วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... อัพเดท น้องตุ๊ก ...

555+

คำคืนนี้ หลังจากการมะรุมมะตุ้ม คุยกัน ในเอ็มแบบ 3 คนเหมือนเดิม

หัวน้ิองตุ๊ก ตัวใหม่ของผม ก็ถูกหล่อทำพิมพ์(สีเทา)








555+


แล้วก็ ออกมาเป็นเรซิ่นสีเนื้อ เีรียบร้อยแล้วครับ เย้ๆๆๆ













เห่อมากตอนนี้ เลยแวะเอามาอวดนิดนึง แต่นี้เป็นเพียงการทำจริงครั้งแรกนะครับ

เพราะหลังจากทำจริง แต่งหน้าแล้ว จะพบตำหนิ และจุดบกพร่องของการปั้นของเรามากมายหลายจุดให้ต้องแก้ไข







อย่างหนนี้พบว่า ตาไม่เท่ากัน ลักษณะหน้าผากผิดรูปทรง แล้วก็เรื่องของคิ้วครับ เนื่องจากรูปด้านข้าง ความแหลมของคิ้วหายไปโม้ดดดด เลย


แวะมาให้ทายต่อครับ จะมีใครดูออกไหมอ่ะ ว่าใคร 555+ V__V

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... All of the End ...

วันนี้มาพร้อมกับเรื่องราวอัพเดทเล็กๆน้อยๆในชีวิตของผม


และแล้วการมาถึงของ หนังที่ผมกับเพื่อนๆ และเชื่อว่าของคนอีกจำนวนมากด้วยรอคอยก็มาถึง

"Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2"

อ๊ากกกกกกกกก กรีสสสสสสสสสสสส ผมอยากจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ในที่สุดก็ถึงกำหนดฉายในบ้านเราเสียที

เนื่องด้วยสามีเกย์อยู่ทำงานกับบ้าน (มันว่างสุด) จึงต้องรับหน้าทีในการจองบัตรเข้าดูหนังครั้งสำคัญนี้ให้ได้ และมันก็จองได้วันที่ 15 ครับ กับรอบเย็น เป็น 3D ที่พาราก่อน และจะเป็น 3D ครั้งแรกในชีวิตของผมเลยทีเดียว ไหนๆจะทิ้งทวนสุดท้ายแล้ว ขอจัดเต็มแล้วกัน


ท้าวความนิดนึง ว่าผมรู้จักกับ Harry Potter ครั้งแรก เมื่อประมาณปี 2543 ด้วยการแนะนำของ กอบกาญท์ เพื่อนสนิทต่างห้อง ห้อง ข ไข่ ในตอนนั้น ผมต้องยอมรับว่า มันได้ปฏิวัติการอ่านหนังสือของผมไปตลอดกาล เพราะผมไม่ชอบอ่านนิยายแนวฝันๆแบบนี้

ตอนนั้น Harry Potter ได้ถูกตีพิมพ์ไปถึงเล่มที่ 3 แล้ว มันเป็นนิยายเด็กน้อย ที่มหัสจรรย์มาก สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้อ่านอะไรแนวจักรๆวงๆ เท่าไร ผมหลงไหล และกลายเป็นแฟนพันธ์แท้ไปในที่สุด แต่ถึงยังงั้นก็ตาม ช่วงนั้นก็ต้องอาศัย กอบกาญท์ พ๊อตเตอร์ เพื่อนผู้ใจดีให้ืยืมอ่านอยู่เสมอ

ผมจำได้ว่า ผมมาซื้อหนังสือชุดนี้ เป็นของตัวเองก็เมื่อมันปาเข้าไปเล่มที่ 5 แล้ว

จากวันนั้น จนถึงวันนี้ กินเวลากว่า 10 ปี ของช่วงชีวิตผม ช่วงชีวิตวัยรุ่นของผมกับเพื่อนๆ ทั้ง 2 คนอย่างมาก เราเคยบ้าหนังสือ บ้าหนัง ผมเคยคิดจะเขียนการ์ตูนช่องจากหนังสือ (แต่ก็ล่มไป) กอบกาญท์ ก็ชอบวาดการ์ตูนล้อ จากหนังเรื่องนี้ ส่วนเพื่อนปุ๊ ก็ชอบที่จะพูดคุยถึงลายละเอียดของตัวหนังอยู่เสมอๆ

ชีวิตเรา 3 คนวนเวียนอยู่กับ Harry Potter ตลอด 10 ปี และนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย All of the End


ผมไม่เคยดูหนัง 3D มาก่อน และก็ไม่เคยดูหนังที่พาราก่อนด้วย เข้าไปครั้งแรกก็ อืม .... โรงมันช่าง น่าตื่นตามากครับ ความชันของระดับที่นั่ง และความสูง ทำให้รู้สึกบ้านนอกมาก ที่ตื่นเต้นอยู่ในใจ แต่มองไปรอบๆ แสงแฟลส แว้บๆ เข้าตาตลอดเวลาทำให้คิดว่า ... อืม ... ไม่ใช่แค่กรูที่บ้านนอก 5555+


สังเกตุแล้วทุกๆคนดูจะเมามันกับการถ่ายรูป เพื่ออัพลงเฟสของทวิตเตอร์อย่างมาก เรา 3 คน จึง .....








ไม่พลาดครับ จัดเต็มทุกสถานการณ์ แรกๆ ผู้คนรอบๆที่นั่งเรา คุยกันเจี๋ยวจ๋าวมากครับ ถ่ายรูปกัน ใส่แว่น 3D เก็กท่ากัน ตื่นเต้นสุดๆ แต่อี 3 ตัวนี้มีทีเด็ดกว่านั่นครับ นั่นคือ ......... ไม้กายสิทธิ์ เอลเดอร์ ..........55555555++ ไม้ที่เอาชนะได้ทุกสิ่ง






"ปุ๊"






"กอบกาญท์"






"ผม"





เรา 3 คนสัมพัสได้ถึงความเงียบงันของผู้คนรอบข้างคับ ที่สังเกตุเห็นว่า ... เรามี Prop!! มาด้วย 55555555++

งานนี้ขอกด Like เพื่อนปุ๊มาก เพราะมันทำขายอยู่ใน Ebay จึงมีไม้มาประกอบ

3D ครั้งแรก โอ .. แบนมากครับ ผมว่า มันเหมือน สมุดภาพป๊อปอัพอ่ะ มันไม่ได้ดูนูนจนรู้สึกเหมือนจะทิ้มหน้า แต่แค่รู้สึกว่ามันมีระยะตื่นลึกหนาบางเท่านั้นเอง เหมือนสมุดภาพเด็กน้อย สามีเกย์บอกว่า เป็นเพราะว่ามันไม่ได้มีส่วนประกอบของ CG มาก จึงทำให้ดูแบนๆ แต่ถ้าหนังจำพวกทรานฟอร์เมอร์ที่ตัวละครถูกสร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิตโดยตรงๆ อันนั้นจะเป็น 3D แบบสุดๆไปเลย

เนื้อเรื่อง ... พระเจ้า งานนี้ขอกด Like และแจกกิฟ ให้กับ เซอวิรัส สเนป มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พระเอกมาก แมนมากกกก เอาใจไปเลยนาย นายขโมยซีน ภาคสุดท้ายของอี Daniel Radcliffe ไปเสียสิ้น


ด้วยเพียงแค่คำๆนี้ ..... ตลอดกาล .... โอว พระเจ้า น้ำตาซึมครับ มันเป็นความรักที่สามารถเรียกมันได้ว่า นี้คือรักแท้ ทีีคนๆนึงพึงมี สเนปรักลิลลี่แม่ของแฮร์รี่ตั้งแต่แรกรู้จักกัน คอยดูแลช่วยเหลือกัน บางทีโชติชะตาก็เล่นตลก แต่ลิลลี่ก็คอยสเนบถึงปี 7 กว่าจะยอมคบ และแต่งงานไปกับคนอื่น มีครอบครัวกับคนอื่น ผมว่าลึกๆ ลิลลี่ก็รักสเนปนะ เผลอๆ ถ้าเป็นละครน้ำเน่าบ้านเรา สเนปอาจะเป็นพ่อที่แท้จริงของแฮร์รี่ก็ได้ ผมยุ่งๆของแฮร์รี่จริงๆอาจจะได้มาจากสเนป ไม่ใช่ เจมส์ พ๊อตเตอร์ 5555+



แต่อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามนั้น แม้แต่วินาทีสุดท้าย สเนปก็ยังขอมองตาของแฮร์รี่ เพื่อระลึกถึง ลิลลี่ เป็นครั้งสุดท้าย ...


งานนี้ต้องขอไว้อาลัย และกด Like ให้สักล้านครั้ง กับความรักของสเนป ด้วยคำสั้นๆคำเดียว ... ตลอดกาล ...



PL. ... และหลังจากหนังจบ ปาดน้ำตาแห่งความทราบซึ้งแล้ว .... เราก็ ....



"อีนี้ เด็กบ้านเลเวนคลอ"






"ส่วนอีนี่ เด็กบ้านกริฟฟินดอร์ แต่ฝักใฝ่ ศาสตร์มืด"






"และผม กรีสส เด็กกริฟฟินดอร์ ได้ฟิว พระเอกมาก"

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... The only one for me ...

การรอคอยอะไรบางอย่าง ... เรารู้ว่าจุดหมายเราคืออะไรก็จริง

แต่ประเด็นของการรอคอย มันคือ ... อีกนานแค่ไหนต่างหาก


การรอคอย ... ของคนที่บอกให้คอย กับคนคอยมันต่างกัน มันรู้สึกต่างกัน


การรอคอยเหมือนเราเดินทางไปตามแผนที่ ตัวเรารู้หนะ ว่าจะเดินไปทางไหน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขาว

ขึ้นเนิน ลงเนิน เดินไปตามถนนเรียบๆ หรือบางทีก็อาจจะได้ลงไปเดินบนพื้นที่เฉอะแฉะ


แต่เราก็ต้องเดิน ....


จะหยุดเดิน เลิกเดิน หรือเดินออกไปทางอื่นก็ไม่ได้ เพราะเราอาจพลัดหลง และพลาดจุดหมายที่เราต้องการไปถึงตลอดชีวิต



คุณคือจุดหมายของผมนะ คุณคือคนที่ผมอยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วย เป็นคนที่อยากให้เป็นแม่ของลูก


หลายครั้งที่ผมถามตัวเอง ว่า ... นี่ผมมาถูกทางแล้วหรอ ผมจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าหนทางข้างหน้าจะมีคุณคอยอยู่


เพราะมันไม่จำเป็นเลย ที่คุณจะต้องมาสนใจคนอย่างผม และผมก็ไม่รู้ด้วยว่า ... คุณกำลังทำอะไรอยู่

ผมไม่ติดต่ออะไรกับคุณเลย ไม่โทร ไม่ตาม ไม่แอด Social network ใดๆกับคุณ มันก็เพราะว่าผมไม่อยากรู้ แล้วไม่อยากฟุ้งซ่าน ผมอยากที่จะแน่วแน่ ในหนทางสายนี้ ที่คิดว่ามันจะนำผมไปหาคุณได้ ให้คุณเห็นว่า .. ผมตั้งใจเดินทางครั้งนี้ .. เพื่อคุณ


ผมหวังว่า หากเมื่อไรที่คุณว่าง ... และเข้ามาที่นี่


ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่า ... ทุกๆครั้งที่ผมถามตัวเองอย่างนั่น หรือเริ่มไม่แน่ใจ ผมจะคิดถึงคุณ ... คุณคือคำตอบ คือจุดหมายนั้น


และผมจะไม่เปลี่ยนเส้นทางสายนี้ ไปไหน ... ผมอาจงี่เง่า ผมรู้ ผมเริ่มงี่เง่าแล้ว แต่อย่าสนใจเลย เพราะมันเกิดขึ้นก็เพราะ ผมรักคุณ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

... น้องตุ๊กที่รัก TJ 01 ...

เนื่องจากคืนนี้ว่างไม่รู้จะทำอะไรนอกจากปั้นน้องตุ๊กไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ก็เรียกว่า ไล่เก็บลายละเอียดไปเรื่อยๆ พยายามอย่างมากที่จะทำให้มันเรียบ เนื่องจากผมยังไม่กล้าใช้อีพ๊อกซี่ เพราะวิชายังไม่แก่กล้าพอ

ตอนนี้ก็เลยต้องอดทนใช้ดินญี่ปุ่นไปก่อน ข้อดีของดินญี่ปุ่นก็คือ แก้ไขได้ง่ายกว่า ยามที่มันแห้งแล้ว ก็ยังเอาน้ำลูบ หรือขูดมันออกไปได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือ เสียรูปได้ง่าย และทำให้เรียบยาก ยิ่งในเฉพาะจุดซ่อนเร้นต่างๆ


เฮ้อ ผมหละอ่อนใจ คืนนี้เลยแวะเอารูปล่าสุดของน้องตุ๊กที่ยกเครื่อง ดวงตา และโครงหน้าใหม่เกือบหมดมาอวดอีกรอบ

คราวนี้มุมกล้องไม่เพี้ยนแล้ว ...(โทษกล้องอีก) อยากรู้ว่าจะมีคนดูออกไหม T___T







ถ้ายังก็คงต้องแก้ไขกันต่อไป คริ คริ




... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...