา พนมลงช่องลิฟท์ เป็นครั้งสุดท้าย ....... มีความสุข อิ่มท้อง อิ่มใจ
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็พยายามครับ ที่จะไม่พาตัวเอง ไปอยู่ในความรู้สึกที่ทำให้วุ่นวายจิตใจ ต้องคอยเตือนสติตัวเองให้ดีตลอด ว่าจะไม่หาเรื่องใส่ตัวอย่างที่ผ่านๆมาอีก ของบางอย่าง เราเพียงแค่มองดูเฉยๆก็พอ ถ้าวันนึงมันจะใช่ มันก็จะใช้ ตอนนี้ผมก็ได้แค่พยายามบอกตัวเองแบบนั้น เรียนรู้มาพอสมควรว่าของบางอย่าง วิ่งเต้นดิ้นรนไปมันก็เท่านั้น ไม่ได้ทำให้เรามีค่าขึ้นมา หรือไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรกับเรามากขึ้น ก่ะเอาเป็นว่า แสดงตัวว่า "กุอยู่ตรงเน้ ... นะ" จบ ครับ
แล้วก็สบายตัว รู้สึกผมไม่ได้เอาใจไปผูกไว้กะใคร ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ทุกข์ร้อน ก็ทำให้ใช้ชีวิตผ่านไปได้
เพราะบางอย่าง ถ้ามีแล้วไม่ดี ไม่มีดีกว่าไหม?
อ่อ .... แล้วก็มีอีกเรื่องที่ชีวิตจิดี ดี๊ ดี นั้นคือ ..... การกลับมารียูเนียน อีกครั้งของ Boyzone ไม่สิ น่าจะ Unclezone กันหมดล่ะ ก่อนหน้านี้สมัยผมเป็นเด็กน้อย ผมชอบฟังเพลงสากลมาก แต่ไหนแต่ไร ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง (ส่วนใหญ่ฟังไม่ออก) แต่ก็ชอบเพราะมันเพราะดี ฟังแล้วไม่รู้สึกเบื่อเหมือนเพลงไทย ผมจึงเป็นเด็กกระแดะมาแต่เด็ก ที่ไม่ฟังเพลงไทยเลย ผมรู้จัก Boyzone มาตั้งแต่หัดฟังเพลงสากลใหม่ๆ เคยคิดเสมอว่าวันนึงทำงานหาเงินได้เอง คงจิได้ไปดูแม่งทุกคอนเสริทเลย แต่เอาเข้าจริงๆ จนป่านนี้ก็ยังไม่เคยไปดูเลยสักคอน
อีพวกบอยแบนด์พวกนี้ตอนดังๆ ก็ไม่เคยจะมา จะมาบ้านเราบ่อยๆก็ตอนที่อ้วนและแก่กันหมดล่ะ แต่ก็เอาหนาาาา 555555 เพื่อสนองตัณหาสมัยเด็ก เป็นฤกษ์ดีที่ ลุงๆ Boyzone จะมาเมืองไทยอีกครั้งในรอบหลายปี จัดไปครับ อย่าให้เสียน้ำใจลุงๆ ไปกรีสสส คุณลุงให้แต๋วแตกกันสักครั้ง
แหม .... พูดแล้วรู้สึกเหมือนตอน 14 จะได้ดูป๋าโรแนน ร้องเพลงหลาวววววว .....
ช่วงนี้ชีวิตก็ดีครับ มันค่อยๆดีขึ้น ไม่มาก ไม่รวดเร็ว แต่ผมเองก็รู้สึกได้ว่ามันดีขึ้น เริ่มต้นจากปีใหม่ รู้สึกได้ถึงว่าอะไรๆมันค่อยๆ เป็นกลุ่มเป็นก้อน และมั่นคงขึ้น รู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น ขั้นตอนการทำกระเป๋าหนังที่ผมนั่งนึกมโนอยู่หลายเดือนนั้น
ก็เข้าที่เข้าทางไปกว่า 90% แล้ว ทั้งอุปกรณ์ และจัดเตรียมสถานที่ (ในบ้าน) เหลือเพียงแค่ลองทำเท่านั้น ก็ยังไม่รู้นะครับว่าจะออกมาเป็นยังไง หมู่หรือจ่าก็ต้องลุ้นกันไป ว่าจะออกมาดีไหม เริ่มต้นเรียนรู้เองทั้งหมด อะไรที่ดูภาพเอาว่าง่าย ทำจริงๆก็ไม่ง่ายเท่าไรนะครับ แล้วก็หลายอย่างคิดเองทำเอง ก็ทำให้รู้ว่าปัญหาของการทำคืออะไร ก็ค่อยๆทำไปครับ เก่งๆแล้วก็จะสั่งซื้อหนังจริงๆมาลองทำเป็นเต็มใบแบบจัดเต็มดู
และผู้เป็นเพื่อนคอยอยู่ในทุกอย่างก้าวของผม ก็เหมือนเดิมครับ ได้มีโอกาศเจอปุ๊ ครั้งแรกในรอบหลายเดือน ปุ๊ดูไม่เปลี่ยนไปมากนัก นอกจากผอมลงก็ถือว่ารวมๆ ไม่มีอะไรแย่ลง มันก็บอกว่า ช่วงนี้ก็กลับมาออกกำลังกาย และทำน้ำหนักให้กลับขึ้นมาปรกติ แล้วก็เหมือนเคยเราไม่ได้พูดถึงความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมากนัก ผมเองส่วนตัว อยากถามเหมือนกัน แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดถึง เพราะรู้สึกว่าหากเจ้าตัวเขาไม่อยากพูด มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของเราที่จะไปถามซอกแซก ถ้ามันจะเล่า ก็จะเล่าเอง
เช้าวันนั้นก็เดินวงเวียนใหญ่จนปรุครับ อุสาห์แบกเป้ใบเป้งไป กะว่าจะซื้อหนังวัวฟอกฝาดสวยๆ กลับบ้านสักผืน แต่เอาเข้าจริงๆ หนักมากครับ ไม่สามารถที่จะแบกไปไหนมาไหนได้สะดวก เพราะนอกจากตัวหนังที่ม้วนแล้วจะหนักและใหญ่มาก ยังอาจเกิดอาการหักพับ เสียหายได้อีก งานนี้ก็เลยได้แต่ซื้อมัดเศษหนังกลับมาลองฝึกหัดเย็บดูครับ ซึ่งก็โอเคเลยทีเดียว เย็บทิ้งเย็บขว้างได้
วันนั้นก็เป็นวันที่ชีวิตผมดี๊ ดี อีกหนึ่งวัน ได้เจอเพื่อน ได้ไปกินของอร่อยๆ เต็มท้อง ล่ะก็ไปส่งพี่พอลกลับบ้าน และจา พนมลงช่องลิฟท์ เป็นครั้งสุดท้าย ....... มีความสุข อิ่มท้อง อิ่มใจ
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็พยายามครับ ที่จะไม่พาตัวเอง ไปอยู่ในความรู้สึกที่ทำให้วุ่นวายจิตใจ ต้องคอยเตือนสติตัวเองให้ดีตลอด ว่าจะไม่หาเรื่องใส่ตัวอย่างที่ผ่านๆมาอีก ของบางอย่าง เราเพียงแค่มองดูเฉยๆก็พอ ถ้าวันนึงมันจะใช่ มันก็จะใช้ ตอนนี้ผมก็ได้แค่พยายามบอกตัวเองแบบนั้น เรียนรู้มาพอสมควรว่าของบางอย่าง วิ่งเต้นดิ้นรนไปมันก็เท่านั้น ไม่ได้ทำให้เรามีค่าขึ้นมา หรือไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไรกับเรามากขึ้น ก่ะเอาเป็นว่า แสดงตัวว่า "กุอยู่ตรงเน้ ... นะ" จบ ครับ
แล้วก็สบายตัว รู้สึกผมไม่ได้เอาใจไปผูกไว้กะใคร ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ทุกข์ร้อน ก็ทำให้ใช้ชีวิตผ่านไปได้
เพราะบางอย่าง ถ้ามีแล้วไม่ดี ไม่มีดีกว่าไหม?
อ่อ .... แล้วก็มีอีกเรื่องที่ชีวิตจิดี ดี๊ ดี นั้นคือ ..... การกลับมารียูเนียน อีกครั้งของ Boyzone ไม่สิ น่าจะ Unclezone กันหมดล่ะ ก่อนหน้านี้สมัยผมเป็นเด็กน้อย ผมชอบฟังเพลงสากลมาก แต่ไหนแต่ไร ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง (ส่วนใหญ่ฟังไม่ออก) แต่ก็ชอบเพราะมันเพราะดี ฟังแล้วไม่รู้สึกเบื่อเหมือนเพลงไทย ผมจึงเป็นเด็กกระแดะมาแต่เด็ก ที่ไม่ฟังเพลงไทยเลย ผมรู้จัก Boyzone มาตั้งแต่หัดฟังเพลงสากลใหม่ๆ เคยคิดเสมอว่าวันนึงทำงานหาเงินได้เอง คงจิได้ไปดูแม่งทุกคอนเสริทเลย แต่เอาเข้าจริงๆ จนป่านนี้ก็ยังไม่เคยไปดูเลยสักคอน
อีพวกบอยแบนด์พวกนี้ตอนดังๆ ก็ไม่เคยจะมา จะมาบ้านเราบ่อยๆก็ตอนที่อ้วนและแก่กันหมดล่ะ แต่ก็เอาหนาาาา 555555 เพื่อสนองตัณหาสมัยเด็ก เป็นฤกษ์ดีที่ ลุงๆ Boyzone จะมาเมืองไทยอีกครั้งในรอบหลายปี จัดไปครับ อย่าให้เสียน้ำใจลุงๆ ไปกรีสสส คุณลุงให้แต๋วแตกกันสักครั้ง
แหม .... พูดแล้วรู้สึกเหมือนตอน 14 จะได้ดูป๋าโรแนน ร้องเพลงหลาวววววว .....
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
... เพื่อนของผม ...
สวัสดีครับ ตอนแรกกะว่าจะทิ้งระยะไปอีกสักพักถึงจะเริ่มเขียนอะไรสักอย่าง เล่าเรื่องชีวิตตัวเอง
ย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมา ที่ผมค้นพบชีวิตในอีกรูปแบบนึง
แต่แล้วเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน ก็มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับผม เรื่องที่ผมไม่คิดมาก่อนว่า
จะเกิดขึ้นกับตัวผมจริงๆ ทำให้ผมอยากเขียนไดร์อารี่เรื่องนี้ขึ้นมา ผมต้องบันทึกเพราะคนๆนี้มี
ความสำคัญกับผมมาก ไม่แพ้คนในครอบครัว เป็นคนๆนึงที่ผมรัก
บางครั้งชีวิตมันก็อาจจะพยายามบอกให้เรารู้ว่าอย่านิ่งนอนใจนะแกร จงเตรียมพร้อมไว้เสมอ
เรื่องนั้นมาจากเพื่อนของผม ในชีวิตนี้ผมมีเพื่อนไม่มากนัก ผมหมายถึงเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ
เพื่อนที่คบหากันด้วยความบริสุทธ์ใจ ไม่เคยคิดร้าย และไม่มีผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง
ถ้าจะนับและคัดเลือกจริงๆผมมีเพื่อนสนิทที่สุดอยู่จำนวน 2 คนถ่วน ถ้าไม่นับเพื่อนประถม
เพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย 2 คนนี้เป็นคนที่รู้ลึกรู้จริงทีวีพูลชีวิตของผมมากที่สุด คนนึงเป็นผู้หญิง
ชื่อแอ้ ส่วนอีกคนเป็นผู้ชาย ชื่อ ปุ๊ แต่ถ้าจะพูดตามความจริงผมจะสนิทกับปุ๊มากกว่า เพราะ
ชอบทำอะไรเหมือนๆกัน เรามีงานอดิเรกและความสนอกสนใจใกล้เคียงกันมาก เราพบกันครั้ง
แรกในโรงเรียนกวดวิชาเตรียมสอบเข้าช่างศิลป จริงๆก็พร้อมๆกับแอ้ด้วย แต่อาจจะเนื่องด้วย
เพราะแอ้จะเป็นคนที่ออกหญิงๆมาก ทำให้ความสนใจของเราต่างกัน
เรา 3 คนสอบเข้าช่างศิลปได้ทุกคน ถูกแยกอยู่กันคนละห้องแต่มันแปลกมากนะครับที่มันไม่ได้
ทำให้สัมพันธ์ของเราลดลงเลย นานวันเข้าเราก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น ผมกับปุ๊ก็เช่นกัน เรามักเลือก
วิชาเรียนเหมือนๆกัน มักนั่งทำงานในพื้นที่ใกล้ๆกัน เจอกันเป็นเมาท์มอย คุยโทรศัพท์กันได้เป็น
ชั่วโมงๆ เกือบทุกวัน วันไหนเลิกเร็วก็มีอันต้องไปดูหนัง กินข้าว ไปเล่นเกมส์ตู้หยอดเหรียญ ยิง
ไดโนเสาร์ ทุกครั้งที่อยู่กับเพื่อนคนนี้ ผมจะมีความสุขมากมาย ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ
เพราะการกินเที่ยวของเราไม่มีอะไรแอบแฝง ผมเลี้ยงข้าวปุ๊ ปุ๊เลี้ยงข้าวผม ไม่เคยเอามานั่งคิด
เล็กคิดน้อย แกรจ่ายน้อยกว่าฉัน ฉันออกมากกว่าแกร
เราสนิทกันมาก ตัวติดกันตลอดเวลา จนคนทั้งวิทยาลัยเข้าใจว่าเป็นแฟนกัน แม้แต่พ่อแม่ของ
ผม ปุ๊เคยมากินข้าวกับที่บ้าน แต่เราก็มิได้แคร์ มิตรภาพที่เรามีให้กันยังคงสม่ำเสมอ
จนกระทั้งวันนึง วันที่ผมยังคงจดจำได้ ปุ๊โทรมาพูดคุยเมาท์มอยกัน เรื่องหนัง หนังสือ อะไร
ต่างๆตามปรกติ แต่วันนี้มันต่างจากทุกวันตรงที่ ปุ๊ลงท้ายว่า "รักนะ"
.................
5555555555555555555555555555555555555555++++
.................
มันเป็นความรู้สึกที่รู้ได้เลยครับ ว่ามันบอกรักผม 5555+ แต่ปัญหามันติดตรงที่ว่า ผมก็รักมัน
นะแต่ไม่ใช่ความรู้สึกแบบคู่รัก บางครั้งตั้งแต่วันนั้นผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันนะ ว่าจะพูดสิ่งนี้
ออกมาเป็นความหมายได้ว่าอย่างไร "ผมรักเขามากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน" เพราะถ้าจะให้
ผมปฏิเสธ มันก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะผมรักเขาจริงๆ เพียงแต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แบบ
อยากกอด อยากจับมือ อยากซั่ม อะไรแถวนั้่น แต่มันเป็นความรู้สึกมีความสุข สบายใจ แค่
คิดว่าจะได้เจอกัน ผมก็สนุกและมีความสุขแล้ว ผมจึงคิดว่านั้นมันก็คงเป็น "ความรัก" ในรูป
แบบนึง และผมยอมรับอย่างซื่อตรงว่า "รัก"
ผมไม่รู้ว่าตัวปุ๊เองคิดอะไรอยู่ในช่วงนั้น แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เรายังคงทำกิจกรรมซ้ำๆอย่างที่ชอบทำกันเป็นปรกติไม่รู้เบื่อ
จนวันนึงเรื่องแปลกประหลาดอีกหนึ่งเรื่องก็เกิดขึ้น นั้นคือปุ๊มาบอกผมว่า มันเป็นเกย์
55555555555555555555555555555555++++
และแฟนผู้ชายคนแรกของมันก็ถือกำเนิดขึ้น โลกของมันก็เปลี่ยนไปเป็นสีม่วง ปีนั้นผมจำได้ว่า
เป็นปีสุดท้ายที่เราได้เรียนด้วยกัน ปุ๊เอ็นต์ติดมหาลัย และข้ามทางรถไฟไปเรียนที่เทคโน
ลาดกระบัง เราอยู่ห่างกันแค่ทางรถไฟกั้น ผมยังคงเรียนต่อที่ช่างศิลป ปุ๊ยังคงไปมาหาสู่ผม
อย่างสม่ำเสมอ มาเดินกลับบ้านพร้อมกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน
ปุ๊มักจะมีอะไรใหม่ๆมาอวด DVD limited หนังสือฝรั่งสวยๆ โมเดลใหม่ๆที่มันทำเอง งาน
โปรเจคที่ทำ เราช่วยเหลือกันทำการบ้าน ทำงานกิจกรรม เล่นเกมส์ และสิ่งที่เราชอบเหมือนๆกัน
คือ ทำโมเดล เรียกได้ว่าชีวิตผมไม่เคยขาดผู้ชายคนนี้ และผมมีความสุขที่มีเขาเป็นเพื่อนอย่าง
มากมาย
กาลเวลาผ่านพ้นไป เราเรียนจบ ก้าวสู่ชีวิตของการทำงาน ปุ๊กลับไปอยู่บ้านที่อีกฝากของเมือง
เราไม่พบเจอกันอย่างที่เคยเป็น แม้ไม่ได้ใส่ใจ แม้จะเหงาๆ แต่เราก็ยังคงโทรคุยกันอยู่ตลอด
อาจไม่บ่อยเหมือนก่อน แต่เรื่องความนานนี่รับประกัน ภาระชีวิตผมเยอะขึ้น ไม่อาจไปเจอ ไป
สังสรรค์ได้เหมือนก่อน ทำงาน 8 ปี เราเจอกันปีละแค่ 3-4 ครั้ง จะมากน้อยกว่านั้นแล้วแต่
สถานการณ์ แต่ทุกครั้ง มีคุณภาพและไม่เคยรู้สึกว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย
ประมาณ 4 ปีก่อน ปีก่อนปีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ เราสองคนมีโปรเจคทำงานร่วมกันอย่างนึง ปุ๊มี
ไอเดียทำในสิ่งที่เขารัก นั้นคือโมเดลตุ๊กตา BJD ทำจากเรซิ่น อะไรทำนองนี้ซึ่งปุ๊ค่อนข้างเชี่ยว
ชาญ และความชอบส่วนตัวมาก ตัวมันเองทำการผลิตในเกือบทุกขึ้นตอน ส่วนผมผมก็จะมี
หน้าทีปั้นต้นแบบตามคำสั่งของมัน สุดแล้วแต่มันจะสั่งให้ทำอะไรบ้าง ก็ลุ่มๆดอนๆ ไม่ค่อย
ดีนัก เพราะตอนนั้นปุ๊ว่างงาน การทำเรซิ่นจึงเป็นอาชีพหลักของมันในช่วงนั้น ชีวิตการทำงาน
ของเรา 2 คนไม่รุ่งนัก ซึ่งต่างจากช่วงเรียนมาก เราจะมักคิดด้วยกันเสมอๆว่า จะทำอะไรเสริมดี
แต่หลายๆอย่างก็ไม่เป็นไปตามหวังเสมอไป
หลังจากเหตุการน้ำท่วมเกิดขึ้น บ้านของปุ๊น้ำท่วมถึงอกได้ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับโปรเจ็คเล็กๆของ
เราที่เก็บเอาไว้ ก็ไปกับสายน้ำหมด ก็เท่ากับว่า สิ่งที่พยายามทำกันมา ถูกล้มไป
ปุ๊ไปเรียนทำหัวโขนแบบโบราณ จากชาววัง ส่วนผมก็ทำงานไปอย่างไร้จุดหมาย
สุดท้ายปุ๊กลับเข้าสู่วังวนการทำงาน มันสอบได้เข้าทำงานกับการไฟฟ้า ผมยินดีกับมันอย่างมาก
เพราะมันจะได้มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน และมันก็เป็นงานที่ค่อนข้างดีมากๆ เป็นงานที่สามารถทำ
ไปได้ตลอดชีวิต ไม่ต้องกังวลเรื่องตกงานอีกแล้ว แล้วเรา 2 คนก็กลับเข้าสู่โหมดคิดว่าจะทำ
อะไรต่อไปกันดี
ปลายปีที่ผ่านมาปุ๊เข้า รพ. 1 ครั้งเพราะไม่สบายมากไข้ขึ้นสูง ผมไม่ได้ไปเยี่ยมมัน ได้แต่โทรไป
สอบถามอาการ เราทำท่าจะนัดเจอกันหลายครั้งแต่ก็ไม่มีโอกาศ ก่อนปีใหม่มันไปต่างประเทศ
กับแฟน นั่นคือเรื่องสุดท้ายที่ผมเห็นจากเฟสบุค จนกระทั่งเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมค่อน
ข้างแปลกใจพอสมควรที่มันหายไปอย่างผิดสังเกตุ และก็มีหลายครั้งที่ผมนึกถึงมันจนอยากจะ
โทรไป แต่ก็ไม่ได้โทร
จนกระทั่งเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว มันโทรมาในบ่ายวันทำงานวันนึง เราเปิดประเด็นเมาท์มอยกัน
เรื่องหนังเช่นเคย เพราะเราจะคุยกันเรื่องหนังใหม่ๆเสมอ จนอยู่ดีๆ มันก็พูดขึ้นมาว่า "แกรฉัน
เป็นมะเร็ง"
มันเหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัวของผมเลย เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดตระเตรียมหัวใจเอาไว้สำหรับเรื่อง
แบบนี้มาก่อน ในความรู้สึกของผมตลอดมา ผมคิดเสมอว่าเราจะแก่ และอ้วนไปด้วยกัน เรา
จะดูแลกันและกันไปเรื่อยๆ ผมจะมีเขาเป็นเพื่อนไปตลอดชีวิต
ปุ๊บอกกับผมว่า มันใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าที่จะทำใจโทรหาผมได้ เพราะตัวมันเองก็ไม่รู้
เหมือนกันว่าจะเริ่มต้นบอกกับผมอย่างไร และผมเป็นคนเดียวที่นอกเหนือจากครอบครัวที่มัน
บอกให้รู้ ในใจของผมตอนนี้สิ่งที่อยากทำก็คืออยากเจอปุ๊มาก อยากอยู่ใกล้ๆให้กำลังใจมัน
แต่สิ่งที่ปุ๊บอกตอนนี้คือยังไม่ได้ เพราะปุ๊กำลังโดนวัณโรคเล่นงานอยู่ มันจะทำให้ผมติดได้ ปุ๊
เป็นมะเร็งที่ปอด สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือพยายามรักษาส่วนของวัณโรคให้หายก่อน ซึ่งก็ใช้เวลา
ค่อนข้างมาก ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
ผมรู้ว่าปุ๊แย่มาก กับสิ่งทีเกิดขึ้น แต่บางครั้งดูเหมือนมันทำใจได้มากกว่าผมเสียอีก สิ่งที่ผมทำ
ได้ตอนนี้ ก็เพียงแค่คุยกับปุ๊มากขึ้น ถามไถ่อาการบ้าง เพราะไม่อยากซักไซ้หรือชวนมันพูดคุยใน
สิ่งที่ผมรู้ว่าลึกๆแล้วตัวมันเองก็รับไม่ได้ เพราะมันพูดถึงน้อยมาก
เราคุยกันบ่อยขึ้น ทั้งทางตัวหนังสือและโทรศัพท์ มันทำให้ผมกลับไปรู้สึกถึงช่วงเวลาที่เราได้ใช้
ร่วมกันบ่อยๆ ช่วงที่เรายังเป็นเด็กวัยรุ่น และทำให้ผมรู้ว่า ผมโชคดีแค่ไหนที่มีคนๆนี้เป็นเพื่อน
มาตลอด 15 ปี เพื่อนที่เข้าใจแม้ไม่ต้องพูดอะไรออกมา คนที่รู้ใจผม คนที่รับฟังผมในทุกเรื่อง
ราวของชีวิต
ตอนนี้ผมหวงสุดหัวใจว่า การรักษาวัณโรคของปุ๊จะดีขึ้นในเร็ววัน และยาตัวใหม่ๆ จะ ไม่ทำให้
เกิดผลข้างเคียงกับมันนัก และไม่นาน มันจะหายและกลับมาใช้ชีวิตได้ปรกติเหมือนเดิมอีกครั้ง
เพราะผมยังคงคิดเสมอว่า เราจะได้แก่ แล้วอ้วนไปพร้อมๆกัน .....
ย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมา ที่ผมค้นพบชีวิตในอีกรูปแบบนึง
แต่แล้วเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อน ก็มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นกับผม เรื่องที่ผมไม่คิดมาก่อนว่า
จะเกิดขึ้นกับตัวผมจริงๆ ทำให้ผมอยากเขียนไดร์อารี่เรื่องนี้ขึ้นมา ผมต้องบันทึกเพราะคนๆนี้มี
ความสำคัญกับผมมาก ไม่แพ้คนในครอบครัว เป็นคนๆนึงที่ผมรัก
บางครั้งชีวิตมันก็อาจจะพยายามบอกให้เรารู้ว่าอย่านิ่งนอนใจนะแกร จงเตรียมพร้อมไว้เสมอ
เรื่องนั้นมาจากเพื่อนของผม ในชีวิตนี้ผมมีเพื่อนไม่มากนัก ผมหมายถึงเพื่อนที่สนิทกันจริงๆ
เพื่อนที่คบหากันด้วยความบริสุทธ์ใจ ไม่เคยคิดร้าย และไม่มีผลประโยชน์ใดๆแอบแฝง
ถ้าจะนับและคัดเลือกจริงๆผมมีเพื่อนสนิทที่สุดอยู่จำนวน 2 คนถ่วน ถ้าไม่นับเพื่อนประถม
เพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย 2 คนนี้เป็นคนที่รู้ลึกรู้จริงทีวีพูลชีวิตของผมมากที่สุด คนนึงเป็นผู้หญิง
ชื่อแอ้ ส่วนอีกคนเป็นผู้ชาย ชื่อ ปุ๊ แต่ถ้าจะพูดตามความจริงผมจะสนิทกับปุ๊มากกว่า เพราะ
ชอบทำอะไรเหมือนๆกัน เรามีงานอดิเรกและความสนอกสนใจใกล้เคียงกันมาก เราพบกันครั้ง
แรกในโรงเรียนกวดวิชาเตรียมสอบเข้าช่างศิลป จริงๆก็พร้อมๆกับแอ้ด้วย แต่อาจจะเนื่องด้วย
เพราะแอ้จะเป็นคนที่ออกหญิงๆมาก ทำให้ความสนใจของเราต่างกัน
เรา 3 คนสอบเข้าช่างศิลปได้ทุกคน ถูกแยกอยู่กันคนละห้องแต่มันแปลกมากนะครับที่มันไม่ได้
ทำให้สัมพันธ์ของเราลดลงเลย นานวันเข้าเราก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น ผมกับปุ๊ก็เช่นกัน เรามักเลือก
วิชาเรียนเหมือนๆกัน มักนั่งทำงานในพื้นที่ใกล้ๆกัน เจอกันเป็นเมาท์มอย คุยโทรศัพท์กันได้เป็น
ชั่วโมงๆ เกือบทุกวัน วันไหนเลิกเร็วก็มีอันต้องไปดูหนัง กินข้าว ไปเล่นเกมส์ตู้หยอดเหรียญ ยิง
ไดโนเสาร์ ทุกครั้งที่อยู่กับเพื่อนคนนี้ ผมจะมีความสุขมากมาย ไร้ซึ่งความกังวลใดๆ
เพราะการกินเที่ยวของเราไม่มีอะไรแอบแฝง ผมเลี้ยงข้าวปุ๊ ปุ๊เลี้ยงข้าวผม ไม่เคยเอามานั่งคิด
เล็กคิดน้อย แกรจ่ายน้อยกว่าฉัน ฉันออกมากกว่าแกร
เราสนิทกันมาก ตัวติดกันตลอดเวลา จนคนทั้งวิทยาลัยเข้าใจว่าเป็นแฟนกัน แม้แต่พ่อแม่ของ
ผม ปุ๊เคยมากินข้าวกับที่บ้าน แต่เราก็มิได้แคร์ มิตรภาพที่เรามีให้กันยังคงสม่ำเสมอ
จนกระทั้งวันนึง วันที่ผมยังคงจดจำได้ ปุ๊โทรมาพูดคุยเมาท์มอยกัน เรื่องหนัง หนังสือ อะไร
ต่างๆตามปรกติ แต่วันนี้มันต่างจากทุกวันตรงที่ ปุ๊ลงท้ายว่า "รักนะ"
.................
5555555555555555555555555555555555555555++++
.................
มันเป็นความรู้สึกที่รู้ได้เลยครับ ว่ามันบอกรักผม 5555+ แต่ปัญหามันติดตรงที่ว่า ผมก็รักมัน
นะแต่ไม่ใช่ความรู้สึกแบบคู่รัก บางครั้งตั้งแต่วันนั้นผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันนะ ว่าจะพูดสิ่งนี้
ออกมาเป็นความหมายได้ว่าอย่างไร "ผมรักเขามากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน" เพราะถ้าจะให้
ผมปฏิเสธ มันก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะผมรักเขาจริงๆ เพียงแต่มันไม่ใช่ความรู้สึกที่แบบ
อยากกอด อยากจับมือ อยากซั่ม อะไรแถวนั้่น แต่มันเป็นความรู้สึกมีความสุข สบายใจ แค่
คิดว่าจะได้เจอกัน ผมก็สนุกและมีความสุขแล้ว ผมจึงคิดว่านั้นมันก็คงเป็น "ความรัก" ในรูป
แบบนึง และผมยอมรับอย่างซื่อตรงว่า "รัก"
ผมไม่รู้ว่าตัวปุ๊เองคิดอะไรอยู่ในช่วงนั้น แต่ความเป็นเพื่อนของเราก็ยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เรายังคงทำกิจกรรมซ้ำๆอย่างที่ชอบทำกันเป็นปรกติไม่รู้เบื่อ
จนวันนึงเรื่องแปลกประหลาดอีกหนึ่งเรื่องก็เกิดขึ้น นั้นคือปุ๊มาบอกผมว่า มันเป็นเกย์
55555555555555555555555555555555++++
และแฟนผู้ชายคนแรกของมันก็ถือกำเนิดขึ้น โลกของมันก็เปลี่ยนไปเป็นสีม่วง ปีนั้นผมจำได้ว่า
เป็นปีสุดท้ายที่เราได้เรียนด้วยกัน ปุ๊เอ็นต์ติดมหาลัย และข้ามทางรถไฟไปเรียนที่เทคโน
ลาดกระบัง เราอยู่ห่างกันแค่ทางรถไฟกั้น ผมยังคงเรียนต่อที่ช่างศิลป ปุ๊ยังคงไปมาหาสู่ผม
อย่างสม่ำเสมอ มาเดินกลับบ้านพร้อมกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน
ปุ๊มักจะมีอะไรใหม่ๆมาอวด DVD limited หนังสือฝรั่งสวยๆ โมเดลใหม่ๆที่มันทำเอง งาน
โปรเจคที่ทำ เราช่วยเหลือกันทำการบ้าน ทำงานกิจกรรม เล่นเกมส์ และสิ่งที่เราชอบเหมือนๆกัน
คือ ทำโมเดล เรียกได้ว่าชีวิตผมไม่เคยขาดผู้ชายคนนี้ และผมมีความสุขที่มีเขาเป็นเพื่อนอย่าง
มากมาย
กาลเวลาผ่านพ้นไป เราเรียนจบ ก้าวสู่ชีวิตของการทำงาน ปุ๊กลับไปอยู่บ้านที่อีกฝากของเมือง
เราไม่พบเจอกันอย่างที่เคยเป็น แม้ไม่ได้ใส่ใจ แม้จะเหงาๆ แต่เราก็ยังคงโทรคุยกันอยู่ตลอด
อาจไม่บ่อยเหมือนก่อน แต่เรื่องความนานนี่รับประกัน ภาระชีวิตผมเยอะขึ้น ไม่อาจไปเจอ ไป
สังสรรค์ได้เหมือนก่อน ทำงาน 8 ปี เราเจอกันปีละแค่ 3-4 ครั้ง จะมากน้อยกว่านั้นแล้วแต่
สถานการณ์ แต่ทุกครั้ง มีคุณภาพและไม่เคยรู้สึกว่ามีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย
ประมาณ 4 ปีก่อน ปีก่อนปีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ เราสองคนมีโปรเจคทำงานร่วมกันอย่างนึง ปุ๊มี
ไอเดียทำในสิ่งที่เขารัก นั้นคือโมเดลตุ๊กตา BJD ทำจากเรซิ่น อะไรทำนองนี้ซึ่งปุ๊ค่อนข้างเชี่ยว
ชาญ และความชอบส่วนตัวมาก ตัวมันเองทำการผลิตในเกือบทุกขึ้นตอน ส่วนผมผมก็จะมี
หน้าทีปั้นต้นแบบตามคำสั่งของมัน สุดแล้วแต่มันจะสั่งให้ทำอะไรบ้าง ก็ลุ่มๆดอนๆ ไม่ค่อย
ดีนัก เพราะตอนนั้นปุ๊ว่างงาน การทำเรซิ่นจึงเป็นอาชีพหลักของมันในช่วงนั้น ชีวิตการทำงาน
ของเรา 2 คนไม่รุ่งนัก ซึ่งต่างจากช่วงเรียนมาก เราจะมักคิดด้วยกันเสมอๆว่า จะทำอะไรเสริมดี
แต่หลายๆอย่างก็ไม่เป็นไปตามหวังเสมอไป
หลังจากเหตุการน้ำท่วมเกิดขึ้น บ้านของปุ๊น้ำท่วมถึงอกได้ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับโปรเจ็คเล็กๆของ
เราที่เก็บเอาไว้ ก็ไปกับสายน้ำหมด ก็เท่ากับว่า สิ่งที่พยายามทำกันมา ถูกล้มไป
ปุ๊ไปเรียนทำหัวโขนแบบโบราณ จากชาววัง ส่วนผมก็ทำงานไปอย่างไร้จุดหมาย
สุดท้ายปุ๊กลับเข้าสู่วังวนการทำงาน มันสอบได้เข้าทำงานกับการไฟฟ้า ผมยินดีกับมันอย่างมาก
เพราะมันจะได้มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน และมันก็เป็นงานที่ค่อนข้างดีมากๆ เป็นงานที่สามารถทำ
ไปได้ตลอดชีวิต ไม่ต้องกังวลเรื่องตกงานอีกแล้ว แล้วเรา 2 คนก็กลับเข้าสู่โหมดคิดว่าจะทำ
อะไรต่อไปกันดี
ปลายปีที่ผ่านมาปุ๊เข้า รพ. 1 ครั้งเพราะไม่สบายมากไข้ขึ้นสูง ผมไม่ได้ไปเยี่ยมมัน ได้แต่โทรไป
สอบถามอาการ เราทำท่าจะนัดเจอกันหลายครั้งแต่ก็ไม่มีโอกาศ ก่อนปีใหม่มันไปต่างประเทศ
กับแฟน นั่นคือเรื่องสุดท้ายที่ผมเห็นจากเฟสบุค จนกระทั่งเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมค่อน
ข้างแปลกใจพอสมควรที่มันหายไปอย่างผิดสังเกตุ และก็มีหลายครั้งที่ผมนึกถึงมันจนอยากจะ
โทรไป แต่ก็ไม่ได้โทร
จนกระทั่งเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว มันโทรมาในบ่ายวันทำงานวันนึง เราเปิดประเด็นเมาท์มอยกัน
เรื่องหนังเช่นเคย เพราะเราจะคุยกันเรื่องหนังใหม่ๆเสมอ จนอยู่ดีๆ มันก็พูดขึ้นมาว่า "แกรฉัน
เป็นมะเร็ง"
มันเหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัวของผมเลย เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดตระเตรียมหัวใจเอาไว้สำหรับเรื่อง
แบบนี้มาก่อน ในความรู้สึกของผมตลอดมา ผมคิดเสมอว่าเราจะแก่ และอ้วนไปด้วยกัน เรา
จะดูแลกันและกันไปเรื่อยๆ ผมจะมีเขาเป็นเพื่อนไปตลอดชีวิต
ปุ๊บอกกับผมว่า มันใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าที่จะทำใจโทรหาผมได้ เพราะตัวมันเองก็ไม่รู้
เหมือนกันว่าจะเริ่มต้นบอกกับผมอย่างไร และผมเป็นคนเดียวที่นอกเหนือจากครอบครัวที่มัน
บอกให้รู้ ในใจของผมตอนนี้สิ่งที่อยากทำก็คืออยากเจอปุ๊มาก อยากอยู่ใกล้ๆให้กำลังใจมัน
แต่สิ่งที่ปุ๊บอกตอนนี้คือยังไม่ได้ เพราะปุ๊กำลังโดนวัณโรคเล่นงานอยู่ มันจะทำให้ผมติดได้ ปุ๊
เป็นมะเร็งที่ปอด สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือพยายามรักษาส่วนของวัณโรคให้หายก่อน ซึ่งก็ใช้เวลา
ค่อนข้างมาก ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
ผมรู้ว่าปุ๊แย่มาก กับสิ่งทีเกิดขึ้น แต่บางครั้งดูเหมือนมันทำใจได้มากกว่าผมเสียอีก สิ่งที่ผมทำ
ได้ตอนนี้ ก็เพียงแค่คุยกับปุ๊มากขึ้น ถามไถ่อาการบ้าง เพราะไม่อยากซักไซ้หรือชวนมันพูดคุยใน
สิ่งที่ผมรู้ว่าลึกๆแล้วตัวมันเองก็รับไม่ได้ เพราะมันพูดถึงน้อยมาก
เราคุยกันบ่อยขึ้น ทั้งทางตัวหนังสือและโทรศัพท์ มันทำให้ผมกลับไปรู้สึกถึงช่วงเวลาที่เราได้ใช้
ร่วมกันบ่อยๆ ช่วงที่เรายังเป็นเด็กวัยรุ่น และทำให้ผมรู้ว่า ผมโชคดีแค่ไหนที่มีคนๆนี้เป็นเพื่อน
มาตลอด 15 ปี เพื่อนที่เข้าใจแม้ไม่ต้องพูดอะไรออกมา คนที่รู้ใจผม คนที่รับฟังผมในทุกเรื่อง
ราวของชีวิต
ตอนนี้ผมหวงสุดหัวใจว่า การรักษาวัณโรคของปุ๊จะดีขึ้นในเร็ววัน และยาตัวใหม่ๆ จะ ไม่ทำให้
เกิดผลข้างเคียงกับมันนัก และไม่นาน มันจะหายและกลับมาใช้ชีวิตได้ปรกติเหมือนเดิมอีกครั้ง
เพราะผมยังคงคิดเสมอว่า เราจะได้แก่ แล้วอ้วนไปพร้อมๆกัน .....
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558
... สงบ ...
นานมาแล้วที่ไม่ได้เขียนอะไรสักอย่าง หรือว่าเล่าเรื่องอะไรของตัวเอง
บางทีพอเราเติบโตขึ้น ชีวิตก็เปลี่ยน อุปนิสัยต่างๆ ของตัวเราเองก็เปลี่ยนไปด้วย ผมก็เช่นกัน
ช่วงนี้ชีวิตราบเรียบมากครับ เหมือนแล่นเรือในทะเลสาบ แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะถึงอีกฝั่งนึง(ทะเลสาบบ้านมึงกว้างมาก) แต่ข้อดีของมันก็คือคลื่นลมสงบ ไม่ต้องอาศัยทักษะในการเดินเรือมากนัก ไม่เหนื่อยแรงใจแรงกาย และสบายใจ
ถ้าไม่นับเรื่องหงุดหงิดเล็กๆน้อยๆในชีวิต ก็นับได้ว่าผมค่อนข้างมีความสุขทีเดียว
ตอนนี้ที่ตัวเลขของอายุเปลี่ยนหลัก เป็นเลข 3 เมื่อก่อนเคยมองคนที่อายุ 30 ขึ้นไปว่าแก่เนอะ 5555+ แลดูเป็นผู้ใหญ่มากมาย รับผิดชอบและวางตัว คงแอบน่าเบื่อ แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวผมเองตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนเมื่อตอนอายุ 22 เพียงแต่ว่ามัน 30 แล้วเท่านั้น ยังกินขนม ยังเล่นเกมส์ ยังทำอะไรๆบ้าๆบอๆ ปัญญาอ่อนเหมือนเมื่อตอนเด็กๆเคยทำ เพียงแต่ว่าอีกด้านนึง ความรับผิดชอบมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำมีมากขึ้น ใหญ่ขึ้นในทุกๆด้าน และก็แอบทำตัวแบบที่เราไม่คิดมาก่อนว่าจะชอบทำ เช่น ปลูกต้นไม้ ซื้อของแต่งบ้าน จัดโน่นจัดนี่ ทำความสะอาดและบ้าอุปกรณ์ 5555
แบบว่าจะรดน้ำต้นไม้ก็ต้องมีที่รดน้ำแบบฉีดๆ เริ่มซื้อสว่าน สะสมอุปกรณ์ช่าง เริ่มอยากได้จานชาม เครื่องครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในชีวิต 29 ปี ไม่เคยคิดว่าจะมี 55555 แต่ก็นะ ผมคิดว่าคงเป็นไปตามช่วงอายุ
ปีใหม่ที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีขึ้นของผมปีนึง เพราะว่าปีที่แล้วไม่ค่อยดีเท่าไร เหมือนว่ามันต้องใช้ความอดทนค่อนข้างมากที่จะผ่านไป และพอผ่านไป
แล้วมันก็ให้ผลลับที่น่าพอใจเกินคาดหวัง และก็มีอะไรที่รออยู่ข้างหน้าที่เกินจะคาดหวังยิ่งกว่ารออยู่ ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำให้ไปถึงตรงนั้นได้ไหม แต่ว่าก็จะทำเต็มที่ เพื่อที่จะทำให้มันเป็นจริง
และอีกเรื่องของปีนี้ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่ผมคงจะต้องซื้อบ้านอีกครั้ง บ้านอีกหลังนึง เพิ่มเติมจากห้องชุดเอื้ออาทรที่เคยซื้อไว้ เพราะว่าหลังจากคิดสาระตะกับแม่ ครอบครัวของผมก็ไม่ไว้วางใจที่จะไปอยู่ในที่ตรงนั้น ด้วยความกังวลหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะทรัพย์สิน ที่จอดรถ และการขึ้นลงบันไดของแม่ที่ก็อายุมากเกินกว่าจะเดินขึ้นลงหลายๆชั้น
และเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่ทุกวันนี้ มีแง้มๆไว้ว่าจะขาย เราจึงตกลงใจว่าจะซื้อ ถ้าสู้ราคาไหว หรืออาจไปดูซื้อที่อื่นที่ตัวของผมเองสามารถทำได้ ปีนี้รถก็จะผ่อนหมดแล้ว ภาระต่างๆก็คงเบาบางลง และผมคงได้ทำเรื่องซื้อบ้าน เราจะได้มีบ้านเป็นของตัวเองอีกสักหลังนึง บ้านจริงๆอยู่บนดิน มีที่ดินและที่แค่คิดก็มีความสุขแล้วก็คือ มันเป็นของเรา
ช่วงนี้ก็เก็บเงินเก็บทองกันไป และผมสนใจที่จะทำอะไรสักอย่างเพิ่มเติม หลังจากที่สิ้นสุดการสอบนักบิน ชีวิตผมก็ว่างเปล่า บอกกันตรงๆว่าว่างเปล่าอย่างแรง ผมทิ้งภาษา ทิ้งการฝึกฝนตัวเอง หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต จนตอนนี้ก็รับตัวเองไม่ได้
ตั้งใจว่าจะหาอะไรเสริมทำ และสิ่งที่ผมสนใจก็คือการทำกระเป๋าหนัง พวกกระเป๋าสตางค์ อะไรแบบนั้น อาจจะต้องเก็บเงินลงทุนสักหน่อย กับหาข้อมูลเยอะๆ อาจจะได้ทำมันเป็นงานอดิเรก หรืออาชีพเสริมก็เป็นได้ในอนาคต แต่งานนี้จะเป็นอย่างไรก็คงต้องลองดูกันสักตั้งสองตั้งก่อน
บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถอยู่ โดยปราศจากเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าเป้าหมายนั้นๆจะเล็กสักแค่ไหน แต่ถ้าอย่างน้อยเราได้รู้ว่าเรากำลังจะไปทางไหน
ผมว่ามันก็ทำให้เรานอนหลับไปโดยความรู้สึกดีๆที่ว่า พรุ้งนี้เราจะตื่นมาเพื่ออะไร ผมว่ามันดีกว่าการที่ชีวิตว่างเปล่า และไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรือต้องการอะไรเยอะเลย
และนั่นทำให้ผมมีความสุข
บางทีพอเราเติบโตขึ้น ชีวิตก็เปลี่ยน อุปนิสัยต่างๆ ของตัวเราเองก็เปลี่ยนไปด้วย ผมก็เช่นกัน
ช่วงนี้ชีวิตราบเรียบมากครับ เหมือนแล่นเรือในทะเลสาบ แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าเมื่อไรจะถึงอีกฝั่งนึง(ทะเลสาบบ้านมึงกว้างมาก) แต่ข้อดีของมันก็คือคลื่นลมสงบ ไม่ต้องอาศัยทักษะในการเดินเรือมากนัก ไม่เหนื่อยแรงใจแรงกาย และสบายใจ
ถ้าไม่นับเรื่องหงุดหงิดเล็กๆน้อยๆในชีวิต ก็นับได้ว่าผมค่อนข้างมีความสุขทีเดียว
ตอนนี้ที่ตัวเลขของอายุเปลี่ยนหลัก เป็นเลข 3 เมื่อก่อนเคยมองคนที่อายุ 30 ขึ้นไปว่าแก่เนอะ 5555+ แลดูเป็นผู้ใหญ่มากมาย รับผิดชอบและวางตัว คงแอบน่าเบื่อ แต่เอาเข้าจริงๆ ตัวผมเองตอนนี้ก็ยังรู้สึกเหมือนเมื่อตอนอายุ 22 เพียงแต่ว่ามัน 30 แล้วเท่านั้น ยังกินขนม ยังเล่นเกมส์ ยังทำอะไรๆบ้าๆบอๆ ปัญญาอ่อนเหมือนเมื่อตอนเด็กๆเคยทำ เพียงแต่ว่าอีกด้านนึง ความรับผิดชอบมากขึ้น สิ่งที่ต้องทำมีมากขึ้น ใหญ่ขึ้นในทุกๆด้าน และก็แอบทำตัวแบบที่เราไม่คิดมาก่อนว่าจะชอบทำ เช่น ปลูกต้นไม้ ซื้อของแต่งบ้าน จัดโน่นจัดนี่ ทำความสะอาดและบ้าอุปกรณ์ 5555
แบบว่าจะรดน้ำต้นไม้ก็ต้องมีที่รดน้ำแบบฉีดๆ เริ่มซื้อสว่าน สะสมอุปกรณ์ช่าง เริ่มอยากได้จานชาม เครื่องครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในชีวิต 29 ปี ไม่เคยคิดว่าจะมี 55555 แต่ก็นะ ผมคิดว่าคงเป็นไปตามช่วงอายุ
ปีใหม่ที่ผ่านมาเป็นปีที่ดีขึ้นของผมปีนึง เพราะว่าปีที่แล้วไม่ค่อยดีเท่าไร เหมือนว่ามันต้องใช้ความอดทนค่อนข้างมากที่จะผ่านไป และพอผ่านไป
แล้วมันก็ให้ผลลับที่น่าพอใจเกินคาดหวัง และก็มีอะไรที่รออยู่ข้างหน้าที่เกินจะคาดหวังยิ่งกว่ารออยู่ ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำให้ไปถึงตรงนั้นได้ไหม แต่ว่าก็จะทำเต็มที่ เพื่อที่จะทำให้มันเป็นจริง
และอีกเรื่องของปีนี้ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่ผมคงจะต้องซื้อบ้านอีกครั้ง บ้านอีกหลังนึง เพิ่มเติมจากห้องชุดเอื้ออาทรที่เคยซื้อไว้ เพราะว่าหลังจากคิดสาระตะกับแม่ ครอบครัวของผมก็ไม่ไว้วางใจที่จะไปอยู่ในที่ตรงนั้น ด้วยความกังวลหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะทรัพย์สิน ที่จอดรถ และการขึ้นลงบันไดของแม่ที่ก็อายุมากเกินกว่าจะเดินขึ้นลงหลายๆชั้น
และเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่ทุกวันนี้ มีแง้มๆไว้ว่าจะขาย เราจึงตกลงใจว่าจะซื้อ ถ้าสู้ราคาไหว หรืออาจไปดูซื้อที่อื่นที่ตัวของผมเองสามารถทำได้ ปีนี้รถก็จะผ่อนหมดแล้ว ภาระต่างๆก็คงเบาบางลง และผมคงได้ทำเรื่องซื้อบ้าน เราจะได้มีบ้านเป็นของตัวเองอีกสักหลังนึง บ้านจริงๆอยู่บนดิน มีที่ดินและที่แค่คิดก็มีความสุขแล้วก็คือ มันเป็นของเรา
ช่วงนี้ก็เก็บเงินเก็บทองกันไป และผมสนใจที่จะทำอะไรสักอย่างเพิ่มเติม หลังจากที่สิ้นสุดการสอบนักบิน ชีวิตผมก็ว่างเปล่า บอกกันตรงๆว่าว่างเปล่าอย่างแรง ผมทิ้งภาษา ทิ้งการฝึกฝนตัวเอง หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต จนตอนนี้ก็รับตัวเองไม่ได้
ตั้งใจว่าจะหาอะไรเสริมทำ และสิ่งที่ผมสนใจก็คือการทำกระเป๋าหนัง พวกกระเป๋าสตางค์ อะไรแบบนั้น อาจจะต้องเก็บเงินลงทุนสักหน่อย กับหาข้อมูลเยอะๆ อาจจะได้ทำมันเป็นงานอดิเรก หรืออาชีพเสริมก็เป็นได้ในอนาคต แต่งานนี้จะเป็นอย่างไรก็คงต้องลองดูกันสักตั้งสองตั้งก่อน
บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถอยู่ โดยปราศจากเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าเป้าหมายนั้นๆจะเล็กสักแค่ไหน แต่ถ้าอย่างน้อยเราได้รู้ว่าเรากำลังจะไปทางไหน
ผมว่ามันก็ทำให้เรานอนหลับไปโดยความรู้สึกดีๆที่ว่า พรุ้งนี้เราจะตื่นมาเพื่ออะไร ผมว่ามันดีกว่าการที่ชีวิตว่างเปล่า และไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรือต้องการอะไรเยอะเลย
และนั่นทำให้ผมมีความสุข
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
... สีสันแห่งสายลม ...
ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...









