วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

... เขาคิชฌกูฏ ...

สวัสดีครับ

ไม่ได้เขียนไดร์นานเหมือนกัน คิดถึง การที่ได้เล่าอะไรๆให้คนอื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักฟัง

ช่วงนี้ดูเหมือนสุขภาพผมจะไม่ค่อยดีเท่าไร หลังจากกลับมาจากเขาคิชฌกูฏ ผมก็ไม่ค่อยสบาย และพักนี้ก็กลับมาปวดตื้อๆที่ท้องด้านขวาอีก

ไม่รู้ว่าจะไปหาหมอ แล้วบอกเขายังไง ว่ามันยังไม่หาย ทั้งๆที่ตรวจเลือดก็แล้ว ตรวจฉี่ก็แล้ว อัลตร้าซาว์ดก็แล้วด้วย ผลออกมาปรกติ

แอบกลัวและวิตกกังวลอีกแล้ว



ผมดีใจที่ปีนี้ ผมได้มีโอกาศไปทำบุญที่เขาคิชฌกูฏ อีกครั้ง หลังจากที่ปีที่แล้วแม่ไม่ค่อยสบาย ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ยอดเขาได้

ได้แต่นั่งมอง จากวัด ตีนเขา

แต่ปีนี้ได้ขึ้นครับ ผมดีใจมาก

ลางานตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็น พากันออกเดินทาง กับพ่อแม่ และแก๊งเพื่อนแม่อีก

ถึง ตีนเขาคิชฌกูฏ ก็ปาเข้าไป ทุ่มนึงพอดี กราบไหว้ขอพรหลวงปู่นัง ที่วัดด้านล่างแล้วก็ขึ้นเขากัน


มีใครเคยขึ้นเขาคิชฌกูฏบ้างครับ ขอมือหน่อย


เพราะจะได้เข้าใจกัน ว่า รู้สึกดีเพียงใด ผมชอบตอนนั่งรถขึ้นและลงเขามาก ทุกๆครั้งจะทำให้ผมได้มีเวลาคิดว่า ความศรัทธาของคนเรานั้น ไร้ขีดจำกัดจริงๆ

ทั้งๆที่หนทาง แสนลำบาก และอันตรายเพียงใด ก็ไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

คราวนี้ เราไปกันเร็วมาก เพิ่งเป็นช่วงเขาเปิดใหม่ๆ ยังไม่พบเห็นผู้คนที่เดินขึ้นมาจากตีนเขาด้วยเท้าในตอนกลางคืนนัก สักวันผมคิดว่า ผมจะมาเดินขึ้นจากตีนเขาบ้าง หากมีโอกาศ

ส่วนแม่เองก็สามารถเดินขึ้นเขาได้ อย่างไม่เป็นอะไรมากมาย



แม้ว่าปีนี้จะมีน้ำหนักถึง 71 กิโล แต่พอกลับมาบ้านก็ต้องนวดกันขนาดใหญ่ 5555+



เราขึ้นไปถึง ยอดเขา ณ รอยพระพุทธบาทตอนช่วง ประมาณ 4 ทุ่ม

อากาศหนาวเหน็บเช่นเดิม เหมือนที่เคยเป็นทุกๆปี แต่ปีนี้ ดูตลอดทางเดินขึ้นเขา จะมีธุระกิจต่างมามายเกิดขึ้น โดยส่วนตัวให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีแก่ตัวผม เพราะผมรู้สึกว่า การขึ้นไปบนยอดเขานั้น มันไม่ใช่การไปเที่ยวเสียทีเดียว

การมีซุ้มแอบถ่าย แล้วมีรูปเป็นจานๆ ผมว่าเหมือนเราไปเที่ยวมากกว่า

แล้วอีกอย่างนะ เดินขึ้นมันก็หอบลิ้นห้อยจะตายอยู่แล้ว จะมีใครมีสติพอจะแอ็คท่าถ่ายรูป มะหวาย นา

บรรยากาศต่างๆผ่านไปด้วยดี มีฝนตกปรอยๆ ลงมาให้ตื่นเต้นเล่นนิดหน่อย






ผมได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท โปรยพลอยประจำวันเกิด และ ปีเกิด โรยดอกไม้ (ดอกดาวเรือง) รึเปล่า?? ปิดทอง

และอธิฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถึงความปรารถนาของผม









แวะกินก๋วยเตี๋ยวรอบดึกบนยอดเขา ชมวิวเมืองจันทร์แสนสวยยามค่ำคืน เพื่อเติมพลังก่อนเดินกลับลงเขา

เดินออกมาได้หน่อยเดียว ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมา มากขึ้น มากขึ้น จนไม่สามารถจะเดินลงต่อไปอีกได้ จนต้องแวะพักที่ศาลาริมทาง

10 นาทีก็แล้ว 20 นาทีก็แล้ว 30 นาทีก็แล้ว ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลย หนาวก็หนาว ทั้งตัวเปียกไปหมด ตั้งแต่ตอนเดินตกฝนก่อนหน้า

นั่งหลับๆตื่นๆ อยู่ข้างๆแม่ ที่นอนนำไปก่อนเลย กรน พรืด พรืดๆ จนต้องแอบสะกิดหน่อยๆ อายคนเขา 555+

เพิ่งรู้ว่าฝนตกในป่ามันเป็นอย่างนี้นี้เอง

พอฝนเริ่มซา ก็พากันไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ แล้วโชติดี ได้คนทำน้ำขิงใจบุญ แบ่งเตาถ่านร้อนๆ ให้ผมกับแม่และ คณะ ได้รับความอุ่น ได้ตากเสื้อผ้า (เสื้อกันหนาว) และผ้าขนหนูเช็ดหน้าจนแห้ง ก่อนจะกลั้นใจเดินทางต่อหลังจากฝนหยุดแล้ว ขอบคุณมากครับ

เดินลงเขาหลังจาก ฝนตกนี้อันตรายมาก เพราะทางดินนั้น ลื่นมาก และเราก็ตะหงิดๆ ว่า ไม่มีคนสวนขึ้นมาเลย แสดงว่ารถขับขึ้นมาไม่ได้ และนั้นก็หมายความว่าพวกเราก็อาจจะกลับลงไปไม่ได้อีกเช่นกัน

พยายามเดินช้าๆ เพื่อฆ่าเวลาจนมาถึงจุด ขึ้นรถลงเขา ช่วงบน ยังไม่มีคนขึ้นมาเลย แต่โชติดีที่ฝนหมาดแล้ว และถนนเริ่มวิ่งได้ พวกเรา ผมและแม่ จึงสามารถขึ้นรถลงจากเขาได้

เป็นการนั่งรถลงเขาคิชฌกูฏ ที่ ระทึกใจที่สุด แต่ขณะที่รถเรากำลังลงเขาไปนั้น ก็เริ่มมีรถขาขึ้นคันอื่น สวนขึ้นมา ตลอด ทำให้รู้สึกถึงแรงใจของผู้คนที่ต้องการจะขึ้นไปที่ยอดเขามากๆ แม้ว่าฝนจะเพิ่งหมาดไป และอันตรายมาก ถ้าจะขึ้นเขาตอนนี้

แต่ก็มีคนมา


ดีใจที่ปีนี้ยังได้ขึ้นกับแม่นะครับ

ได้ไปในที่พิเศษของครอบครัวเรา มันรู้สึก ดี .... อย่างบอกไม่ถูกทีเดียว ....

... สาธุ ... ขอให้ลูกแข็งแรง อยู่ดูแลพ่อกับแม่ ไปนานๆ ตายทีหลังพ่อแม่ด้วยเทิด ....

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

... ปี ใหม่ ที่ผ่านมา ...

พักนี้ หลงลืมการเขียนไดร์ไปเลย


เพราะว่ามีเรื่องสำคัญต่างๆที่จะต้องทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องครอบครัว

ปีใหม่ปีนี้ หลายๆคนคงจะได้มีความสุข มีช่วงเวลาดีๆ สำหรับเก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ อีก 1 ปี

แต่สำหรับบางคน ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่สาหัสสากันได้



ถึงคุณต้า

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผ่าน 1 หน้าไดอารี่ ของผมด้วยนะครับ


ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ ว่า ขนาดผม ได้กลับไปอยู่กับแม่ทุกวัน ได้มีโอกาศหาข้าวหาน้ำให้แม่ ได้นวดให้ พบเจอกัน พูดคุยกันทุกวัน


ยังแอบรู้สึกเลยว่า ผมเองก็ยังทำอะไรไม่พออย่างที่ต้องการเลย แล้วสำหรับบางคน ที่ไม่มีโอกาศได้อยู่ใกล้ชิด ความเสียใจ และความรู้สึกว่าน่าจะทำอะไรมากกว่านี้จะมากมายขนาดไหน


สำหรับคนๆนึง ที่ได้ชื่อว่า เป็นคนที่ให้กำเนิดเรามา "แม่"


ครั้งนึง เมื่อผมอกหัก และผมตัดสินใจจะอุทิศชีวิตของผมให้กับแม่ ผมนึกถึง .... ช่วงเวลาของชีวิตผม ตอนที่ชีวิตผมไม่เคยรักใครอื่นนอกจากแม่




ถูกครับ ช่วงเวลาที่ผมยังเด็กนัก ช่วงเวลาเดียวที่เราจับมือของแม่ แล้วรู้สึกว่าโลกทั้งโลกเราก็มีแค่นี้ รู้สึกปลอดภัย อบอุ่น ไม่ว่าเราจะได้อยู่ที่ไหน แต่พอได้จับมือกับแม่ปุ๊ป


ก็เหมือนว่า ทุกๆอย่างมันจะเรียบร้อย


และตั้งแต่นั้นมา ผมก็มอบชีวิตของผม ให้กับแม่ ตั้งแต่นั้น น่าจะอายุราวๆ 17 หรือ 18 เห็นจะได้


ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดมีค่ากับผม มากกว่าแม่ ตั้งแต่นั้นมา




มันก็คงจะไม่แปลกนัก หากว่า มันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ขอแค่ผมกับแม่มีกันและกัน แค่นั้นก็คงเพียงพอ

ทะเลาะกันบ้าง วีนกันบ้าง ก็คงไม่แปลกเพราะเราเป็นครอบครัวกัน




.......................................




ปีใหม่นี้ ผ่านมาอีกครั้ง ผมก็มานั่งคิด ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเน่าๆของผมบ้างนะ

มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มากมายทีเดียวหละ ทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจ

แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนหนอนดักแด้ ที่กลายร่างเป็นผีเสื้อแล้ว อย่างเต็มตัว



1. พ่อตกหลังคา

เป็นเรื่องแรกทีเดียวที่ไม่สามารถละได้เลย เพราะมันเป็นเหตุฉนวน ของเรื่องต่างในชีวิตของผม

เพราะ ถ้าพ่อไม่ตกหลังคาลงมา ผมก็คงจะไม่เคยรู้ว่า ผมรักเขา และ ... ผมก็คงจะยังคงเป็นไอ้เด็กไม่รู้จักโต

มีชีวิตแบบ ตีอกชกหัว โกรธแค้น ครอบครัว และโชติชะตาไปวันๆ โทษทุกๆอย่าง โทษทุกๆคนรอบข้าง แต่ไม่เคยโทษตัวเอง

และเอาแต่สงสารตัวเอง อยู่ตลอดเวลา



ตั้งแต่พ่อตกลงมา ก็เหมือนมีคนเอาน้ำเย็นๆมาสาดหน้า แล้วตะโกนใส่แก้หู ว่ามรึงตื่นสะทีเถิด

ผมต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ต้องเข้ามารับภาระหน้าที่ หนี้สิน ทั้งๆที่เมื่อก่อน แค่ตัวเองยังเอาไม่ค่อยรอด


ตลอดชีวิตของผมนั้น พ่อแทบไม่เคยสอนอะไรผมได้เลย ไม่ใช่ว่าผมไม่ฟัง แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยมีอะไรที่จะสอนผมได้เลย

แต่ผมคิดว่า นี้เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่พ่อสอนผม นั้นคือ แกรต้องโตแล้วนะ

ผมคิดว่า มันเป็นบทเรียนที่สำคัญที่พลิกชีวิตของผมทีเดียว

ตั้งแต่ครอบครัวเราเริ่มแย่ ผมก็เริ่มตื่นจากฝัน เลิกฟุ้งซ่าน และกลับมาสู่โลกของความจริง

สิ่งอื่นๆใด ที่เคยสำคัญ สำหรับผม ผมก็เห็นมันมีค่าน้อยลง

ครอบครัว มาก่อน นั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน




2. ภาระหนี้สิน

ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่าบ้านผมมีหนี้สินมากมายแค่ไหน ไม่เคยใส่ใจมาก่อนว่า เดือนๆนึง แม่ใช่จ่ายยังไง ถึงหมุนเงินให้ครอบครัวเราอยู่ได้ ทั้งๆที่หนี้สินมันมากมายขนาดนั้น


อนึ่ง มันก็เกิดจากครอบครัวเราก่อขึ้น แต่ ... มันทำให้ผมจัก คุณค่าของการมีงานทำ และคุณค่าของเงิน

และคำพูดที่ว่า "แกรต้องเป็นเสาหลักแล้วนะ" ฟังดูมันเหมือนเป็นอะไรที่ใหญ่โตมาก อย่างที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนอยู่ดีๆ ก็ค้นพบพลังพิเศษ แล้วต้องออกไปใส่กางเกงในสีแดง เพื่อไปช่วยโลก

และได้รู้แล้วว่า พ่อแม่ต้องเหนื่อยขนาดไหน กว่าผมจะโตมาขนาดนี้



ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ของรักหลายชิ้นในชีวิตของผม ต้องจากไปเป็นของคนอื่น และผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่เป็นแบบนี้อีก.. ไม่อีกแล้ว




3. รถ

เรื่องการขับรถนี้ ผมเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่ มาตั้งแต่ นมยังไม่แตกพาน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันอยากจะทำเหลือเกิน ทันทีที่เท้าเหยียบคันเร่งถึง

แต่ผมก็ไม่เคยได้จับมันเลย มีไปขอเพื่อนขับบ้าง อะไรบ้างไปตามเรื่อง แต่รถบ้านตัวเอง ไม่เคยได้จับ

เป็นเรื่องที่ผมตีอกชกหัวตลอดมา แล้ววันนึงที่พ่อตกหลังคาโครมลงมา ผมก็ได้รถมาขับอย่างง่ายดาย

แต่ไม่เคยมีอะไรที่เราได้มาเปล่าๆ ผมได้รถมาขับ พร้อมกับภาระการผ่อนรถด้วย แต่ก็นะ ผมก็โอเคแหละ "แกรขับ แกรก็ผ่อนสิ" นั้นแหละ เข้าทางแม่เลย




4. ความรัก

ฮา ... จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็คงจะยังไงๆ อยู่นะ ปีนี้เป็นปีที่เละเทะที่สุดเท่าที่ผมเคยมีความรักมา การเป็นคนสารเลว นี้บางทีมันก็ดีนะครับ

ผมได้ค้นพบ ผู้หญิงที่ดีๆ หลายคน คนที่ทำให้ต้องจดจำไปตลอดกาล คนที่คิดถึงแล้วต้องอมยิ้ม คนที่น่าสงสาร และคนที่กลับมา

ผมคงจะปฏิเสทไม่ได้ว่า ผมมันคนใจง่าย เจอใครมาอ่อยหน่อย ก็ใจอ่อนรักเขา สุดท้ายก็น้ำตาเช็ดหัวเข่า




ตอนนี้ ผมมองมันเป็นเรื่องที่สำคัญรองมาจากครอบครัว ทำให้ผมไม่ร้อนรนกับมันมาก อย่างไม่จำเป็นเหมือนเมื่อก่อน ผมใจเย็นขึ้น และ รู้จักที่จะรักแต่พอดีๆ ไม่ต้องการอะไรมากมายแบบที่ต้องการอย่างเมื่อก่อน

ไม่คาดหวัง และวางแผนอนาคตเป็นฉากๆ แบบที่ชอบทำ ไม่กะเกณท์อีกฝ่าย ว่าอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่า บางที ตอนนี้ผมรู้สึกดีกับการรัก มากกว่าที่ผ่านๆมาเสียอีก

แต่ ณ ปัจจุบัน ผมกลับมาเป็นคนเดิมแล้วครับ คนที่ .... ตัดสินใจแล้ว ที่จะเดินบนเส้นทางเพียงเส้นเดียว จนกว่า จะไม่มีหนทางให้เดินอีกสักครั้ง


และก็ขอให้เธอเป็นเส้นทางสุดท้ายของผมสักที




5. ผู้ใหญ่

สุดท้าย คงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ครับ นานแล้ว ที่ผมรู้สึกว่า เมื่อไรแกรจะโต เมื่อไรแกรจะได้เป็นคนเต็มคน

ณ วันนี้ผมกล้าพูดได้เต็มปากแล้ว ว่าผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว .... แต่พ่อแม่อยู่กับผมต่างหาก

ผมตัดสินใจว่า จะพยายามให้ทั้งพ่อและแม่ เกษียน ตอน 60 ให้ได้ จะรับผิดชอบ เลี้ยงดู พวกเขาให้ดี เหมือนที่พวกเขาเลี้ยงผมมา



ตอนนี้ ผมรู้สึกโคตรดีกับตัวเองอย่างมาก ไม่ฟุ้งซ่าน และรู้สึกเป็นคนเต็มคน เป็นผู้ใหญ่ อย่างแท้จริง

และที่สำคัญ ผมเข้มแข็งขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับอะไรก็ได้ ที่มันจะเกิดต่อไปจากนี้ ผมไม่สนว่า อนาคตข้างหน้า จะดีจะร้าย

แต่ผมจะไม่ทำให้ตัวเองและครอบครัวพลาดพลั้งอีก



ผมจะสร้างครอบครัวของผม จะทำให้มันมั่นคง เหมือนกับครอบครัวของคนอื่นๆ

ผมภูมิใจมาก ที่ตอนนี้ แม่เคารพผม ให้ผมเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างของครอบครัว

และยอมทำ ตามที่ผมขอร้อง และบอกให้ทำ




ผมอาจไม่ใช่คนที่ดีที่สุด และไม่ใช่คนที่คิด หรือทำดีที่สุด

แต่ผมดีใจ ที่ผมเปลี่ยนไปจากปีที่แล้วมากมาย และเป็นคนในแบบที่ผมอยากจะเป็น

และภูมิใจ ที่ผมรับผิดชอบพ่อกับแม่ได้ อย่างที่อยากทำ ... เสียที

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...