วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... เรื่องน่ายินดี ...

โอว .............. เยสสสสสสสสสส


ขอยิ้มกว้างๆ แบบเห็นฟัน 32 ซี่ (ไม่ผุเลยด้วย)


ถอยมาแล้วครับ และแล้วการรอคอยบางอย่างในชีวิตผมก็สิ้นสุดลง


มันอาจเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ สำหรับใครหลายๆคน แต่สำหรับผม มันเป็นสิ่งที่ผมอยากได้มานานมาก

หลังจากปีที่แล้วที่ต้องตัดใจซื้อคอมก่อน และปีนี้ก็ถึงคิว ....... PS2



ยี้สสสสสสสสสส ฮ้าาาาาาาาาาา



ทำไมต้องดีใจขนาดนั้น เขาเล่น PS3 กันแล้วไอ้สมองเหา


อ่าว ๆๆๆๆๆ ก็เขามีตั้งซื้อแค่นี้นินา แล้วก็อีกอย่าง เขาก็อยากได้มันมานานมากแล้วด้วย



ดีใจที่ผมไม่ต้องขอตังใครซื้อ แล้วซื้อแล้วก็ไม่เดือดร้อนครอบครัว



ผมฝากเจ้านายซื้อมาให้ที่ร้าน Nadz ที่คอนโดเขา


ตัวกระผมต้องออกไปหาซื้อแผ่นเย็นนี้ .... ดูเกมส์น่าเล่น คริ คริ


จบเรื่องดีใจเรื่องแรก ....



...................................................



เรื่องดีใจเรื่องที่ 2 นั้นคือ เมื่อวาน วันอาทิตย์ไปเจอคุณโอ๊คและคุณพรีมโดยบังเอิญที่แฟชั่นไอแลนด์


อู้ยยย ... รู้สึกเหมือนตัวเองเจอดารา คือ เขิน ประหม่า และอับอายตัวเองที่โทรมเหมือนศพ



คุณพรีมสวยมาก และคุณโอ๊คก็ หล่อ และสูงกว่าที่คิดไว้ (แอบอิจฉาความสูงกันเห็นๆ)



ดีใจและยินที่ได้เจอนะครับ เขาเรียกว่าอะไรนะ โชคชะตารึเปล่า ที่ทำให้เรามาเห็นกัน ทั้งๆที่ไม่น่าจะเจอกันได้



บอกตรงๆนะตอนนั้นถ้าผมเรียกคุณโอ๊คอีกเป็นหนที่สามแล้วไม่หันมานี้จะรู้สึกแป๊กมากๆ ที่จำคนผิด



ดีใจที่ได้เจอครับ หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก ในวันที่ผมไม่โทรมเท่านั้น .....



มีความสุขมากๆ กับช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2009 นะครับทุกคน





ในเวลาที่ชีวิตเรามีแต่ความทุกข์ พอมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแม้จะเป็นเพียงเรื่องดีๆ ที่เล็กน้อยที่สุด ..... แต่เรากลับรู้สึกมีความสุข ... เหมือนเราไม่เคยเจอความทุกข์มาก่อนเลยยังไงยังงั้น






ท้ายสุด กับเครื่องดื่ม อภินันทนาการจาก เจ้านายใหญ่ของผม ชา ลูกพีช อร่อยมักๆ

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... Marry Christmas ...

อีเย้ อีเย้ อีเย้ .............. เย้ เย้


คริสมาสแล้ว ... ขอให้ทุกๆคนที่เข้ามาอ่าน มีความสุขในคืนคริสมาสมากๆ นะครับ ส่วนผมตอนนี้รู้สึกลั้นลา มากๆ


เมื่อวานเป็นวันคริสมาส และวันเงินเดือนออกของบริษัทผม



คุณเชื่อในเรื่องวันคริสมาสไหม ผมฝังหัวกับวันคริสมาสมาตั้งแต่สมัยผมเด็กๆ ตอนที่แม่ผมทำงานอยู่สถานทูตอเมริกัน สมัยก่อนเมื่อถึงน่าเทศกาลเหล่านี้ จะมีขนมน้ำตาลให้กินจนลิ้นแตก มีไก่งวง ให้แม่แอบเอากลับมาบ้าน



ผมจะชอบช่วงเวลาเหล่านี้มากๆ เพราะมันเป็นช่วงที่ผมจะมีความสุขทุกๆปี ถึงแม้ว่าจะไม่มีเรื่องอะไร แต่ผมก็มีความสุขได้ เพราะบรรยากาศ ไปที่ไหนๆ ก็มีแต่ไฟสวยๆ



และต่อๆมา ในวันคริสมาสปีหลังๆ ผมก็มักจะได้ของขวัญวันคริสมาสเสมอๆ แต่มันไม่ใช่ ในรูปแบบของของขวัญนะ มันจะมาในรูปแบบของ เรื่องดีๆ ที่มักจะเกิดขึ้นกับผม ในทุกๆวันคริสมาสของทุกปี



จนผมเชื่อมั่น ว่าทุกๆวันที่ 25 ของเดือนธันวาคม จะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับผม อย่างน้อย 1 เรื่อง




ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว ในวันคริสมาส ผมกลับบ้านตอนบ่ายหลังเรียนเสร็จอย่างเหงาหง่อย แต่วันนั้น ผมได้พบกับผู้หญิงคนแรกที่ผมรัก กลางถนน เราเดินมาเจอกัน สะแบบนั้น และนั่นเป็นครั้งแรก ในรอบ 3 ปีที่ผมได้พบกับเธอ



และอีกครั้งนึง ในวันคริสมาสอีกเช่นกัน ผมได้รับการติดต่อจาก "นางฟ้า" ที่เราเคยขาดการติดต่อกัน ไปแล้ว ถึง 4 เดือน



ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในทุกๆปี ที่เกิดขึ้นกับผม ที่เกี่ยวข้องกับวันคริสมาส แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ผมก็จะยิ้มออกมาได้ และเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าทุกๆวันคริสมาส ผมจะได้เจอเรื่องดี




และวันคริสมาสปีนี้ .... มันก็มี ของมันเหมือนกัน ....



โบนัสผมออกแล้ววววววว ...... เยสสสสสสสสสส 1.5 เท่ากของเงินเดือน โอว... เย้



ได้เยอะกว่าที่ผมคิดไว้ ว่าน่าจะได้เดือนเดียว หรืออาจไม่ถึงเดือน




และมกราคมปีใหม่นี้ เงินเดือนผมก็จะถูกปรับขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าเท่าไร ..... เอาไว้ลุ้นกันอีกที ผมไม่คาดหวัง แค่ให้มันขึ้น ก็โอแระ



ปีใหม่นี้ ผมจะได้ซื้อของ 1 ชิ้นให้ตัวเอง .... เอ ... จะซื้ออะไรดีอ่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... ดาว ...

ดาว ... Synkornize


รอมาหลายปี จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยลอง
เมื่อไรได้มองก็อยากจะลองดูสักที
รอให้เธอ มาเฉลยความจริงที่มี
บนฟ้าคืนนี้ฉันจะนับดาวได้กี่ดวง


ลองมานับดูดาวบนฟ้ากับฉันสักคืน
จะไม่ยืนโดดเดี่ยวไม่เหงาถ้ามีเธอข้างกาย
ชวนเธอนั่งนับดาวบนฟ้ากับฉันจะได้ไหม
ให้สองใจแห่งรักของเราได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน


ดาวคงสวยดีถ้าหากมีเธอเป็นเพื่อนดู
อยากให้เธอรู้ว่าฉันชอบดูเธอมากกว่าดาว
คอยสักวันคงไม่นานคงมีสักคราว
ที่เธอกับดาวมาอยู่ด้วยกันให้ฉันนั่งดู


หากมีทุกข์ใดเพียงได้มองดาวก็มีความสุข
กับเธอที่แสนดีมาอยู่รวมกันตรงนี้จะได้ไหม
ดาวเป็นล้านดวงก็สู้ใจเธอดวงเดียวไม่ได้
เป็นเธอเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตของฉันสดใส



วันนี้ คิดถึงเพลงนี้ ที่ผมเคยได้ฟัง เมื่อตอนทำงานอยู่แกรนด์ โฮม มาร์ท เป็นเพลงที่เขาเปิดออกอากาศให้ลูกค้าฟัง

แล้วผมก็ยังคงจดจำท่อนฮุกของเพลงนี้ได้ อย่างเหนียวแน่น

เป็นเพลงที่น่าเปิดตอนงานแต่ง ถ้าผมได้มีโอกาศแต่งงานนะ 5555



มันคงจะอินดี ผมชอบทุกๆท่อนของเพลงๆนี้ มันสวยงาม จนบางทีฟังแล้ว เจ็บลึกๆในหัวใจ ว่าเราน่าจะได้มีใครสักคนจริงๆ



ใครสักคนที่ไม่ต้องรอ ไม่ต้องมีกฏเกณท์มาบังคับ



มานั่งดูดาวด้วยกัน ในยามที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ในยามที่ท้องฟ้า กลายเป็นสีดำ สนิด ทั่วทั้งท้องฟ้า



มองดูแสงไฟ และ แสงดาวระยิบระยับ จากอีกด้านนึงของขอบฟ้า ที่ๆห่างไกลจากที่ๆเราอยู่กันนี้ เกินกว่าจะกำหนดได้ว่ามันไกลเท่าไร



คงจะมีอะไรในโลก อีกมาก ให้ผมพบเจอ และผมหวังว่า วันพรุ่งนี้ เวลาที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ....... จะไม่ต้องรู้สึกตัวคนเดียวอีก


โอ้ยยยยย ..... เพลงเพราะจังเลยครับ ... ชอบ ...

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... สำเพ็ง ...

เมื่อวันพ่อที่ผ่านมา เป็นวันหยุดที่ใครหลายๆคนอาจไปลั้นลากัน


แต่ผม เลือกที่จะไปสำเพ็งกับแม่


ไปสัมผัสชีวิตที่ผมไม่ได้ทำมานานมาก นั้นคือไปหิ้วของให้แม่ ในช่วงเช้าตรู่ ตอนตี 5 ของวันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม


เมื่อก่อนสมัยที่ยังคงเป็นนักศึกษา เฟรชชี่ (รึเปล่า) ตอนนั้นผมต้องไปสำเพ็งกับแม่ ทุกอาทิตย์ ช่วงนั้นรู้สึกเซ็งมากๆ ครับ แหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตี 4


เพื่อออกไปหิ้วของให้แม่ เดินเบียดๆกับแม่ค้าพ่อค้า นับร้อยๆ คน



สำเพ็งตอนเช้า เป็นอะไรที่วุ่นวายมากๆ ทั้งคนซื้อ กรูก็จะซื้อ เดินๆ ตามหลังในตรอกแคบๆที่จุคน สัก 500 คนได้อยู่ดีๆ หยุดกึก ดูของสะงั้น ส่วน คนขายก็จะขายๆๆๆ


ไม่สนใจว่า"คนติดยาวไปจนถึง ปากตรอกแล้ววววว" และในตรอก ที่มีทางเดินกว้างแค่ 1 เมตร ที่คนต้องเดินสวนกันแทบจะไม่ได้แล้วนั้น สามารถมีรถเข็นขายน้ำ และขายผลไม้ ของกิน ลูกชิ้นปิ้ง หมูทอด ไปยันข้าวไข่เจียวได้ กรูจะบ้าตาย


และถามตัวผมนั้น จะต้องมีถุงใบย่อมๆของซานตาครอสแบกฝ่าฝูงชนไปด้วย




มันเป็นอะไรที่ทุลักทุเล แต่เมื่อเช้าวันนั้น เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกคิดถึงการทำแบบนี้ นานเท่าไรแล้วที่ผมไม่ได้เดินตามหลังแม่ที่เดินพริ้วมาก ซอกแซกผู้คน มองดูร้านรวง และตึกรามบ้านช่องที่มันมีเสนห์มากๆ และเป็นเอกลักษณ์ที่สำเพ็งสุดๆ




... เมื่อฟ้าเริ่มสาง ...

และเป็นเช้าที่ผมมีความสุข ไปยืนเบียดๆ ช่วยแม่เลือกต่างหูมาขาย ได้เห็นแม่เลือกของ คุยกับคนขายเหมือนเป็นญาติกัน แม่ผมมักจะซื้อของร้านเดิมๆ เสมอ



ได้พบเห็นร้านบางร้าน ที่เจ้าของเป็นเด็กสาวพม่า สมัยก่อนเธอยังพูดไทยไม่ชัดเลย แต่ตอนนี้ พูดชัดมาก ร้องเพลงไทยได้อีกตะหาก 555+



หลายๆอย่างรอบๆตัว แม้ว่าจะอยู่คงเดิมครบถ้วน แต่ผมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงไป



ตัวของผมเองก็เช่นกัน แก่ขึ้น 555++




อืม....


คุณเคยเป็นไหม ที่ไม่กล้าเขียนอะไรลงไปในไดอารี่ตัวเอง เพราะกลัวว่า หากมันไม่เป็นไปตามนั้น จะเกิดอาการอับอายตัวเอง



ทำให้คุณรู้สึกว่า ยังไม่แน่นอนเลย มึงจะเล่าทำเหี้ยอะไรเนี้ย (แต่กรูก็เห็นมึงเล่าทุกคนอ่ะ)



มีผู้หญิงเข้าๆออกๆในชีวิตผม ตลอด ปี นี้ 3 คนแล้ว บางทีผมก็เหนื่อยๆที่จะถามตัวเองว่า เขาใช่ป่ะ ใช่ไหมว่ะ ... แต่แล้วเมื่อเกือบจะทำใจเนียนๆว่าใช้ เธอก็มีอันต้องจรรี ออกไป



จนตัวผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นมะเหงกอะไร



นี้ก็อีกแระ ... ที่ผมตัดสินใจอีกครั้ง ที่จะคอยผู้หญิงคนที่เคยทำให้ผมเจ็บปวดมาก่อน ให้เธอกลับเข้ามาในชีวิตผมอีกครั้ง



ผมตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กับคนเดิม



ฟังๆดูเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ แต่คนเรามีความหวังเสมอ แม้แต่กับสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด



เราต่างคนต่างโตขึ้น และผมคิดว่าเราเข้ากันได้ดีขึ้น



แต่ยังก่อน อย่าเพิ่งด่วนสรุปอะไร คงต้องดูๆกันต่อไปอีก ผมเบื่อจะคาดหวังหรือเดาอะไรแล้ว



เอาเป็นว่า มีเธออยู่ตอนนี้ ก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากมาย



และอยากที่จะปล่อยให้อะไรๆ มันเป็นไปเอง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมของมัน....

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... Someday ...

มันเรื่องยาก หากเราจะได้มีโอกาศเจอใครสักคนที่ใช่ในชีวิตเน่าๆของเรา


แต่มันมีเรื่องที่ยากกว่านั้น คือทำอย่างไรให้คนๆนั้นมองเห็นเรา และได้มีโอกาศร่วมชีวิตกับเขา


ในชีวิตของผมนั้น ไม่อาภัพขนาดแอบรักเขา แล้วเขาไม่เคยแม้แต่จะรู้ ผมยังได้มีโอกาศ "รัก" และได้รักตอบกลับมาจากคนที่รักนั้นๆ ทุกคน


แต่จะได้นาน หรือได้น้อยผมคิดว่าคงเป็นเพราะบุญกรรมที่เคยทำร่วมกันมา ผมคิดว่าชาติก่อนผมคงจะมีแฟนหลายคนมาก ชาตินี้เลยได้มาอยู่กับคนนั้นคนนี้อย่างละนิด อย่างละนานหน่อย


แต่ยังไม่ได้มีโอกาศได้ใช่ชีวิตร่วมกับใครนานๆ


ผมคิดว่าหลายๆคนคงโชติดี ที่รัก และได้รักตอบกลับมา มีคนรัก ที่น่ารัก ดูแลเอาใจใส่กันในทุกๆเรื่อง จะกินจะนอน จะโน่น จะนี้ ก็จะมีคนที่รักอยู่เคียงข้างๆเสมอ


ขอให้รู้ไว้เลยว่าคุณหนะ โชติดีกว่าใครๆในโลกนะนั้น รวมถึงคนที่พิมพ์ตัวหนังสือเหล่านี้ให้คุณอ่านอยู่ด้วย



ความรักสำหรับผมตอนนี้ ก็ยังเป็นสิ่งสวยงามอยู่ เวลาผมเห็นคนรักกัน ก็ยังคงไม่ได้รู้สึก อิจฉาหรืออะไร เพราะผมจะมีความรู้สึก มีความสุขไปด้วย ดีใจ ที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีคนที่เป็นเหมือนกันกับผมเพิ่มอีกคน


เมื่อหลายวันก่อนดู รายการ American Got Talent ทาง Truemove พบกับผู้หญิงคนนึง ชื่อ Kari Callin เธอเหมือน Susan Boyle มาก


แต่รู้สึกว่า จะตกรอบไม่ได้เข้าชิงนะ ผมพยายามเข้าไปหาอ่านข่าวของเธอ ตามเวบต่างๆ แต่ภาษาไม่แข็งแรงขนาดนั้น รู้แต่ว่าเธอไม่ได้เข้า 40 คน (ดูจากเวบ)


น่าเสียดาย คงต้องติดตามสาเหตุต่อไป


แต่ ... มีสิ่งนึงที่ผมได้จากทั้ง Susan และ Kari นั้นคือ คนพวกนี้ไม่เคยพบพานความรัก ไม่เคยมีใครเดินเข้ามาในชีวิตของพวกเขา


แต่พวกเขาก็อยู่กันมาได้ .... 40 ปี



ตอนนี้ผมไม่อยากฝันอะไรมาก คิดว่าบางที ถ้าไม่ได้มีใครที่ถูกสร้างมาเพื่อเรา นั้นก็คงจะไม่ใช่ความผิดของพระเจ้า


และก็มีผู้คนมากมายเขาก็เป็นแบบนั้น



ตอนนี้ผมเหมือนกำลังพยายามยอมรับ ในทุกๆวันของชีวิตให้ได้ทีละวันทีละวัน



แต่เหมือนบางทีก็จับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกัน



คุณเคยเป็นไหม ที่ก็อยากมีใครสักคนนะ แต่ ... ในเมื่อมันไม่มี .... มันก็ไม่เป็นไร



ไม่ใช่เรื่องสำคัญ



ไอ้ตัวผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าชีวิตมันจะแย่ไปกว่านี้ได้อีกไหม



และอยากรอดูจุดสิ้นสุดของความอดทนของตัวเองเหมือนกัน



อยากรู้ว่าชีวิตของคนๆนึงจะไร้ค่า ไร้จุดหมายไปตลอดชีวิตไหม ไร้ซึ่งความสุข และไร้ซึ่งอนาคต ความฝัน และแม้แต่พลัง.....

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... มนุษย์หน้าเหา ...

เมื่อวานเป็นวันที่ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะได้พบเจอคนประเภทหน้าเหาขี้เก็กมาก่อนในชีวิต


เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ จนอายุ 25 ขวบปี เพิ่งเคยเห็นของแปลก พิสดาร ก็เมื่อวานนี้เอง


เมื่อวานเป็นวันที่จะมีคนมาตรวจเฟอร์ตัวอย่างที่ทำเสร็จแล้ว ของรีสอร์ท ที่ผมออกแบบให้เขา ผมขอเรียกชื่อสมมุมติของรีสอร์ทนั้นว่า " ตะบันหน้าที ณ สมุย"


เจ้าหน้าที่ของรีสอร์ท และบริษัทเจ้าของรีสอร์ท ที่ผมออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้ มาตรวจดูเฟอร์ตัวอย่าง


ไอ้ตัวกระผมนั้น เคยไปเสนอหน้าติดต่องานกับเขาหนแรก หนเดียว กับทางบริษัทเจ้าของโรงแรม ซึ่งคน 3 คน ประกอบไปด้วย 1 หญิง และ 2 เกย์ เป็นคนที่น่ารักมาก จะเอาอะไรก็บอก แจ้ง และยอมรับในการออกแบบของผม เขาโอเคกับแบบทุกอย่าง


จนกระทั่ง มี Designer จากทีมที่เป็นผู้ออกแบบทุกอย่างทั้งหมดให้กับรีสอร์ท ก่อนหน้าที่บริษัทเจ้าของจะ ปฏิเสธเฟอร์ทั้ง เซ็ทของเขา แล้วมาเอาแบบที่ผมออกแบบ


เหตุการณ์มาคุ เริ่มตั้งแต่ดิวงานกันตั้งแต่ต้นปี จนนี้จะปลายปีแล้ว แบบก็ยังไม่นิ่ง อีทีม Designer "ตะบันหน้าที ณ สมุย" พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะ เปลี่ยนแปลงแบบของผม


เจ้านายที่ไปดิวงานมักจะมาบ่นหัวเสียให้ผมฟังบ่อยๆ ว่า Designer ของ "ตะบันหน้าที ณ สมุย" กวนตรีนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางกิริยา และท่าทาง เรียกได้ว่าถ้าหากบริษัทเจ้าของไม่ชอบงานบริษัทผม บริษัทผมคงหลุดวงโคจรไปแล้ว


แต่ในที่สุดเราก็ได้ทำ วิลล่า 1 แบบ มีเฟอร์นิเจอร์ 4 แบบ ทั้งหมด 250 ตัว


จนในที่สุด เมื่อวาน ผมก็ได้เจอเข้ากับตัว เจ้านายยังไม่มาครับ แต่ว่า แขกต้องประสงค์ของเรามาถึงก่อนเป็นคนแรก นั้นคือตัวจี๊ดดดดด Designer "ตะบันหน้าที ณ สมุย" เด็กที่รับงาน เชิญเขาเข้าไปนั่งและออกมาเรียกผม ให้เข้าไปพบเขาก่อน


ผมเดินเข้าไปอย่างอารมณ์ดี เพราะยังเช้ามาก เห็นจากข้างหลังแล้วคับว่าเป็นผู้ชาย ต้องเป็นอีตาคนที่เราเคยส่งแบบให้แน่เลย


ผม ... สวัสดีค่ะ คุณเมธีรึเปล่าค่ะ (คนที่ผมเคยส่งอีเมลล์หาเขา)

ไอ้จี๊ด ... ไม่ใช่ เป็น Designer ของ "ตะบันหน้าที ณ สมุย"



เออ ... ผมเหวอๆ ไปเล็กน้อยนะคับ นอกจากเขาจะพูดจากลับมาด้วยน้ำเสียงไม่ดีแล้ว หน้าตาเขาบ่งบอกเลยว่ากรูไม่คุยกับมึง กรูจะคุยกับเจ้านายมึงประมาณนั้น


ตอนนั้นผมเปลี่ยนโหมด เป็นพร้อมรับศึกเลยครับ คิดในใจแล้วว่า ไอ้นี้ ไม่มาดีแน่นอน


คุณ Designer "ตะบันหน้าที ณ สมุย" คนนี้ มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆหนูนาตายซาก ตากแห้ง สีผิว เหมือนชาวเคนย่าโคยกำเนิด รูปร่างผอมโส สูงเท่าๆผม มีสีผมที่ทำไฮไลด์ขาวธรรมชาติทั้งหัว และสภาพเหมือนเพิ่งคลอดออกจากมดลูกมารดา แต่เท่าที่ดูอายุ ไม่น่าจะแก่กว่าผมเท่าไร


ตอนนั้นผมปั้นหน้าเป็นสนตรีนใส่มันทันที


ว่าแล้วเขาก็คว้าแบบจากมือน้องที่ทำงานผม แล้วจรดปากกาแดงของเขาลงไป แก้ไข โน่น นี้ นั้น ในแบบที่ผมแก้ไปแล้ว ในแบบผมทันที พร้อมกับพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสื่อสารกับผม แบบภาษาไทย 1 คำ ภาษาอังกฤษ 5 คำ ศัพท์เทคนิก ห่าเหวอะไรเขาขนมาประเคนใส่ผม ผมมั่นใจเจตนาของเขา คือต้องการให้ผม หน้าแหก ไม่เข้าใจที่เขาพูด ... แต่ ... คิดผิดสะแล้วมึง


เราประมึอกระบวนท่ากันพอหอมปากหอมคอ ชนิดที่ผมก็สู้ยิบตา ถามอะไรกรูรู้เรื่อง กรูอับเดท กรูตอบได้หมด


จนกระทั่งมีอาเสี่ยอีกคนเข้ามา (ไม่รู้ว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับเหมา)


อาเฮียแกรก็เอาเลยครับ ขนาดได้รึเปล่า มีการกั้นห้องตัวอย่างให้ดูไหม อ่าว ... ก็พวกมึงเป็นคนเฟิม เรื่องขนาดมาให้กรูตั้งแต่เมื่อชาติก่อน ตกลงมึงยังไม่ตกลงขนาดกันอีกเรอะ .... ฟายยยย


ทะเลาะตบตีกัน ไปอีกพัก คนของบริษัทเจ้าของโรงแรมก็มาครับ 1 หญิง 2 เกย์
สถานการณ์ โดนรุม 2 ของผมก็ดีขึ้น และเจ้านายผมก็มา


ตลอดเวลาของการตบตีถกเถียงกันเรื่องการปรับเปลี่ยน ต่างๆ ผมพบว่า ไอ้หน้าหนู นั้นไม่ให้ความสนใจกับผมเลย ทั้งๆที่ผมเป็นคนเขียนแบบในมือมัน แต่เวลาต้องการแก้ไข ไอ้หน้าหนูจะแจ้งความจำนงกับน้องที่ทำงานผม ที่ไม่ได้รู้เรื่องแบบเล้ยให้เป็นคนจดลายละเอียด สราดดด แสดงออกขนาดนี้ ต่อยกับกรูเลยไหม????


และเท่าที่ผมสังเกตุ Designer "ตะบันหน้าที ณ สมุย" หน้าหนู คนนี้ พยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะติดกลุ่ม ไปกับวงสนทนาตลอดเวลา


ทั้งๆที่ 1 หญิง 2 เกย์ และ 1 เฮีย นั้น ดู ... ผู้ดีมากๆๆ ...


Designer "ตะบันหน้าที ณ สมุย" จะแสดงท่าที สีหน้า ท่าทางเหมือนคนสำคัญที่ทุกๆคนควรจะต้องฟังเขา แต่ปัญหาคือ ... ไม่มีใครฟังเขาเลย ... กร๊ากกกกก


และแล้วศึกคนชนคนก็ตบตี กันเสร็จเรียบร้อย ก่อนกลับ ผมยืนอยู่ระหว่าง Designer "ตะบันหน้าที ณ สมุย" หน้าหนู นั้น กับกระเป๋าเป้ถูกๆของเขา โดยมีโต๊ะทำงานตัวอย่าง และ ตัวของผมเอง ขวางอยู่ ในระยะ 1 เอื้อมสุดแขน


นาย Designer "ตะบันหน้าที ณ สมุย" หน้าหนูตาย ตากแห้งนั้น พยายามอย่างมากที่จะเอาปลายนิ้วดำๆของเขา เกี่ยวกระหวัด กระเป๋าเป้ของตัวเอง โดยมีผม ยืนดูอย่างกวนตรีน อยู่ตรงหน้า โดยที่ไม่ช่วย 55555++


รู้สึกเลว ...


แต่ ... สะใจ เพราะกรูเกลียดมึงหว่ะ


เกิดมานี้เป็นครั้งแรกที่ผมเกลียดคนอื่นที่ไม่เคยรู้จักอย่างไม่มีเหตุผลแบบนี้ ต้องขอบคุณเขาที่เป็นผู้โชคดี

ได้รับเกียตินี้ เป็นคนแรก

น่าสงสารและหน้าสมเพชคนพวกนี้มากๆ

ผมหละเหนื่อยใจ ...

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... 2012 ...

ไปดูมาแร้น ไปดูมาแร้นนนน



"2012"



มันมากกกกกกกกก


"แต่"


ไม่ได้ทำให้กรูรักโลกขึ้นมาเล้ยยยยยย


เป็นอีกครั้งที่ผมไปดูหนังคนเดียว ... เฮ้อออ .... นี้แหละหนอ ชีวิตคนโสด


อยากดูมาก ไปทำ ATM ใบใหม่ที่ท่านแม่ไปลืมไว้ที่ตู้ที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็เลยดูสะเลย
คนแน่น แต่ก็ยอม


เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ว่า ใครเป็นเหมือนผมไหม แต่ผมรู้สึกว่า หนังมันสั้นๆ ยังไงไม่รู้ ฉากการดำเนินเรื่อง น้อยลง แต่ฉากโชว์ความฟู่ฟ่า อลังการ กับเพิ่มขึ้น ผมว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของเรื่องเลยนะ


แต่เรื่องนี้ถ้าดูเอามันนั้น ถือว่า คุ้มค่าเงินมากๆ พวกกราฟฟิตก็ล้ำหน้าไป ชนิดที่หาจุดจับผิดยาก แล้วก็ เก็บลายละเอียดได้ละเอียดยิบๆ


ตึกถล่ม เห็นคน เป็นตัวๆ ห้อยต่องแต่ง พื้นดิน พุดขึ้น ยุป ลง เห็นคนวิ่งกันเป็นตัวๆ ว่าไอ้นี้วิ่งไปทางนั้น อีนี้วิ่งมาจากทางโน่น




... ว๊ากกกกกก ...


ไม่รู้ว่าผมโรคจิตรึเปล่า แต่ติดมาตั้งแต่สมัย คลุกคลีอยู่กับสามีเกย์เก่า เพราะมันเรียนสถาปัตย์ภาพยนต์ ทุกครั้งที่ดูหนังมหากาฟย์ อะไรก็แล้วแต่ เวลาเจอฉากอลังการ สิ่งที่สายตาของผมโฟกัส


จะไม่ใช่ ตัวเอกของซีน แต่จะเป็นสภาพแวดล้อม กราฟฟิต ว่ามึงมีจุดให้กรูจับผิดไหมว่ะ


มันติดจนเป็นนิสัยแล้ว หนนี้ก็เหมือนกัน และก็พบว่า กราฟฟิตสมัยนี้ ยุคหลัง The lord of the ring ทำได้น่ากลัวมากๆ เพราะเราจะไม่สามารถแยกแยกได้ด้วยสายตาเปล่าแล้วว่าอันไหนของจริง อันไหนคอมพิวเตอร์


กราฟฟิตน่ากลัวสุดตีน แบบว่า หลอน เพราะมันเหมือนจริงมาก และแอบคิดว่า ที่มึงบอกว่าสร้างด้วยเงินทุนมากมาย แมร่งสร้างจากคอมทั้งนั้น ค่าทำกราฟฟิตมันแพงขนาดนั้นเลยรึ .... โอว ... กรูอยากไปทำกราฟฟิต บ้างงงงงงงง


พระเอกรอดตายได้ ทุเรศมาก เวอร์เกิน คนบ้าอะไรจะวิ่งเร็วทันเครื่องบินที่ เริ่งเครื่องกำลังจะ Take off 85 น๊อต นี้ไม่ใช่ช้าๆ เลยนะ กว่าที่ปีกจะเกาะอากาศ และ ลอยตัวได้


หนังทำได้ ทั้งเวอร์ และยังอิงความจริง ในเรื่องของการบิน เพราะผมดูแล้วไม่รู้สึกขัดใจ นอกจากตอนที่พระเอก กลายเป็นนักกีฬาวิ่งเหรียญทองโอลิมปิค วิ่งขึ้นเครื่องขณะ Take off ได้


แอบมีดราม่าซึ้งๆ ของความรัก ในครอบครัวสอดแทรกอยู่ตลอดเวลา


บางตอนทำให้ได้คิดว่า จงแสดงความรักต่อกันเถิด เมื่อ ยังสามารถทำได้ เพราะวันนึง เราอาจไม่มีโอกาศได้บอก หรือเขาอาจไม่มีโอกาศได้ยิน ก็ได้


ผมชอบที่ บางผู้นำประเทศเลือกที่จะอยู่และตายในประเทศของตนเอง


เป็นคุณหละ หากคุณมีเงิน จะเลือกทำอย่างไร จะเลือกจ่าย 1000 ล้าน ยูโร เพื่อมีชีวิตอยู่ดูอวสานของโลก ดูผู้คนมากมายฉิบหายมลายไปกว่าค่อนโลก หรือว่าจะยอม ... วัดดวงอยู่บ้าน



... น่ากลัวฉิบหาย ...

... น่ากลัวได้อีก สัดดดดด ...


แต่ถ้าเป็นผมนะ ขอเป็นแถวหน้า ตายก่อนได้ไหม จะได้จบๆไป วันนึงหากเป็นเช่นนั้น ผมคงจะอยู่บ้านกับพ่อแม่ รอดูวินาทีสุดท้ายในชีวิตตัวเอง คงจะไม่ไปไหน เพราะ .... มึงจะหนีไปไหนพ้นอ่ะ ลำพังขับรถขึ้นเหนือไปจีน 3 วัน มึงจะขับไปพ้นประเทศไทยรึยังเหอะ 5555


แต่ผมชอบที่มีตัวละครตัวนึงพูดในเรื่อง จำไม่ได้แล้วว่าใคร แต่เขาพูดประมาณว่า "พระเจ้าจะเป็นผู้เลือกเอง ว่าใครจะอยู่ หรือตาย " นั้นดิ อยู่บ้านเฉยๆ ผมอาจรอดก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเหนื่อยดิ้นรนไปตายในที่ๆ ไม่รู้จัก แถวๆตะเข็บชายแดน


อย่างน้อย ผมคงเป็นคนส่วนมาก 555 วันนั้นใครๆเขาก็ตายกัน เราก็ตายมั่งดิ จะอยู่เป็นคนส่วนน้อยไปใย


แต่ถ้าผ่านพ้น ช่วงเวลานั้นไปแล้ว โลกอาจจะสงบ และสะอาดขึ้น เพราะว่า คนมีน้อยลง ลดไปหลายปาก
มีคนนึงเขียนไว้ในเน็ทได้ดี ว่า " ถึงเขาจะไม่ได้เกิดมาในยุคกำเนิดโลก แต่ได้อยู่ในยุคสุดท้ายของโลก ก็โอแระ " 5555 เจ๋งดี


ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่ได้ทำให้ผมรักโลกมากขึ้นเลย เฉยๆ นะ


แต่ทำให้ผมรักครอบครัวมากขึ้นอีก


และรู้สึกว่าเวลาในทุกๆวันที่ผมให้กับแม่ และก็พ่อ ผมว่าก็โอแหละ ถึงจะมึนๆ เบื่อๆ แต่ก็ดีใจ ที่ได้ทำอย่างที่ทำทุกวันนี้ ทุ่มเทให้กับพ่อแม่ เหมือนที่เขาเคยทุ่มเทให้กับเรา เมื่อเรายังเล็ก


ช่างเถอะครับ บางทีผมก็ปลงๆนะ ถ้าหากผมจะไม่ได้เป็น หรือไม่ได้ทำ อะไรที่ผมอยากทำ เพราะแม่ก็เคยไม่เป็น ไม่ไป ไม่ทำ อะไรที่เคยเป็นฝันของเขา เพื่อผมเหมือนกัน ซึ่งนั่น ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่ผมรู้สึก และผมภูมิใจ ที่มีแม่ เป็นแม่ผม



แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ขนาดผมพยายามอินเต็มที่ก่อนดูแล้วนะ เดินออกมา ตอนหนังจบ ก็เฉยๆ


ไม่เหมือนบางเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกตราตรึงได้ ขนาดเดินออกมาจากโรงแล้วยังน้ำตาไหล ประมาณนั้น


เป็นหนังเรื่องนึงที่ เนื้อเรื่องงั้นๆ กราฟฟิตน่ากลัวสัดๆ แต่มันดีอ่ะ ....


ปล. อีกเรื่องที่อยากพูดถึง ผมไม่เชื่ออ่ะ ว่าโลกจะแตก 2012 โลกก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนเน่าๆ เต็มประเทศไทยนี้อยู่ดีแหละ ...

.
.
.










วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... ใครว่าเป็น Designer สบาย ...

สวัสดีครับ


พักนี้งานเข้า แต่ก็ขี้เกียจพอๆกับปริมาณงาน


Showroom ใหม่ๆ ที่บริษัท ของผม กำลังจะย้ายมาจากสีลมใกล้จะเสร็จแล้วครับ


เป็นห้าง อะไรสักอย่าง ชื่อ คริสตอร์ล ดีไซด์ ชื่อไฮโซ มากจนสะกดไม่ถูก อยู่ตรงแถวๆเรียบทางด่วนรามอินทรา





... ซุ้มประตูลายๆหน้าร้านนี้ ฝีมือผมเองครับ ...


... อันนี้ก็ด้วยครับ แต่อีก 2 วันจะมีกระจก และไม้ระแนง มันจะสวยกว่านี้ครับ ...

นอกจากการออกแบบของพี่ที่แผนกอีกคนแล้วนั้น ไอ้กระผมก็ มีส่วนร่วมกับเขาด้วย เช่นประตูหน้า และซุ้มเสา ซึ่งยังไม่เสร็จดี


หากเฟอร์ๆ ของผมที่ออกแบบ โดดเด้งเข้าตา อย่าลืมไปอุดหนุนบ้างก็ได้นะครับ ถ้าไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร 555+++



ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า ผมเป็น Designer เต็มตัว กับเขาแล้ว ทำงานโปรเจ็กได้ รับลูกค้าได้ และ คุมช่างได้


พานพบลูกค้ามาก็หลายแบบ


จิตตกมาก็หลายครั้ง


มีลูกค้านานา ประดามีเข้ามาให้รู้สึกอยาก จะฆ่าล้างโคตรก็มี


ครั้งนึง นานมาแล้ว ที่ผมยังคงเป็น Designer มือใหม่ นั่งเคาร์เตอร์ ออกแบบอยู่ที่แกนด์โฮมมาร์ทสาขาแฟชั่นไอร์แลนด์


เคยมีลูกค้า เดินดุ่มๆ เข้ามาที่หน้าเคาร์เตอร์ที่ผมกำลังเล่นเน็ทอย่างเพลิดเพลิน ตอน 5 โมง 50 (ใกล้จะเลิกงานแล้ว) และบอกกับผมด้วยท่าทางมึนๆว่า .... คุณๆ ช่วยออกแบบห้องน้ำสวยๆให้หน่อยสิ

เออ .... อึ้งแดกไป 2-3 วินาทีหละครับ


อ๋อ ... ได้ค่ะ แล้วอยากได้แบบไหนหละค่ะ ตอนนั้นผมกำลังจะคว้า หนังสือบ้านและสวนใกล้ๆ ให้เขาดู

ไม่มีอ่ะครับ แต่คืออยากได้แบบสวยๆหนะครับ ...... เฟี้ยเอ้ย กรูจะรู้มึงไหมหนะ ว่าสวยๆของมึงหนะ แบบไหน


แล้วเลือกกระเบื้องรึยังค่ะ


ยังเลยครับ ... น่าน ... ขออันเชิญคุณมึงช่วยไปเลือกกระเบื้องก่อนเลย นะค่ะ ... ว่าแล้วผมต้องเรียกเซลล์มาช่วยพามันไปเลือกกระเบื่องก่อนเลยไป้!!!


และเมื่อลูกค้าไปพ้นสายตาแล้ว ผมก็ ..... เผ่นนนนน สิครับ รีบย้ายก้นไปจากเคาร์เตอร์อย่างด่วน เดินหลบหลีกไปตามห้อง ม๊อกอับ ต่างๆๆ จนได้เวลาเลิกงาน


ถึงคุณมึงจะได้กระเบื้องในดวงใจ แต่คุณมึงก็จะไม่เจอกรู 55555++


ใครจะโง่อยู่อ่ะ ยาวดิ โอทีก็ไม่ได้


ผมเชื่อว่า ปัญหาที่ Designer ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าๆ หลายๆคนต้องเจอเหมือนๆกันนั้นก็คือ ....


นี้ๆ .... เป็นนักออกแบบหรอ ช่วยออกแบบ โน่น นี่ นั้น ให้หน่อยสิ เช่น ... บ้าน ห้องน้ำ สวน ร้านขายของ ไปยัน เสื้อยืด ... กรุไม่ได้เป็น สไตล์ ลิส นะ กรูจบตกแต่ง


เออ .... เกิดอาการกระอักกระอ่วนหัวใจ .... ได้ๆ เอาแปลนมาสิ เอาขนาดมาสิ ....


อ๋อ ... ไม่มีหรอก (บ้านยังไม่ได้ซื้อ ร้านยังไม่ได้เปิด) เอา คร่าวๆ หนะ


จะบร้าเรอะ ...... แล้วกรูจะเริ่มต้นออกแบบให้มึงได้ยังไง ในเมื่อ ไม่มีอะไรให้กรูเลย เหมือนเวลามีคนมาบอกให้นับ เลยถึง เลข 10 แล้ว บอกว่าห้ามเริ่มจาก ศูนย์

เฮ้อออออออออออออ .......


คร่าวๆ พูดเหมือนง่ายนะ คร่าวๆ


บางครั้งชาว Designer อย่างผมๆ และท่านๆอีกมากมายต้องคลุกอยู่กับลูกค้าคนเดียวเป็นวันๆ เพื่อติดตามหาของในจิตนาการของลูกค้า มันกว้างมากคับ เช่น ชอบกระเบื้องแบบไหน .... กระเบื้องมีเป็นล้านแบบ


อ่ะ .... สีขาวๆ หนะ


สีขาวมีเป็นสิบแบบ กระเบื้องไทย แบบถูกๆ กระเบื้องนอกแบบแพงๆ กระเบื้องลื้น ๆ กระเบื้องแบบหยาบๆ กระเบื้อง ขนาดเท่าไร ปูที่ไหน ทำความสะอาดง่ายไหม ... และสีขาว ก็มีขาวเงา ขาวเทา ขาวเหลือง ขาวๆๆๆๆ โอ้ยยยยยย มากมาย


จนทุกวันนี้ผมรู้สึกเป็นพระคุณ ที่หลุดพ้นจากวงการขายส้วมและกระเบื้องมาได้


แต่พอตอนนี้จับพลัดจับพลูมาวงการ เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวก็ไม่วาย เจอลูกค้างี่เง่า ได้อีก บ่อยๆ


อย่างล่าสุด เจอลูกค้า งี่เง่าท่านนึง มาสั่งซื้อของ ไม่รู้ว่าใคร หรืออะไรเข้าฝันบอกเธอมาว่า ทุกอย่างของเฟอร์นิเจอร์เธอต้องเป็นไม้จริงสักทั้งหมด


อ่ะ ... จะบอกว่า ไอ้จริงสักมันก็ดีอยู่หรอก แต่ .... เนื่องจากทุกวันนี้ไม้ในป่า ที่เขาตัดมาทำเฟอร์นิเจอร์นั้นแทบจะโตกันไม่ทันอยู่แล้ว ไม้ที่ได้มา ส่วนใหญ่ เป็นไม้ที่ใหม่ และยังชื้นอยู่


ต่อให้เอามาอบ เอามาตากแดด เป็นเดือน ก็ยังไม่ดีเลยครับ เพราะอะไรรึ เพราะว่ามันจะแตกหนะสิ ครับ เกิดจากการที่ไม้หดตัวอย่างฉับพลัน เมื่อระยะเวลาผ่านไป


ผมอยากจะดูหน้าลูกค้าคนนี้จริงๆเลยว่า เมื่อวันนึงโต๊ะข้างที่เธอเจาะเจง ว่าจะเอา Top ไม้จริงนั้นเกิดแตกลายงาขึ้นมาจริงๆ เธอจะทำอย่างไร 5555++


แต่ความอุบาท ของเธอยังไม่จบสิ้นเท่านั้น ยังต้องมีสู้รบตบมือกับผมอีกหลายยก


ยกแรก เธอต้องการโซฟาไม้ยาว 220 เซ็น โซฟาบ้านป้ามึงหรอ ยาวขนาดนั้น ผมแสดงความเห็นส่วนตัวไปว่า ... มันยาวไปนะครับ


เธอรับไม่ได้ครับ จะทำตามที่เธอต้องการให้ได้ ถึงกับจะขอเปลี่ยน Designer กันทีเดียว


และยังมีอภินิหารอีกตัวที่เธอสั่งนั้นคือ เตียง 4 เสาแบบทำให้ถอดประกอบได้ โดยที่เธอมีโจทย์ให้ผม ว่า


1. มันเป็นเตียง 4 เสา และเธอจะไม่เอาเสา (แล้วมึงสั่งเตียง 4 เสาทำไม)


2. Top วางฟูกเตียงต้องเป็นไม้จริง (แมร่ง แตกฉิบหายกันหละคราวนี้)


3. เตียงดังกลาว ผมต้องคิดค้นวิธีการ สำเร็จโทษถอดประกอบมัน เพื่อให้เข้าประตูห้องทุกห้องในบ้านของหล่อนได้ เผื่อวันดีคืนดีเธออยากจะย้ายเตียง 4 เสาไม่มีเสาหนัก 2 ตันของเธอขึ้นลง บันไดบ้านเข้าห้องนอน ออกห้องรับแขกนี้เธอจะได้ทำได้


โอว ... พระเจ้า บร้าไปแร้นนนนน


เธอยืนกรานอย่างนั้น ถึงขนาดบังคับให้ผมไปที่บ้านของเธอเพื่อไปวัดประตูทุกๆบาน แล้วให้ผมเฟิมกับเธอว่า เข้าได้แน่ๆ


เธอโวยวายมากมาย เมื่อผมจะถ่ายรูป เธอบอกห้ามถ่ายบ้านฉัน ... เออ ไม่ถ่ายก็ได้ ประสาท


และผมค้นพบว่าประตูทุกบ้านของบ้านเธอก็เป็นประตูมาตรฐานบ้านทั่วๆไป นั้น คือ 90x200 cm. ไม่ได้แปลกพิศดารเหมือนที่ผมจินตนาการไว้เวอร์ตามคำบอกของเธอเลย


จนผมอยากจะบอกว่า ทำถอดประกอบ มันเข้าได้ทุกห้องอยู่แล้วหละคร้าบบบบบ ห้องน้ำก็เข้าได้ครับบบ ถ้าอยากจะไปกางเตียงนอนในห้องน้ำ


และก่อนที่จะจบเรื่องความงี่เง่า เธอยังมีขู่ว่า เข้าได้รึเปล่า ถ้าเข้าไม่ได้จะยกเลิกออร์เดอร์ทั้งหมด พี่เซลล์ที่รับเรื่องเขาก็คงจะรำคาญจนเหลือจะทนทาน จึงบอกรับไปว่า ยกเลิกก็ยกเลิกค่ะ


เจ๊แกรหายไป 2 วันครับ ก่อนจะกลับมาบอกว่า ขอร้องว่า ทำให้เข้าบ้านได้ให้หน่อย


5555555 มันบร้าไปแร้นนนนนนน


พอกรูทำก็ไม่พอใจ ยกเลิก พอกรูไม่ทำ ก็มาขอให้ทำ แมร่ง


สุดท้ายก็เปิดออร์เดอร์กันได้สะที


คุณเชื่อไหมว่า จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เคยเห็นหน้าเธอเลย นอกจากคำบอกเล่า ความเรื่องมากของเธอจากพี่เซลล์คนนั้น


เฮ้อออออ ... ใครบอกว่าอาชีพ designer สบาย มาต่อยกับผมเลยดีกว่า


แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ลูกค้าบัดซบนะครับ ลูกค้าดีๆ ก็มีมากอยู่ จนอยากจะตามไปเป็นคนใช้ที่บ้าน เพราะใจดีเกิ้น


แล้วคุณๆ ที่เข้ามาอ่านกันหละครับ คุณประกอบอาชีพอะไรกันบ้าง ... บอกผมบ้างเด้อ ....
.

.

.

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... Solo เดี่ยว ...

หวัดดีครับ ช่วงนี้เรื่องเครียดมากมาย จนผมขี้เกียจจะเครียดแล้ว เบื่อคับ


มาเล่าเรื่องอื่นๆ บ้างก็คงจะดี ทั้งกับตัวผมเอง และคนอ่านที่จะเหม็นเบื่อ และทำให้ไดร์นี้ถูกทิ้งรกร้างหยักใย่ขึ้น



ช่วงนี้ Designer กระจอกๆ อย่างผม เริ่มถูกปล่อยเดี่ยว หรือ Solo ตามศัพท์การบิน ออกไปพบปะลูกค้า และคุมช่างออกไปบ้านลูกค้า



เมื่อวานผมก็เพิ่งไป บ้านลูกค้าท่านนึง ที่แถวๆ เดอะมอลล์ บางแค ไปติดตั้ง ฉากมาคับ



ก่อนหน้านั้น เนื่องจากผมมีงานมากมาย จึงไม่ได้ความสนใจแก่ลูกค้ารายนี้นัก และหลังจากที่ออกแบบสิ้นค้าให้เขาจนพอใจและผลิดเป็นชิ้นงานออกมาแล้วนั้น



ผม .... Designer กระจอกๆ ก็ลืม !!! ที่จะคิดวิธีเอาไปติดตั้งหน้างาน



ทำให้ เย็นของวันสุดท้ายก่อนนำสินค้าไปส่ง ผมก็เกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาได้ว่า แล้วกรูจะเอาฉากนี้เข้าไปติดยังไงอ่ะ .... เออ นั่นดิ ฉิบหายแล้ว ฝ้าเพดานบ้านเขาก็เป็นยิปซั่มฉาบเรียบด้วย




แล้วจะยึดอยู่ไหมอ่ะ ........ งานเข้าและคับทีนี้


โทรไปขอคำปรึกษากับเจ้านาย ว่าจะทำเยี่ยงไรดี ต่างออกความคิด และก็ได้แนวทางแก้ไขมาคับ ว่าจะใช้พุกยึดฝ้าเพดาน



แต่ไม่สู้มั่นใจทั้งเจ้านายและผม ว่าไอ้เจ้าพุกพลาสติกที่ว่ามันจะยึดอยู่ไหมหนอ วันนึงไอ้ฉากนั้นจะล้มลงมาทับลูกค้าตาย ได้ลงข่าวหน้า 1 อีก




... ณ เคหะ สถาน บ้านลูกค้า ใหญ่มากกกก ใหญ่ได้อีก ...
แต่เอาเถอะ ใจดีสู้เสือ ไม่กลัวเฟ้ย








... ณ ฉาก ที่ผมออกแบบเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ...


แต่พอไปถึงบ้านลูกค้าก็ใจชื้นขึ้นเยอะเลยครับ เพราะว่า ฉากเดิมของเขาที่ฉากของเราจะไปแทนที่นั้น มันเป็นส่วนมุมของฝ้าเพดาน ซึ่ง จำต้องมีโครงภายในอะไรสักอย่างให้ยึดตะปูเกลียวได้อย่างแน่นอน
ว่าแล้วก็ดำเนินการติดตั้งโลด เจาะๆ ไสๆ ใส่ปลั๊ก










... นี้คือเฟอร์ที่ผมออกแบบ ส่งมาก่อนหน้าแล้ว รกมากๆ ...










... ภาพ 3D ก่อนหน้า ที่ผมทำครับ ...











แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี เลิกงานหัวค่ำอีกแล้ว ผมหละเบื่อ .... กลับถึงบ้านรู้สึกเหนื่อยเหมือนไปรบที่อีรัก




ช่วงนี้ ชีวิตผม ทำงาน กลับบ้าน เล่นเกมส์ แล้วก็เขียนคำศัพท์ นอกนั้นชีวิตก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก




ผมตัดสินใจแล้ว ว่าผมอาจจะไม่สามารถเรียนรู้ แกรมม่าภาษาอังกฤษเข้าใจได้ด้วยตนเอง




ผมจึงคิดว่า แกรก็ท่องศัพท์สิ อย่างน้อยแกรทำแกรมม่าไม่ได้ แต่แกรได้คำศัพท์ ก็ยังโอนะ




ตอนนี้ผมจึงพยายามจะท่องศัพท์ในดิกชั่นนารี่ให้ได้




รู้สึกเหมือนว่า ก็ยังดีกว่าหายใจทิ้งไปเปล่าๆ



ปล. ถ้าตอนนี้มีใคร อยากได้ Designer ทำแบบ ออกแบบให้ ติดต่อผมได้นะคับ 5555++






... นี้คือบ้านหลังตรงข้ามกับบ้านลูกค้า ผมชอบ ...









วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... พายุชีวิต ...

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในมรสุมชีวิต ใจกลางเฮอร์ริเครนแทคทารีน่า หาทางออกจากพายุก็ไม่ได้ จะหาตาพายุไว้หลบภัย พักแรงก็ไม่ได้

ได้แต่โต้ลมฝน ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุด






ตอนนี้ครอบครัวเรากำลังมาถึงจุดสภาวะที่อันตรายมากๆ ผมรู้สึกแบบนั้น ข้าวของมีค่าใดๆ ที่ตัวผมเองสะสมมา ต้องถูกนำออกมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา

มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าไม่เหลืออะไรในชีวิต



ผมยังมองไม่ออกด้วยซ้ำว่า เมื่อใด เรื่องบ้าๆพวกนี้จะผ่านไปสะที



กับที่ทำงานตอนนี้ผมรู้สึก เหมือนเครื่องจักรที่ทำงานเกินกำลัง ผมควบหลายตำแหน่ง และ ต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อมๆกัน เพราะความไม่มีสักยภาพของพี่หัวหน้าที่อยู่แผนกเดียวกัน ทุกให้ทุกๆคนเฮกันมาใช้บริการ Designer ที่เหลืออีกคน นั้นคือผม กันหมด



ตอนนี้ผมรู้สึกอยากพักร้อน อยากหลบลี้ไปไกลๆ สักพัก แต่จะไปไหนอ่ะ ในเมื่อเงินไม่มี ... จบข่าว



ผมค่อนข้างคาดหวังกับการขึ้นเงินเดือนและโบนัสสิ้นปีนี้ค่อนข้างมาก เพราะเจ้านายเป็นคนพูดกับผมด้วยตัวเอง ว่า เขาจงใจป้อนงานให้ผมทำ เพราะผมสามารถทำออกมาได้ตามความคิด และความต้องการของเขา





แต่เจ้านายลืมพูดกับผมไป 1 เรื่อง นั้นคือเรื่องของเงินเดือน















... โรงงานใหม่ ที่ผมต้องรับหน้าที่ออกแบบ เป็นธุระตกแต่ง เกือบทั้งหมด ... เฮ้อออออออออออ ....... เหนื่อย ...




ทุกวันนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆสำหรับผม ในทุกๆวัน ที่ต้องตื่นมาเจอสภาพเดิมๆ
ภาระหนี้สิน เดือนต่อเดือน และมันจะเป็นแบบนี้ไปอีก 2 ปี เพื่อใช้หนี้ที่กู้แบงค์มาให้แม่ และ 6 ปี กว่าที่รถจะหมด





พระเจ้า!!! บางทีผมก็ลืมไปแล้วนะ ว่าผมก็มีชีวิตของผมเอง มีความฝัน มีสิ่งที่อยากทำ และอยากมีชีวิตแบบที่คนอายุ 25 ปีเขามีกัน



บางทีทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่



ผมเหนื่อย และ จิตตก




เมื่อ 2 วันก่อน ในขณะที่เกิดอาการนอย ในจิตใจอย่างแรง ผมโทรไปหา ผู้หญิงที่กลับมาปรากฏตัวในชีวิตผมอีกครั้ง แล้วถามเธอว่า เธอจะเอายังไงกับชีวิตผมกันแน่


เธอบอกว่าเธอยังไม่พร้อม อืม .. ผมเข้าใจเธอ เพราะผมเองก็ไม่พร้อมเหมือนกัน แต่เธอมีประโยคนึง ที่ผมเคยได้ยินแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่ได้รู้จักกับเธอ


และนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เธอบอกว่า .. "ตอนนี้เธอยังไม่พร้อมที่จะเป็นแฟน แต่เธออยากมีใครสักคน ที่เธอรู้ว่า เขารักเธอ และเธอก็รักคนๆนั้นเหมือนกัน" เธอบอกรักผม


ผมไม่รู้ว่าเธอจะรู้ไหม แต่แค่ประโยคที่เธอพูด มันเหมือนดอกไม้เล็กๆสดใส แตกยอดผลิบาน ออกมาจากซอกภูเขาหิน ที่แสนเน่า และแห้งแล้งเหลือทนนี้


ผมไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังหวังอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่ผมหวังแค่จะมีชีวิตรอดไปได้ อยู่จนถึงช่วงที่พายุ ชีวิตลูกนี้สงบลง และจะได้มีโอกาศเห็นท้องฟ้าใสๆ อีกครั้ง







.

.

.

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

...Gattaca ...

เมื่อวาน หลังจากกลับไปบ้านแล้ว พ่อกับแม่ออกไปขายของ ยังไม่กลับบ้าน จึงเป็นเวลาส่วนตัวที่ผมจะสามารถให้กับตัวเองได้



ผมต้มมาม่ามานั่งกินหน้าทีวี และพบกับหนังเรื่องนึงทาง ฉายทางช่องหนัง Turemove




... Gattaca ...








เป็นเรื่องราว ของโลกอนาคต ที่มีการกำเนิดมนุษย์ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป โลกอนาคตในหนัง เป็นโลกที่ผู้คนสามารถตัดต่อพันธุกรรมของลูกของตัวเอง ให้ได้แต่ยีนที่ดีๆของพ่อแม่



เด็กที่เกิดมาจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เพียบพร้อมในทุกๆด้าน



และคนเราสามารถทำนายอนาคตของคนแต่ละคนได้ตั้งแต่ เกิดมาลืมตาดูโลกได้ไม่ถึง 5 นาที ว่าเด็กคนนี้ สามารถทำอาชีพใดได้บ้าง จะตายยังไง จะมีอายุขัยเท่าไร เขาสามารถบอกได้หมด



ซึ่ง .... ทำให้เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ระหว่างผู้คนที่เกิดจากการผสมเทียม(พันธุกรรมเด่น valid) และผู้คนที่เกิดโดยวิธีการตามธรรมชาติ (พันธุกรรมด้อย in-valid)






วินเซนด์ (อีธาน ฮอกด์) พระเอกของเรื่อง เกิดมาด้วยวิธีการตามธรรมชาติ และแน่นอน เขามีข้อด้อยมากมาย เขาถูกทำนายว่าจะมีอายุแค่ 30 ปี และจะเป็นโรคหัวใจ



พ่อแม่ของเขามีลูกใหม่ และแน่นอน พวกเขาเลือกที่จะตัดแต่งพันธุกรรมลูกคนใหม่




น้องชายของวินเซนด์เกิดมาสมบูรณ์แบบ มันทำให้วินเซนด์ รู้สึกแตกต่าง แต่เขาไม่เคยท้อ และคิดว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เขามีความฝันคล้ายผม ตรงที่เขาอยากเป็นนักบินอวกาศ เขาเรียนหนัก และฝึกฝนมากมาย



เพื่อต่อสู้กับข้อด้อยของร่างกายของเขาเอง และก็พบว่า ในโลกตอนนั้น การสอบ ไม่ได้เป็นตัววัดอีกต่อไปว่า ใครมีความสามารถหรือไม่มีความสามารถ พันธุกรรมต่างหากที่เขาใช้ตัดสินคน และมันเป็นสิ่งเดียวที่วินเซนด์เปลี่ยนแปลงไม่ได้



วินเซนด์และน้องชายของเขาชอบเล่นเกมวัดใจกัน โดยการว่ายน้ำออกไปจากฝั่งให้ไกลที่สุด มันเหมือนกับว่า เขาจะพยายามพิสูจณ์เสมอ ว่า เขาเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่เขาก็แพ้น้องชายของเขาเสมอ จนกระทั่งวันนึง .... เขาชนะ และยังช่วยน้องชาย ที่หมดแรงกลับเข้าฝั่ง คนเราสามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะทำ แม่ผมบอกกับผมเสมอ เรื่องนี้


แต่มันก็แค่นั้น ในชีวิตจริงวินเซนด์ทำได้เพียงแค่ เป็นพนักงานทำความสะอาดใน Gattaca บริษัทที่ส่งคนขึ้นไปสำรวจในอวกาศ ที่เขาใฝ่ฝัน เท่านั้น



แต่กฏมีไว้แหกเสมอ เมื่อวินเซนด์ติดต่อชายผู้หนึ่ง ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้ ชายผู้นี้เหมือนนายหน้า รับสวมพันธุกรรม โดยมี เจอร์โรม (พี่จูด ลอว์) ชายผู้ที่เกิดมาพร้อมด้วยพันธุกรรมเด่นมากมาย แต่กลับโชติร้าย ประสบอุบัติเหตุพิการ ขาทั้งสองข้างใช่ไม่ได้







ทั้งสอง แลกเปลี่ยน ชีวิตกันและกัน เจอร์โรม ให้วินเซนด์ หยิบยืม ร่างกาย และ วินเซนด์ ให้เจอร์โรม ยืม ความฝัน ......



มันไม่ง่ายเลยที่คนๆหนึ่งจะเป็นคนอีกคนหนึ่ง วินเซนด์ต้องผ่าตัดกระดูก เพื่อให้เขาสูงขึ้นอีก 2 นิ้ว เท่าเจอร์โรม ต้องสางผมและขัดเดาเซลล์ผิวที่ตายของเขาออกทุกวัน ต้องระมัดระวังไม่ให้มีเส้นผม หรือ DNA ด้อยของเขาตกหล่นในที่ทำงาน (Gattaca) เพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ว่า เขาไม่ใช่พวกที่มีพันธุกรรมเด่น







และเรื่องมันก็เกือบจะปูดออกมา เมื่อเจ้านายคนที่ล่วงรู้ถึงความลับของเขาถูกฆาตกรรม และ ขนตา ของวินเซนด์ถูกตรวจพบในที่เกิดเหตุ เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งๆที่ไม่ได้ทำ ทำให้การปลอมตัวเป็นเจอร์โรมยากขึ้น ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น จนแฟนสาวของเขาไอรีน (อูม่า เธอร์แมน) รู้ความจริง ว่าวินเซนด์สวมพันธุกรรมของเจอร์โรมแฝงตัวเขามาเพื่อไล่ตามความฝัน
ที่จะเป็นหนึ่งในกลุ่มนักบินอวกาศ

วินเซนด์ต้องต่อสู้มากมายเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝันของตัวเอง รวมทั้ง ต่อสู้ เพื่อให้รอดจากการถูกจับได้ โดยที่มีเจอร์โรมตัวจริง คอยช่วยเหลือในทุกๆวิถีทาง ผมรู้สึกจากหนังว่า เจอร์โรมมีชีวิต ผ่านวินเซนด์ มันเป็นความสุขบนความทรมานว่ามันน่าจะได้เป็นตัวเขาเองต่างหาก

ในตอนท้ายของเรื่อง หลังจากที่จับฆาตกรตัวจริงได้แล้ว ตำรวจที่มาสืบคดีนี้รู้ว่า วินเซนด์คือพี่ชายของเขาที่หนีออกจากบ้านไป และทั้งสองคนก็ทะเลาะกัน และออกไปว่ายน้ำ เป็นนัดล้างตา ว่าน้องชายที่เป็น Valid ของเขา แอนทาน ไม่ได้อ่อนแอ่ เหมือนครั้งล่าสุดที่เขาพ้ายแพ้พี่ชายที่อ่อนแอกว่าของเขา

แต่ปรากฏว่า ... นี้เป็นอีกครั้งที่ แอนทาน พ่ายแพ้ เขาตะโกนถามพี่ชาย ที่ด้อยกว่าเขาในทุกๆทาง ณ ช่วงเวลาที่อยู่กันกลางทะเลแล้ว ว่า .... "ไม่เห็นฝั่งแล้ว ว่ายกลับเถอะ ... นายทำได้ยังไง นายทำได้ยังไง " ...... วินเซนด์หันกลับมามองน้องชายของเขา และบอกว่า " ฉันทำไปแบบนั้น เพราะฉันไม่เคยเผื่อแรงเอาไว้ ว่ายกลับ ... "

เป็นคำพูดที่ทำให้ผมขนลุกในตอนนั้น ช่ายแล้ว ... ไม่เผื่อแรงเอาไว้ว่ายกลับ นั้นหมายถึง ชีวิตคนเรา จงทุมไปเถิด สุดตัว เพื่อสิ่งที่เป็นยอดปรารถนา

วินเซนด์ กลับมาบ้าน พบไอรีน เธอเองก็ยอมรับความบกพร่องของเขา รักเขาที่เป็นเขา เป็น In-valid

และพบ เจอร์โรม ที่เตรียม เอกลักษณะต่างๆของตัวเอง ไว้ให้วินเซนด์มากมาย ก่อนที่วินเซนด์จะขึ้นบินไปกับยานอวกาศ ในนามของ เจอร์โรม

เจอร์โรมเอง ก็จะออกเดินทางเช่นกัน ....

วันที่วินเซนด์ขึ้นบิน เขาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง กับแพทย์ผู้ตรวจ เพราะต้องตรวจฉี่ก่อนบิน แต่ก็ผ่านไปได้ เพราะแพทย์ผู้ตรวจ เป็นพ่อของไอรีน และเข้าใจถึงข้อบกพร่องของมนุษย์ และการเอาชนะมันเพื่อความฝัน แล้วก็ได้เฉลยว่า ไอรีน คนรักของวินเซนด์คือ ลูกชาย!!! ของเขา 5555+

ส่วนเจอร์โรมตัวจริงนั้น ... ก็ออกเดินทางในรูปแบบของเขาเองเช่นกัน โดยการแต่งชุดหล่อและคลานเข้าไปในเตาเผา เอาเหรียญเงินที่ได้จากการว่ายน้ำ ที่เนื้อเรื่องปูพื้นมาว่าเขามีความภูมิใจกับเรื่องนี้มาก คล้องคอ ก่อนจะจุดไฟเผาตัวตนของเขาเอง ... ให้เหลือเพียงเจอร์โรมเดียว ที่จะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์แทนเขา

ผมชอบตอนที่เห็นเขาเอาเหรียญนั้นคล้องคอ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่ว่าปัจจุบันมันจะแย่แค่ไหน แต่ .... อดีตที่งดงามที่ตัวเราเองเป็นคนสร้าง มันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าเสมอ และยังไงๆ มันก็มีค่ามากกว่าสิ่งที่คนอื่นทำแม้จะเป็นชื่อของเรา

หนังเรื่องนี้สอนอะไรผมมากมาย .... " เวลาพวกเขามองนาย พวกเขาไม่ได้เห็นนาย แต่เขาเห็นฉัน " นี้เป็นสิ่งที่เจอร์โรมบอกวินเซนด์

ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอม ที่คนเราสามารถทำอะไรต่างๆได้อย่างมากมาย เพื่อความฝัน เพื่อสิ่งที่เป็นยอดปรารถนา

แม่ผมบอกเสมอ .... ว่า แกรทำดีที่สุดแล้วรึยังหละ ... ไม่มีอะไรที่แกรทำไม่ได้ ถ้าแกรอยากจะทำ

วันนึง ... ผมก็จะว่ายน้ำออกไป และไม่เผื่อแรงไว้ว่ายกลับ ในสักวัน ....
.
.

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

... การกลับมา ...

สวัสดีครับ


สวัสดีผู้อ่านทุกคน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเข้ามาอ่านก็ดี


เมื่อวานไปเมืองทองมาครับ ไปงาน Big+Bih ที่บริษัทผม ไปจัดบูทออกงานตามเคย บริษัทผมไม่เคยพลาดการออกบูทที่เมืองทองสักครั้ง


จะพบเฟอร์บริษัท AGAL ได้ทุกงานเฟอร์ของเมืองทองธานี 55555+++


ผมไป ก็จริง แต่ไม่ได้เข้าไปในงาน .... มึงไปเพื่อ?????


จึงไม่มีรูปมาฝากสักกะใบ


และก็มีบางอย่าง เกิดขึ้นกับชีวิตผมที่ผ่านมา


ผมเลิกกับสาวเทคนิกการแพทย์แล้ว ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างที่ผมไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่เธอต้องการได้ ผมรู้ว่าผมเป็นแฟนที่ห่วยแตก


แต่ ... ชีวิตผมตอนนี้ ผมก็รู้ว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งเธอเอาไว้ ในเมื่อเธอมีสิทธิ์ที่จะได้พบคนที่ดีกว่า


เนื่องจากว่า ผมป่าวประกาศไว้ว่า เธอคบกับผม เมื่อหลายเดือนก่อน แถมเอารูปของเธอมาลงด้วย ผมคิดว่าจึงเป็นการสมควรที่จะบอกด้วยเหมือนกัน เมื่อเลิกกับเธอไปแล้ว


ก็นี้ไดร์ผมนิ ....


การตกลงใจคบกับใคร หรือ เลิกกับใครในชีวิตเราสักคน ไม่ว่าระยะเวลามันจะสั้นมาก หรือยืดยาว ก็คงจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ผมเองก็เช่นกัน แต่เมื่อชีวิตมันเป็นอย่างนั้น ผมก็ต้องยอมรับมัน
เมื่อวาน ผมไปพบใครคนนึง ...... เราเคยรักกัน .... เมื่อต้นของไดอารี่อันนี้ ปีที่แล้ว .... (จะมีใครสนใจแกรขนาดนั้น)


เป็นแม่ของลูกผม 1 ตัว


เราไม่ได้เจอกัน 1 ปี มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอมากมาย กับผมก็เช่นกัน


ผม... ผ่านผู้หญิง 2-3 คน
เธอ ... อยู่เฉยๆ พักเรื่องรัก



ผม... ได้กรรมสิทธ์รถของครอบครัว
เธอ ... ออกรถใหม่ ป้ายแดง



ผม ... หน้าที่การงานมากขึ้นท่วมหัว เงินเดือนเท่าเดิม
เธอ ... ถูกแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนผู้จักการสาขา เงินเดือนไม่ขึ้นเช่นกัน



ผม ... มีหนี้สินท่วมตัว ผ่อนรถ เช่าบ้าน จ่ายหนี้แบงค์
เธอ ... ก็ก่อหนี้สินท่วมตัวเช่นกัน 5555 ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด เรียนปริญญาโท



ผม ... เปลี่ยนแปลงไป ในทาง เลวลง เป็นคนชั่วสารเลวขึ้นเป็นกอง
เธอ... เปลี่ยนแปลงไป ในทาง ที่ดีขึ้น ดูเธอใจเย็นขึ้น และเข้าใจผมมากขึ้น ชีวิตเธอ ถึงจะรับภาระหน้าที่เกินตัว แต่ทุกๆอย่าง เพื่อตัวเธอเองล้วนๆ



ถ้าเธอผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ชีวิตเธอก็จะมีครบทุกอย่างในเวลาอันรวดเร็ว
ผมเองได้เจอเธอ ได้รับรู้ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง ก็ทำให้รู้สึกดีกับเธอไปด้วย อย่างน้อย ตอนนี้เธอจะเหนื่อย แต่ก็เหนื่อยเพื่อตัวของเธอเอง



ไม่เหมือนผม ที่เหนื่อย เพื่อพ่อแม่ วันนึงเมื่อหมดหนี้หมดสิน ผมก็ยังคงเป็นคนที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม แต่เธอจะมีบ้านมีรถ มีปริญญาโท มีทุกๆอย่างที่คนๆนึงพึงจะมีเพื่อตัวเอง



ดูแล้วแอบอิจฉาชีวิตของคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบพ่อแม่ คนที่พ่อแม่วางรากฐานมาดีแล้ว ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะไรนอกจากตัวเอง




บางทีผมก็คงจะแค่เหนื่อยเกินไป และเบื่อหน่ายที่พ่อคอยจะทำให้ครอบครัวต้องมานับ 1 ใหม่ อีกไม่รู้กี่หน มีสภาพจนสุดกู่เหมือนเมื่อ 8 ปีก่อน



ผมยอมรับว่ากลับไปเกลียดพ่ออีกแล้ว เกลียดที่เขาไม่เคยมีความรับผิดชอบอะไรต่างๆ ที่พ่อสักคนพึงมี



หากวันนึงผมได้เป็นพ่อคน ผมจะไม่มีวันทำให้เรื่องบัดซบต่างๆ เกิดขึ้นกับเมียและลูกของผมเด็ดขาด ผมจะดูแล พวกเขาอย่างรอบคอบ และไม่ทำให้พวกเขาต้องลำบากอีกเลย



เมื่อวานขณะที่ผมกับเธอนั่งกินชาบูด้วยกัน เหมือนที่เราชอบ เธอดูแปลกออกไปมากมาย เธอเล่า เรื่องที่บ้าน เรื่องที่ทำงานของเธอให้ผมฟัง อย่างที่เธอไม่เคยทำมาก่อน แม้ตอนที่เราคบกัน



และผมชอบที่เธอเป็นอย่างนี้ เพราะมันเป็นเหมือนคำเชื้อเชิญ ว่าเธอพร้อมที่จะให้ผมเข้าไปในชีวิตเธอ (อันนี้ผมคิดเอง) เพราะตลอดเวลาเธอจะแยกผมออกจากชีวิตส่วนตัวของเธอโดยสิ้นเชิง



ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้วตอนเราทะเลาะกัน เธอเคยพูดกับผมว่า "เราอาจเลิกกัน 5 ปี แล้วอาจจะกลับมาอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตก็ได้" มันเป็นประโยคที่ผมยังคงจำได้ เธอเองก็ยังจำได้



ผมไม่สู้มั่นใจนัก กับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ จะดี หรือไม่ดี อะไรๆในชีวิตผมก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันตอนนี้


เพียงแต่ว่า ผมรู้สึกสบายใจ และมีความสุข ที่อยู่ๆก็มีเธอกลับเข้ามา
ผมอ่อนไหวง่าย ผมรู้ แต่ผมก็คือผม เดินหน้าไปเรื่อยๆ แม้ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก็ตาม



คำถามวันนี้ .... ผมสารเลวไหม??? ...



1. เมียเพื่อนก็เอามาแล้ว

2. ทำพ่อแม่ร้องไห้ก็เคยแล้ว

3. เกลียดพ่อตัวเอง (เป็นตลอดเวลาที่เห็นหน้าพ่อ)

4. สนใจความรู้สึกคนอื่นน้อยลง

5. เห็นแก่ตัวมากขึ้น

6. เลิกกับแฟนปุ๊ป พอมีคนเข้ามาก็รักปั๊ป





ขอบคุณครับ ....

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

... Notthing Hill ...

วันนี้ผมเอาแผ่นวีซีดีเก่าๆ หนังเก่าๆ มาเปิดใส่หูฟังที่ทำงาน ผมชอบทำแบบนั้น เพราะว่าติดมาจากตอนเรียน ที่ดูทีวีไป ทำงานไป แต่ได้ชิ้นงาน เพราะผมจะทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเบื่อ


นี้ก็เช่นกัน มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แล้วก็เปิดทีวีไปด้วย


หลายวันแล้วที่ชีวิตผมยุ่งเหยิง แล้วก็รู้สึกท้อแท้ หดหู่ บางครั้งการดิ้นร้นต่อสู้กับชีวิตเน่าๆของเราเอง นี้มันก็ยากเหลือเกิน



ผมรู้ว่ามันต้องผ่านพ้นไป เพียงแต่ว่าตอนนี้ ไม่รู้ว่า จะผ่านไปยังไง และเมื่อไรมันจะผ่านไป
และหลายครั้งที่อยากเขียนอะไรเล่าไปในไดอารี่นี้ แต่ก็กลัว ผมรู้สึกนิดๆ ว่าผมกลัวการเขียนไดร์ของตัวเอง



ผมไม่มีความสุขเลย และไม่รู้ว่าจะพูดมันออกมาอย่างไร



วันนี้ผมนั่งฟังหนังเรื่อง Notthing Hill ช่วงทำงาน หนังที่ดังมากๆ ช่วงนึง และเหมือนปฏิวัติวงการหนังรักในบ้านเราไป หนังดี ต้องคู่กับเพลงเพราะ ประมาณนั้น



หนังที่ออกฉายในช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ช่วงที่เรียกได้ว่ามีความสุขที่สุดเลยก็ว่าได้ ผมคิดถึงบ้านหลังเก่า ที่ผมอยู่มาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงนั้นผมยังได้ดูหนังเรื่องนี้อยู่ในบ้านหลังนั้นอยู่เลย บ้านที่ผมสามารถบอกใครๆได้ว่า มันเป็นบ้านของผม


และผม ชอบ ความรักของ แอนนา สก๊อต กับ วิลเลียม แท็กเกอร์
ถ้าหากเวลาที่เราคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้อง คนที่เรารัก ขอให้เขารักเรา .... และเขาตอบรับมัน และตกลง มันคงเป็นสิ่งที่วิเศษนะ ว่าไหม




แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเหมือนเป็นสิ่งที่เหมือนนิยาย ในความเป็นจริงจะมีสักกี่ครั้งกันที่คนเราคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้อง แล้วสำเร็จ ผมว่ามีไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ดอก

ผมชอบที่ช่วงที่พวกเขายิ้มให้กัน ในช่วงสุดท้ายของหนังมากๆ มันให้ความรู้สึก เหมือนว่าเรื่องร้ายมันจะหมดสิ้นไปแล้วนะ และต่อไปก็จะมีแต่ช่วงเวลาที่ดีๆ

คุณเคยดู Shall We Dance ไหม ที่ซูซาน เซอร์แรนดอนด์ แสดงเป็นเมียของริชาร์ท เกียร์ ให้นิยามของความรักเอาไว้อย่างลึกซึ้งว่า "คนรักกัน นั้นหมายความว่า ฉันมองเห็นเธอแล้ว และเธอจะไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป"
ไม่ถูกมองข้ามอีกแล้ว .... นั้นสินะ ไม่อีกแล้ว และคุณจะอยู่ในใจของคนที่รักคุณเสมอ

ความรักนี้ดีจังเลยนะครับ ถ้าไม่มันไม่อยู่ในตัวมนุษย์ ผมว่า มันคงจะดีกว่านี้มาก ถ้าหากความรัก ไม่ถูกผสมรวมกับอารมณ์ของมนุษย์

มนุษย์ รักได้ และทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะความรัก แต่ ณ ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ทำให้ความรัก กลายเป็นเรื่องหายนะ เผาผลาญ เกลียดชังกัน เพราะความรัก


พระเจ้าให้ความรักมนุษย์มา แต่ลืมบอกวิธีใช่มัน คงคล้ายๆ หมา ที่มีที่เปิดกระป๋อง


นานแค่ไหนแล้วไม่รู้ ที่ผมไม่ได้รู้สึกรักแรงๆ แบบในหนัง ไม่ได้หมายถึง รุนแรงแบบใช้กำลังนะ แต่ผมหมายถึง รัก แบบที่กินก็คิดถึง นอนก็คิดถึง สามารถคลุกอยู่ในห่วงความคิดคำนึงเช่นนั้นได้เป็นชั่วโมงๆประมาณนั้น

ผมไม่ชอบที่จะเติบโตเลย มีหลายอย่างที่เมื่อเป็นเด็กเราไม่เคยรู้ แต่พอได้รู้ .... ก็พบว่า เรื่องๆบางเรื่องไม่รู้ดีกว่า

สองขาผม มันก้าวอยู่ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าจะก้าวไปทางไหน และผมหวังว่าผมจะพบหนทางที่แน่นอนในเร็วๆนี้

ภาระหน้าที่ของครอบครัวที่มีต่อผม ผมจะไม่ทิ้งมันครับแม่ ผมจะดูแลแม่ เหมือนที่แม่ดูแลผม
เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้เนอะ ไม่สำคัญหรอกว่า เราต้องผ่านมันไปยังไง

ขอแค่เราผ่านมันไปให้ได้ เท่านั้นก็คงจะเพียงพอแล้ว ......

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

... ประกาศ ครับ ประกาศ ...

ประกาศคับประกาศ


สำหรับพี่ๆน้องๆ ที่ผ่านเข้ามาใน Blog ของผม


แล้วมีความประสงค์ดังนี้


กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย


กำลังจะเข้าเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป


หรือกำลังจะหาที่เรียนติวเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาเครื่องเรือนถอดประกอบ หรือออกแบบตกแต่ง เทคนิกในการเขียนสีน้ำ และวาดเส้น


ตอนนี้อยากเปิดรับติว วิชาความถนัดให้กับท่านใดที่สนใจ
ไม่ว่าจะเป็น


- วิชาวาดเส้น เพื่อใช่สอบความถนัด สำหรับน้องๆม.ปลาย หรือม.ต้น

- วิชาออกแบบตกแต่งภายใน สอนตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึง วิธีการเขียน persceptive และลงสีน้ำ

- วิชา เฟอร์นิเจอร์ถอดประกอบ สำหรับผู้ที่ต้องการความรู้เพิ่มเติมในวิชาเรียน

- รวมไปถึง รับสอนโปรแกรม Auto Cad และ 3D Max ด้วยครับผม


ผมเป็นเด็กลูกหม้อ วิทยาลัยช่างศิลป ครับ เรียนช่างศิลปตั้งแต่ ปวช. จนจบ ปริญญาตรี เอกออกแบบตกแต่งภายใน จบปี 2550


เรื่องค่าเล่าเรียน ผมคิดชั่วโมงละ 100 บาท ต่อ 1 คนครับ ผมว่างเฉพาะวัน อาทิตย์ ตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 15.00 น.

จะสอนครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง



ตึวอย่างผลงานสีน้ำคับ Thesis ของผมครับ



อยากจะประกาศผ่านเวบนี้ เผื่อว่าใครกำลังสนใจ หรือว่ามีญาติพี่น้อง กำลังต้องการเรียนเพิ่มเติมในวิชาดังกล่าว ติดต่อผมได้มีเบอร์ 085 985 5163 หรือ Email : maetee_vk@hotmail.com ครับ


เรื่องสถานที่เรียน กับ อุปกรณ์ และวันเวลา สามารถนัดแนะได้ตามสะดวกคับผม


ผมไม่เปิดเป็นคอสร์เลยนะคับ ลองเรียนก่อน จ่ายเงินตามชั่วโมง ถ้าหากไม่สะดวกก็ยังไม่เข้าเรียนได้ไม่เสียเงิน แฟร์ๆดีครับผม


ขอบคุณคับผม

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

... วันนี้วันเกิดผม ...

วันนี้วันเกิดผมหละ ... พอย่างเข้าตัวเลข 25 ขวบปี ความซวยก็บังเกิดกับผม

รถผมโดนกรีด ..... พระเจ้า ....

ปัญหาคือตอนนี้ ไม่รู้ว่าใครทำ จับมือใครดมไม่ได้ เพราะว่ารถจอดอยู่ที่รั่วโรงงานร่วมกับรถคันอื่นๆ แต่ไม่มีรถใครโดน

ผมมีปัญหากับใครหรอ ... คำตอบคือไม่มี ผมไม่เคยทะเลาะกับใคร ไม่เคยมีปัญหากับใคร แต่ .... ทำไมต้องเป็นรถผม แล้วรอย ก็ไม่ใช่เฉี่ยวชนแน่นอน

ผมหละเซ็ง โดนแม่ด่าไปกิโลนึง ยังลูกผีลูกคนอยู่ว่า จะได้รถมาทำงานอีกหรือไม่

แม่ง เอ้ย ทำไมชีวิตมันถึงได้ซวยแบบนี้


ผมไม่รู้ว่าใคร แต่รู้แต่ว่าต้องเป็นคนในโรงงานนี้แหละ แล้วที่สำคัญต้องเป็นผู้ชาย ไม่งั้นคงไม่มีปัญญากดจนมันบุบลงไปได้ หน้าตัวเมีย ..... ไอ้เควี้ยเอ้ย

แม่ง .... แทนที่วันนี้วันเกิดผม จะได้มีความสุข กลับต้องมาเซ็งจิต กับเรื่องบ้าบอ

25 ขวบปีนี้ ชีวิตผมจะดีขึ้น หรือว่าเลวลงนะ

เมื่อคืนคนพิเศษของผม โทรมาเซอร์ไพรด์เป็นคนแรก ที่อวยพรวันเกิดผม ผมดีใจที่วันเกิดปีนี้ มีเธอเข้ามาในชีวิตเน่าๆของผม และทำให้มันมีความหมาย

การได้รับความเอาใจใส่
การได้รับรู้ว่า ผมจะไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไปแล้ว

และการได้รู้ว่า ผมมีคนที่จะคิดถึง จะรักผม

มันเป็นสิ่งที่วิเศษ ที่ผมไม่คิดว่าจะได้รับมันอีก


ขอบคุณ ที่ทำให้วันเกิดของผม มีความหมายกว่าหลายๆปีที่ผ่านมานะคับ .......

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

... ment ment ment ...

วันนี้ปวดท้องเมนมากๆคับ ไม่เข้าใจว่าจะปวดไปไหนทุกเดือนๆ และเล่นมาตอนเช้า ยาก็กินไม่ได้ เพราะยังไม่ได้กินข้าว กินแต่ยาเข้าไปก็กระเพาะทะลุอีก


จึงต้องกลั้นใจ ขับรถมาทำงานทั้งๆที่ปวด เมื่อเช้า การจราจรติดขัด ผู้ขับรถสัญจรถนนร่มเกล้ารายอื่นคงได้มีโอกาศเห็นคนขับรถไปอ้วกไป เป็นครั้งแรก เหอๆ


ผมขับรถไปอ้วกไปจริงๆนะ เป็นสภาพที่นั่งสังเวชมากๆ เพราะเวลาผมปวดท้องประจำเดือนทีไร จะต้องมีอาการคลื่นเหียนอาเจียร หรือไม่ก็ถ่ายท้อง หรือบางทีก็ทั้งสองทางพร้อมกัน


ผมหละสมเพชตัวเองจริงๆ แต่ก็นะ มันผ่านไปแล้ว แม้ตอนนี้ยังปวดอยู่ แต่ก็พอจะอดทนทำงานได้


ผมพยายามจะเข้มแข็งขึ้นนะ เพราะถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงหยุดงานอยู่บ้านไปแล้ว แต่ตอนนี้ วันหยุดสำหรับผมต้องเก็บเอาไว้สำหรับความจำเป็นของครอบครัวเป็นหลัก เอาเถอะ ผมทนได้ ก็จะอดทน


เมื่อวานหนีแม่ ไปกินหมูกระทะกับคนพิเศษของผมมา เป็นเย็นนึงที่ ลกมาก วันนึง ไม่ได้คิดว่าจะไปตั้งแต่แรก ทำให้ชุกละหุก ขับรถก็เลยร้าน เข้าได้ก็ผิดเลน แล้วก็ไม่เข้าใจไอ้วิธีโบกรถของ เด็กโบกรถอีก งง จนลืมปลดเกียร์ว่าง พอถอนเท้าออกจากครัช เท่านั้น รถก็กระชากเดินไปข้างหน้า ชะรอย ดีที่เข้าเบรกมือไว้ ไม่งั้นคงโดนแม่ด่าไปหลายกระบุง


ไปกินกันสองคนทำให้รู้ว่า ยากต่อการป้องกันของย่างไม่ให้โดนไฟเผาจนเกรียม 5555 ชั่วโมงแรกจึงหมดไปกับการย่างๆๆๆๆๆ ทุกอย่าง


กว่าจะได้กินก็หน้ามันแทนมันหมูไป


หลายวันมานี่ มีผมมีเรื่องทะเลาะ งองแง กับเธอ ไม่หยุดหย่อน ผมรู้ ว่าผมเป็นแฟนที่ห่วยแตก เพราะว่าไม่ค่อยมีเวลาว่างให้กับเธอบ้างเลย


จนเกือบจวนเจียนจะบอกลากัน ด้วยเวลาอันกระทัดรัดเหลือเกิน แต่ก็นะ เธอก็บอกกับผมว่า เธอจะยังอยู่ต่อ ผมดีใจที่ได้ยินคำๆนี้ ผมรู้ตัวว่า ลำพังตัวเองตอนนี้ ยังต้องดิ้นรน ไม่มีเวลาแม้แต่จะให้ตัวเอง


ผมคงจะไม่โวยวาย ถ้าหากเธอจะไม่ทน เพราะผมเองก็ใช่ว่าจะดี


แต่ก็ดีใจ ที่เธอยังคงตัดสินใจ ที่จะอยู่กับผมต่อไป รักหัวแพงนะคับ ... หุ หุ


ปล. มีคนเคยถามว่า อะไรเอ่ย คล้ายๆ ประจำเดือน

- มาเป็นประจำทุกเดือน

- เดือนไหนไม่มา จะมีปัญหา


รู้ไหมอะไร .........





คำตอบคือ ... ก็เงินเดือนนี้แหละ ....




ปล.2 ได้มีโอกาศ HBD คนที่ผมยังคงจดจำได้ ว่าเขาเกิดวันนี้ และไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ก็ขอให้เขาสบายดี และพบเจอแต่ความสุข HBD ครับ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

... GO ...

ก่อนที่ตัวกระผมนั้น จะได้ทำการเผานั่งยาง The Moffatts วงสุดรัก สมัยเมื่อยังผูกคอซอง แต่ตอนนี้ อ้าย อาย ที่จะบอกใครๆ ว่าเคย กรี๊ด

ผมก็ขอกลับมาสรรเสริญ Hanson วงโปรด ที่คงเส้นคงว่ากว่า ด้วยมิวสิกที่ .... พัฒนาได้กระชากใจผมมาก Hanson โตขึ้นมาก มากจริงๆ

สมัยก่อน Hanson ทำมิวสิกได้อุบาทมาก ไม่สมกับเพลงอันไพรเราะ ... แต่ ณ บัดนาว เหมือนว่า ตอนนี้ทั้งสองอย่าง ที่พวกเขาได้ร่วมกันทำมา ได้เดินทางมาถึงพร้อมๆกันแล้ว ไม่มีสิ่งใดขาด หรือเกินไป

... GO ...

ผมชอบเพลงนี้จาก อัลบั่มล่าสุด The walk จังเลย เป็นเพลงที่ Hanson พัฒนาไปอีกขั้น แต่ มันคงเป็นแนวเพลงของพวกเขาเองเสมอ ด้วยทำนอง และจังหวะที่สาวกทุกคนคุ้นเคยกับมันดี น้อง Zac หน้ามล หล่อขึ้นมากมายก่ายกอง ชนิดที่สมัยเป็นเด็กไม่คิดว่าโตมาจะหน้าตาขั้นเทพได้ขนาดนี้

และซุ้มเสียง ก็แตกหนุ่มมาก ทำให้ตอนนี้ พี่น้อง 3 คน เสียงเหมือนกันมาก จนไม่สามารถแยกออกได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ว่าใครร้องท่อนไหน

และ ณ บัดนี้ เพลงนี้ Zac ร้องเอง เล่นเอ็มวีเอง รู้สึกได้ถึงความพัฒนาในทุกๆด้าน

เพลงนี้ความหมายดีมาก ..... คุณหลอกใครก็ได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอก ....

นั่นคือสิ่งที่ผมได้จากเพลงนี้

จงทำตามที่หัวใจของคุณปรารถนาเถิด ไม่มีใครที่มีอดีตที่ดี หากคิดสิ่งใด ส่วนลึกของหัวใจ ปรารถนาสิ่งใด .... จงออกไป .... ตามหาสิ่งนั้นเถิด

โอ ... น้ำตาจะไหลแหนะคุณ ฟังแล้วอยากจะหนีไปให้ไกลๆ จากทุกๆอย่างรอบตัว .... ไปทำสิ่งที่หัวใจปรารถนา .... ออกไปจากภาระหนี้สิน ออกไปจากกรอบของพ่อแม่ ..... ออกไป จากคำว่าเด็กไม่รู้จักโต



จนบางที ... ผมก็หลงลืม ... ไปแล้วว่า .... ผมก็มีชีวิต



...Go... By Hanson

For all the love we've made
Just one thing stays the same
The lamp gets dusty
The pipes get rusty
But I don't wanna wash my hands clean

Well you say you love me too
Then why won't you go through
With the nightly kisses
With the hits and the misses
Well if you can make it on your own...


Then go if you wanna go
But stay if you want to know the way
Through the mess we've made
Or lie in the bed you know or go

I heard your moving van
But I didn´t take a stand
You can't live with 'em
You can't live without 'em
I never thought I'd want to let you...

Go if you wanna go
But stay if you want to know the way
Through the mess we've made
And lie in the bed you know or go


For all the love we've made
Just one thing stays the same
The lamp gets dusty
The pipes get rusty
But I don't wanna wash my hands clean


(Then go if you wanna go)
Well you say you love me too
(But stay if you wanna know the way )
Then why won't you go through
(Through the mess we've made)
With the nightly kisses
(Or lie in the bed you know or go)
With the hits and the misses
Well if you can make it on your own...Then Go..

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

... Hanson ...

Hanson ... เออ โทษทีเถอะนะคับ มีใครรู้จักวงนี้บ้างอ่ะ 5555


วงนี้ดังเปรี้ยงปร้าง ด้วยเพลง weird เมื่อสักปี 1997 ตอนนั้นผมยังละอ่อน เพิ่งหัดฟังเพลงสากลใหม่ๆ
Hanson เป็นวงที่มีเพลงคุณภาพคับแก้วเสมอ เพราะพวกเขาแต่งเอง ทำเองทั้งหมด



แต่สำหรับบ้านเรา ช่วงนั้น Hanson จะถูกบดบังรัศมี ด้วยวงพี่น้อง The Moffatts เสมอ ยุคนั้น หากใครยังจดจำได้ 5555++ The Moffatts ดังมากกกกกก ๆๆๆๆ มากถึงมากที่สุด
ไดร์บ่งบอกอายุอีกแล้ว


แม้ว่า Hanson จะไม่ดังอะไรมากมายอีก หลังกจากเพลงประวัติศาสตร์ และพวกเขาก็ออกจาก EMI มาตั้งค่ายทำเพลง ทำเอง ผลิตเอง แต่ผมก็ยังคงติดตามเพลงของพวกเขาเรื่อยมา


และเห็นพัฒนาการของพวกเขามาตลอด คล้ายๆโตมาด้วยกัน


จากเด็กผมเผ้ากระเซิง ทำตัวเซอร์ๆ 3 คน กลายเป็นหนุ่ม มีลูกมีเต้ากันหมดแล้ว 5555 ตัวของผมเองก็โตไปพร้อมกับพวกเขาเหมือนกัน



ผมชอบพวกเขา ตรงที่พวกเขายังเหมือนเดิม Taylor มีเมีย ก็ยังคงอยู่กับเมียคนเดิม แม้จะมีลูกงอกออกมาถึง 3 คน ทุกคน เหมือนสามารถปรับตัวให้อยู่กับชื่อเสียงได้ ไม่เหมือนพวกพี่น้อง The Moffatts ที่ทุกวันนี้ผมว่า ล้มเหลวไม่เป็นท่ากับชีวิต แล้วพอไม่มีโปรดิวเซอร์ เพลงก็ฮ่วยแตก (555 คราวหน้าผมจะขุดคุ้ย เรื่องราวแสนเน่าของพี่น้องตระกูลนี้มาเล่าให้ฟังนะ เหอๆ)


วันนี้ ผม ซัก และ บิท เพลงรวมฮิตของพวกเขามาได้ (ผมซื้ออัลบัมแท้ของเขาทุกชุดนะ แต่ตั้งแต่เป็นเทปโน่น) แล้วแถมผู้แจกยังใจดี แถมอัลบัมใหม่ๆ ที่ไม่เข้าโปรโมทบ้านเรามาด้วยอีก 1

ตั้งแต่ปี 2007 โน่น เป็นอัลบัมที่ผมไม่เคยฟังมาก่อน คือ The Walk เพลงเพราะจังเลย ..... รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กๆผูกคอซองอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นเพลงใหม่ที่ไม่เคยฟัง แต่พวกเขาสามารถรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้มากๆ ชอบอ่ะ


อยากคุยให้ใครสักคนฟัง อยากคุยกับใครสักคนที่รู้จัก และฟังเพลงของพวกเขา แต่ดูท่าคนที่ทำงานผมจะไม่มีใครรู้จัก Hanson กันสักคน


ไม่รู้จะคุยกับใคร เลยมาระบายความชอบ ความปลื้มใจ ในไดร์น้อยๆของผมนี้
ถ้ามีใครเข้ามาอ่าน หากคุณมีความทรงจำคล้ายๆกับผม ชื่นชอบพลงของวงนี้เหมือนกัน ... ทักทาย ยกมือขึ้นสูงๆ นะคับ 5555++


ครั้งนึงที่ Hanson มาไทย เสียดายมากๆ ที่ตรงกับวันส่งงาน ไม่งั้นชีวิตของผมคงได้มีโอกาศยลโฉมความหล่อ ของ Taylor คนอาราย .... หน้าตาดีสัดๆ โอ้ย.... แอบปลื้มผู้ชาย 5555555

.

^____^

.

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

... จารึก ...

ความคิดถึง .....


มันพุดขึ้นมาเมื่อผมอ่านนิยายของคุณราชา วดี เรื่องกุหลาบของสิริน


หากใครเคยอ่านเรื่องราวของนิยายเรื่องนี้ จะพบว่าเป็นเรื่องราวความรักต่างวัยมากๆๆๆๆๆ ถึงมากที่สุดชนิดที่คราวลูกกันทีเดียว


คนเป็นนางเอก เธอชื่อ "จารึก" เธอเป็นเลสควีน เธอเป็นผู้ดี เธอเป็นคนที่สูงศักดิ์ สง่า และเพรียบพร้อม
ผมพบว่า ผมจิตนาการเกี่ยวกับเธอ และนึกถึง "นางฟ้า" ของผม ผู้ที่มีพื้นเพเดียวกันกับ "จารึก" เกิดและโตที่นั่น



ยิ่งอ่าน คำพูดคำจา "ค่ะ ... ขา " ในเรื่อง ก็ยิ่งทำให้คิดถึง ชนิดที่เรียกว่า เกือบจะกดโทรศัพท์ไปหาเธอทีเดียว



ไปทักทาย ถามสาระทุกสุขดิบ ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง ความรักของเธอ กับแฟนเด็กของเธอ เป็นอย่างไร
ผมไม่นึกเสียใจ ที่วันนี้ ไม่มีเธออีกแล้ว เพียงแต่คิดถึง เท่านั้น




ผมผิดไหมนี้ ที่มีคนรักเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้ว แต่ก็ยังอดที่จะคิดถึง ... ผู้หญิงที่เคยทำให้ชีวิตผมเหมือนสวรรค์บนดิน



ผมพยายามคิด ว่ามันก็แค่ความระลึกถึง และมีความสุขที่ได้คิดถึง เรื่องราวต่างๆ คล้ายๆเราเอาวีดีโอ ที่ถ่ายไว้ตอนคบแฟนคนเก่ามาฉายซ้ำๆ




นั่งดูภายในจิตใจ แล้วก็นั่งยิ้ม ว่าครั้งนึงเราเคยมีความสุข แบบไหน




วันนี้มันก็คงคล้ายๆแบบนั้น



แต่ชอบนิยายของคุณ ราชา วดี ชะมัด อ่านทีไร เคลิ้มทุกที ติดพันงอมแงม แม้จะอ่านจบไปหลายวันแล้ว แต่ก็ยังคงวนเวียนคิดถึง ผู้หญิงที่ชื่อ "จารึก" คนนั้นอยู่



คล้ายๆเธอเป็นผู้หญิงในสเป็คของผม คือ มีอายุ มีการศึกษา มีคำพูดค่ะๆ ขาๆ โอ้ยยยย หลงรักเลยคับ 55555++



เหมือนแอบนอกใจแฟนเลยเนอะ




เมื่อวานผมติดพัน ต้องขายของให้แม่ เพราะแม่หนีผมกับพ่อไปเที่ยวลาว ... กับแก็งเพื่อนๆของแม่


แฟนผมเธอจึงมาช่วยผมขายของ ... ตั้งแต่มีแฟนมาไม่รู้กี่คนแล้ว เธอเป็นคนแรก ที่บอกว่าจะมาช่วยขายของ แล้วมาจริงๆ






เธออาจไม่ได้อายุมากกว่า หรือว่าไม่ได้พูดค่ะๆ ขาๆ แต่เธอก็เป็นผู้หญิงที่น่ารักทีเดียว



จนบางทีผมต้องสำนึกไว้เสมอ ว่าผมโชติดีแค่ไหน ที่ได้มีโอกาศพบกับเธอ



ผมอาจจะไม่ใช่คนที่ดี ไม่ใช่คนที่มีอดีตที่ดี หรือว่ามีเรื่องราวเชิงลึก ที่ดีนัก



แต่ผมก็อยากจะจริงใจกับเธอ ปฏิบัติต่อเธอ อย่างดี เหมือนที่ผมปฏิบัติต่อคนรักทุกๆคนของผม เพราะเธอมีสิทธิที่จะได้รับมันเหมือนๆกับคนอื่นๆ



เมื่อวานแม้อากาศจะร้อน แต่น้ำเปล่าไม่เย็น ก็ดูจะอร่อยดี และทำให้ชื่นอกชื่นใจมากกว่า ปรกติ

ตลาดมีนบุรีที่แสนร้อน ก็ดูจะไม่ค่อยร้อนเท่าไร



กลิ่นผัดกระเพรา ของร้านขายอาหารข้างหลัง ก็ดูจะไม่ค่อยหน้ารำคาญนัก






.



.



.
คงเป็นเพราะมีเธอ







ผมดีใจ แม้การขายของของผม จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมณ์นัก สำหรับคนที่ไม่เคยต้องทนอยู่ในที่ร้อนๆ มีแต่ขี้ฝุ่น หรืออะไรพวกนี้ แต่เธอก็อยู่กับผมตลอดวัน



ดีใจ และอยากบอกว่าขอบคุณ ที่เธออยากเข้ามาในชีวิตผม ในชีวิตที่มีแต่หน้าที่ หน้าที่ของลูก และหน้าที่การงาน




ขอบคุณนะคับ ที่อยากจะมาเป็นคนพิเศษของคนธรรมดาๆ อย่างผม
...^____^ ...

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

... การจบ ... เพื่อเริ่มต้น ...

วันนี้ คนรักของผมจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระเทพหละ


เธอจบจากธรรมศาสตร์ คณะอะไรสักอย่างซึ่งผมเองก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจท่องแท้ เป็นแนวๆเทคนิกการแพทย์ ราวๆนั้น


วันนี้เป็นวันจริงที่เธอจะเข้ารับปริญญา ส่วนผมก็นั่งบื่ออยู่หน้าคอมที่ทำงาน อยากจะไปใจจะขาดแต่เนื่องจากลาไปจนเต็มแม็ค ทำให้อดไป


แต่ผมก็ได้ไปพบเธอเมื่อวันซ้อม เมื่อวันอาทิตย์ เหตุก็คงเพราะว่าโชติดีที่มันมาตรงกับวันหยุดพอดี




เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารัก และแม้ว่าเริ่มต้นจะกุกกัก มีเรื่องซับซ่อน แต่เราก็ผ่านมันมาได้ และไม่ทันจะรู้ตัว เราก็ตกลงที่จะคบกัน



ณ วันนี้ ผมอยากไปแสดงความยินดีกับเธอ ไปยืนข้างๆ ยิ้มกว้างๆ และถ่ายรูปกับเธอ ผมไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรหรอกนะ แต่ช่างมันเถอะ ไม่อยากคิด


รู้แต่ว่า วันนี้ผมก็พอใจ ที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาได้ และแม้ว่าเรื่องร้ายๆจะไม่ได้ หายวับไปทั้งหมด แต่อย่างน้อยตอนนี้ ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอยู่บ้าง เช่น การมีเธอเข้ามาในชีวิตเน่าๆของผม


ตอนนี้ก็ลังเล ที่จะมองโลกในแง่ดี และแง่ร้ายพร้อมๆกัน บางครั้งการที่คนเราพบเจออะไรที่ทำให้เจ็บปวด ก็มักจะระแวงเป็นธรรมดา


หนนี้ผมก็ระแวง แต่ก็ยังคงก้าวต่อไป และในหัวใจก็ยังคงหวังลึกๆ ว่ามันจะออกมาดูดี เหมือนความรักทั่วๆไป ที่ผมอยากจะได้มีโอกาศพบเจอเหมือนคนอื่นๆเขาบ้าง


และผมสัญญากับตัวเอง ว่าจะทำมันให้ดีที่สุด ....

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

... เพลงเก่า ...

วันนี้ขี้เกียจทำงานในช่วงเย็นนะคับ จึงขอยุติการออกอากาศนะเพียงเท่านั้น เหนื่อยคับ ช่วงนี้งานเข้าเยอะ


แต่ผมคิดถึงที่นี่นะ ไดอารี่ของผม พักนี้ไม่ค่อยได้เล่าอะไร แต่ ... วันนี้ได้ฟังเพลงๆนึง ที่มีผู้หญิงคนนึงเคยให้ผม ฟังแล้วให้ความรู้สึกแย่ๆกลับมา


ไม่ได้แย่ เพราะเจ็บปวดที่เธอทิ้งไปอีก แต่แย่ เพราะ ... ตลกที่ว่าคนเราไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงๆของเพลงนี้ แต่เธอให้เพลงนี้กับผม ในช่วงที่เราอินเลิฟกันใหม่ๆ


บอกตรงๆว่าตอนนั้น ....โอ้ย ... คุณเอ้ย ฟังไปยิ้มไป มีความสุข ยิ่งได้ฟังความหมาย ผมก็ยิ่งยิ้มกว้างได้ทั้งวัน รู้สึกว่า ผมนี่ช่างมีความหมายต่อเธอนัก และ ... มันคงเป็นความรักที่ดี ประมาณนั้น


ตอนนี้ผมมองย้อนไปแล้วอยากจะปล่อยก๊ากกก ผมคิดเอาเองทั้งนั้น ฟังเอง อินเลิฟเอง ทั้งที่เธอไม่ได้คิดแบบนั้นกับผมสักหน่อย เธอเพียงแค่ฟังแล้วเห็นว่ามันเพราะดี เลยส่งมาให้ผม


ไม่ได้รู้ความหมายของมันไม่ ...


ผมจึงอยากฝากบอกผ่าน ทุกๆคนที่ได้เข้ามาอ่านไดร์ผม ณ วันนี้ ว่าถ้าหากคุณอยากจะให้เพลงใดสักเพลงแก่คนรักของคุณ ยิ่งเป็นเพลงสากลด้วยแล้ว กรุณา ทำความเข้าใจกับความหมายของมัน อย่างถี่ถ้วน ทุกๆถ้อยคำ นะคับ


เพราะ ... หากผู้รับ อิน!!!! เช่นเดียวกับผม ทั้งคุณและเขา อาจจะเข้าใจไม่เท่ากันเป็นได้ เช่นคุณรักแค่ 25 แต่เขาไปโน่นแล้ว 150 5555++ พูดแล้วขำ แต่ผมเคยเป็นเช่นนั้นจริงๆ


สำหรับผมตอนนี้ คุ้นชินกับ ชีวิตโสดอีกครั้ง และมองเห็นแง่มุมที่ผมเคยมองเห็นมัน ... ตอนนี้แค่ทำงานกับ ชีวิตครอบครัวที่บ้าน ก็ทำเอาผมแทบล้มประดาตายทุกวัน ฮืม... คอยดูนะ พ่อผมหายเมื่อไร ผมจะหยุดทำงานบ้านทุกอย่างเป็นเวลา 3 เดือน


เป็นข้อตกลงสัญญาที่ผมได้ทำกับพ่อไว้นะตอนนี้ กร๊ากกกกก


และดูเหมือนผมจะได้กรรมสิทธิ์ ครอบครองรถยนต์ของบ้านมาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ... เพราะเมื่อหลายวันก่อน ..แม่บอกกับพ่อว่า "ตอนนี้มันหมดยุกมรึงแล้ว" ก๊ากกกก แม่ฮา ก๊ากกกกใหญ่


รู้สึกว่าแม่จะชอบผมขับรถมากกว่าพ่อ เอิ๊กๆ นะ ... ได้ทีปีนขึ้นยอดไม้ขย่ม เย้วๆๆ 55555


แต่อย่าว่าโง้นงี่เลยนะ ผมก็เริ่มต้นคบหากับผู้หญิงคนนึง เธอก็น่ารักดี ถึงจะขี้น้อยใจไปนิด ที่ตอนนี้ผมแทบไม่มีเวลาสักชั่วโมงให้เธอเลย แต่ก็ยังประคับประคองความสัมพันธ์ไว้ได้บ้าง


เธอเป็นนักวิจัยในห้องแล็ป เอ.. เรียกนักวิจัยได้ป่าวหว่า ไม่รู้ว่าจะเรียกเธอว่าอะไร แต่เธอเป็นคนทำกรรมวิธีตรวจเลือดคนหนะคับ หาค่าต่างๆ ประมาณนั้น น่ารักดี


ขี้อ้อน ขี้งองแง เหมือนเด็กๆ สัก 8 ขวบ เธอทำให้ชีวิตเน่าๆของผมสดใสได้ทีเดียว


วันข้างหน้า ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงนะคับ จะแย่ยิ่งกว่านี้ หรือว่าจะดีกว่านี้ ผมก็ยังมองมันไม่ออก แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ยังคงต้องเดินไปข้างหน้า ต้องผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นอยู่ดี จะดีจะร้าย ...ก็มาเถอะ ผมพร้อมเสมอหละ ...


ปล. ถึงคุณ Tar lala ผมไม่ได้ออกแบบแค่ห้องน้ำครับ ทำได้หมดคับ ทำเฟอร์ลอยตัวก็ได้ ยินดีให้คำปรึกษาเรื่องการออกแบบคับ ถ้าต้องการ


ถึงคุณ ผีเสื้อกลางคืน คงยังไม่ขี้เกียจง่ายๆหรอกคับ 555 เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่ครั้งเป็นเด็กๆแล้ว

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

... การปล่อยวางของแม่ ...

ไม่ได้อับไดร์ ประมาณ 5 หมื่นปีได้

เพราะงานยุ่งมากมาย ตอนนี้เจ้านายผมต้องการตารางการทำงานของแต่ละคนในแต่ละวัน ว่าวันๆทำอะไรบ้าง และทำแต่ละอย่างใช่เวลานานเท่าใด

เอ่อ ... ฟังดูออกจะอึดอัด แต่ว่าช่างเถอะ เขาเป็นเจ้านาย จะอะไรก็ได้ ผมก็ต้องยอมทำตาม

ช่วงนี้เลยต้องทำตัวยุ่งทั้งวัน เพื่อสร้างสรรค์ตารางให้แน่นเข้าไว้ พร้อมกับชิ้นงานที่ตรงกับตาราง

วันนี้แทบล้มประดาตาย เนื่องจากต้อง QC สินค้าก่อนส่งไปต่างประเทศ เพราะเจ้า 30 กว่าตัว ผมต้องตรวจทุกซอกทุกมุมด้วยตัวเอง

แต่อย่าว่าแต่ตรวจเลย ทำให้ทันตามกำหนด ยังทำไม่ค่อยจะทันเลย


สอง สาม วันนี้เลยได้เห็น พนักงานเขียนแบบ และ QC อย่างผม ที่วันๆเดินเฉิดฉายตรวจของอย่างเดียว ต้องลงมานั่งขัดฟอย ลงกีวี่ เฟอร์นิเจอร์เพราะทำไม่ทัน กร๊ากกก ตัวเหม็นเพราะเหงื่อแตกทั้งวันเลย
แต่ก็นะ สู้ๆค้าบบบบบ


ว่าถึงเรื่องแม่ปล่อยวาง ... ตั้งแต่พ่อตกหลังคาลงมานอนพังพาบอยู่บ้าน ตอนนี้ก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆนะคับ ถึงแม้จะยังไม่เดินเองไม่ได้ แต่ก็ดีขึ้น ยกขาได้บ้าง


ยกงอได้ เหมือนปรกติแล้ว แต่ที่สำคัญ คือตอนนี้ไม่มีคนขับรถ

บ้านผมมีรถกระบะ DMAX คันใหญ่มาก เหลือผ่อนอีก 3 ปีครึ่ง 5555++

เพราะบ้านผมขายของ เลยเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีรถกระบะ ผมหนะ ขับได้ตั้งนานแล้ว แต่แม่สิ ไม่เคยให้ผมได้ทำบ้างเลย เป็นเพราะว่ามีพ่อ ผมจึงมักเป็นคำขอที่ตกไปเสมอ เวลาขอแม่บอกว่าอยากขับรถบ้าง


จะได้ขับก็เมื่อวันหยุดจริงๆ แล้วพ่อว่าง ออกไปด้วยกันเหมือนเด็กๆ หัดขับรถ แต่เหมือนแม่ไม่เคยวางใจ


ณ วันนี้ เมื่อไม่มีคนขับรถ แม่ก็ยังมองข้ามผมไป ไปจ้างคนอื่น ให้มาขับรถของเรา เป็นภาพที่บาดตาบาดใจผมมาก สองมือสองเท้าผมก็มีเท่าเขา แล้วที่สำคัญ รถนี้ ผมก็ช่วยผ่อนด้วยเหมือนกัน ผมต้องอดอยาก อดทน เพื่อผ่อนมันเหมือนกัน ผมจึงรู้สึกว่า มันเป็นรถของผม พอๆกับที่เป็นรถของแม่


และหลังจากเริ่มมีปากเสียงกันเรื่องนี้ แม่ก็ยังคงไม่ยอม บอกว่า คันมันใหญ่ไปบ้างหละ ... ผมไม่ค่อยได้จับบ้างหละ (ก็ไม่ให้ขับแล้วผมจะจับได้ยังไงอ่ะ)


จนเวลาล่วงเลยเข้า เดือนที่ 2 ที่ต้องจ้างคนมาขับรถของเรา

โดยปรกติแม่เป็นคนตรงต่อเวลามาก และจะรับไม่ได้ที่มีคนมาผิดเวลากับเขา เพราะว่าแม่ไม่เคยผิดเวลากับใคร ...


แต่ ... คนขับรถคนนี้ มาสายประจำ !!!! 55555++ เริ่มมองเห็นลางๆแล้วใช่ไหมคับ


ล่าสุดผมกับแม่ก็ทะเลาะกันอีก เรื่องว่าผมขับรถได้ รถเรา ผมควรเป็นคนได้ขับ ไม่ใช่จ้างใครก็ไม่รู้ ที ละ 400 - 500 ต่อครั้ง มาขับรถของเรา ให้เรา
แม่ร้องไห้ใหญ่เลย (ผมทำแม่ร้องไห้อีกแล้ว)



และอีก 2 วันต่อมา คนขับรถนั้นก็มาสายอีก แม่เลยให้ผมเอารถออก!!! เพราะเราต้องไปตั้งร้านแต่เช้า ไม่งั้นจะไม่มีที่ให้รถเทียบเอาของขึ้นร้าน

แต่ตั้งแต่นั้น จนวันนี้ จะ 2 อาทิตย์แล้วที่แม่ให้ผมเอารถมาทำงาน ขับรถของบ้านเราไปตั้งร้าน ทำอะไรๆ ที่มันควรจะเป็นหน้าที่ของผม


ผมดีใจที่แม่ ปล่อยวาง ... เรื่องนี้ลงได้ แม่เป็นคนไม่ค่อยปลง .. ปลงอะไรยากมาก แต่ละครั้ง เช่นเรื่องผมเป็นทอมนี้ แม่จะใช่เวลาค่อนข้างนานในการทำใจ

ผมดีใจที่แม่วางใจผมบ้าง และทำให้ผมรู้สึก ว่าแม่เห็นผมโตแล้ว ไม่ใช่เห็นเป็นเด็กน้อยที่ทำอะไรไม่ได้ตลอดเวลา

ตอนนี้ผมก็เลยได้เป็นคุณชาย ขับรถมาทำงาน สบายแต่เครียด เหอๆ

แต่สิริรวมค่ารถเมย์กับค่าน้ำมันเติมมาทำงาน พอๆกัน เพราะฉะนั้น ก็... ขับรถมาโลด

ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ชีวิตยังมีอะไรอีกมาก ที่ต้องทำ ต้องเป็น ... และทุกๆอย่างจะมา เมื่อถึงเวลาของมัน ...

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

... Goodbye Michael ...

... ไดอารี่นี้ถูกเขียนขึ้นตั้งแต่เช้าเมื่อวาน ที่ไมเคิลจากไป แต่เนื่องจากเป็นวันที่งานเข้า จึงไม่อาจอัพไดร์ได้ ... วันนี้ผมขอย้อนเวลา กลับไปเมื่อวานอีกครั้ง ...




ป้าเคิล ลาโลก



วันนี้มาทำงานแบบหัวหนักๆ

เพราะเมื่อคืนปรึกษากับแม่ว่า พ่อทำงานไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหนมาส่งรถ แล้วก็จ่ายๆค่าโน่นนี่
ตื่นมาเครียดๆ

ไปทักทายเพื่อนๆตามโต๊ะ เหมือนที่ทำทุกเช้า และแล้วสายตาก็ไปปะเข้ากับหน้าจอ Msn King of is die ......................... !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เกิดอะไรขึ้น ป้าเคิลเป็นอะไร แวบแรกที่เห็น เหมือนสมองยังประมวลผลไม่ได้ มี ค.ศ. ด้วย 1958 -2009
โอววววววววว .... พระเจ้า

โอว

โอว

โอว

ไม่นะ ......

น้ำตาผมจะไหลหละคุณ ป้าเคิลตายแล้ว ตายจริงๆ

นักร้องในดวงใจ ผู้ที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ผมมีวันนี้ ผู้ที่ทำให้ผมเริ่มต้นฟังเพลงสากล และไม่คิดจะหวนกลับไปฟังเพลงภาษาบ้านเกิดอีก

ผู้ที่ทำให้ช่วงวัยเด็กของผม เป็นช่วงเวลาที่พิเศษ ไม่มีใครในยุคนั้นไม่รู้จักไมเคิล แจ็กสัน ไม่มีใครไม่เคยเห็นท่าเต้น Moonwalker ของเขา



พระเจ้า ผมรู้สึกเหมือนสูญเสียคนในครอบครัว สูยเสียคนที่เรารู้จักมาตั้งแต่จำความได้
50 ปี เอง อ่อนกว่าพ่อแม่ผมไม่กี่ปี เขาน่าจะได้อยู่นานกว่านี้ น่าจะมีชีวิตที่สวยงามไปจนตราบนานเท่านาน


ไม่น่ามีปัญหา รุมเร้า และพยายามจะลุกขึ้นสู้ จนตัวตายเช่นนี้


ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินข่าวป้าเคิล คือ ป้าแกจะเปิดคอนเสิตที่ลอนดอน เหมือนประมาณว่าจะหาตัง มาแก้ปัญหาต่างๆของตัวเอง


ตอนนั้นผมยังคิดเลยว่า สังขารป้าแกจะไหวลุกขึ้นมาเต้นๆ อยู่ไหม เพราะผมคิดว่า แค่เดินเฉยๆ ป้าแกก็คงเหนื่อยแล้ว


ผมคิดว่าผมรู้ว่าป้าแกตายเพราะอะไร เพราะป้าแกตั้งใจมากกับคอนเสิตที่กำลังจะถึง พยายามมาก ที่จะกลับมามีชื่อเสียง และเงินทอง เหมือนเมื่อครั้งรุ่งเรืองที่สุด


แม้ว่าในใจลึกๆ ป้าแกรู้ว่า ยุคป้า ได้ผ่านไปนานแล้ว เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยฮิท นักร้องเดี่ยวมาเต้นๆ กันแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ป้าเปลี่ยนตามไม่ทัน



น่าสงสารที่การลุกขึ้นสู้ของป้าไม่ประสบความสำเร็จ ป้าถึงกับต้องตาย






ครั้งนึงเมื่อยังเด็ก ช่อง 7 เคยออกโฆษณาว่า จะถ่ายทอดสดคอนเสิตใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ มาราย แคร์รีย์ ครั้งที่สอง จะเป็นป้าเคิล ของผม ตอน 4 ทุ่ม


4 ทุ่มสำหรับผมตอนนั้น เป็นเวลาที่ไม่อนุญาติให้ดูทีวีแล้ว แต่คืนนั้น เป็นกรณีพิเศษจากแม่
ผมจำได้ว่านั่งรอการถ่ายถอดสดของป้าแกถึง เที่ยงคืน ป้าแกก็ไม่มา ป้าเป็นลมตั้งแต่ตอนซ้อม ทำให้คอนเสิตนั้นต้องเลื่อน ป้าเคิลแกจะรู้ไหมว่า มีเด็กน้อย นั่งรอดูแกอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่หน้าทีวีทั้งคืน


และเด็กคนนั้นก็คือผม



วันนี้ป้าจากไปแล้ว ไม่มี ไมเคิล แจ็กสัน อยู่บนโลกนี้แล้ว .....




บุคคลอันเป็นตำนานของโลก ที่ยังมีลมหายใจตัวเป็นๆ ได้จากโลกเน่าๆใบนี้ไปอีกคนแล้ว

ขอบคุณ Michael Jackson ที่ทำให้ผมชอบภาษาอังกฤษ มาจนทุกวันนี้

ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชีวิต


ขอบคุณที่เป็นวีดีโอให้ผมดูจนยืด


ขอบคุณที่เป็นเทบให้ฟังจนขาด (ร้องไห้ไปหลายวัน)


ขอบคุณที่เป็นวัยเด็กสุดพิเศษของผม



ขอบคุณ MJ


ด้วยความอาลัยรักยิ่ง ...... จากหัวใจของเด็กน้อยคนนึงที่ชอบคุณมากๆ

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

... จาก เมธินี ถึง เมทินี ...

เมธินี ถึง เมทินี

อาห่ะ ... งงอ่ะดิ


ผมก็งง ... อ่าว


หลังจากที่พระบิดาของผม สวมบทเป็นสไปร์เดอร์แมน ตอนพลังหมด โรยตัวลงมาจากหลังคาอู่ ด้วยเชือกไนล่อนเหนียวพิเศษ


ทำให้ตอนนี้ต้องไปนอนพังพาบอยู่โรงพยาบาลนั้น ณ บัด นาว อาการดีขึ้นเป็นลำดับแล้วคับ


พออาการดีขึ้นก็ เริ่มเปรี้ยวและมีฤทธิ์ เช่น เดิม ผมยังแอบคิดว่าผมจะกลับไปเกลียดพ่อตามเดิมหรือไม่ อันนี้บอกไม่ได้จริงๆ


แต่ที่แน่ๆ หัดเดินวันแรก ทำนักกายภาพ หนีไปแล้ว 1 คน ด้วยความเหี้ยน ผมหละเซ็ง
ตอนนี้ก็ยังเดินไม่ได้อ่ะคับ แม่เลยขู่ว่า ถ้ายังดื้อแบบนี้อีก จะไม่มาเยี่ยมอีกเลยจนกว่าจะกลับ ... กร๊ากกกก ค่อยหายดื้อหน่อย ..... 5555555+++


ขอบคุณทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านและเมนต์ เป็นกำลังใจให้ผม ขอบคุณน้ำตาไหลเลยคับ รู้สึกว่าอย่างน้อยชีวิตมันก็ยังไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น ยังมีคนที่คอยให้กำลังใจผมอยู่


ขอบคุณคร้าบบบบบ



ผมหรอ ... ช่วงนี้งานบาน อารมณ์ก็กลับมาเข้าที่เข้าทาง ถึงจะเซ็งชีวิตไปบ้าง แต่ก็ยังพอทนไหวอยู่


ว่าแล้วเข้าเรื่องอยากอวด


ไซด์บอร์ด ตัวยาว สำหรับบ้านคุณ ลูกเกตุ เมทินี กิ่งโพยม มาแร้นนนน



รอทำสีก่อนนา ..... นะ นะ แล้วจะถ่ายรูปมาให้ดูอีกทีตอนเสร็จแล้ว ฮะ


ผมเขียนแบบเองหละ คริ คริ อยากอวด เพื่อ ?????


แต่ก็นะ ครั้งนึงในชีวิตเน่าๆ ของผมได้มีโอกาศไปเกี่ยวโยงชีวิตประจำวันกับนางแบบระดับประเทศขนาดนี้ ถึงแม้จะเป็นแค่ ไซด์บอร์ดในบ้าน ก็ยังดี


แค่คิดว่าเจ้าหล่อนจะเดินผ่านไซด์บอร์ดนี้ อย่างน้อยวันละรอบก็แอบปลื้มในใจแล้ว.... หัวเรื่องวันนี้ จึง เป็น ผม ถึง เธอ เพราะเราชื่อเหมือนกันนั้นเอง ถึงจะสะกดต่างไป แต่ก็ .... นะ ... นิดนึงได้ไหม


เฮ้อออออออออ .... ในน้ำเน่าๆ ก็จะต้องมีน้ำดีๆไหลผ่านมาบ้างเสมอ .... ให้ได้ชื่นใจเนอะ

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

... การปรากฏตัวของพ่อ ...

การปรากฏตัวของพ่อในชีวิตผม เริ่มต้นขึ้นเมื่อวานนี้


แต่อย่าตกใจ ผมมีพ่อมาตลอดชีวิต อยู่บ้านหลังเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน และเรียกเขาว่าพ่อ
เขาเป็นพ่อจริงๆของผม ที่ทำให้ผมเกิดมา เราหน้าเหมือนกัน อย่างกับสำเนาบัตรประชาชน
แต่ตลอดทั้งชีวิตจนย่างเข้าจะอายุ 25 ปี เมื่อวานนี้เป็นวันแรกที่ผมรู้สึกว่า เขาเป็นพ่อของผมจริงๆ


พ่อไปทำงานที่ซาอุ ตั้งแต่ผมอยู่ในท้องแม่ แล้วกลับมาตอนผม 2 ขวบแล้ว เราไม่ค่อยสนิทกัน และยิ่งโตเราก็ยิ่งไม่สนิทกัน


ผมไม่ชอบใจพ่อในหลายๆแง่มุมที่พ่อปฏิบัติต่อชีวิต ทั้งกับตนเองและครอบครัว พ่อชอบกินเหล่ามากๆ ทั้งๆที่คออ่อน ทะเลาะกับแม่เรื่องกินเหล่าไม่รู้เท่าไร


แต่ก็ยังคงกินอยู่ พ่อสัญญากับผมและแม่เสมอ ว่าจะเลิก แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้
ผมบอกได้ว่าก่อนหน้านี้ ผมเกลียดพ่อตัวเอง เกลียดทุกสิ่งที่เขาทำ ที่เขาเป็น เขาเป็นเหมือนผู้ชายที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกับผม แล้วผมแค่เรียกเขาว่าพ่อเท่านั้น


แต่พ่อก็เป็นผู้ชายที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต ผมคงไม่มีวันนี้ถ้าไม่มีเขา



เมื่อวาน พ่อประสบอุบัติเหตุ ตกลงมาจากหลังคาอู่รถ ที่พ่อเป็นลูกจ้าง เขาใช้ให้พ่อไปซ่อมป้ายชื่ออู่ที่ตกห้อยลงมา


พ่อขึ้นไปบนนั้น กับเพื่อนอีกคน แล้วก็พลัดตกลงมา ตกลงมานอนกองกับพื้น ดีที่พ่อคว้าเชือกผูกป้ายไว้ได้ จึงเหมือนกับว่ามันเป็นแรงชุด ให้พ่อร่วงลงมาไม่แรงมาก


แต่การตกลงมาจากที่สูง 2 ชั้นแบบนั้น พ่อเอาขาลง ขาพ่อหัก กระดูกเชิงกรานตรงช่วงเบ่า ข้อต่อต้นขาของพ่อแตกละเอียด



พ่อหัวแตกนิดหน่อย เย็บไป 4 เข็ม แต่ขาของพ่อ ค่อนข้างสาหัส


เมื่อวาน เราได้ย้ายโรงพยาบาลจากนพรัตน ไปที่โรงพยาบาลลาดพร้าว ที่พ่อมีประกันสังคม
เราต้องคอย เพราะหมอบอกว่า ยังผ่าไม่ได้ ตอนแรกหมอบอกว่าจะผ่าให้วันเสาร์โน่น แต่ยังไงไม่รู้เราได้ผ่าวันนี้


เมื่อวานเป็นวันแรก ของ 24 ปีในชีวิตผม ที่ผมป้อนข้าวพ่อ ได้ดูแลเขา เป็นครั้งแรกที่ผมตระหนักว่า ผมมีพ่อ และผมรักเขา


ถึงแม้ว่าวันๆเราแทบจะไม่พูดอะไรกันเลยที่บ้าน ไม่สนิท เหมือนแค่คนอยู่บ้านเดียวกัน แต่ผมก็พึงคิดได้ ณ วันนี้ ถ้าหากคนๆนั้นหายไปจากชีวิตผมจริงๆ นั้นคือเรื่องใหญ่



วันนี้เขาเอาพ่อผมเข้าห้องผ่าตัดใหญ่ ตั้งแต่ 11 โมง และบอกว่าจะเสร็จตอน 4 โมงเย็น วันนี้ผมมาทำงาน แล้วแม่ไปเฝ่าพ่อแต่เช้า แม่บอกว่า ดูรู้ว่าพ่อกลัว ถึงแม้ว่าพ่อจะพูดว่าไม่เป็นไรๆ


แต่ผมก็รู้ว่าพ่อก็กลัว


ผมกลัวแทนพ่อจริงๆ



สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่า จะดีจะชั่วก็พ่อผม ทำงานเลี้ยงผมมาตลอดชีวิต ผมคงทนดูเขาเป็นอะไรไปไม่ได้แน่นอน ...... ชีวิต ... ช่างเปรอะบางเหลือเกิน


ตอนเช้าผมยังเห็นเขาเดินเก็บใบไม้ก่อนจะออกไปทำงาน ตอนเย็นมานั่งดูเขานอนสลึมสลืออยู่บนเตียง เจ็บปวดกับสะโพก ไม่สามารถขยับตัวได้



ทำให้รู้ว่า .... ชีวิตช่างบอบบางเหลือเกิน ....

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

... Flight แรกในชีวิต ...

^_______^


ก่อนอื่นขอยิ้มกว้างๆก่อน ยิ้มเห็นฟัน .... แล้วตามด้วยหัวเราะดังๆ




" ..... ผมได้ขึ้นเครื่องบินแล้ววววววว ..... "



ถามว่าจะดีใจทำไมขนาดนั้น กะอีแค่ขึ้นเครื่องบิน


แต่สำหรับชีวิตเด็กที่โตมา แบบไม่ได้ร่ำรวย และฐานะทางการเงินไม่เคยมั่นคงนั้น
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นับว่าเกิดขึ้นได้ยาก


กับคนที่ชอบเครื่องบินมาก จะแหงนหน้ามองดูท้องฟ้าหาเครื่องบินทุกครั้งที่ได้ยินเสียง ไปนั่งดูเครื่องบินอยู่ในสนามบินเป็นวันๆ


เคยเดินเราะรั้วแดดเปรี่ยงๆเป็นกิโล เพื่อไปดูเครื่องบินขึ้นลงชัดๆ ที่ Runway


ฝันอยากเป็นนักบิน รู้อะไรๆเกี่ยวกับเครื่องบินมากมาย แต่ชีวิตนี้ไม่เคยได้เข้าใกล้เครื่องบินระยะเผาขน มากไปกว่างานวันเด็ก หลงไหลในความเป็นเครื่องบินพาณิชย์ต่างๆ


แล้ววันนี้ฝันของผม ของไอ้เด็กธรรมดาๆ คนนั้นก็เป็นจริง 55555++


ผมได้รับโอกาศจากเจ้านาย ให้ไปหาลูกค้าคู่กันที่ภูเก็ต เราบินสายสีแดง โล คอส แต่ช่างเถอะ ผมไม่ได้แคร์ว่าจะบินสบายไหม เพราะมันก็เครื่องบินเหมือนกัน

เป็นการนั่งเครื่องบินครั้งแรกในชีวิต แล้วก็เกือบตกเครื่องสะตั้งแต่ครั้งแรก เพราะเจ้านายผมมาช้ามากๆ คงเป็นเพราะเขาขึ้นบ่อย จึงใจเย็น


แต่เราก็มาได้ทันเขาปล่อยให้ขึ้นเครื่อง 5 นาที





เครื่อง A320 ของ Air Asia ถึงจะลำเล็กแต่ก็ผมตื่นเต้นสุดๆ เจ้านายสลับให้ผมได้นั่งข้างหน้าต่าง รู้สึกดีมากๆ ได้เห็นเครื่องยนต์จริง การทำงานจริงๆ เสียง แรงสั่นสะเทือน แรงกระชากต่างๆ ของจริง




มันต่างไปจาก Flight Sim ที่ผมเล่นมากมาย ในความจริงกับเกมส์ เวลาเขาบินจริงก็ต่างไป 400 น๊อต เป็นในเกมส์ ผมคงขึ้น over speed ไปแล้ว


ประมาณชั่วโมงนึงผมก็มายืนกระพริบตา ปริบๆ กับเจ้านายที่ภูเก็ต 8.00 เช้าพอดี แก้วหูยังลั่นเปรี๊ยๆ ไม่หาย


ลูกค้าฝรั่งที่เรามาพบ ชื่อคุณ Jon เป็นฝรั่งน่ารัก พูดมาก ตลกที่ตอนแรกผมคุยกับเขาได้สองสามคำ เขาก็เข้าใจว่าผมคงพูดเก่ง เลยใส่ผมใหญ่เลย อยากจะบอกว่า กรูได้แค่นั้นแหละ กรูฟังไม่ทันแล้ว


แต่ก็ยังพอทำงานกันได้ คอนโดที่แกจะตกแต่งอยู่หน้าหาดกะรน วิวสวยมากๆ 15 ล้านบาทถ้วน เงินนี้ซื้อความสุขได้จริงๆ




มื้อเช้า ตา Jon พาไปเลี้ยง บุฟเฟย์ ของโรงแรมอย่างหรู .... กลางวันพาไปร้านแพง .... จึงแอบเกิดความคาดหวังทั้งในใจของผม และ เจ้านายเล็กๆ ว่า มือเย็นมันต้องหรู .... 555555++++


แต่แล้วเวลาประมาณ 1ทุ่ม ของวันนั้น ... ผมกับเจ้านายนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเนื้ออยู่ข้างทางแถวๆ ถลาง ก่อนเข้าสนามบิน 555555+++ แอบเซ็งนิดๆ



และแล้วเลาประมาณ 3 ทุ่ม ผมก็ได้ขึ้นเครื่องอีกครั้ง ขากลับตกหลุมอากาศ ตลอดทาง คนแน่น รู้สึกเหมือนนั่งรถทัวร์ไม่มีผิด อีกหน่อยถ้ามันตัดงบมาก เราคงเห็นแอร์ เดินถือกระเป๋าเก็บตั้ง เดินไปเดินมาเก็บค่าโดยสารแน่ๆ 5555+




เครื่อง Landing ที่สุวรรณภูมิ อย่างปลอดภัย ท้องฟ้าตอนกลางคืน เวลามองจากหน้าต่างลงมา มันเป็นภาพที่งดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น แล้วที่สำคัญ ผมได้มองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบิน



ผมจะไม่มีวันลืม Flight แรกในชีวิตผม จะไม่มีวันลืมพระคุณเจ้านายที่เลือกผม ไม่มีวันลืม 1 วันที่แสนอิ่มเอมหัวใจ และมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี


เรื่องบางเรื่องอาจเป็นเรื่องปรกติธรรมดาสำหรับบางคน .... แต่เรื่องเดียวกันนี้ ก็อาจจะเป็นสิ่งแสนพิเศษสุด สำหรับอีกคนได้ ..... นี้ก็คือเรื่องธรรมดา แต่แสนวิเศษสำหรับผม




ขอบคุณ ๆๆๆๆๆๆๆๆ


^____________^






วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

... ว่าด้วยการอัลตร้าซาวด์ ...

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วผมไปอัลตร้าซาวด์มาหละคับ

อ่ะ ... งงหละสิ .... ผมท้องรึ??


555++ เปล่านะคับ เปล่าโดนเสกเด็กเข้าท้อง


แต่เป็นเพราะว่า ช่วง 2 อาทิตย์นี้ผมไปหาหมอประกันสังคมมา เรื่องของอาการปวดท้อง และปวดหลังข้างขวามานะคับ


มันปวดมากขึ้น ปวดทุกวัน แล้วก็ปวดมานานกว่า 5 เดือนแล้ว อย่างที่ผมเคยบ่นๆไว้ในไดร์ เมื่อนานมาแล้ว ตลอดเวลาผมพยายามจะไม่สนใจ คิดว่ามันคงจะหายได้เอง


แต่นานวันก็พบว่ามันไม่หายนะคับ


ก็เลยได้เวลาไปหาหมอตรวจอีกรอบ คราวนี้พบเจอคุณหมดคนเดิม กลับเมื่อปลายปีที่แล้ว คุณหมอค่อนข้างตกใจ ที่ผมบอกอาการว่าปวดท้องมานาน


เลยจับผมตรวจ เลือด ดูความผิดปรกติของตับ และไต


และนัดผมมาตรวจอัลตร้าซาวด์ ดูเด็ก ในท้องผม


ออกจะแตกตื่นสักหน่อยกับพยาบาล เพราะดูสารรูปผมแล้ว จะอัลตร้าซาวด์ไปทำไม
ผลเลือด ผมออกมาดีหมด อัลตร้าซาวด์มีทำใจหาย เพราะตอนเข้าไปนอนเปิดพุงให้เขาซาวด์ตอนแรก ผมก็เข้าใจว่าผู้หญิงที่ใส่เสื้อกราวที่กำลังจะหาเด็กในท้องผมเนี้ย เป็นหมอ ???
แต่แล้ว ... ก็ตรวจไปตรวจมา หายใจเข้า หายใจออก นอนหงาย นอนคว่ำ นอนตะแคง ก็แล้ว


เขาก็เคลื่อนที่ไอ้ไม้ตรวจไปเรื่อยๆ จนท้ายๆ ของการตรวจ เขามีถ่ายภาพด้วย ผมเห็น แล้วเขาก็หยุด ตรงตำแหน่งช่วงกลางท้องผม ทำหน้าสงสัยใส่มอนิเตอร์ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมขนลุกที่สุด


ยิ่งกว่าเจอผีอีก มันแบบ ประมาณว่า เห็นอะไรหรอ ผมเป็นอะไร เจออะไรรึ?? ประมาณนั้น ตอนนั้นจำได้ว่าใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทีเดียว แล้วทันใดนั้นเธอก็ลุกพรวดพราด บอกผมว่าจะออกไปตามคุณหมอ อ่าว ... แล้วคุณมรึงมิใช่หมอหรอกรึ???


ผมเองก็นอนหน้าซีด ใจหาย อยู่ในห้องแสนจะเย็นเยียบนั้น แล้วคุณหมอผู้ชายก็เข้ามา เดินตรงมาที่ผมคว้าเครื่องมือมาซาวด์ผมใหม่อีกรอบอย่างชำนิชำนาญ


"ตับดีนะคับ "


"ไตดูดีทั้งสองข้าง"


"มดลูกดี"


"ปีกมดลูกดูดีนะคับ"


จบ ... !!!!!!


อ่าว ... แล้วที่กรูปวดท้อง ปวดหลังเป็นวัก เป็นวรตั้งหลายเดือนนี้ เพราะอะไร


ผมก็เลยถามคุณหมอ ว่าทำไมผมจึงปวดหลัง ปวดท้อง คุณหมอบอกว่า กระดูกสันหลังผมโก่ง แบบผมเป็นคนก้นงอน (เอ่อ ... เพิ่งรู้เนี้ย)


ว่าแล้วคุณหมอก็ให้ผมยืนชิดผนัง คุณหมอสามารถเอาแขนทั้งแขนผ่านหลังผมไปได้ .... กรรม ผมเพิ่งรู้ว่าที่เป็นนี้ มันผิดปรกติ คุณหมอบอกว่า คนที่เป็นแบบนี้มีโอกาศที่จะปวดหลังมากกว่าคนปรกติหลายเท่าตัว


ทางแก้ของผม หรือ ... คุณหมอบอกว่า ทำหลังค่อม .... เอ่อ ....สะงั้น หลังค่อมแล้วผมจะมีบุคคลิคที่ดีพอจะเป็นนักบินได้อย่างไรหละคับเนี้ย กรรม


คุณหมอแจงอีกว่า ที่อาการปวดหลังของผม ไม่น่าจะเกี่ยวกับการปวดท้อง


ผมปวดท้องใต้ชายโครงขวา ตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร คุณหมอปรกติ ก็ให้ยารักษาแผลทางเดินอาหารมาทาน ผมก็หวังว่ามันจะหาย


อย่างน้อยผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก .... รึเปล่า ... หุ หุ


แต่ก็สบายใจไประดับนึง


เมื่อวาน พี่หมอดู ที่ดูให้แก๊งเพื่อนท่านแม่ผมมานาน มาหาแม่ผมที่ตลาด เตือนเรื่องอาการ ป่วยที่อาจเกิดขึ้นกับแม่ เขาบอกว่าแม่ผมจะเป็นโรคหัวใจ


อืม... รู้แล้วก็กลุ้มนะ พี่หมอดูคนนี้มีลักษณะพิเศษ ตรงที่เขาเป็นใบ้ หูหนวก พูดไม่ได้ ใช่ภาษาท่าทางในการทำนาน แต่สามารถทำนานได้อย่างแม่นยำ แล้วภาษามือที่เขาใช่ก็ไม่ใช่ภาษามือที่เป็นสากล แต่เป็นภาษาท่าทางที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้


ก็สนุกดีคับ เป็นการดูหมอที่มัน ได้โดยไม่ใช่เสียง


ผมแอบถามเขา เรื่องคนที่ผมรักพยายามจะกลับเข้ามาในชีวิตผม เขาทำหน้าตกใจ เพราะเขาเคยบอกผม เมื่อปีที่แล้ว ว่า เธอจะไม่กลับมาแล้ว


เขาบอกผมแค่ว่า ให้เรื่อยๆ ปล่อยๆไป อย่าไปคิดมาก


เธอเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดของผม เป็นนางฟ้า ที่เข้ามาในชีวิตผม ตอนที่แย่ๆ ไม่ว่าตอนจบของผมกับเธอจะเป็นอย่างไร แต่ผมก็บอกได้เสมอ ว่าผมรักเธอ


รักจริงๆ อย่างที่ไม่ต้องการอะไร .... และคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ น่าจะดีที่สุดสำหรับเรา ปล่อยให้เธอมีชีวิตของเธอ กับคนที่เธอรัก และผมหวังว่าเขาจะรัก จะจริงใจกับเธอ
และทำให้เธอมีความสุข ผมอยู่ตรงนี้ และรู้ว่าเธอจะมีความสุข จะได้ยิ้ม ได้หัวเราะ ก็น่าจะดีแล้ว


ลึกๆผมรู้ว่าเธอก็รู้สึกเช่นเดียวกัน บางครั้งผมคงต้องยอมรับ ไม่ใช่มันก็คือไม่ใช่ ผมไม่มีวันเป็นคนๆนั้นของเธอได้


จะด้วยอะไรหลายๆอย่าง เราต่างกันเกินไป


แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่อาจเป็นเพื่อนกับเธอได้ ไม่อาจทำได้ ยามที่เรารักใครสักคนไปแล้ว มันไม่มีวันเป็นเพื่อนกันได้


เป็นอย่างที่เป็นอยู่ถึงผมจะต้องเสียใจ แต่ก็คงจะไม่เทียบ เท่ากับรู้ว่าทุกๆคำพูดที่เธอพูดกับผมมันหลอกลวง


แต่เธอ .... จะอยู่ในความทรงจำ ของผมเสมอ .........

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...