ปิงฟ้า วิลันดา
เป็นชื่อเวบไซด์นิยายที่ผมพบโดยบังเอิญตั้งแต่เพิ่งมีคอมใหม่ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อปี 2004
ผมจำได้ว่า เคยอ่าน เป็นบางเรื่อง และชอบ เป็นบางเรื่อง เท่านั้น ....
เนื่องจากว่าตัวผม เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ไม่ค่อยชอบที่จะอ่านนิยาย นิยายที่เป็นเรื่องรักๆใคร่ๆทั่วไป ผมจะไม่ค่อยนิยมนัก
ด้วยเหตุที่รู้สึกว่ามันรกสมอง ... และผมมักจะชอบอ่านอะไรที่เป็นเนื้อหา เป็นเรื่องราว ประวัติศาสตร์ อุบัติเหตุ เป็นเรื่องเครื่องยนต์กลไก เรื่องเครื่องบินที่ผมรัก อะไรทำนองนี้
นานแล้วที่ผมไม่เคยย่างกลายเข้าไปอ่านนิยายจากเวบนี้อีก ด้วยเหตุที่คิดว่าคงไม่มีเรื่องใหม่ๆเข้ามาอีก
จนวันนึง เห็น Link จาก Blog ของคุณ Pookan แล้ว .... เออ .... เฮ้ย ... นั้นเวบที่ผมชอบนี่นา ผมเคยอ่านนะอะไรแบบนี้
แต่ก็ใช่เวลานานหลายอาทิตย์อยู่ กว่าที่ผมจะสลัด เวบ Thaiflight สุดโปรดของผมได้ แล้วมีเวลามานั่งนึกว่าผมอยากอ่านอะไร
แล้วเมื่อวานก็ได้เข้าไป เวบ ปิงฟ้า หายไปแล้ว กลายเป็น Blog เหมือนที่เรามีกันนี่ บรรจุนิยาย ขนาดยาวเต็มรูปแบบ ไม่เหมือนสมัยที่ผมเคยอ่านที่เป็นเหมือนเรื่องสั้น
และผู้เขียนก็ใจกว้างมาก ที่จะเปิดเผยนิยายที่เธอเขียน และขายด้วย ให้กับผู้คนที่สนใจเข้ามา ได้อ่านมัน และได้อ่านครบ ทุกหน้า ทุกบรรทัด ทุกตัวอักษร
ตัวหนังสือของผู้เขียน ทำให้โลกของผมหมุนช้าลง ความกังวลในหัวใจต่างๆหายไป ราวกับว่า ผมสามารถไปอีกโลกนึงได้ ทั้งๆที่ยังคงนั่งแป่ะอยู่ที่โต๊ะทำงานหน้าคอม
อาจเป็นเพราะเนื่องด้วยที่เดิมเรื่องที่ผมเคยอ่าน มันสั้นกว่านี้ อาจจะทำให้ผู้เขียนใส่ลายละเอียด ลงไปได้ไม่มากเท่า
แต่นี่ มันเต็มรูปแบบมากในความรู้สึกผม อ่านแล้วรู้สึกเหมือนผมรู้จักตัวละครทุกตัว บ้านช่อง บรรยากาศ และความรู้สึก ... ผมชอบการอธิบายในเรื่องต่างๆของผู้เขียน มันแนบเนียน และลึกซึ้ง ไม่เหมือนละครตบๆกัน หลังข่าว ผมแอบกลัวด้วยซ้ำว่าจะมีผู้จัดคนใดสนใจจะทำออกเป็นละครรึเปล่า
เพราะผมคิดว่าถ้าทำ คงจะทำให้คุณค่าของเรื่องราวลดลงอย่างมาก
แต่ถ้าเป็นภาพยนต์ คงพอไหว ... เวลาอ่าน ผมรู้สึกว่าไม่ต้องรีบจินตนาการ นานแล้วที่ผมไม่ได้อ่านอะไรแบบนี้ อาจเป็นตั้งแต่อ่าน the lord of the ring หรือ Harry Potter เล่มแรกๆ แล้วผมก็ไม่พบตัวหนังสือใดที่จะทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้นอีก
อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกรัก ตามไปด้วย อ่านแล้วผมอยากบอกว่าผมเข้าใจ ตัวละครทุกๆตัว ตอนนี้ผมติด เพลงพิณใบไม้ไหว อย่างแรง ... เมื่อวานแทบจะไม่ได้ทำงานเลย จะมีใครสักเกตุไหมหนอ ( T__T )
มีหลายอย่างที่ผมได้ จากตัวหนังสือเหล่านั้น ... ทำให้ผมเข้าใจได้ว่า ทุกๆอย่างมี 2 ด้าน การไม่ได้รับความรักกลับมา ไม่หมายความว่าเขามิได้รักเรา และการมีชีวิตอยู่บนโลก ก็ไม่ได้แย่อะไรหนักหนา ถ้าเราจะรู้จักที่จะอยู่กับมันสักนิด
เหมือนความรักเอ่อล้น ไปหมด เหมือนเป็นความรักของตัวผมเอง ... แต่ไม่ใช่ มันเป็นความรักของคนอื่น เป็นเพียงแค่ของตัวละครในตัวหนังสือ แต่เรากลับมีความสุขตามไปด้วย รู้สึกว่าอยากมีลายละเอียดในชีวิตได้แบบนั้นบ้าง
ผมไม่ได้หมายถึงการมานั่งกวนน้ำมันมะพร้าวหมักผมเอง หรืออะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่ผมหมายถึง การมีสติกับทุกๆสิ่งรอบๆตัวต่างหาก มีสติ และทำให้ทุกๆลายละเอียดของชีวิต ... งดงาม
รู้สึกว่าชีวิตผมจะไม่ได้มีอะไรแบบนั้นนานแล้ว ... คุณเคยเป็นไหม ที่อยากขัดร้องเท้า ... แต่ไม่เคยได้มีเวลาทำสักที ... จนวันนึงเราได้ออกไปนอกบ้านแล้วหยิบร้องเท้าที่เราอยากขัดให้มันวับ มานั่งขัด ... แล้วรู้สึกดี
รู้สึกว่าชีวิตคุณซับซ่อนกว่าทุกวัน ที่เอาแต่เล่นคอม หมดไปวันๆ แล้วรีบลกๆ ทำนั้นทำนี่ จนเราละเลยที่จะมีชีวิตให้ช้าลง
ความเชื่องช้าของชีวิต .... ผมคงต้องหัดมีชีวิตให้ช้าลงบ้างนะ และปล่อยๆมันให้เป็นไปเองบ้าง อะไรที่มันจะต้องเป็น ต้องไป มันก็จะเป็นไปเองแหละ .....
ในวัน และเวลาที่ผมมีชีวิตที่ช้าลงแล้ว คงจะพอมีคนเห็นผมบ้าง ... คงจะพอมีใครสักคน เห็นว่าผมเดินช้าลงแล้ว และอยากจะมาเดินเคียงข้างกันไป และจะไม่จากไปไหนอีก จะไม่มีเหตุผล หรือข้อแม้ใดๆ อีก คงจะทำให้ชีวิตผมสดชื่นขึ้น มากโขทีเดียว
เวลาที่เราอยู่เฉยๆ คนเดียว แล้วไม่มีแม้แต่คนให้คิดถึง ... มันอ้างว้าง เหลือเกินนะผมว่า เพราะผมเข้าใจมันดีทุกวินาทีตอนนี้
แต่หากมันไม่มี ผมก็ต้องยอมรับว่า ... มันไม่จำเป็นต้องมี ผมก็ยังคงหายใจต่อไปได้
ผมสามารถให้เวลาในวันอาทิตย์กับแม่ ....
มีเวลาซักผ้า ตากผ้า และเก็บผ้าให้พ่อกับแม่
มีเวลาไปเดินดูของที่ผมอยากได้
มีเงิน มากขึ้น เพื่อจะซื้อสิ่งที่ผมอยากได้ ให้กับตัวของผมเอง
มีเงินในโทรศัพท์ เหลือมากมาย และที่สำคัญ มีเวลาว่าง ให้นึกโทรหาแม่ได้
มีสมองที่ปลอดโปร่ง ไว้คิด ไว้ทำเรื่องอื่นๆ เช่น เมกกะ โปรเจ็ท 7000 ล้านที่ผมอยากต่อเรือเดินสมุทรโบราณ เป็นโมเดลถวายเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก ที่วัดพนัญเชิง อย่างที่ผมตั้งใจอยากจะทำหลังเรียนจบ แต่จนวันนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เศษกาว
บางทีผมก็ถามตัวเองนะว่า ... จริงๆมันก็ดีเหมือนกัน ที่ผมตัดใจตัวเอง ปล่อยวางเรื่องบ้าบอไปสะ
แล้วค้นพบแง้มุมต่างๆ ในชีวิตผมอีกครั้ง
วันก่อนคุยกับแม่เรื่องเงินทอง แต่ผมไม่เดือดร้อนอีกต่อไปแล้ว ... ผมบอกกับแม่ด้วยความเดือดดาลว่า ... คนบางจำพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันก็แค่คนที่ได้ทำอะไรตามใจตัวเอง แค่ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ใช่ ก็แค่คนที่ไม่สน ใจว่าพ่อแม่จะพูดอะไร ไม่เคยยื่นโยนเงินให้พ่อแม่ หรือให้เพียงเศษเงิน แล้วจะเป็นผู้ใหญ่ได้ .... เพราะฉะนั้นอย่าใช้คำพูดว่าผมยังไม่เป็นผู้ใหญ่กับผมอีก
เพราะคนพวกนั้น ไม่ได้มีแม่แบบผม และไม่ได้ให้แม่ ... แบบที่ผมให้ .......... แม่ผม ซึ่งเป็นคนแรง ปรกติคงด่ากันไปถึงไหนๆแล้ว ... ไม่พูดอะไรต่อ ... สักคำ
2 ความคิดเห็น:
ชอบเรื่อง นิรันดร์กาลมากกว่าอ่ะ
เวลาที่ใจว้าวุ่น หรือว่าไม่มีอะไรทำ ก็มาอ่าน อ่านไปอ่านมาติดซะงั้น
อย่างที่คุณบอก คนเขียนเค้าเขียนบรรยายได้ดีมาก เหมือนคนอ่านเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ในเรื่องด้วยเลยอ่ะ
ไม่รู้จักง่ะเด้อออ เดี๋ยวจะเข้าไปดูบ้างนะคร้าบบ^^
แสดงความคิดเห็น