วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

...Gattaca ...

เมื่อวาน หลังจากกลับไปบ้านแล้ว พ่อกับแม่ออกไปขายของ ยังไม่กลับบ้าน จึงเป็นเวลาส่วนตัวที่ผมจะสามารถให้กับตัวเองได้



ผมต้มมาม่ามานั่งกินหน้าทีวี และพบกับหนังเรื่องนึงทาง ฉายทางช่องหนัง Turemove




... Gattaca ...








เป็นเรื่องราว ของโลกอนาคต ที่มีการกำเนิดมนุษย์ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป โลกอนาคตในหนัง เป็นโลกที่ผู้คนสามารถตัดต่อพันธุกรรมของลูกของตัวเอง ให้ได้แต่ยีนที่ดีๆของพ่อแม่



เด็กที่เกิดมาจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เพียบพร้อมในทุกๆด้าน



และคนเราสามารถทำนายอนาคตของคนแต่ละคนได้ตั้งแต่ เกิดมาลืมตาดูโลกได้ไม่ถึง 5 นาที ว่าเด็กคนนี้ สามารถทำอาชีพใดได้บ้าง จะตายยังไง จะมีอายุขัยเท่าไร เขาสามารถบอกได้หมด



ซึ่ง .... ทำให้เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ระหว่างผู้คนที่เกิดจากการผสมเทียม(พันธุกรรมเด่น valid) และผู้คนที่เกิดโดยวิธีการตามธรรมชาติ (พันธุกรรมด้อย in-valid)






วินเซนด์ (อีธาน ฮอกด์) พระเอกของเรื่อง เกิดมาด้วยวิธีการตามธรรมชาติ และแน่นอน เขามีข้อด้อยมากมาย เขาถูกทำนายว่าจะมีอายุแค่ 30 ปี และจะเป็นโรคหัวใจ



พ่อแม่ของเขามีลูกใหม่ และแน่นอน พวกเขาเลือกที่จะตัดแต่งพันธุกรรมลูกคนใหม่




น้องชายของวินเซนด์เกิดมาสมบูรณ์แบบ มันทำให้วินเซนด์ รู้สึกแตกต่าง แต่เขาไม่เคยท้อ และคิดว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เขามีความฝันคล้ายผม ตรงที่เขาอยากเป็นนักบินอวกาศ เขาเรียนหนัก และฝึกฝนมากมาย



เพื่อต่อสู้กับข้อด้อยของร่างกายของเขาเอง และก็พบว่า ในโลกตอนนั้น การสอบ ไม่ได้เป็นตัววัดอีกต่อไปว่า ใครมีความสามารถหรือไม่มีความสามารถ พันธุกรรมต่างหากที่เขาใช้ตัดสินคน และมันเป็นสิ่งเดียวที่วินเซนด์เปลี่ยนแปลงไม่ได้



วินเซนด์และน้องชายของเขาชอบเล่นเกมวัดใจกัน โดยการว่ายน้ำออกไปจากฝั่งให้ไกลที่สุด มันเหมือนกับว่า เขาจะพยายามพิสูจณ์เสมอ ว่า เขาเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่เขาก็แพ้น้องชายของเขาเสมอ จนกระทั่งวันนึง .... เขาชนะ และยังช่วยน้องชาย ที่หมดแรงกลับเข้าฝั่ง คนเราสามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะทำ แม่ผมบอกกับผมเสมอ เรื่องนี้


แต่มันก็แค่นั้น ในชีวิตจริงวินเซนด์ทำได้เพียงแค่ เป็นพนักงานทำความสะอาดใน Gattaca บริษัทที่ส่งคนขึ้นไปสำรวจในอวกาศ ที่เขาใฝ่ฝัน เท่านั้น



แต่กฏมีไว้แหกเสมอ เมื่อวินเซนด์ติดต่อชายผู้หนึ่ง ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้ ชายผู้นี้เหมือนนายหน้า รับสวมพันธุกรรม โดยมี เจอร์โรม (พี่จูด ลอว์) ชายผู้ที่เกิดมาพร้อมด้วยพันธุกรรมเด่นมากมาย แต่กลับโชติร้าย ประสบอุบัติเหตุพิการ ขาทั้งสองข้างใช่ไม่ได้







ทั้งสอง แลกเปลี่ยน ชีวิตกันและกัน เจอร์โรม ให้วินเซนด์ หยิบยืม ร่างกาย และ วินเซนด์ ให้เจอร์โรม ยืม ความฝัน ......



มันไม่ง่ายเลยที่คนๆหนึ่งจะเป็นคนอีกคนหนึ่ง วินเซนด์ต้องผ่าตัดกระดูก เพื่อให้เขาสูงขึ้นอีก 2 นิ้ว เท่าเจอร์โรม ต้องสางผมและขัดเดาเซลล์ผิวที่ตายของเขาออกทุกวัน ต้องระมัดระวังไม่ให้มีเส้นผม หรือ DNA ด้อยของเขาตกหล่นในที่ทำงาน (Gattaca) เพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ว่า เขาไม่ใช่พวกที่มีพันธุกรรมเด่น







และเรื่องมันก็เกือบจะปูดออกมา เมื่อเจ้านายคนที่ล่วงรู้ถึงความลับของเขาถูกฆาตกรรม และ ขนตา ของวินเซนด์ถูกตรวจพบในที่เกิดเหตุ เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งๆที่ไม่ได้ทำ ทำให้การปลอมตัวเป็นเจอร์โรมยากขึ้น ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น จนแฟนสาวของเขาไอรีน (อูม่า เธอร์แมน) รู้ความจริง ว่าวินเซนด์สวมพันธุกรรมของเจอร์โรมแฝงตัวเขามาเพื่อไล่ตามความฝัน
ที่จะเป็นหนึ่งในกลุ่มนักบินอวกาศ

วินเซนด์ต้องต่อสู้มากมายเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝันของตัวเอง รวมทั้ง ต่อสู้ เพื่อให้รอดจากการถูกจับได้ โดยที่มีเจอร์โรมตัวจริง คอยช่วยเหลือในทุกๆวิถีทาง ผมรู้สึกจากหนังว่า เจอร์โรมมีชีวิต ผ่านวินเซนด์ มันเป็นความสุขบนความทรมานว่ามันน่าจะได้เป็นตัวเขาเองต่างหาก

ในตอนท้ายของเรื่อง หลังจากที่จับฆาตกรตัวจริงได้แล้ว ตำรวจที่มาสืบคดีนี้รู้ว่า วินเซนด์คือพี่ชายของเขาที่หนีออกจากบ้านไป และทั้งสองคนก็ทะเลาะกัน และออกไปว่ายน้ำ เป็นนัดล้างตา ว่าน้องชายที่เป็น Valid ของเขา แอนทาน ไม่ได้อ่อนแอ่ เหมือนครั้งล่าสุดที่เขาพ้ายแพ้พี่ชายที่อ่อนแอกว่าของเขา

แต่ปรากฏว่า ... นี้เป็นอีกครั้งที่ แอนทาน พ่ายแพ้ เขาตะโกนถามพี่ชาย ที่ด้อยกว่าเขาในทุกๆทาง ณ ช่วงเวลาที่อยู่กันกลางทะเลแล้ว ว่า .... "ไม่เห็นฝั่งแล้ว ว่ายกลับเถอะ ... นายทำได้ยังไง นายทำได้ยังไง " ...... วินเซนด์หันกลับมามองน้องชายของเขา และบอกว่า " ฉันทำไปแบบนั้น เพราะฉันไม่เคยเผื่อแรงเอาไว้ ว่ายกลับ ... "

เป็นคำพูดที่ทำให้ผมขนลุกในตอนนั้น ช่ายแล้ว ... ไม่เผื่อแรงเอาไว้ว่ายกลับ นั้นหมายถึง ชีวิตคนเรา จงทุมไปเถิด สุดตัว เพื่อสิ่งที่เป็นยอดปรารถนา

วินเซนด์ กลับมาบ้าน พบไอรีน เธอเองก็ยอมรับความบกพร่องของเขา รักเขาที่เป็นเขา เป็น In-valid

และพบ เจอร์โรม ที่เตรียม เอกลักษณะต่างๆของตัวเอง ไว้ให้วินเซนด์มากมาย ก่อนที่วินเซนด์จะขึ้นบินไปกับยานอวกาศ ในนามของ เจอร์โรม

เจอร์โรมเอง ก็จะออกเดินทางเช่นกัน ....

วันที่วินเซนด์ขึ้นบิน เขาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง กับแพทย์ผู้ตรวจ เพราะต้องตรวจฉี่ก่อนบิน แต่ก็ผ่านไปได้ เพราะแพทย์ผู้ตรวจ เป็นพ่อของไอรีน และเข้าใจถึงข้อบกพร่องของมนุษย์ และการเอาชนะมันเพื่อความฝัน แล้วก็ได้เฉลยว่า ไอรีน คนรักของวินเซนด์คือ ลูกชาย!!! ของเขา 5555+

ส่วนเจอร์โรมตัวจริงนั้น ... ก็ออกเดินทางในรูปแบบของเขาเองเช่นกัน โดยการแต่งชุดหล่อและคลานเข้าไปในเตาเผา เอาเหรียญเงินที่ได้จากการว่ายน้ำ ที่เนื้อเรื่องปูพื้นมาว่าเขามีความภูมิใจกับเรื่องนี้มาก คล้องคอ ก่อนจะจุดไฟเผาตัวตนของเขาเอง ... ให้เหลือเพียงเจอร์โรมเดียว ที่จะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์แทนเขา

ผมชอบตอนที่เห็นเขาเอาเหรียญนั้นคล้องคอ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่ว่าปัจจุบันมันจะแย่แค่ไหน แต่ .... อดีตที่งดงามที่ตัวเราเองเป็นคนสร้าง มันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าเสมอ และยังไงๆ มันก็มีค่ามากกว่าสิ่งที่คนอื่นทำแม้จะเป็นชื่อของเรา

หนังเรื่องนี้สอนอะไรผมมากมาย .... " เวลาพวกเขามองนาย พวกเขาไม่ได้เห็นนาย แต่เขาเห็นฉัน " นี้เป็นสิ่งที่เจอร์โรมบอกวินเซนด์

ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอม ที่คนเราสามารถทำอะไรต่างๆได้อย่างมากมาย เพื่อความฝัน เพื่อสิ่งที่เป็นยอดปรารถนา

แม่ผมบอกเสมอ .... ว่า แกรทำดีที่สุดแล้วรึยังหละ ... ไม่มีอะไรที่แกรทำไม่ได้ ถ้าแกรอยากจะทำ

วันนึง ... ผมก็จะว่ายน้ำออกไป และไม่เผื่อแรงไว้ว่ายกลับ ในสักวัน ....
.
.

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

... การกลับมา ...

สวัสดีครับ


สวัสดีผู้อ่านทุกคน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเข้ามาอ่านก็ดี


เมื่อวานไปเมืองทองมาครับ ไปงาน Big+Bih ที่บริษัทผม ไปจัดบูทออกงานตามเคย บริษัทผมไม่เคยพลาดการออกบูทที่เมืองทองสักครั้ง


จะพบเฟอร์บริษัท AGAL ได้ทุกงานเฟอร์ของเมืองทองธานี 55555+++


ผมไป ก็จริง แต่ไม่ได้เข้าไปในงาน .... มึงไปเพื่อ?????


จึงไม่มีรูปมาฝากสักกะใบ


และก็มีบางอย่าง เกิดขึ้นกับชีวิตผมที่ผ่านมา


ผมเลิกกับสาวเทคนิกการแพทย์แล้ว ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างที่ผมไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่เธอต้องการได้ ผมรู้ว่าผมเป็นแฟนที่ห่วยแตก


แต่ ... ชีวิตผมตอนนี้ ผมก็รู้ว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งเธอเอาไว้ ในเมื่อเธอมีสิทธิ์ที่จะได้พบคนที่ดีกว่า


เนื่องจากว่า ผมป่าวประกาศไว้ว่า เธอคบกับผม เมื่อหลายเดือนก่อน แถมเอารูปของเธอมาลงด้วย ผมคิดว่าจึงเป็นการสมควรที่จะบอกด้วยเหมือนกัน เมื่อเลิกกับเธอไปแล้ว


ก็นี้ไดร์ผมนิ ....


การตกลงใจคบกับใคร หรือ เลิกกับใครในชีวิตเราสักคน ไม่ว่าระยะเวลามันจะสั้นมาก หรือยืดยาว ก็คงจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ผมเองก็เช่นกัน แต่เมื่อชีวิตมันเป็นอย่างนั้น ผมก็ต้องยอมรับมัน
เมื่อวาน ผมไปพบใครคนนึง ...... เราเคยรักกัน .... เมื่อต้นของไดอารี่อันนี้ ปีที่แล้ว .... (จะมีใครสนใจแกรขนาดนั้น)


เป็นแม่ของลูกผม 1 ตัว


เราไม่ได้เจอกัน 1 ปี มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอมากมาย กับผมก็เช่นกัน


ผม... ผ่านผู้หญิง 2-3 คน
เธอ ... อยู่เฉยๆ พักเรื่องรัก



ผม... ได้กรรมสิทธ์รถของครอบครัว
เธอ ... ออกรถใหม่ ป้ายแดง



ผม ... หน้าที่การงานมากขึ้นท่วมหัว เงินเดือนเท่าเดิม
เธอ ... ถูกแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนผู้จักการสาขา เงินเดือนไม่ขึ้นเช่นกัน



ผม ... มีหนี้สินท่วมตัว ผ่อนรถ เช่าบ้าน จ่ายหนี้แบงค์
เธอ ... ก็ก่อหนี้สินท่วมตัวเช่นกัน 5555 ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด เรียนปริญญาโท



ผม ... เปลี่ยนแปลงไป ในทาง เลวลง เป็นคนชั่วสารเลวขึ้นเป็นกอง
เธอ... เปลี่ยนแปลงไป ในทาง ที่ดีขึ้น ดูเธอใจเย็นขึ้น และเข้าใจผมมากขึ้น ชีวิตเธอ ถึงจะรับภาระหน้าที่เกินตัว แต่ทุกๆอย่าง เพื่อตัวเธอเองล้วนๆ



ถ้าเธอผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ชีวิตเธอก็จะมีครบทุกอย่างในเวลาอันรวดเร็ว
ผมเองได้เจอเธอ ได้รับรู้ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง ก็ทำให้รู้สึกดีกับเธอไปด้วย อย่างน้อย ตอนนี้เธอจะเหนื่อย แต่ก็เหนื่อยเพื่อตัวของเธอเอง



ไม่เหมือนผม ที่เหนื่อย เพื่อพ่อแม่ วันนึงเมื่อหมดหนี้หมดสิน ผมก็ยังคงเป็นคนที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม แต่เธอจะมีบ้านมีรถ มีปริญญาโท มีทุกๆอย่างที่คนๆนึงพึงจะมีเพื่อตัวเอง



ดูแล้วแอบอิจฉาชีวิตของคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบพ่อแม่ คนที่พ่อแม่วางรากฐานมาดีแล้ว ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะไรนอกจากตัวเอง




บางทีผมก็คงจะแค่เหนื่อยเกินไป และเบื่อหน่ายที่พ่อคอยจะทำให้ครอบครัวต้องมานับ 1 ใหม่ อีกไม่รู้กี่หน มีสภาพจนสุดกู่เหมือนเมื่อ 8 ปีก่อน



ผมยอมรับว่ากลับไปเกลียดพ่ออีกแล้ว เกลียดที่เขาไม่เคยมีความรับผิดชอบอะไรต่างๆ ที่พ่อสักคนพึงมี



หากวันนึงผมได้เป็นพ่อคน ผมจะไม่มีวันทำให้เรื่องบัดซบต่างๆ เกิดขึ้นกับเมียและลูกของผมเด็ดขาด ผมจะดูแล พวกเขาอย่างรอบคอบ และไม่ทำให้พวกเขาต้องลำบากอีกเลย



เมื่อวานขณะที่ผมกับเธอนั่งกินชาบูด้วยกัน เหมือนที่เราชอบ เธอดูแปลกออกไปมากมาย เธอเล่า เรื่องที่บ้าน เรื่องที่ทำงานของเธอให้ผมฟัง อย่างที่เธอไม่เคยทำมาก่อน แม้ตอนที่เราคบกัน



และผมชอบที่เธอเป็นอย่างนี้ เพราะมันเป็นเหมือนคำเชื้อเชิญ ว่าเธอพร้อมที่จะให้ผมเข้าไปในชีวิตเธอ (อันนี้ผมคิดเอง) เพราะตลอดเวลาเธอจะแยกผมออกจากชีวิตส่วนตัวของเธอโดยสิ้นเชิง



ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้วตอนเราทะเลาะกัน เธอเคยพูดกับผมว่า "เราอาจเลิกกัน 5 ปี แล้วอาจจะกลับมาอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตก็ได้" มันเป็นประโยคที่ผมยังคงจำได้ เธอเองก็ยังจำได้



ผมไม่สู้มั่นใจนัก กับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ จะดี หรือไม่ดี อะไรๆในชีวิตผมก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันตอนนี้


เพียงแต่ว่า ผมรู้สึกสบายใจ และมีความสุข ที่อยู่ๆก็มีเธอกลับเข้ามา
ผมอ่อนไหวง่าย ผมรู้ แต่ผมก็คือผม เดินหน้าไปเรื่อยๆ แม้ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก็ตาม



คำถามวันนี้ .... ผมสารเลวไหม??? ...



1. เมียเพื่อนก็เอามาแล้ว

2. ทำพ่อแม่ร้องไห้ก็เคยแล้ว

3. เกลียดพ่อตัวเอง (เป็นตลอดเวลาที่เห็นหน้าพ่อ)

4. สนใจความรู้สึกคนอื่นน้อยลง

5. เห็นแก่ตัวมากขึ้น

6. เลิกกับแฟนปุ๊ป พอมีคนเข้ามาก็รักปั๊ป





ขอบคุณครับ ....

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

... Notthing Hill ...

วันนี้ผมเอาแผ่นวีซีดีเก่าๆ หนังเก่าๆ มาเปิดใส่หูฟังที่ทำงาน ผมชอบทำแบบนั้น เพราะว่าติดมาจากตอนเรียน ที่ดูทีวีไป ทำงานไป แต่ได้ชิ้นงาน เพราะผมจะทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเบื่อ


นี้ก็เช่นกัน มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แล้วก็เปิดทีวีไปด้วย


หลายวันแล้วที่ชีวิตผมยุ่งเหยิง แล้วก็รู้สึกท้อแท้ หดหู่ บางครั้งการดิ้นร้นต่อสู้กับชีวิตเน่าๆของเราเอง นี้มันก็ยากเหลือเกิน



ผมรู้ว่ามันต้องผ่านพ้นไป เพียงแต่ว่าตอนนี้ ไม่รู้ว่า จะผ่านไปยังไง และเมื่อไรมันจะผ่านไป
และหลายครั้งที่อยากเขียนอะไรเล่าไปในไดอารี่นี้ แต่ก็กลัว ผมรู้สึกนิดๆ ว่าผมกลัวการเขียนไดร์ของตัวเอง



ผมไม่มีความสุขเลย และไม่รู้ว่าจะพูดมันออกมาอย่างไร



วันนี้ผมนั่งฟังหนังเรื่อง Notthing Hill ช่วงทำงาน หนังที่ดังมากๆ ช่วงนึง และเหมือนปฏิวัติวงการหนังรักในบ้านเราไป หนังดี ต้องคู่กับเพลงเพราะ ประมาณนั้น



หนังที่ออกฉายในช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ช่วงที่เรียกได้ว่ามีความสุขที่สุดเลยก็ว่าได้ ผมคิดถึงบ้านหลังเก่า ที่ผมอยู่มาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงนั้นผมยังได้ดูหนังเรื่องนี้อยู่ในบ้านหลังนั้นอยู่เลย บ้านที่ผมสามารถบอกใครๆได้ว่า มันเป็นบ้านของผม


และผม ชอบ ความรักของ แอนนา สก๊อต กับ วิลเลียม แท็กเกอร์
ถ้าหากเวลาที่เราคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้อง คนที่เรารัก ขอให้เขารักเรา .... และเขาตอบรับมัน และตกลง มันคงเป็นสิ่งที่วิเศษนะ ว่าไหม




แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเหมือนเป็นสิ่งที่เหมือนนิยาย ในความเป็นจริงจะมีสักกี่ครั้งกันที่คนเราคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้อง แล้วสำเร็จ ผมว่ามีไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ดอก

ผมชอบที่ช่วงที่พวกเขายิ้มให้กัน ในช่วงสุดท้ายของหนังมากๆ มันให้ความรู้สึก เหมือนว่าเรื่องร้ายมันจะหมดสิ้นไปแล้วนะ และต่อไปก็จะมีแต่ช่วงเวลาที่ดีๆ

คุณเคยดู Shall We Dance ไหม ที่ซูซาน เซอร์แรนดอนด์ แสดงเป็นเมียของริชาร์ท เกียร์ ให้นิยามของความรักเอาไว้อย่างลึกซึ้งว่า "คนรักกัน นั้นหมายความว่า ฉันมองเห็นเธอแล้ว และเธอจะไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป"
ไม่ถูกมองข้ามอีกแล้ว .... นั้นสินะ ไม่อีกแล้ว และคุณจะอยู่ในใจของคนที่รักคุณเสมอ

ความรักนี้ดีจังเลยนะครับ ถ้าไม่มันไม่อยู่ในตัวมนุษย์ ผมว่า มันคงจะดีกว่านี้มาก ถ้าหากความรัก ไม่ถูกผสมรวมกับอารมณ์ของมนุษย์

มนุษย์ รักได้ และทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะความรัก แต่ ณ ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ทำให้ความรัก กลายเป็นเรื่องหายนะ เผาผลาญ เกลียดชังกัน เพราะความรัก


พระเจ้าให้ความรักมนุษย์มา แต่ลืมบอกวิธีใช่มัน คงคล้ายๆ หมา ที่มีที่เปิดกระป๋อง


นานแค่ไหนแล้วไม่รู้ ที่ผมไม่ได้รู้สึกรักแรงๆ แบบในหนัง ไม่ได้หมายถึง รุนแรงแบบใช้กำลังนะ แต่ผมหมายถึง รัก แบบที่กินก็คิดถึง นอนก็คิดถึง สามารถคลุกอยู่ในห่วงความคิดคำนึงเช่นนั้นได้เป็นชั่วโมงๆประมาณนั้น

ผมไม่ชอบที่จะเติบโตเลย มีหลายอย่างที่เมื่อเป็นเด็กเราไม่เคยรู้ แต่พอได้รู้ .... ก็พบว่า เรื่องๆบางเรื่องไม่รู้ดีกว่า

สองขาผม มันก้าวอยู่ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าจะก้าวไปทางไหน และผมหวังว่าผมจะพบหนทางที่แน่นอนในเร็วๆนี้

ภาระหน้าที่ของครอบครัวที่มีต่อผม ผมจะไม่ทิ้งมันครับแม่ ผมจะดูแลแม่ เหมือนที่แม่ดูแลผม
เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้เนอะ ไม่สำคัญหรอกว่า เราต้องผ่านมันไปยังไง

ขอแค่เราผ่านมันไปให้ได้ เท่านั้นก็คงจะเพียงพอแล้ว ......

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...