วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554
... ณ พื้นที่ว่างเปล่า ...
ช่วงนี้ค่อนข้างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ว่างงานปั้น แต่มีงานแผ่นพับยังคงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่ค่อยมีกะใจจะทำเท่าไร
เมื่อ 2-3 วันก่อนเมลล์ผมโดนแฮกแหละ โดนไวรัสไปเต็มๆครับ Hotmail บล๊อกเมลล์ของผม ผมเข้าเมลล์ตัวเองไม่ได้ ทำให้เพิ่งสำเนียกได้ว่า อีเมลล์ที่ผมใช่มามากกว่า 7 ปีอันนี้ มีความสำคัญกับผมมากแค่ไหน
ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกอบกู้เอาอีเมลล์นี้คืนมา บางครั้ง การที่เราได้รู้่ว่าสิ่งเล็กๆบางสิ่งที่อยู่กับเรามานาน จนเราไม่ได้ใส่ใจมันนัก สำคัญแค่ไหน ก็ต่อเมื่อได้สูยเสียมันไปแล้ว
เมลล์นี้มีความหมายกับผมมาก อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน เป็นเมลล์ที่ผมใช่มาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ มันบรรจุเรื่องราวต่างๆในชีวิตของผมเอาไว้มากมาย
และในยามที่ผมรู้ตัวว่าต้องสูญเสียมันไป มันทำให้ผมต้องทำในหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้ได้มันกลับคืนมา
ต้องขอบคุณ Hotmail เองด้วย ที่ก็มีหน้าเวบสำหรับผุ้ร่วมชะตากรรมคล้ายๆกับผม เพื่อเอาไว้กู้อีเมลล์กลับคืนมา ทำให้ผมได้รู้ว่า มีคนที่ติดไวรัสทางเมลล์ หรือโดนแฮกอย่างผมมากมาย เพีียงแค่คุณทำตามขึ้นตอน ช้าๆ อย่ารีบ เพราะช่วงแรกผมรีบร้อนมากทำให้สูยเสียเวลาไปถึง 24 ชั่วโมง ในการขอกู้ครั้งใหม่ แล้วทุกๆอย่างก็จะสำเร็จไปด้วยดี
โชติดีที่ผมจดจำข้อมุลที่ได้ให้ไว้ได้ มันเลยช่วยยืนยันความเป็นเจ้าของอีเมลล์ให้กับตัวผมได้ดี และตอนนี้ผมก็ได้อีเมลล์ที่รักของผมกลับคืนมาแล้ว
และหลังจากเรื่องตื่นเต้นผ่านไป ก็ดูเหมือนชีวิตผมจะกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง
บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันจะดีหรือร้าย ใช่หรือไม่ใช่ เป็นอีกครั้งที่ต่อมกำลังใจของผมไม่ทำงาน
เหมือนคนเดินทางที่ทำเข็มทิศหายไป บางทีผมก็ถามตัวเองว่า ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ ทำไมถึงงี่เง่าแบบนี้
ผมเคยคิดว่า ถ้าผมอดทนมากพอ ถ้าผมรอเธอนานพอ เธอจะมองเห็นมัน แต่บ่อยครั้งมันก็มีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลาว่า จริงๆแล้วผมกำลังหลอกตัวเองอยู่รึเปล่า
คนเดินทาง ก็ยังมีดวงดาวนำทาง มีเข็มทิศนำทาง มีแผนที่นำทาง .... แต่ผม ... มีเธอนำทาง มีเพียงเธอ และความหวัง ว่าเธอจะเป็นคนที่ใช่คนนั้น
ทั้งๆที่ผมไมู่รู้เลยว่า ในใจของเธอ มีผมไหม เพราะเธอไม่เคยบอก จริงๆผมแทบจะไม่รู้อะไรเลยมากกว่า
ผมไม่รู้ว่า ความเงียบของเธอคืออะไร คือความเหนื่อยล้า คือความเบื่อหน่าย หรือคือการบอกใบ้ว่าเธอไม่ได้ต้องการผมอีกแล้ว
บางทีผมก็ไม่รู้ว่า ผมยังมีเธออยู่ไหม หรือมันไม่เคยมีอะไรตั้งแต่ต้น
สิ่งที่ผมเขียนวันนี้ ผมไม่ได้เขียนขึ้นเพราะความโกรธ แต่มันเป็นความรู้สึกเสียใจ
เศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ผมเหมือนคนบ้า ที่คร่ำครวญอยู่แต่กับสิ่งที่ไม่มีใครรู้ และเฝ้ารอ
..............................................................
ผมกลัวการตัดสินใจนะ กลัวว่าจะตัดสินใจพลาด แล้วโป๊ะหละ โป๊ะกลัวบ้างไหม
เมกลัวที่นะ ที่จะตั้งคำถามกับโป๊ะ กลัวการที่จะทำให้โป๊ะรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี แต่มันก็เหมือนว่าสิ่งที่เมทำ จำให้โป๊ะรู้สึกไม่ดี
เมรู้ว่าเมอาจไม่ได้สำคัญอะไรกับโป๊ะ แต่เมอยู่ตรงนี้นะ อยู่ตรงนี้เสมอ อยากคุยด้วย อยากโทรหา แต่เมก็รู้ว่าโป๊ะยุ่งมาก แล้วก็เหนื่อย ไหนจะเรียน เรียนจบแล้วก็งานเยอะมาก เสาร์อาทิตย์ก็ต้องทำ อาจไม่มีเวลาสำหรับเรื่องไั้ร้สาระ แต่คนที่เธอกลับมาหา เมื่อต้นปีคนนี้ ก็จะียังคอยเธออยู่ตรงนี้นะ
เพราะ ณ เวลานั้น เมได้ตัดสินใจกับตัวเองไว้แล้วว่า ครั้งนี้เมจะทำให้ดีที่สุด
แต่ถ้าโป๊ะมีการตัดสินใจอยู่ในใจแล้ว หรือว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป ก็บอกกันบ้างนะ
ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว เพื่อนโป๊ะเคยบอกกับเมว่า "ถ้าโป๊ะรักเม โป๊ะก็จะหนีใจตัวเองไม่พ้น" รู้ไหมว่าการที่โป๊ะกลับมา ทำให้เมเชื่อมั่นในคำพูดนั้น เพราะคำพูดนั้นมันยังคงอยู่ในใจตลอด จนถึงวันนี้
วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554
... รวมมิตร ...
รอนใน Harry Potter อาจจะบอกว่า "คนเรารู้สึกหมดนั้นไม่ได้หรอก" ไม่จริงหรอกครับผมขอเถียง
เพราะตอนนี้ผมกำลังเป็นอย่างนั้น งานเยอะครับ ช่วงนี้ ทั้งงานที่ทำงาน แล้วก็งานที่รับมาทำที่บ้าน คืนนี้ผมไม่ไหวจริงๆ ไม่อาจรวบรวมกำลังกายทำลงไปได้
ผมตัดสินใจว่าจะดูหนังสือกำหรับตำราการบินอีกครั้ง มุ่งมั่นว่า หากโอกาศคราวหน้ามาอีก ผมจะไม่พลาด ให้ตัวเองได้รู้ว่าทำเต็มที่แล้ว
ผมพยายามซ่อมแซมเครื่องปรินทร์เตอร์ที่หัวพิมพ์ตันด้วยตัวเองมา 3 วันแล้ว มือดำ ล้างไม่ออก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
เพื่อนที่ทำตุ๊กตาด้วยกัน ก็หนีไปจะเปิดร้านกาแฟ กะพระบิดามัน ... เล่นเอาผมเคว้งคว้างทีเดียว
รายได้ต่างๆ ที่ผมพยายามหามาเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้มาใช้ซื้อหาสิ่งที่ผมอยากได้ ยิ่งหามาเพิ่ม ก็ดูเหมือนมันจะเกิดรายจ่ายตามมาอย่างประหลาด ยิ่งทำก็ยิ่งเท่าทุน
ผมอึดอัด และเบื่อหน่ายกับงานที่ทำงาน และเหม็นเบื่อกับการต้องตื่นไปทำงานตอนเช้า ทุกวันจนบางทีแค่คิด ก็อยากจะอ้วกออกมา
ผมมั่นคงในความรัก ผมซื้อสัตย์ต่อผู้หญิงที่ผมรัก แต่ดูเหมือนว่า การตัดสินใจทำอะไรต่างๆของผม มันจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี
ผมเหงา ผมเหงามาก และบางอย่าง เพื่อนดีๆ ก็ชดเชยไม่ได้
ผมอิจฉาคนอื่น เวลาไปไหน เริ่มรู้สึกย่ำแย่ เวลาเห็นคนอื่นเขามี สิ่งที่ผมอยากมี
ผมอยากมีใครสักคน นั่งข้างๆผม จับมือผม บอกผมว่า "ไม่เป็นไร" บอกผมว่า "อะไรๆจะดีขึ้น" ถามผมว่า "เหนื่อยไหม" หรือแม้แต่ .... แค่นั่งเงียบๆ ข้างๆกัน
ผมพยายามจะไม่อ่อนแอ พยายามจะเข้มแข็ง พยายาม ........ แต่มันเหนื่อยหว่ะคับ
สักวัน ผมคงเจอ คนๆนั้น สักวัน
และถ้ามีวันนั้น ... สิ่งที่ผมอยากทำคือ
ทำกับข้าวให้เธอกิน หรือช่วยเธอทำกับข้าว
ช่วยเธอซักผ้า
ฟังสิ่งที่เธออยากเล่า ฟังเรื่องราวของเธอแล้วหลับไป
อยู่บ้านดูหนังด้วยกัน
ไปเที่ยวด้วยกันเล็กๆน้อยๆ ไปเดินเล่น
วางแผนทำนั่นทำนี่กับเธอ
และที่สำคัญ .... ได้ตื่นมา แล้วมีเธออยู่ข้างๆ
วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
... The only one for me ...
แต่ประเด็นของการรอคอย มันคือ ... อีกนานแค่ไหนต่างหาก
การรอคอย ... ของคนที่บอกให้คอย กับคนคอยมันต่างกัน มันรู้สึกต่างกัน
การรอคอยเหมือนเราเดินทางไปตามแผนที่ ตัวเรารู้หนะ ว่าจะเดินไปทางไหน เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขาว
ขึ้นเนิน ลงเนิน เดินไปตามถนนเรียบๆ หรือบางทีก็อาจจะได้ลงไปเดินบนพื้นที่เฉอะแฉะ
แต่เราก็ต้องเดิน ....
จะหยุดเดิน เลิกเดิน หรือเดินออกไปทางอื่นก็ไม่ได้ เพราะเราอาจพลัดหลง และพลาดจุดหมายที่เราต้องการไปถึงตลอดชีวิต
คุณคือจุดหมายของผมนะ คุณคือคนที่ผมอยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วย เป็นคนที่อยากให้เป็นแม่ของลูก
หลายครั้งที่ผมถามตัวเอง ว่า ... นี่ผมมาถูกทางแล้วหรอ ผมจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าหนทางข้างหน้าจะมีคุณคอยอยู่
เพราะมันไม่จำเป็นเลย ที่คุณจะต้องมาสนใจคนอย่างผม และผมก็ไม่รู้ด้วยว่า ... คุณกำลังทำอะไรอยู่
ผมไม่ติดต่ออะไรกับคุณเลย ไม่โทร ไม่ตาม ไม่แอด Social network ใดๆกับคุณ มันก็เพราะว่าผมไม่อยากรู้ แล้วไม่อยากฟุ้งซ่าน ผมอยากที่จะแน่วแน่ ในหนทางสายนี้ ที่คิดว่ามันจะนำผมไปหาคุณได้ ให้คุณเห็นว่า .. ผมตั้งใจเดินทางครั้งนี้ .. เพื่อคุณ
ผมหวังว่า หากเมื่อไรที่คุณว่าง ... และเข้ามาที่นี่
ผมอยากบอกให้คุณรู้ว่า ... ทุกๆครั้งที่ผมถามตัวเองอย่างนั่น หรือเริ่มไม่แน่ใจ ผมจะคิดถึงคุณ ... คุณคือคำตอบ คือจุดหมายนั้น
และผมจะไม่เปลี่ยนเส้นทางสายนี้ ไปไหน ... ผมอาจงี่เง่า ผมรู้ ผมเริ่มงี่เง่าแล้ว แต่อย่าสนใจเลย เพราะมันเกิดขึ้นก็เพราะ ผมรักคุณ
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
... เมื่อชีวิตหกล้ม ...
ในยามที่ชีวิตผลิตกำลังใจไม่ทันใช้ ... คนเราจะทำเช่นไร
ความรู้สึกพ่ายแพ้ ด้อยค่า และสมเพชตัวเองเข้าครอบงำตัวตนของเรา อย่างอยากที่จะทัดทาน หรือต่อสู้
ผมหวังว่าผมจะผ่านพ้นความรู้สึกนี้ไปได้ และโยนความรู้สึกเหล่านี้ออกไปจากใจได้
ในยามที่เรารู้สึกเจ็บใจ ที่มองดูคนที่ทำไม่ดี ทำสิ่งที่ไม่ดี แต่กลับได้รับแต่สิ่งดีๆ มีหน้ามีตา และมีความสุขกับชีวิตในทุกๆวันของเขาได้
ในหัวใจของเราถามว่า เขามีค่าขนาดไหน หรือทำยังไง สิ่งที่ดีๆ เหล่านั้นถึงบังเกิดแต่กับเขา ทั้งๆที่เขาแทบจะไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาได้รับมากมายนั้นเลย
แต่เขาก็ได้ ได้มากเกินต้องการเสียด้วยซ้ำ
ณ วันนี้ผมมีคำถามแบบนี้อีกครั้ง กับความดี ความเลว กับสิ่งที่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทำไมมันถึงกลับต่างไป
ผมเชื่อว่าผมจะสามารถก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไปได้ เพียงแต่ตอนนี้ ในใจมันรู้สึกแย่เหลือเกิน
เมื่อวาน นั่งแชทแลกเปลี่ยนความรู้สึกย่ำแย่นี้กับเพื่อนของผม มันบอกว่า เพราะตัวผมเองไม่เคยทำอะไรให้ใครไง ก็เลยไม่ได้อะไรกลับมา
เป็นมุมมองที่แปลกมาก ที่มันบอกว่า โกงเขา ยังได้ตัง ด่ากันก็ยังไม่ได้ความสะใจ แต่ผมไม่เคยทำอะไรให้ใครไง ผมถึงว่างเปล่าแบบนี้
บางทีผมก็กลับมานั่งคิด ว่า ... เอ ... หรือเป็นเพราะเราทำดีเกินไป เราถึงถูกมองข้ามไป มันถึงไม่น่าใส่ใจ
หลายครั้งที่ผมถามตัวเองเสมอ ว่า ... ผมกำลังทำอะไรอยู่ กำลังคอยอะไร หรือคอยใคร ดิ้นรนไป เพื่ออะไร
ผ่อนรถให้คนอื่นขับ ... เพื่ออะไร พยายามซื้อบ้านให้คนอื่นอยู่ ... เพื่ออะไร พยายามจะทำตัวดี ... เพื่ออะไร หรือพยายามทำผลงานไป ... เพื่ออะไร
ในเมื่อผมมองไม่เห็นเลย ว่าอนาคต .... ข้างหน้า จะมีไหมผมยังไม่รู้เลย
หวังว่ามันจะดีขึ้น อะไรๆจะดีขึ้น ...หวังๆๆๆๆๆๆๆ ได้แต่หวัง ทั้งๆที่ไม่เคยได้อะไรอย่างที่หวังเลย ... สักครั้งเดียว
วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554
... Now that I see you ...
ผมเป็นคนนึงที่ดูการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วมันก็ทำให้ผมชอบวาดรูป และก้าวเดินมาตามเส้นทางสายศิลปะเสมอมา
สมัยเด็กๆ ถ้าคนรุ่นเดียวกันกับผม คงจะต้องเป็นเหมือนกันที่แต่ละปี ดิสนีย์จะออกการ์ตูนมา 1 เรื่อง โปรโมทกันตับหลุด ตื่นเต้นกันมาก ประหนึ่งถูกหวยรางวัลที่ 1 ถ้าพ่อกับแม่ยอมพาไปดูในโรงหนัง แล้วเอามาคุยให้เพื่อนที่โรงเรียนฟังไป 3 วัน 7 วัน
แม้ว่าสมัยนี้ การ์ตูน 2D แบบคนวาด จะหายไปแล้ว เรียกได้ว่ามันไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จแล้วนั้นเอง แต่ดิสนีย์ของเราก็ยังคงพยายามต่อไป

ราพันเซล หรือ Tangled เป็นการ์ตูน 3D ของดิสนีย์เรื่องแรกในรอบหลายปี ที่ผมดูแล้วไม่รู้สึกว่ามันเป็น 3D มันเป็นการ์ตูน 2
D ของแท้ฉบับดิสนีย์ที่ มาในร่างของ แอนิเมชั่น 3D และมันเป็นดิสนีย์มากๆ เป็นการ์ตูนสำหรับเด็กๆของแท้ ที่ผมไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว เพราะผมมักชื่นชม แอนิเมชั่นของ พิกซาร์ มากกว่าเพราะมันเป็นการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ที่แฝงข้อคิด ให้เก็บไปคิดและเติมเต็มความรู้สึกได้
แต่กับราพันเซล มันเป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก ที่พาผมกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง .... มันไม่ได้ให้ข้อคิด มากมาย หรือว่ามีสาระจนกลบความรู้สึกของการ์ตูน แต่มันเป็นการ์ตูนในไม่กี่เรื่อง ที่เติมเต็มความสุข ณ เวลาที่ได้ดู และทำให้เด็กในร่างผู้ใหญ่อย่างผม กลับเป็นเด็ก ... อีกครั้ง

^^ นางเอกน่ารักมากๆครับ ราพันเซลของเรา Mandy Moore พากษ์ได้น่ารักมากๆ ทำให้ราพันเซลมีเอกลักษณ์ของบุคลิกที่ใกล้เคียงความเป็นมนุษย์ธรรมดา น่ารัก แล้วก็ความเป็นเด็ก ที่ยังคงเชื่อฟังผู้ที่ตัวเองเข้าใจว่าเป็นแม่
ส่วน "ยูจีน" หล่อไปไหน .... หล่อมากๆ หล่อหมดจด ไม่มีที่ติ 555+ แอบหลงรักผู้ชายสไตล์นี้ แต่ยูจีน ให้ความรู้สึกเหมือน จอห์น สมิท ในโพคาฮอนทัสมาก สะจนนึกว่าพี่น้องฝาแฝด จนผมที่เป็นแฟนพันธ์แท้ โพคาฮอนทัสถึงกับ แอบเคือง เพราะยูจีนหล่อกว่า หนุ่มกว่า 555+

ที่สำคัญ คาเมเลี่ยนน้อย 5555+ เห็นครั้งแรกในทีเซอร์ตัวอย่าง หัวเราะแทบตกเก้าอี้ เพราะว่า รู้สึกว่าปรกติลูกน้องเจ้าหญิงที่เป็นสัตว์ มันควรจะเป็นอะไรน่ารักๆ เช่น นก หนู หมูป่า ม้าลาย อะไรก็ว่าไป นี้เธอเป็น คาเมเลี่ยน 555555555++ คิดได้ยังไง ชอบครับ ชอบๆ

เนื้อเรื่องสนุกมาก ตามสไตล์ดิสนีย์ มีนิสนึง ที่ทำให้ผมถึงกับน้ำตาหยดเลย ... ถูกต้องแล้วครับ ฉากลอยโคม ... เฮ้ออออ ^__^
บางครั้งความฝันสูงสุดของคนสักคนนึง มันก็แค่การได้ทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ... I see the light เป็นเพลงคู่ที่ผมว่า ... เหมาะมากสำหรับที่มาของทั้ง ราพัลเซล และยูจีน ที่ทั้งสอง ได้มาพบแสงสว่าง ที่รอคอย ณ จุดนึงของช่วงเวลาที่เหมาะสม
ราพันเซล เธอได้บรรลุความฝันที่เธออยากจะได้มาดู แสงที่เธอใฝ่ฝันจะได้เห็นมันด้วยตานอกหน้าต่างหอคอยมาตลอดชีวิต
ยูจีน ก็ได้มาพบกับแสงสว่างของชีวิต ส่องสว่างไปสู่หนทางที่เขาเลือกเดินต่อไปจากนี้ นั้นคือราพันเซล

คงจะดีนะครับ ... ถ้ามีใครสักคนมองเห็นคุณ เหมือนกับที่เห็นแสงสว่างในชีวิต และคุณจะไม่ถูกมองข้ามหรือละเลยอีกต่อไป
กับท่อนนึงของเพลงที่ผมชอบมากๆเลย ....
And at last I see the light ... Now that I see you ...
คุณเอ้ย น้ำตาร่วงครับ 555++ มันเป็นความอิ่มเอมในหัวใจ และรู้สึกดี แม้จะเจ็บปวดลึกๆในใจ แต่เวลาเราได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่า มันช่างวิเศษ และดีจริงๆ
ช่วงจบ อาจขัดใจผู้ใหญ่หลายคนผมว่า เพราะมันง่ายๆ สไตล์ดิสนีย์ แต่ผมว่าดีแล้วที่เป็นอย่างนั้น เพราะมันเข้าใจง่ายสำหรับเด็ก และมันแสดงให้เห็นได้ง่ายๆ และชัดเจนว่า หากถ้าวันนึง เรารักใครสักคน ... เราก็อาจจะสามารถทำอะไรที่ดี และยิ่งใหญ่ได้ ด้วยแค่พลังของความรัก เพราะเธอทำให้ฉันรักเธอ ...
ผมรักการ์ตูนเรื่องนี้จริงๆเลย เฮ้ออออออออออออออ ^^
สักวัน คงมีใครสักคน มองเห็นผม เหมือนที่เนื้อเพลงบอก ... Now that I see you ... ^___^
วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554
... นอนไม่หลับ ...
มันรู้สึกยังไงไม่รู้ เหงา
ตลอดหลายอาทิตย์มานี้ ผมพยายามบอกตัวเองว่าไม่เหงา ผมทำอะไรที่อยากทำไปก็เยอะ แล้วยอมรับว่ามีความสุขมากๆ
ได้พบเจอพูดคุยกับเพื่อนเก่า ที่ทำให้ความรู้สึกดีๆ กลับมามากมาย
แต่ตอนนี้ผมก็ต้องยอมรับว่า ผมปฏิเสทไม่ได้ว่าผมเหงา
พรุ้งนี้ผมจะไปพบกับสามีเกย์อีกครั้ง ลางานไป พบปะสัมมนา ในเรื่องกิจการส่วนตัวของเราสองคนเป็นครั้งแรก คล้ายๆประชุม CEO (เวอร์มาก) ว่าตกลงเราจะทำสินค้าอะไรขายให้รวยกันดี มันตลกดีที่คน 2 คนเกิดความรู้สึกเดียวกันขึ้นมาพร้อมๆกัน ว่าเราต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างกับชีวิตของเราสักที
คนนึง อยากที่จะเริ่มต้นกับชีวิตของตัวเอง ส่วนอีกคน อยากที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง
จุดมุ่งหมายเราอาจต่างกันก็จริง แต่เราจะร่วมมือกัน ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับคนๆนี้อีกครั้ง และได้แต่หวังว่ามันจะออกมาดี
ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ พ่อกับแม่คงได้สบายกว่านี้
ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ เตียงนอนผมคงไม่เย็นเยียบแบบที่มันเป็นทุกวัน
ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ ผมคงไม่ต้องตื่นมาคนเดียว
และ... ผมคงไม่ต้องรอคอย .... อีกต่อไป
ชีวิตผม ผูกติดกันการต้องคอยเสมอ และตลอดเวลาผมก็มีความอดทนเหลือเฝือที่จะเฝ้าคอย คนนึง 10 ปี คนนึง 2 ปี และคนนี้ 3 ปีแล้ว ผลจะออกมาหัวหรือก้อย ผมเองก็ไม่รู้ ผมคิดถึงเธอมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ได้แต่คอยอยู่เงียบๆ
และเฝ่าหวังว่า ......... ผมจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้
วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553
... วันวัยของชีวิต ...
คืนนี้ผมเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงบริษัท งานเลี้ยงสนุกสนาน
แต่ทำไม ... ตอนนี้
...ผมถึงเหงา...
รู้สึกอยากร้องไห้ เหมือนมันว่าง ไม่มีอะไรให้ทำ และก็นอนไม่หลับ
บางทีอาจเป็นเพราะ ผมคิดถึงคนที่เคยอยู่ในอ้อมแขนผม คนที่ผมอยากอยู่ด้วย อยากเจอ อยากนอนหลับไปด้วยกัน แล้วก็ตื่นมาพร้อมกัน
บางทีผมก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงมีชีวิต เหมือนที่คนอื่นๆเขามีกันบ้างไม่ได้ ผมไม่ได้อยากจะรวยล้นฟ้า ไม่ได้อยากเป็นคนที่โชคดีที่สุด
ผมแค่อยากมีใครสักคน ที่จะอยู่ข้างๆผม ในเวลาที่ผมต้องการเขา อย่างเช่นในค่ำคืนอย่างนี้
ถ้าได้มีคนที่เรารักอยู่ข้างๆกัน ก็คงจะดีนะครับ
มันเป็นความรู้สึก ที่ผมไม่เคยได้สัมผัส ไม่เคย ..... และผมโหยหามัน
มันน่าแปลกนะครับ ที่ผมกับเธอตอนนี้มีสัมผัสที่ส่งถึงกันอย่างประหลาด ณ ขณะที่ผมกำลังพิมพ์ข้อความนี้อยู่ เธอก็ทักผมมาทางแชท ทั้งๆที่เธอน่าจะหลับไปแล้ว
มันน่าทึ่งมาก ที่พักนี้ ผมกับเธอเหมือนสื่อกันได้ ... ทางความรู้สึกในลักษณะนี้
เพราะผมรักเธอ แล้วเธอก็รักผมตอบด้วยรึเปล่า?? ที่ทำให้เราสื่อถึงกันได้อย่างนี้ นี้ไม่ใช่ครั้งแรก
จะมีสักวันไหมหนอต่อไปจากนี้ ที่ผมจะนั่งเล่าเรื่องราวดีร้ายในชีวิตผม ผ่านไดร์อารี่นี้ โดยอาจมีเธอทำอะไรอยู่ใกล้ๆ หรือนอนหลับอยู่ข้างกัน
ผมหวังว่าสักวัน ผมจะได้มีโอกาศทำเช่นนั้น
มีคนที่ผมรักอยู่ในอ้อมแขน และผ่านพ้นวันวัยของชีวิตไป อย่างไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างนี้อีกต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553
... วันนี้ ...
แม่ .... ไม่สบาย ไปตรวจเลือด เนื่องจากความดันสูง มีเบาหวานและคอเรสเตอร์รอลลสูง
ในชีวิตผม ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่มันแย่ลงไปกว่านี้ได้ แต่มันก็มี และมันก็มีมาเรื่อยๆ
ตั้งแต่พ่อตกหลังคาลงมา นี้ก็เป็นปีแล้ว ... ที่ชีวิตของผมแย่ลงเรื่อยๆ
สิ่งของนอกกายมากมายอันเป็นที่รักของผม ต้องถูกขายไปเป็นของคนอื่น
ของใช้ส่วนตัวของผม ถูกตัดออกไปจากวงจรชีวิตมากชิ้นขึ้นเรื่อยๆ
ผมชอบอ่านหนังสือ เมื่อก่อนสมัยเรียน เคยซื้อหนังสือทุกๆเดือน อย่างน้อยเดือนละ 3 เล่ม
ตอนนี้ เหลือ Bangkok post กับ Aerospace เพียงเล่มเดียว และก็ไม่สามารถติดตามได้ทุกเดือนอีกต่อไปแล้ว
ผมบอกได้คำเดียวครับว่าผมอึดอัด ที่ถูกฝากความหวังเอาไว้บนบ่า
ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเคยทำอะไรแล้วทำให้ตัวผมเองมีความสุข
เคยเล่นเกมส์แล้วมีความสุข แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่อยากเล่นอีกต่อไป
ผมอยากไปดูเครื่องบินจังครับตอนนี้ อยากไปนั่งมองความฝันบินไปบนท้องฟ้า อย่างที่เคยทำ
ไปนั่งเงียบๆ อยู่ในอาคารผู้โดยสาร มองดูความฝันผ่านไปผ่านมาตรงหน้า
แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะต้องอยู่ช่วยที่บ้าน เมื่อก่อนผมให้เวลากับที่บ้าน 70 เปอร์เซ็น แล้วมันก็ค่อยๆเพิ่ม เป็น 80 90 จนตอนนี้ 100 เปอร์เซ็นแล้ว
100 เปอร์เซ็น ทั้งเงินเดือน และเวลา
ผมไม่มีความสุขเลย ผมอยากจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ที่ชีวิตของตัวเองหายไปต่อหน้าต่อตา
คุณนบซาน บอกว่า ผมควรเปลี่ยนทัศนคติ ผมก็อยากเปลี่ยน
แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน วันพรุ้งนี้ ..... จะมีอะไรแย่กว่านี้ไหม
ผมคงทำเวร ทำกรรมไว้เยอะ ชีวิตมันถึงได้เป็นแบบนี้
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553
... เมื่อเวลาเดินทาง ...
คิดถึงที่นี่นะครับ แต่ก็ไม่รู้ว่า จะเขียนถึงอะไร เพราะไม่มีอะไรให้เขียน
ชีวิตของผมก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย มีแต่เรื่องแย่ลง ที่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเล่าทำไมเหมือนกัน
ผมยังคงใช้ชีวิตอย่างเดิม ถูกขัง เป็นนักโทษอยู่ในชีวิตของตัวเองเหมือนเดิม
ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรน อดทนต่อสู้ยังไง ผมก็ยังคงไม่ก้าวไปไหน
ตอนนี้ที่บริษัทของผม ได้ย้ายภูมิลำเนา ตำแหน่งมาแถวบ้านผมแล้ว ก็สะดวกและประหยัดที่จะเดินทางไปทำงานมากกว่าแต่ก่อน
แต่ก็มีสิ่งที่ไม่ดีตามติดมา
เพราะต้องเห็นคนที่เรารัก ใช่ชีวิตอยู่กับแฟนของเขาต่อหน้าเรา ทุกวัน มาอยู่ใกล้ๆบ้านผม ถัดไปแค่ 2 ซอย มาให้ผมเห็น ให้ผมรับรู้ ..ว่าเขาอยู่ด้วยกัน
คนรักกัน ... ได้ใช่เวลาร่วมกัน ช่วยเหลือ เกื้อกูล ได้มีแสดงออก จับต้องมองเห็น มีความทรงจำที่ดีร่วมกัน
ได้มีโอกาศได้แสดงออก ... ว่าตนรัก นี้มันคงจะดีมากๆเลยนะครับ
ผมควรจะดีใจ กับเธอด้วยใช่ไหมครับ ผมก็รู้สึกดีใจนะ ที่เธอมีคนดูแล ... ที่รักเธอ
เขาก็ดีกับเธอจริงๆ และมันก็ไม่ผิดที่คนๆนั้น ไม่ใช่ผม
การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางนี่มันช่างเจ็บปวดเหลือเกินนะครับ ไม่ว่าผมจะเลือกรักใคร ... มันก็มักจะจบลงแบบนี้เสมอๆ
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผมก็ถูกลืมเสมอๆ
ใครเขาจะมาเลือก คนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างผม แม้แต่ชีวิตของตัวเอง ก็ยังมีไม่ได้ ...
ผมจะได้มีโอกาศมีวันนั้นไหมครับ ... วันที่ผมจะได้เจอใครสักคน ที่เขาจะรับรู้ว่าผมรักเขาจริงๆ และมองเห็นว่าผมก็มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
วันนี้ ... ผมไปทานข้าวเย็นกับเพื่อนของผม ที่ Big C สุขาภิบาล 3 และพบภาพ 2 สิ่งที่ทำให้เจ็บปวด เข้าไปถึงหัวใจข้างในของผม
ภาพแรก คือภาพของชาย 2 คน เดินมาด้วยกัน คนนึงใส่เครื่องแบบนักบิน เขาเอาอินทนูออก แต่ยังคงติดปีกสีทองที่อกเสื้อ มองเพียงครั้งแรก ผมก็รู้ ว่าเขาคือ "นักบิน"
อาชีพที่ผม ได้แค่เก็บความฝันและความพยายามนั้นไว้กับตัว
และ 2 ภาพของ หญิงคนที่ผมรัก เดินมากับแฟนของเธอ ... คนที่ผมได้แต่เก็บความรักเอาไว้ เพราะมันไร้ค่าสำหรับเธอ
มันเจ็บที่ข้างในหัวใจยังไงไม่รู้ครับ ... ผมรู้แต่ว่า มันเจ็บ .........
ผมขอโทษนะครับ สำหรับทุกๆคนที่เข้ามาที่นี้ และพบว่ามันมีแต่ความเศร้าซ้ำซากหน้าเบื่อ มีแต่น้ำตา ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะหยุดไหล
ขอโทษพ่อกับแม่ ที่ผมไม่สามารถทำอะไรให้มันดีไปกว่าที่เป็นอยู่นี่ได้ และทำให้พ่อกับแม่ยังคงต้องเหนื่อย ในวัยที่สมควรจะต้องได้พักผ่อนแล้ว
ผมขอโทษจริงๆครับ
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
... คงเป็นเพราะมันมองเห็นไม่ได้ ...
ณ เวลาที่เราไม่เหลือใคร หรืออะไรในชีวิต มีชีวิตเพื่อเฝ่ารอ และหวังว่าชีวิตมันจะดีขึ้น
อีกครั้งที่ผม ถูกขอร้องให้เลิกยุ่งกัน จากผู้หญิงที่ทำงาน มันก็เหมือนเดิม เธอมีคนที่เธอแคร์ คนที่เธอรักอยู่แล้ว
มันไม่จำเป็นเลย ที่เธอจะต้องมาทนกับคนอย่างผม
ผมเข้าใจ และยอมรับ ถ้าเธอจะตัดสินใจอย่างนั้น ......... " ไม่เป็นไร "
เธอเลือกคนที่เธอเชื่อมั่น ไว้ใจ และผูกพันกันมา เขาคงเกิดมาเพื่อคู่กัน เกิดมาเพื่อเกื้อหนุนกัน
คนอีกคนจะไม่สามารถขาดคนอีกคนได้ เธอเลือกที่จะตัดผมทิ้งได้ แต่ตัดเขาไปไม่ได้
ผมก็แค่ใครสักคน ที่ผ่านเข้ามา แล้วก็กำลังจะผ่านไป ...... ผมอยากออกจากงานครับ
ตอนนี้บอกได้เท่านี่
มันไม่ผิดที่เธอจะเลือกเขา เพราะเขาก็ดีกับเธอจริงๆ
และวิถีชีวิตตอนนี้ของผม มันก็ไม่เข้ากับของใครเลย แล้วก็คงจะไม่มีใครอยากที่จะเข้ามาในชีวิตของผม
เพราะผมคงไม่ได้เกิดมาเพื่อเหมาะสมกับใคร ......... ก็ไม่เป็นไรครับ
บางทีมันก็อาจจะสมควรแล้ว ที่เป็นแบบนี้ สมควรแล้วจริงๆ
ความรัก ไม่สามารถวัดกันให้เห็นได้ ว่าใครรักใครมากกว่ากัน
ไม่สามารถวัดได้ว่า ความรักของใครเป็นรักแท้ หรือรักหลอก
แต่บางครั้งมันก็วัดได้จากการแสดงออก จากการทำอะไรเพื่อกันและกัน
บางคนอาจจะวัดจาก .... การได้มีโอกาศได้ใช่เวลาร่วมกัน ได้ทำอะไรดีๆต่อกัน
แต่กับคนที่ไม่มีโอกาศได้ทำหละ .... นั้นแปลว่า ความรักของเขา ด้อยค่ากว่าคนอื่นๆหรือ??
กับคนที่ได้แค่มองนั้นแปลว่า ความรักของเขา ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง .... งั้นหรือ
มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
"เพราะความรัก ไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา แต่สัมพัสได้ด้วยหัวใจเท่านั้น"
แด่ทุกๆความรัก ที่ให้ไป แม้ว่าจะไม่ได้รับตอบกลับมา .......
.
.
.
.
วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553
... บางทีเราก็ควบคุมไม่ได้ ...
อ่อ ... มันเป็นแบบนี้เอง
ผมจะไม่เสียอกเสียใจกับสิ่งที่ผมได้เลือกแล้ว ... เพราะไม่ว่าผมจะเลือกทางไหน ผมมีเพียงแค่ตัวของผมเอง เป็นเพื่อน และตัวผมเองที่เป็นคนที่ผมไว้ใจได้มากที่สุด
แม่ผมบอกว่า ในโลกของความจริง เราไม่อาจไว้ใจใครได้ แม้แต่คนที่เรารักมากที่สุด เพราะมันไม่ได้แปลว่าเขาจะรักเรา เหมือนที่เรารักเขา
ตอนนี้รู้สึกว่า ชีวิต ต้องผลิตกำลังใจมากๆ ทุกๆวัน ที่จะห้ามไม่ให้เอาหัวโขกข้างฝา หรือ วิ่งร้องเป็นบ้า ออกไป
บางทีผมก็รู้สึกว่า ผมเริ่มรู้แล้วว่า ใกล้บ้า เป็นยังไง
ไอ้ตัวเหี้ย ที่ทำงาน คนที่ผมเกลียดกำลังจะย้าย เข้ามาอยู่แถวๆบ้านผมถัดไป 2 ซอย ผมรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก จริงอยู่ที่โคตรพ่อ โคตรแม่ผม ไม่มาสร้างไว้ แต่ .... ผมรู้สึกว่า ละแวกบ้านผม
มันเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนตัว ที่ผมจะไม่ต้องพบเจออะไรหรือใครที่รู้จักผม โดยเฉพาะคนที่ผมเกลียด
เวลาใส่ขาสั้น ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ไปซื้อส้มตำ ไปเช่าวีดีโอ หรือปทำธุระที่ธนาคารหน้าบ้าน ผมก็ไม่ต้องรู้สึกว่า จะเจอพวกแม่งไหม
สัดเอ้ย .......... กรูเกลียดพวกมึง ไอ้เหี้ย กรูทนเห็นพวกมึงที่ทำงานก็มากเกินทนแล้ว กรูจะต้องมาพบเห็นพวกมึงที่แถวบ้านอีกหรอวะเนี้ย ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ต่อไปนี้เวลาไปช่วยแม่ขายของ กรูก็อาจจะต้องเจอพวกมึงอีก
ว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
ทำไมชีวิตกรูแม่งถึงได้บัดซบ เหี้ยซ้ำ เหี้ยซาก แบบนี้
กรูเบื่อว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
.
วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553
... อีกหนึ่งความลึก ของชีวิต ...
หวัดดีคับ
สวัสดีอีกวันแสนเน่าในชีวิตผม ตอนนี้ผมเหมือนกำลัง เรียนรู้ชีวิตอีกด้านนึง อีกขีดนึงที่ผมต้องรับมือ
6 เดือนก่อนผมอาจจะคิดว่า .... ผมคงจะไม่สามารถมีชีวิตที่แย่ไปกว่านั้นได้อีกแล้ว แต่ตอนนี้ผมก็มีชีวิตที่ย่ำแย่
มากกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน
เมื่อนานมาแล้ว ผมเคยเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี เคยเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ .... แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะจดจำความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้อีกแล้ว
ผมยังคงต้องไปทำงานทุกวัน อย่างขาดไม่ได้ ทั้งที่ผมไม่อยากไปเลย คุณรู้ไหมว่ามันต้องใช่กำลังใจมากมายขนาดไหน ที่กว่าจะผ่านไปได้สักนาทีนึง
ต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองมากมายขนาดไหน ... กว่าจะผ่านมันไปได้
ที่จะทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เหมือนไม่รับรู้กับภาพที่เห็นตรงหน้า
ที่จะทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เหมือนว่าชีวิตยังสดใส เวลาผู้คนในที่ทำงานชวนกันไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แล้วผมไปไม่ได้ เพราะ .... ไม่มีเงิน
ที่จะต้องทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เวลาผู้คนมากมาย ใช่งานผม ทุกๆคนอยากได้เร็ว อยากได้ก่อน ในขณะที่ผม มีคนเดียว กับเซลล์ 4 คน และ เจ้านายอีก 3 คน พร้อมกับ ... ต้องออกไปตรวจของข้างนอกด้วย
ทุกๆวัน ผมต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ตลอดเวลา เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งหัวใจ
ผมอิจฉา ผู้คนรอบตัวผม อิจฉาที่เขามีทุกอย่างที่เขาอยากมี มีความรัก มีเงิน มีชีวิตที่ดี .... ผมยอมรับ และความอิจฉาก็ทำร้ายตัวผมเองตอนนี้ ...... มันดูงี่เง่า เวลาเรามองดูคนที่เขากำลังอิจฉาคนอื่น เราจะมองว่า ไร้สาระ
แต่เมื่อยามที่ มันตกอยู่กับตัวเราเอง บางทีก็หัวเราะไม่ออก
ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังตกเป็นนักโทษให้กับชีวิตตัวเอง เหมือนต้องชดใช่กรรมอะไรสักอย่าง ที่ต้องทำให้ผมตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทนทุกทรมาน เจ็บปวด กับความคิดของตัวเอง
ส่วนแฟนผม ผมจะยังสามารถใช้คำๆนี้กับเธอได้ไหม .... เธอก็หายไปเลย ผมไม่ได้โทรหาเธอ เราไม่ได้พูดอะไรกัน ... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตลอดเวลาผมอยู่ในฐานะอะไร
ผมไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาทำไมในชีวิตผมทำไมเหมือนกันก็ไม่รู้ กลับมา มาให้ผมเลือกเธอ แล้วก็ทำกับผมแบบนี้
จะกลับมาทำไม ถ้าตัวเขาเป็นแบบนี้
ผมมานั่งคิดๆดู เธอกลับมาเพื่อ ????
ในเมื่อไม่มีเวลา จริงอยู่ที่เธอบอกตั้งแต่แรกว่าไม่มีเวลานะ .... แต่ .... จะเป็นแฟนกันทำไม ถ้าหากว่าไม่มีเวลาแม้แต่จะโทรหากัน
จะเป็นแฟนกันทำไม ... ถ้าคุณแคร์เพื่อนของคุณมากมายขนาดนั้น ....
แล้วจะมีผมเพื่ออะไร .... ให้ผมเคลียร์ตัวเองเพื่ออะไร .... ให้ผมคอยเพื่ออะไร
ผมรักเขา และคิดเสมอมา ว่าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับผม อยากให้เขาเป็นภรรยา เป็นแม่ของลูกผม (ถ้าทำได้)
แต่ผมไม่เข้าใจว่าผู้หญิงที่ผมเลือกคนนี้ สุดท้ายแล้ว ..... กลายเป็นความว่างเปล่าสำหรับผม
ณ เวลานี้ ผมควรเป็นไง มีชีวิตครอบครัวแสนบัดซบแล้ว น่าจะอยู่ได้ตามปรกตินะ น่าจะไม่ต้องเจ็บปวดหัวใจ เพราะรู้สึกไร้ค่าต่อคนที่รักแบบนี้
น่าจะนอนหลับไปได้ในแต่ละค่ำคืนด้วยความเหนื่อยอ่อน ไม่ใช่หลับไปพร้อมกับความรู้สึกสงสัย และไม่เข้าใจ ว่าผมเลือกทำแบบนี้เพื่ออะไร
สุดท้าย เชื่อเถอะ เธอก็จะไป เธอไม่เลือกผมหรอก เพราะผมมันน่าสะอิดสะเอียน เธอก็จะจากไป ง่ายๆ เหมือนที่เธอเคยทำ
เพราะผมมันรอไม่ได้ เพราะผมเรียกร้อง และ .... ไม่เคารพสิทธิของเพื่อนเธอ
ก็ไม่เป็นไรครับ ผมจะยอมรับ .... หากชีวิตมันจะเป็นแบบนั้นอีกครั้ง
"..แต่ผมสาบานให้ตายจากพ่อแม่ผมไปเลย ว่า ..... มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะทำแบบนั้นกับผม !!! .."
เพราะมันเป็นอีกครั้ง .... ที่เธอแสดงให้ผมประจักแก่สายตาของผมแล้วว่า ..... ผมไม่ได้มีค่าอะไรขนาดที่ผมสำคัญตัวว่ามี
แม่ผมพูดไว้ไม่มีผิดเลย .... ไม่ผิดจริงๆ และผมทะเลาะกับแม่เพื่อ ผมเถียงแม่แทนเธอเพื่อ?????
นอกจากไปเกิดเอาใหม่แล้ว .... จะมีวิธีไหนอีกบ้างไหมครับ ... ที่ผมจะหลุดพ้นไปจาก .... เรื่องเหี้ยๆที่ต้องพบเจอกันประจำๆแบบนี้
หรือผมสมควรต้องไปเกิดใหม่แล้วจริงๆ
จะมีสักคนไหม ... ทีจะทำให้ผมไม่ต้องรู้สึกแบบนี้อีก ...
เวลาเงินไม่มี ... ชีวิตก็แย่ลง ... เมื่อชีวิตแย่ลง ... ก็อย่าริจะรักใครเลย .... เพราะมันคือความไม่พร้อม
คนแย่ๆอย่างผม ไม่สมควรได้รับ ... สิ่งที่อยากได้
ไม่สมควรได้รับ ....
โน๊ต อุดมบอกว่า ... เราควรให้โอกาศคนที่รักได้ทำผิดหลายๆครั้ง ... เพราะเราก็จะต้องการโอกาศแบบนั้นบ้างเหมือนกัน
แต่ผมว่ามันใช่ไม่ได้กับใครหลายๆคนบนโลกนี้ ....
.
.
วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553
... ไม่สะดวก และเกรงใจ ...
นี้คือข้อความที่ผมได้รับ .... เมื่อคืน หลังจากที่ผมอยากจะใช่เวลา ช่วงหยุดสงกรานต์กับเธอ
นี้คือข้อความจากผู้หญิงที่เป็นแฟนผมนะครับ คนที่ผมเลือก คนที่ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อ .........
ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปแดกน้ำใต้ศอกอีกครั้ง
รู้สึกเหมือนหนีมาจากการแดกน้ำใต้ศอกของอีกคนนึงมา เพื่อจะพบว่า กรูก็กลับมาแดกน้ำใต้ศอกของแฟนตัวเองอีกรอบ
คนๆนั้น คือรูมเมทของเธอ .............. อ่า
เห็นไหมครับ .... ผมบอกแล้ว ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ หรือไม่ว่าจะกับใคร ผมจะกลายเป็นคนที่ถูกมองข้ามเสมอ จะกลายเป็นคนที่จะไม่ถูกเลือก ไม่ว่าจะยังไง
7 เดือน ที่ผมอดทน
7 เดือน ที่เธอไม่มีเวลา
7 เดือน ที่ผมจะพลาดพลั้งไม่ได้ ถ้าผมมีคนอื่น หรือแม้แต่เธอระแคะระคาย ผมจะเสียประวัติทันที
7 เดือน ที่ผมถูกทิ้งๆขว้างๆ
7 เดือน ที่จากเข้าใจ กลายเป็นไม่เข้าใจ เพราะจาก 100 ผมรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้ โอเค 30 -40 ก็ยังโอ
แต่ท้ายที่สุด มันคือ 0
ช่วงแรกที่เธอกลับเข้ามาในชีวิตผม มันดีมากๆเลย เธอเคยบอกกับผมว่า สงกรานต์นี้จะมาอยู่กับผม ผมตั้งตารอมัน แต่พอปีใหม่ เธอบอกว่าจะกลับบ้านที่หาดใหญ่กับพี่ชาย เธอชวนผม ทั้งๆที่รู้ว่าผมไปไม่ได้ โอเค กลับบ้านก็กลับเถอะ ไม่เป็นไร
แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้กลับ เพราะต้องอยู่ทำงาน จริงรึเปล่าผมก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่เป็นไร งั้นผมไปหาได้ไหม รูมเมทกลับบ้านรึเปล่า ถ้าไม่กลับมาบ้านผมไหม จะได้เจอกันบ้าง อยู่ด้วยกันบ้าง ....... เธอบอกผม ว่าอย่ามาคิดแทนเธอ
และเมื่อคืนผมก็ได้รับข้อความนี้ โดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ หรือผมมันไม่สมควรแม้แต่จะได้รับคำอธิบาย
นี้คือผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนผม คนที่ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อ ?????????
นี่ผมทะเลาะกับแม่ เพื่อจะไปค้างกับเธอ และได้ไป ....... เพื่อ ???????????
อ่อ ........... หรือเพราะผมมันไม่เหมาะสมกับใครเลยในโลกนี้ ..................
บอกตรงๆตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเลยจริงๆ
และเป็นอีกครั้งที่ผมต้องอยู่คนเดียว ในช่วงเวลาที่ผมอยากจะมีใครสักคน
ผมอายุ 25 แล้วและผมไม่ประสบความสำเร็จกับความรักเลยไม่ว่าจะกับใคร
และไม่ว่าจะทำอะไรสักแค่ไหน หรือ............... ว่าผมไม่ควรจะทำอะไรมากมายเลย ตั้งแต่แรก
ตอนนี้ผมสัญญากับตัวของผมเองว่า ผมจะไม่พยายามอีกแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าสุดท้ายมันก็แค่นั้น
ไม่ว่าผมจะเสแสร้งแกล้งทำว่า เป็นคนดี เข้าใจ ว่ารับได้สักแค่ไหน ...... ทั้งที่ในใจมันไม่เคยรับได้เลย
ผมก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ....... นี้คอยดูสิ ถ้าเธอเข้ามาอ่าน มันก็จะมีปัญหาอีก แต่คุณรู้ไหม ..... ว่าผมไม่สนแล้ว
หากเธอไม่ได้สนใจ หรือว่าแคร์ผมเลย ...... ก็ไม่เป็นไร ..........
และถ้าหากผมสมควรจะได้รับสิ่งเหล่านี้ ความเจ็บปวดทรมานเหล่านี้ ..... ก็เอาสิ ..... แต่บอกตรงๆ ผมไม่สนสักนิดเลยหว่ะ
เพราะผมมันชินแล้ว ...........
วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553
... คำคืน ใน 25 ปี ...
คืนนี้ เป็นหนึ่งในคืนหลายๆคืนที่ผมร้องไห้เป็นวักเป็นเวรเป็นสิบๆนาที ตลอดช่วง 2 เดือนมานี้
ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยร้องไห้นานๆแบบนี้มาก่อน มันน่าแปลก ที่ผมมาเป็นอย่างนี้ ใช่ช่วงวัย 25 ปีของชีวิต
ผมเลยวัยอ่อนไหว หรืออ่อนแอไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนต่อมกำลังใจของตัวเองหยุดทำงาน
ผมอายุ 25 ปี แต่ตอนนี้ผมเกลียดชีวิตตัวเอง ผมเกลียดชีวิตที่บ้าน เกลียดชีวิตที่ทำงาน
ผมเกลียดที่ต้องเข้านอนคนเดียว และตื่นมาคนเดียว มองดูคนอื่น มีความสุขกับคนที่ตัวเองรัก
ผมเกลียดที่ ผมต้องสูญเสียเวลาทั้งหมด ให้กับครอบครัว ในขณะที่คนอื่น มีเวลาเหลือเฝือที่จะทิ้งๆขว้างๆ หายใจทิ้งไปเฉยๆ
ผมเกลียดที่ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ไม่มีตั้งสักบาท แต่คนอื่นๆ สามารถทำอะไรก็ได้ ที่เขาอยากจะทำ ไปเที่ยว ได้ทุกครั้งที่ใจนึกอยากจะไป กินอะไรก็ได้ ทีอยากจะกิน
ผมเกลียดทีผมอายุ 25 แต่ผมไม่เคยได้ใช่ชีวิต อย่างที่คนอายุ 25 เขามีกัน
ผมกลียดที่ต้องทำงานหนัก 2-3 หน้าที่ในที่ทำงาน ผมทำผิดพลาด เพราะงานมันดึงเอาเวลาของอีกงานไป แต่สุดท้าย เป็นผมที่ถูกตำหนิ
ผมเกลียดที่จะต้องยอมรับ เหตุผล และความต้องการของคนอื่นๆ แต่ไม่เคยมีใคร สนใจความต้องการของผมเลย สักครั้ง ไม่เคยมีใครเคยทำอะไรเพื่อผม แม้เพียงสักครั้ง
ผมเกลียดที่ผมถูกปล่อยปละละเลย ถูกมองข้าม ไม่เคยมีใครแคร์ ว่าผมเจ็บปวดยังไง
ผมเกลียดที่ไม่เคยมีใครให้โอกาศผมได้แก้ตัว และต้องเป็นผม ที่ถูกเขี้ยทิ้งเสมอ
คุณเชื่อไหม ... ว่านี้เกิดขึ้นกับผมทั้งผม
ผมรักพ่อกับแม่นะคับ แต่มีใครรู้บ้างว่าชีวิตผมอยู่ตรงไหน
ตอนนี้ผมอยากลาออกจากงาน ไม่อยากไปทำงานและไปพบเจอคนที่นั่นอีก ผมไม่อยากกลับบ้าน ผมไม่อยากเห็นใบแจ้งหนี้เป็นปึกๆ ผมไม่อยากเปิดกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง เพราะมันไม่เคยมีเงินอยู่ในนั้น
ผม ... ไม่ไหวแล้ว
.
.
.
.
วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553
... ความรัก ...
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552
... Someday ...
แต่มันมีเรื่องที่ยากกว่านั้น คือทำอย่างไรให้คนๆนั้นมองเห็นเรา และได้มีโอกาศร่วมชีวิตกับเขา
ในชีวิตของผมนั้น ไม่อาภัพขนาดแอบรักเขา แล้วเขาไม่เคยแม้แต่จะรู้ ผมยังได้มีโอกาศ "รัก" และได้รักตอบกลับมาจากคนที่รักนั้นๆ ทุกคน
แต่จะได้นาน หรือได้น้อยผมคิดว่าคงเป็นเพราะบุญกรรมที่เคยทำร่วมกันมา ผมคิดว่าชาติก่อนผมคงจะมีแฟนหลายคนมาก ชาตินี้เลยได้มาอยู่กับคนนั้นคนนี้อย่างละนิด อย่างละนานหน่อย
แต่ยังไม่ได้มีโอกาศได้ใช่ชีวิตร่วมกับใครนานๆ
ผมคิดว่าหลายๆคนคงโชติดี ที่รัก และได้รักตอบกลับมา มีคนรัก ที่น่ารัก ดูแลเอาใจใส่กันในทุกๆเรื่อง จะกินจะนอน จะโน่น จะนี้ ก็จะมีคนที่รักอยู่เคียงข้างๆเสมอ
ขอให้รู้ไว้เลยว่าคุณหนะ โชติดีกว่าใครๆในโลกนะนั้น รวมถึงคนที่พิมพ์ตัวหนังสือเหล่านี้ให้คุณอ่านอยู่ด้วย
ความรักสำหรับผมตอนนี้ ก็ยังเป็นสิ่งสวยงามอยู่ เวลาผมเห็นคนรักกัน ก็ยังคงไม่ได้รู้สึก อิจฉาหรืออะไร เพราะผมจะมีความรู้สึก มีความสุขไปด้วย ดีใจ ที่อย่างน้อยก็ไม่ต้องมีคนที่เป็นเหมือนกันกับผมเพิ่มอีกคน
เมื่อหลายวันก่อนดู รายการ American Got Talent ทาง Truemove พบกับผู้หญิงคนนึง ชื่อ Kari Callin เธอเหมือน Susan Boyle มาก
แต่รู้สึกว่า จะตกรอบไม่ได้เข้าชิงนะ ผมพยายามเข้าไปหาอ่านข่าวของเธอ ตามเวบต่างๆ แต่ภาษาไม่แข็งแรงขนาดนั้น รู้แต่ว่าเธอไม่ได้เข้า 40 คน (ดูจากเวบ)
น่าเสียดาย คงต้องติดตามสาเหตุต่อไป
แต่ ... มีสิ่งนึงที่ผมได้จากทั้ง Susan และ Kari นั้นคือ คนพวกนี้ไม่เคยพบพานความรัก ไม่เคยมีใครเดินเข้ามาในชีวิตของพวกเขา
แต่พวกเขาก็อยู่กันมาได้ .... 40 ปี
ตอนนี้ผมไม่อยากฝันอะไรมาก คิดว่าบางที ถ้าไม่ได้มีใครที่ถูกสร้างมาเพื่อเรา นั้นก็คงจะไม่ใช่ความผิดของพระเจ้า
และก็มีผู้คนมากมายเขาก็เป็นแบบนั้น
ตอนนี้ผมเหมือนกำลังพยายามยอมรับ ในทุกๆวันของชีวิตให้ได้ทีละวันทีละวัน
แต่เหมือนบางทีก็จับต้นชนปลายไม่ถูกเหมือนกัน
คุณเคยเป็นไหม ที่ก็อยากมีใครสักคนนะ แต่ ... ในเมื่อมันไม่มี .... มันก็ไม่เป็นไร
ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ไอ้ตัวผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าชีวิตมันจะแย่ไปกว่านี้ได้อีกไหม
และอยากรอดูจุดสิ้นสุดของความอดทนของตัวเองเหมือนกัน
อยากรู้ว่าชีวิตของคนๆนึงจะไร้ค่า ไร้จุดหมายไปตลอดชีวิตไหม ไร้ซึ่งความสุข และไร้ซึ่งอนาคต ความฝัน และแม้แต่พลัง.....
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552
... GO ...
ผมก็ขอกลับมาสรรเสริญ Hanson วงโปรด ที่คงเส้นคงว่ากว่า ด้วยมิวสิกที่ .... พัฒนาได้กระชากใจผมมาก Hanson โตขึ้นมาก มากจริงๆ
สมัยก่อน Hanson ทำมิวสิกได้อุบาทมาก ไม่สมกับเพลงอันไพรเราะ ... แต่ ณ บัดนาว เหมือนว่า ตอนนี้ทั้งสองอย่าง ที่พวกเขาได้ร่วมกันทำมา ได้เดินทางมาถึงพร้อมๆกันแล้ว ไม่มีสิ่งใดขาด หรือเกินไป
... GO ...
ผมชอบเพลงนี้จาก อัลบั่มล่าสุด The walk จังเลย เป็นเพลงที่ Hanson พัฒนาไปอีกขั้น แต่ มันคงเป็นแนวเพลงของพวกเขาเองเสมอ ด้วยทำนอง และจังหวะที่สาวกทุกคนคุ้นเคยกับมันดี น้อง Zac หน้ามล หล่อขึ้นมากมายก่ายกอง ชนิดที่สมัยเป็นเด็กไม่คิดว่าโตมาจะหน้าตาขั้นเทพได้ขนาดนี้
และซุ้มเสียง ก็แตกหนุ่มมาก ทำให้ตอนนี้ พี่น้อง 3 คน เสียงเหมือนกันมาก จนไม่สามารถแยกออกได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ว่าใครร้องท่อนไหน
และ ณ บัดนี้ เพลงนี้ Zac ร้องเอง เล่นเอ็มวีเอง รู้สึกได้ถึงความพัฒนาในทุกๆด้าน
เพลงนี้ความหมายดีมาก ..... คุณหลอกใครก็ได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้หรอก ....
นั่นคือสิ่งที่ผมได้จากเพลงนี้
จงทำตามที่หัวใจของคุณปรารถนาเถิด ไม่มีใครที่มีอดีตที่ดี หากคิดสิ่งใด ส่วนลึกของหัวใจ ปรารถนาสิ่งใด .... จงออกไป .... ตามหาสิ่งนั้นเถิด
โอ ... น้ำตาจะไหลแหนะคุณ ฟังแล้วอยากจะหนีไปให้ไกลๆ จากทุกๆอย่างรอบตัว .... ไปทำสิ่งที่หัวใจปรารถนา .... ออกไปจากภาระหนี้สิน ออกไปจากกรอบของพ่อแม่ ..... ออกไป จากคำว่าเด็กไม่รู้จักโต
จนบางที ... ผมก็หลงลืม ... ไปแล้วว่า .... ผมก็มีชีวิต
...Go... By Hanson
For all the love we've made
Just one thing stays the same
The lamp gets dusty
The pipes get rusty
But I don't wanna wash my hands clean
Well you say you love me too
Then why won't you go through
With the nightly kisses
With the hits and the misses
Well if you can make it on your own...
Then go if you wanna go
But stay if you want to know the way
Through the mess we've made
Or lie in the bed you know or go
I heard your moving van
But I didn´t take a stand
You can't live with 'em
You can't live without 'em
I never thought I'd want to let you...
Go if you wanna go
But stay if you want to know the way
Through the mess we've made
And lie in the bed you know or go
For all the love we've made
Just one thing stays the same
The lamp gets dusty
The pipes get rusty
But I don't wanna wash my hands clean
(Then go if you wanna go)
Well you say you love me too
(But stay if you wanna know the way )
Then why won't you go through
(Through the mess we've made)
With the nightly kisses
(Or lie in the bed you know or go)
With the hits and the misses
Well if you can make it on your own...Then Go..
วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552
... Goodbye Michael ...

เพราะเมื่อคืนปรึกษากับแม่ว่า พ่อทำงานไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหนมาส่งรถ แล้วก็จ่ายๆค่าโน่นนี่
ตื่นมาเครียดๆ
ไปทักทายเพื่อนๆตามโต๊ะ เหมือนที่ทำทุกเช้า และแล้วสายตาก็ไปปะเข้ากับหน้าจอ Msn King of is die ......................... !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เกิดอะไรขึ้น ป้าเคิลเป็นอะไร แวบแรกที่เห็น เหมือนสมองยังประมวลผลไม่ได้ มี ค.ศ. ด้วย 1958 -2009
โอว
โอว
โอว
ไม่นะ ......
น้ำตาผมจะไหลหละคุณ ป้าเคิลตายแล้ว ตายจริงๆ
นักร้องในดวงใจ ผู้ที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ผมมีวันนี้ ผู้ที่ทำให้ผมเริ่มต้นฟังเพลงสากล และไม่คิดจะหวนกลับไปฟังเพลงภาษาบ้านเกิดอีก
ผู้ที่ทำให้ช่วงวัยเด็กของผม เป็นช่วงเวลาที่พิเศษ ไม่มีใครในยุคนั้นไม่รู้จักไมเคิล แจ็กสัน ไม่มีใครไม่เคยเห็นท่าเต้น Moonwalker ของเขา

พระเจ้า ผมรู้สึกเหมือนสูญเสียคนในครอบครัว สูยเสียคนที่เรารู้จักมาตั้งแต่จำความได้
50 ปี เอง อ่อนกว่าพ่อแม่ผมไม่กี่ปี เขาน่าจะได้อยู่นานกว่านี้ น่าจะมีชีวิตที่สวยงามไปจนตราบนานเท่านาน
ไม่น่ามีปัญหา รุมเร้า และพยายามจะลุกขึ้นสู้ จนตัวตายเช่นนี้
ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินข่าวป้าเคิล คือ ป้าแกจะเปิดคอนเสิตที่ลอนดอน เหมือนประมาณว่าจะหาตัง มาแก้ปัญหาต่างๆของตัวเอง
ตอนนั้นผมยังคิดเลยว่า สังขารป้าแกจะไหวลุกขึ้นมาเต้นๆ อยู่ไหม เพราะผมคิดว่า แค่เดินเฉยๆ ป้าแกก็คงเหนื่อยแล้ว
ผมคิดว่าผมรู้ว่าป้าแกตายเพราะอะไร เพราะป้าแกตั้งใจมากกับคอนเสิตที่กำลังจะถึง พยายามมาก ที่จะกลับมามีชื่อเสียง และเงินทอง เหมือนเมื่อครั้งรุ่งเรืองที่สุด
แม้ว่าในใจลึกๆ ป้าแกรู้ว่า ยุคป้า ได้ผ่านไปนานแล้ว เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยฮิท นักร้องเดี่ยวมาเต้นๆ กันแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ป้าเปลี่ยนตามไม่ทัน
น่าสงสารที่การลุกขึ้นสู้ของป้าไม่ประสบความสำเร็จ ป้าถึงกับต้องตาย

ครั้งนึงเมื่อยังเด็ก ช่อง 7 เคยออกโฆษณาว่า จะถ่ายทอดสดคอนเสิตใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ มาราย แคร์รีย์ ครั้งที่สอง จะเป็นป้าเคิล ของผม ตอน 4 ทุ่ม
4 ทุ่มสำหรับผมตอนนั้น เป็นเวลาที่ไม่อนุญาติให้ดูทีวีแล้ว แต่คืนนั้น เป็นกรณีพิเศษจากแม่
ผมจำได้ว่านั่งรอการถ่ายถอดสดของป้าแกถึง เที่ยงคืน ป้าแกก็ไม่มา ป้าเป็นลมตั้งแต่ตอนซ้อม ทำให้คอนเสิตนั้นต้องเลื่อน ป้าเคิลแกจะรู้ไหมว่า มีเด็กน้อย นั่งรอดูแกอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่หน้าทีวีทั้งคืน
และเด็กคนนั้นก็คือผม
วันนี้ป้าจากไปแล้ว ไม่มี ไมเคิล แจ็กสัน อยู่บนโลกนี้แล้ว .....

บุคคลอันเป็นตำนานของโลก ที่ยังมีลมหายใจตัวเป็นๆ ได้จากโลกเน่าๆใบนี้ไปอีกคนแล้ว
ขอบคุณ Michael Jackson ที่ทำให้ผมชอบภาษาอังกฤษ มาจนทุกวันนี้
ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชีวิต
ขอบคุณที่เป็นวีดีโอให้ผมดูจนยืด
ขอบคุณที่เป็นเทบให้ฟังจนขาด (ร้องไห้ไปหลายวัน)
ขอบคุณที่เป็นวัยเด็กสุดพิเศษของผม
ขอบคุณ MJ
ด้วยความอาลัยรักยิ่ง ...... จากหัวใจของเด็กน้อยคนนึงที่ชอบคุณมากๆ
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552
... การปรากฏตัวของพ่อ ...
แต่อย่าตกใจ ผมมีพ่อมาตลอดชีวิต อยู่บ้านหลังเดียวกัน กินข้าวด้วยกัน และเรียกเขาว่าพ่อ
เขาเป็นพ่อจริงๆของผม ที่ทำให้ผมเกิดมา เราหน้าเหมือนกัน อย่างกับสำเนาบัตรประชาชน
แต่ตลอดทั้งชีวิตจนย่างเข้าจะอายุ 25 ปี เมื่อวานนี้เป็นวันแรกที่ผมรู้สึกว่า เขาเป็นพ่อของผมจริงๆ
พ่อไปทำงานที่ซาอุ ตั้งแต่ผมอยู่ในท้องแม่ แล้วกลับมาตอนผม 2 ขวบแล้ว เราไม่ค่อยสนิทกัน และยิ่งโตเราก็ยิ่งไม่สนิทกัน
ผมไม่ชอบใจพ่อในหลายๆแง่มุมที่พ่อปฏิบัติต่อชีวิต ทั้งกับตนเองและครอบครัว พ่อชอบกินเหล่ามากๆ ทั้งๆที่คออ่อน ทะเลาะกับแม่เรื่องกินเหล่าไม่รู้เท่าไร
แต่ก็ยังคงกินอยู่ พ่อสัญญากับผมและแม่เสมอ ว่าจะเลิก แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้
ผมบอกได้ว่าก่อนหน้านี้ ผมเกลียดพ่อตัวเอง เกลียดทุกสิ่งที่เขาทำ ที่เขาเป็น เขาเป็นเหมือนผู้ชายที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกับผม แล้วผมแค่เรียกเขาว่าพ่อเท่านั้น
แต่พ่อก็เป็นผู้ชายที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต ผมคงไม่มีวันนี้ถ้าไม่มีเขา
เมื่อวาน พ่อประสบอุบัติเหตุ ตกลงมาจากหลังคาอู่รถ ที่พ่อเป็นลูกจ้าง เขาใช้ให้พ่อไปซ่อมป้ายชื่ออู่ที่ตกห้อยลงมา
พ่อขึ้นไปบนนั้น กับเพื่อนอีกคน แล้วก็พลัดตกลงมา ตกลงมานอนกองกับพื้น ดีที่พ่อคว้าเชือกผูกป้ายไว้ได้ จึงเหมือนกับว่ามันเป็นแรงชุด ให้พ่อร่วงลงมาไม่แรงมาก
แต่การตกลงมาจากที่สูง 2 ชั้นแบบนั้น พ่อเอาขาลง ขาพ่อหัก กระดูกเชิงกรานตรงช่วงเบ่า ข้อต่อต้นขาของพ่อแตกละเอียด
พ่อหัวแตกนิดหน่อย เย็บไป 4 เข็ม แต่ขาของพ่อ ค่อนข้างสาหัส
เมื่อวาน เราได้ย้ายโรงพยาบาลจากนพรัตน ไปที่โรงพยาบาลลาดพร้าว ที่พ่อมีประกันสังคม
เราต้องคอย เพราะหมอบอกว่า ยังผ่าไม่ได้ ตอนแรกหมอบอกว่าจะผ่าให้วันเสาร์โน่น แต่ยังไงไม่รู้เราได้ผ่าวันนี้
เมื่อวานเป็นวันแรก ของ 24 ปีในชีวิตผม ที่ผมป้อนข้าวพ่อ ได้ดูแลเขา เป็นครั้งแรกที่ผมตระหนักว่า ผมมีพ่อ และผมรักเขา
ถึงแม้ว่าวันๆเราแทบจะไม่พูดอะไรกันเลยที่บ้าน ไม่สนิท เหมือนแค่คนอยู่บ้านเดียวกัน แต่ผมก็พึงคิดได้ ณ วันนี้ ถ้าหากคนๆนั้นหายไปจากชีวิตผมจริงๆ นั้นคือเรื่องใหญ่
วันนี้เขาเอาพ่อผมเข้าห้องผ่าตัดใหญ่ ตั้งแต่ 11 โมง และบอกว่าจะเสร็จตอน 4 โมงเย็น วันนี้ผมมาทำงาน แล้วแม่ไปเฝ่าพ่อแต่เช้า แม่บอกว่า ดูรู้ว่าพ่อกลัว ถึงแม้ว่าพ่อจะพูดว่าไม่เป็นไรๆ
แต่ผมก็รู้ว่าพ่อก็กลัว
ผมกลัวแทนพ่อจริงๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่า จะดีจะชั่วก็พ่อผม ทำงานเลี้ยงผมมาตลอดชีวิต ผมคงทนดูเขาเป็นอะไรไปไม่ได้แน่นอน ...... ชีวิต ... ช่างเปรอะบางเหลือเกิน
ตอนเช้าผมยังเห็นเขาเดินเก็บใบไม้ก่อนจะออกไปทำงาน ตอนเย็นมานั่งดูเขานอนสลึมสลืออยู่บนเตียง เจ็บปวดกับสะโพก ไม่สามารถขยับตัวได้
ทำให้รู้ว่า .... ชีวิตช่างบอบบางเหลือเกิน ....
วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
... จังหวะหัวใจที่ลบลืมไปแล้ว ...
เป็นสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน ว่าจะได้เห็นอีก
หากใครเคยอ่านไดร์ผม เมื่อครั้งเลสล่ายังรุ่งเรือง ..... สมัยนั้นผมใช่ชื่อไดร์ว่า Mae ... Inbox ... for ... Mammy
เป็นไดร์ที่มีพื้นหลังเป็นน้ำทะเลสีฟ้าสดใส
เป็นไดร์ที่ผมเคยเขียนให้กับผู้หญิงคนนึง ที่ผมรักเธอ เป็นช่วงชีวิตที่ผมมีเธออยู่ในชีวิต
เป็นสิ่งที่ผม ณ ตอนนั้น อยากจะบอกความรู้สึกของผม ในทุกๆวัน ที่ผมได้มีโอกาศคุยกับเธอ ได้ยินเสียงเธอ อยากบอกให้เธอรู้ผ่านตัวหนังสือเหล่านั้น
แล้วช่วงชีวิตที่ผมมีเธอก็จบลง พร้อมๆ กับการล่มสลายของไดร์เลสล่า
ผมตัดสินใจเดินจากมาจากเธอ ไม่รับโทรศัพท์ ตัดขาดการติดต่อทุกทาง หายไปจากชีวิตเธอดื้อๆ
เธอเองก็พบกับความรัก เหมือนกัน ณ เวลานั้น กับเด็กอีกคน ที่คาดว่าคงจะเรียนรู้เขา พร้อมกับที่เรียนรู้ตัวผม
แต่ผมรับไม่ได้หรอก ผมจดจำได้ถึงช่วงท้ายๆ ของไดร์นั้น ผมบอกรักเธอ เธอรับรักผมกลายๆ ผมถามเธอว่า เธอคบใครอยู่รึเปล่า ..... เธอบอกว่า "เปล่า"
ผมจดจำวันที่คุยกันนั้นได้ดี จนผมเริ่มรู้อะไรมากขึ้น เอาเป็นว่าผมรับไม่ได้ 2 ปี แต่ทุกอย่างเท่าเดิม ผมไม่อยากตกอยู่ในสภาพนั้น เป็นแค่ใครสักคนที่เธอโกหกไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น
เพียงเพื่อต้องการคนคุยด้วย เธออาจจะคิดว่า เวลาขับรถกลับบ้าน ที่เธอมีอันน้อยนิด เป็นเวลาอันมีค่า ที่เธอจะมอบให้กับคนที่เธอรัก
แต่สำหรับผม คนเรา .... ถ้าจะรักกัน คงต้องมีค่ามากกว่าการคุยกันแค่ช่วงเป็นเพื่อนเธอขับรถกลับบ้าน ผมป่วยมาก ช่วงนั้น เข้าโรงพยาบาล เพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ ทั้งๆที่เธอรู้ แต่หลังจาก 3 วันจากนั้น เธอค่อยโทรมา
มันออกจะผิดวิสัยอยู่ สำหรับคนที่เหมือนจะรักกัน ว่าไหม ผมเจ็บนะ เพราะรู้ว่าไม่ว่าจะยังไง มันก็ไม่มีวันจะเป็นได้มากกว่านี้ กว่าคนที่เธอทำเป็นว่ารักกัน
เราขาดการติดต่อกัน นี้ก็ ครบ 1 ปีพอดี ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผมได้รับ ฟอร์เวิลเมลล์อะไรต่างๆจากเธอตลอด เธอทำเหมือนเดิม ผมรู้ว่าเธอรู้ว่าผมไปเพราะอะไร และรู้ด้วยว่าเธอจงใจส่งเมลล์พวกนั้นมาให้ผม
แต่เมื่อ หลายวันก่อน ผมได้รับ คำขอเป็นเพื่อนทาง Hi5 จากเธอ ณ ช่วงเวลาที่เราขาดการติดต่อกันครบ 1 ปี พอดี
หัวใจผมเต้นโครมคราม แพ้พังพาบต่อทุกสิ่งอันที่ได้ทำมาตลอด 1 ปี ผมยอมรับว่ายังรักเธอมากมาย ยังคงรู้สึกเดิมๆ แต่ผมก็เสียใจเกินกว่าจะกลับไปอยู่ในสภาพเดิม ไปทำเหมือนว่า ผมไม่รู้ไม่เห็น แล้วหลอกตัวเอง ต่อไป เหมือนที่เคยทำมาหรือ???
ผมทำไม่ได้อีกแล้ว วันนี้ ผมไม่รู้ว่าเธอจะนึกเสียใจบ้างไหม กับสิ่งที่ทำกับผม กับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมรู้ว่าเธอไม่โง่ เธอรู้ ว่าเพราะอะไร
และผมไม่แน่ใจเลย กับเจตนาที่เธอส่งการขอเป็นเพื่อนมา คนอย่างเธอไม่เคยง้องอนใคร ผมรู้ คนอย่างเธอไม่เคยสนใจความรู้สึกคนอื่น นอกจากตัวของเธอเอง
แต่เมื่อมันเกิดขึ้น ผมเองก็ยอมรับว่าลังเล หลายครั้งที่นั่งดูข้อความจากเมลล์นั้น เหมือนประหนึ่งว่ามันจะสามารบอกอะไรได้ จะสามารถบอกได้ว่าเธอคิดอะไรอยู่
สิ่งที่ได้คือความเงียบงัน ทั้งในใจของผมเอง มันก็เงียบงัน พูดไม่ออก
ณ ตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจทำอะไร คิดว่าอยู่เฉยๆ น่าจะดีที่สุด ผมจะไม่ตอบรับเธอ ไม่อีกแล้ว ผมเจ็บปวดนะ ไม่มีวันไหน ตลอด 1ปีมานี้ ที่ผมไม่คิดถึงเธอ ไม่มี
เธอจะรู้บ้างไหมว่า หัวใจผมต้องเจ็บปวดขนาดไหน เมื่อวันที่ได้อ่านข้อความที่เธอเขียนถึงคนอื่น
ผมอยากบอกว่าเธอทำสำเร็จ นะ ถ้าหากอยากให้ผมเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เธอทำได้
แต่เธอจะไม่มีวันทำได้อีก ผมก็อยากจะรู้ว่า คนที่อยู่สูงขนาดเธอ จะยอมทำอะไรได้อีก ...... เพื่อคนที่อยู่ต่ำเตี้ยเลี่ยดิน แบบคนอย่าง ... ผม
... สีสันแห่งสายลม ...
ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...