วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

... ไปทำงาน (จริงๆนะ) ...

พรุ้งนี้จะต้องไปทำงานที่ภูเก็ต ไปพบลูกค้า เหนื่อยครับ แต่ก็แอบลั้ลลา เพราะว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินอีก เป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต

แต่หนนี้ไปคนเดียวด้วยแหละ ... Designer บ้านนอกจะต้องขึ้นเครื่องบินคนเดียว เพียงลำพัง ...

คิดแล้วก็อดตื่นเต้น และกลัวว่าตัวเองจะทำขายหน้าห้าแต้มไม่ได้

แต่ยังไงก็สู้ๆครับ เพราะว่าหน้าแตกเป็นประจำจนชินแล้ว 555+ เวลาไปในที่ไม่คุ้นเคยเนี้ย


แล้วจะเก็บภาพมาฝากนะครับบบบ ^___^

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

... Maetee's Collection ...

สวัสดีครับ ช่วงนี้พายุงานได้ผ่านพ้นไปด้วยดี เพราะงานออกบูทเรียบร้อยผ่านไปได้อย่างหืดขึ้นคอ


และหลังจากผละงานผมก็จบลงด้วยการ ไม่สบาย T__T ไอติดต่อกันมาเกือบอาทิตย์แล้ว


คงเป็นเพราะลงไปคลุกอยู่ที่ห้องสีดูงานตลอดวัน เซ็งครับ ไอตลอด จนเหนื่อยเลย


ได้มีโอกาศแว้บไปดูผลงานตัวเองตอนเป็นบูทแล้วเล็กน้อย เมื่อวานนี้เอง ครับ


สำหรับ Collection นี้ผมได้รับเกียจให้ใช้ชื่อผมเอง เป็นชื่อ Collection เพราะว่าผมออกแบบเองทั้งชุดนั้นคือ Maetee's Collection งานนี้ขายได้ไม่ได้ เต็มๆคนเดียว 5555+


โดยที่มีรุ่นพี่ที่แผนกอีกคนช่วยในการออกแบบตัวบูท ได้อย่างสวยงาม เรียกได้ว่า ไฮโซมากๆ ไปดูกันครับ






... โว้ๆๆๆ ...






ตู้ทีวีตัวนี้เป็นไฮไลท์ของงานครับ เพราะติด Sensomatic ของ G*Grass ระบบไฟฟ้า กดแล้วลิ้นชักจะเปิดออกเองโดยอัตโนมัติ


... ดูคลิปสาทิตได้ที่ด้านบนครับ 5555+ ...










งานนี้มีพริทตรี้ด้วย หน้าคุ้นๆ




... 555+ พริทตรี้ คนคุ้นเคย ^__^ ...

พริทตรี้บริษัทเราได้มาจากการเกณท์คนในบริษัทกันเองนี้แหละ คัดเอาที่ดีที่สุด 2 คน (ก็มีแค่นั้น)


แต่เจอบูท SCG ข้างๆ เกณท์พริทตรี้มืออาชีพมาลง 15 คน พริทตรี้เราก็จอด ... 555++
งานนี้เห็นจะสู้เขาได้อย่างเดียว คือความหนา .... 555555++





... คอนโซล ครับ สามารถให้ลูกค้าปรับการใช้งานได้ตามชอบที่บ้านคุณทุกวัน ...





... โต๊ะทำงานครับ 2 ลิ้นชักธรรมดา ...




... แต่ก็ปรับให้เปิดได้ เป็นโต๊ะแต่งหน้าพร้อมช่องใส่ของครับผม ...








เพราะขนาดวันสุดท้ายก่อนออกบูท เรายังเห็นเธอนั่งกิน "โคขุน" กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ชนิดคุ้มบุฟเฟย์
งานนี้เราจึงไม่ได้มีดีที่ความหนา และหน้าตาอย่างเดียว ข้อมูลเราปึก ... ไม่ต้องเทรน ไม่ต้องอบรม ลงสนามขายของกันได้เลยครับ





... โพสท่าอย่างมืออาชีพ ...



... ไซด์บอร์ดตัวนี้ ดูธรรมดา Mix ช่องใช้งานหลากหลาย ...




... แต่มันใช้งานง่ายกว่านั้นครับ นี้คือตู้บานหลอก หลอกกันให้หัวหมุน ...








เป็นอีกหนึ่งก้าว ในเส้นทางอาชีพ Designer ของผมครับ


ต้องขอบพระคุณเจ้านาย ที่ได้ให้โอกาศ Designer หน้าใหม่คนนี้ แม้ว่าจะต้อง ขุนต้องดันกันมากหน่อย


ดีใจที่ได้ออกแบบครับ ดีใจที่ได้ทำงานนี้ เป็นอีกงานที่ผมรัก ไม่ต่างจากการอยากเป็นนักบิน


Air aisa ยังคงไม่เปิดรับ SP รับแต่ QP ผมก็ยังคงต้องรอต่อไปครับผม เมื่อไรจะได้ขี่ Airbus 320 กับเขาบ้างหนอ ....จะได้พาสาวงามทั้งบูทเราและบูทข้างๆ ไปเที่ยวได้ครบถ้วนทุกคน 5555++

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2553

... งานเทศกาลน้องตุ๊กนานาชาติ ...

หวัดดีครับผม

ช่วงนี้งานมากมายครับ เพราะจะออกบูทแล้ว ผมก็พยายามที่จะทำงานให้ได้ถูกต้อง และสวยงาม ไม่ให้พลาด

แต่หลายครั้งก็ยังพลาดจนได้ แหะๆ ก็ต้องพัฒนาตัวเองกันต่อไป

แต่ก็ยังอดไม่ได้นะครับ ที่จะดอดไปเที่ยว เนื่องจากว่าไม่มีวันว่างเลย งานนี้ก็เลยขอลางานกันเลยแล้วกัน
เหอๆ

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีใครได้มีโอกาศไปงาน เทศกาลตุ๊กตานานาชาติ ที่ซีคอนด์สแควร์ บ้างครับ ... ผมเนี้ย ตื่นเต้น กระเหี่ยน กระหือรือ อยากไปเหลือเกิน

เพราะว่าตั้งแต่ทำงานปั้นน้องตุ๊ก BJD นี้มา 3 เดือนกว่าแล้ว ก็ยังไม่ได้มีโอกาศเห็น น้องตุ๊กตัวอื่นๆเลย นอกเหนือจากน้องตุ๊กหญิง ที่สามีเกย์ให้มาเป็นตัวอย่าง

ก่อนหน้านี้ผมมีความรู้เรื่องน้องตุ๊กพวกนี้น้อยมาก ... ก็กะว่า งานนี้มันต้องเจ๋ง มันต้องสุดๆ มันต้องอลังการงานสร้าง เพราะว่าคุณเพื่อนสามีเกย์ ได้โทรมาบอกล่วงหน้า 1 เดือนว่า

งานของมันจะได้แสดงกับเขาด้วย .... ไอ้ผมก็ดีใจ แบบว่าโหย นายเจ๋งหว่ะ แล้วก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องไปดู ไปแล ผลงานของเพื่อน และงานนี้ให้ได้

ถึงขนาดยอมลางานไปเลยทีเดียว .....

แต่แล้ว .... สิ่งที่ผมพบ ... นั้นก็คือ ... T___T




งานอะไรครับเนี้ย ..... มีน้องตุ๊ก BJD อยู่ไม่กี่ตัวเอง ส่วนใหญ่ เป็นน้องบราย และน้องบาร์บี้ เกือบหมด น้องตุ๊กแพงๆ ดีๆ แบบไฮโซๆ ก็ไม่มีเลยอ่ะ .... เฮ้ออออออออ
... น้องบราย สาว สาว สาว จิกตาสะ ...
... เป็นเพื่อนกับน้องตุ๊กยอดชาย ...
... ตัวนี้ ท่านเพื่อนบอก มาทุกปี ...
... ตัวนี้จากบริษัทชั้นนำ ...

และนี่ครับ คุณสามีเกย์ คัดเอาท์ ขนาดใหญ่ .... เอ่อ ... ไม่ทราบว่าขยายได้ใหญ่กว่าอีกหรือไม่ครับ อยากจะบอกว่าหน้าเมิงบานมาก ปุ๊เอ้ย ....

เห็นแล้วอดตกใจแทนไม่ได้ แต่มันบอกว่า "กรูตกใจมากกว่าเมิงอีก" 5555+
ในงานก็มีน้องตุ๊กไม่มาก อ่ะครับ รู้สึกไม่จุใจ มีแต่พื้นที่โล่งๆ
...เกี่ยวอะไรกับเขาเนี้ย ...

เดินวนๆ ดูรอบงานแป๊ปเดียวก็เบื่อ จะวนมากหน่อยก็ตรงน้องตุ๊ก ของท่านเพื่อน ที่ ดึงดูดความสนใจ
... อลังสะ เพื่อนผม ...

งานนี้สามีเกย์ยังคงคอนเซ็บ ... เวอร์ พาวด์ ได้ตลอด ทำสะ .... อยากจะบอกว่า มันเป็นคนที่แปลกมาก เช่น ดู อุลตร้าแมนด์ ไม่ได้ชอบ อุลตร้าแมนด์ เหมือนกับเด็กผู้ชายทั่วๆไปนะครับ



... นี่ก็ของมันอีกเหมือนกัน ...




... แฟนซีมากๆ ...


แต่ท่านเพื่อนชอบ .... สัตว์ประหลาด ... ชอบเอเลี่ยน (ไอดอลประจำตัว) ชอบอะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบกัน ทำให้งานมันส่วนใหญ่จะออกมาในแนว แบบนี้ตลอด


แล้วก็เพราะมันเป็นคนละเอียด งานทุกชิ้นที่ออกมา จะมีลายละเอียด ไม่ได้งานหยาบๆ ที่เน้นองค์ประกอบโดยรวม ตั้งแต่ทำงานส่งอาจารย์ตอนเรียนแล้ว


^^__________^^



หวังว่าปีหน้า อาจจะมีน้องตุ๊กยอดชายที่ผมปั้นมาแสดงบ้างเน้อ คริ คริ

วันพุธที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2553

... ฤดูกาล ...

ไม่ได้อัพไดร์อารี่สัก 3 ชาติเศษได้


คงเป็นเพราะหน้าที่การงาน และงานพิเศษที่ดึงเอาเวลาส่วนใหญ่ไปจากชีวิตผม


ผมยังเคยคิดเลยนะว่า หากวันนึงผมไม่มีอะไรทำ ผมคงจะมีเวลามากกว่าคนอื่น ให้หายใจทิ้งไปเฉยๆหลายเท่าตัว


ผมอายุครบ 26 ปีแล้วนะ ไม่รู้ว่าคุณจะเชื่อไหม แต่พอใกล้ๆจะพ้น 25 ชีวิตของผมก็เริ่มจะเข้าที่เข้าทาง
ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ก็ถือได้ว่าปวดหัวน้อยลง


ผ่านไป สองเดือนกว่าแล้ว น้องตุ๊ก ยอดชายของผมก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ใกล้จะสมบูรณ์แล้ว จะปวดประสาทหน่อยก็ตรงช่วงข้อต่อต่างๆ


... น้องตุ๊ก หลังจากทำการฮันนิบาลเปิดกระโหลกแล้ว ...

... นี่ โชว์ความแมน ...

ที่อยากจะบอกว่ายากกว่าที่ผมคิดไว้ก่อนหน้ามากมาย ..... แมร่ง ... ยากฉิบหายครับ
ถือว่าค่อนข้างใช้เวลานานกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก จากที่เพื่อนผม ให้ไว้ เดือนครึ่ง ตอนแรกผมคิดในใจว่าอาจจะทำเสร็จก่อน

... ไม่มีหัวน่ากลัวเนอะ ...


ที่ไหนได้ ป๊าดดดดด ... เดือนครึ่งยังไม่ได้ครึ่งตัวเลยครับท่าน

... ก็ยังน่ากลัวเหมือนเดิม ...


วันเกิดปีที่ 26 ปีของผม ผ่านไปเงียบๆ เหมือนวันปรกติทั่วไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก นอกจากไปทำบุญ แล้วก็ไปหาไรกินกัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก


แต่ก็รู้สึกว่า พอตัวเลขของอายุมันเปลี่ยน เรื่องแย่ๆมันก็ลดลง และบางครั้งก็สำนึกได้ว่าผมยังดีกว่าคนตั้งเยอะตั้งแยะ


ตอนนี้ผมอยากได้ BB จังเลย อ่ะ เหอๆๆๆ อย่าเพิ่งคิดว่าคือ Blackberry นะครับ ... แต่มันคือ BBGun ต่างหากที่ผมอยากได้ 5555+


แต่เอาไว้มีตังเยอะๆก่อนนะ ... ตอนนี้ฝันถึงน้อง BBG ไปก่อน .... แต่มีคนใกล้ตัวบอกมาเหมือนกันว่าจะซื้อมาทำไม ไม่มีประโยชน์ ... แหม ... ก็เขาชอบนิ คริ คริ


แล้วก็ย่างเข้าช่วงเวลานี้ของปี เป็นฤดูกาลที่ Designer กระจอกกระจอก อย่างผม กำลังจะได้มีผลงานเปิดตัว สินค้าชุดใหม่ อีกครั้ง ที่งานบ้านและสวน เมืองทองธานี


งานที่ จะเป็นครั้งแรกที่บริษัทผม ได้แยกตัวสินค้าใหม่ที่ฉีกตลาดออกไป ระดมการออกแบบใหม่หมดจด ตั้งแต่ตัวสินค้า ชุดเปิดตัว และ ตัวบูทที่แสดงเลยครับ

สำหรับใครที่อยากได้เฟอร์นิเจอร์ไฮโซแต่งบ้าน .... ชอบเฟอร์นิเจอร์ ที่ออกแนวร่วมสมัย ... ก็พบกันได้ที่งานนะครับ

งานนี้ ผมออกแบบตั้งแต่สินค้าไปยัน แผ่นพับแจกกันเลยทีเดียว ... นี่ดีว่าถ้าไม่ได้พี่อีกคนออกแบบตัวบูท ผมคงต้องแย่เป็นแน่แท้ทีเดียว

หรือถ้าใครไม่มีเวลาไปเดินเยี่ยมชม ก็รอทัศนารูปภาพได้ที่ Blog ผมได้เลยขอรับ

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

... We will never forget ...






We will never forget ...








11 กันยายน เป็นวันก่อนวันคล้ายวันเกิดของผม 1วันและเป็นวันที่ผมเชื่อว่าคนทั้งโลกยังคงจดจำได้ดี เป็นเหตุการณ์ที่ติดอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา

และผมเชื่อว่ามันจะยังคงอยู่ในใจของทุกคนที่มีชีวิตอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น



9/11



ไม่น่าเชื่อว่า ครั้งนึงในช่วงชีวิตของผม ได้มีโอกาศมีช่วงเวลาที่แสนเศร้าเกิดขึ้นพร้อมๆกับคนทั่วโลกคำถามแรกที่ผมจะถามทุกๆคนเลยก็คือ .... "ณ เวลานั้น พวกคุณอยู่ที่ไหน และทำอะไรกันอยู่ครับ"





19:45 น. ตามเวลาบ้านเรา เครื่องบินโดยสารของสายการบินอเมริกัน แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากบอสตันเข้าชนตึกเหนือ (ตึก wtc1 เป็นตึกที่มีเสาอากาศ) ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แล้วฉีกตัวตึกเป็นช่องและเกิดไฟไหม้ ตรงบริเวณชั้นที่90-95









สำหรับผม ณ เวลานั้นผมกำลังนั่งทำการบ้าน นั่งเขียนภาพ ส่งวิชาองค์ประกอบศิลป์ อยู่คนเดียวในบ้านเพราะพ่อแม่ไม่อยู่ผมจำได้ว่า ครั้งแรกที่ภาพข่าวตัดไป ผมงง และไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็นว่ามีเครื่องบินชนตึกเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ได้




ผมเคยเล่าไปแล้ว ว่าอเมริกา เป็นประเทศที่ผมใฝ่ฝันจะได้ไปเหยียบสักครั้ง และตึก world trade center ก็เป็นตึกในฝัน




ที่ผมอยากจะได้มีโอกาศขึ้นไปชมวิว มากพอๆ กับการขึ้นไปที่ช่องศีรษะของเทพีเสรีภาพเลยทีเดียว
ณ เวลานั้น ผมเชื่อว่าหลายคนที่ดูข่าวแรกพร้อมกับผม ก็คงอาจจะคิดเหมือนๆกัน นั้นคือ ... คงเป็นเครื่องบินเล็ก และคงจะเกิดจากความผิดพลาด



ความสูญเสีย อย่างมากมายของผู้คนจำนวนนับพันนี้ ก็เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดมากมาย ในสารคดีของตึก world trade นี้ ช่วง แรกที่เครื่องบินลำแรกพุ่งเข้าชนตึก ผู้คนในตึก 2 ที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร "เพราะไม่ได้ยินเสียง" เนื่องจากตึก world trand เป็นกรุด้วยกระจกทั้งหมด ทำให้มันกั้นเสียงจากภายนอก




แต่หลังจากนั้น ผู้คนในตึก 2 ก็ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นและพากันอพยพออกจากตึก แต่ทว่า.... เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตึก 2 กลับบอกให้พวกเขากลับขึ้นไปทำงานได้ตามปรกติ เพราะตึก 2 ยังคงปลอดภัย พระเจ้ายอด!!!




ผู้คนมากมายย้อนกลับขึ้นไปบนตึก กลับไปทำงานของตน เพราะ ??? เพราะเชื่อเจ้าหน้าที่ และมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ ตัดสินใจกลับบ้าน หรืออยากรู้อยากเห็นออกมาดูเหตุการณ์ที่ด้านล่างว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเหล่านั้นกลับกลายเป็นผู้รอดชีวิต




จากบทความนึงที่ผมเคยอ่าน เขาบอกว่า กลายเป็นว่าผู้ที่รอดชีวิต ก็คือคน 2 ประเภท




1. พวกไม่เชื่อคำสั่ง2. พวกสอดรู้สอดเห็น
แต่แล้วอีก 18 นาทีต่อมา สิ่งที่คลายข้อกังขาทุกๆอย่างก็เกิดขึ้น ...




20:03 น. เครื่องบินโดยสารของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 จากบอสตันพุ่งเข้าชนตึกใต้ WTC 2 บริเวณชั้นที่75-90















ท่ามกลางสายตานับล้านคู่ ทั้งที่กำลังยืนดูภาพเหตุการณ์สดๆ ณ สถานที่นั้น และผ่านกล้องของสำนักข่าว ต่างๆทั่วโลก หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา

















แต่ก็นั้นแหละ แค่เครื่องบินพุ่งชนตึกทั้ง 2 เกิดไฟไหม้ และแน่นอน มันเป็นการก่อการร้ายแน่ๆ แต่ผมคิดว่าใครหลายๆคนก็คงจะคิดเหมือนกันผมว่า ตึกยังคงตั้งอยู่ได้ ไม่นาน ... จะมีคนขึ้นไปดับไฟ และเหตุการณ์ก็คงจะจบลงได้.... ด้วยดี













21:05 น. ตึกใต้ wtc 2 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มยุบลง ท้องถนนปกคลุมด้วยกลุ่มควัน ซึ่งระยะเวลาที่ถูกเครื่องชนจนตึกถล่มคือ1ชั่วโมง โดยประมาณ


เพียง 1 ชั่วโมงต่อจากนั้น ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของคนทั้งโลกสลาย รวมทั้งตัวของผมด้วย


แต่หัวใจของผู้ที่อยู่ ณ สถานที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือผู้อื่น ที่ยืนดูตึกแฝดทั้ง 2 นั้นก็คงจะเจ็บปวดน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในตึก wtc1 ที่ต้องรับรู้ชะตากรรมของตัวเองต่อไปจากนี้แล้ว


และบนตึกนั้นก็มีคนไทย 2 คน ที่ทำงานอยู่บนตึกแฝด wtc1 และไม่สามารถหนีลงมาได้ นั้นคือ
คุณ อรศรี เลียงธนสาร อายุ 26 ปี และคุณ ศรัณยา ศรีนวล อายุ 23 ปี








คุณ Orasri Liangthanasarn ทำงานอยู่ที่ร้านอาหาร Window of the world ที่ชั้น 107 เรื่องราวของเธอ ก็มีหัวเรื่องว่า "Loving her first job" อ่านแล้วก็อดที่จะยิ้มทั้งน้ำตาไม่ได้
และคุณ Saranya Srinuan ทำงานอยู่ที่ชั้น 104 แต่ผมไม่ทราบว่าเธอทำงานอะไรครับ


















เท่าที่ผมนั่งไล่หาชื่อของเธอทั้ง 2 ใน legacy.com ผมพบว่ามีผู้คนเอเชีย หลักๆประมาณ 4 ประเทศที่ทำงานอยู่ในตึกและเสียชีวิตในเหตุการนี้เป็นจำนวนมากก็คือ


- จีน

- ญี่ปุ่น

- เกาหลี

- ฟิลิปปินด์



แต่ตอนแรกไม่คิดว่าจะมีคนไทยรวมอยู่ในนั้นด้วย ผมทราบว่ามีสำนักงานราชกาลของไทย และคนไทยที่ทำงานอยู่ในตึกแฝด และรอดออกมาได้ แต่ไม่อยากจะเชื่อว่า .... ที่ข้างบน ก็ยังมีผู้ที่ไม่สามารถลงมาได้


ชาวเอเชียหลายคนที่ผมได้มีโอกาศอ่านเรื่องของพวกเขาผ่าน legacy.com พบว่า มีหญิงสาวคนนึงที่วันนั้นไม่ได้เป็นวันทำงาน แต่เธอต้องไปจัดการงานเล็กๆน้อยๆ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนของเธอ ก็เลยพลอยโชติร้ายไปด้วย


รวมทั้งชายชาวจีนอีกคนที่มา Newyork เป็นครั้งแรก ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้


และกับผู้หญิงอีกคนที่ทำงานเป็นพนักงานประจำเครื่องทำกาแฟ บน window top of the world ลูกของเธอบอกว่า เธอไม่ได้ชอบงานที่เธอทำ แต่เธอชอบสถานที่ๆเธอทำงาน เพราะว่า เธอบอกว่าแค่ได้มองออกไปจากหน้าต่าง และเห็นเมืองนิวยอร์กทั้งเมือง ก็สามารถทำให้เธอสบายใจและยิ้มออกมาได้


คงจะแย่มากๆ ถ้าอยู่ในตึกนั้น และยังไม่สำลักควันหมดสติไปสะก่อน ต้องมานับถอยหลังให้กับชีวิตของตัวเอง








บางคน ก็ตัดสินใจ ปีน และกระโดนลงมา กว่า 200 คนที่ตัดสินใจที่จะจากไปก่อน
หลายๆภาพที่ผมสะสมเก็บไว้ มี 1 ภาพ ที่กินใจผมมากที่สุด คือภาพนี้









คนสองคน จับมือกัน สนิทแน่น เป็นเพื่อนกันจนวินาทีสุดท้ายของชีวิตของกันและกัน เขาอาจเป็นคนรัก ... หรือเป็นแค่เพื่อนกัน ... แบบนี้นี่เอง ที่เรียกว่าเพื่อนตาย คงจะดี ที่มีอีกคนเป็นเพื่อนกันไปจนสุดทาง
หลายคนเห็นได้ชัดว่า แกรโดดก่อนสิ แล้วฉันจะตาม แล้วเขาก็ตามไปจริงๆ ไม่ได้ละทิ้งสัญญาก่อนที่อีกคนจะนำออกไปก่อน









และหลายชีวิต ที่ตัดสินใจยังคงอยู่ในตึก และปล่อยให้พระเจ้าตัดสิน และต้องพบกับประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก








และอีกภาพ ผู้หญิง ที่ยืนอยู่ในช่องโหว่ที่เครื่องบินทิ้งไว้หลังจากพุ่งเข้าชน เธอยังคงมีชีวิตอยู่ ณ เวลานั้น แม้ว่าเครื่องบินลำโตจะพุ้งเข้ามาชน และเกิดการระเบิดกึกก้องไปทั่ว







ผมได้มีโอกาศฟังเทบบันทึกเสียง ของผู้หญิงคนนึงที่ติดอยู่บนตึกแฝด เธอโทรหา 911 เสียงของแอร์โฮสเตส โทรจากบนเครื่องอเมริกันแอร์ไลด์น และ เสียงขอผู้ชายที่คุยกับสำนักงานข่าว พูดโต้ตอบกัน จนวินาทีที่ตึกแรกถล่มลงมา ฟังแล้วอยากจะร้องไห้ครับ

และแล้ว....

21:28 น. ตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ถล่มยุบตัวลงจากด้านบน เกิดฝุ่นอันหนาทึบ และเศษหักพังกระจายไปทั่ว

นั้นคือช่วงเวลาที่ผมอยากให้มันเป็นแค่ฝันไปครับ ... ตึกแฝด ที่มีคนพูดว่าเหมือนกับ 2 สาว พี่น้องที่ยืนหยัดเคียงข้างกันมานานกว่า 30 ปี บัดนี้ได้ล้มหายตายจากไปแล้ว

ใจหายที่ทัศนียภาพของ แมนฮัดตัน นิวยอร์ก ไม่มีตึกแฝดอีกแล้ว นี้ก็ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ผมเชื่อว่าเด็กรุ่นหลัง คงไม่รู้ว่า ครั้งนึงมันเคยมีตึกที่สูงที่สุดในโลก ตึกที่เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กหลายคน กลายมาเป็นวิศวกร หรืออะไรที่ใกล้เคียงนั้น อย่างผม อยู่ตรงนั้น

และความจริงอันหน้าใจหาย นั้นคือเด็กรุ่นใหม่ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เคยมีตึกนี้อยู่บนโลก

ในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 2,749 คน
รวมทั้งตำรวจและนักพจญเพลิงผู้กล้าที่อยู่ด้านล่างของตึกแฝดด้วย ถ้ามีใครเคยได้ดูหนังเรื่อง World trade center ตำรวจและนักพจญเพลิง 2 คนในหนังที่รอดชีวิตจากซากตึก world trade center พยายามที่จะให้มีชื่อของพวกเขาอยู่ร่วมกับชื่อของเพื่อนๆทั้งหน่วยที่เสียชีวิต บนแผ่นป้ายอนุสรณ์

ผู้ที่ต้องเสียชีวิตไปในเหตุการณ์นี้แบบไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ยิ่งอ่านเรื่องราวใน legacy.com
มันก็ยิ่งเศร้าใจนะครับ การที่รู้ว่าพวกเขาออกจากบ้านไปทำงาน และมันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นคนที่คุณรัก บางออฟฟิตเช่น Marsh & Mclennan ที่มีสำนักงานกินพื้นที่ 8 ชั้น ระหว่างชั้น 93 ถึง 100 ตรงตำแหน่งที่เครื่องบินลำแรกพุ่งชน เสียพนักงานในวันนั้นทั้งหมด 295 คน และที่ปรึกษาอีก 60 คน

เรียกได้ว่า ทั้งสาขา

ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์ด้วยกันจะสามารถ ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันได้ขนาดนี้
มีผู้คนมากมายที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ต้องเสียชีวิต และสูญเสียคนที่ตนเองรัก บุคคลในครอบครัว

ลูก ต้องสูญเสียพ่อแม่ และผู้เป็นพ่อเป็นแม่ต้องสูญเสียลูก

ไม่มีอะไรชดเชย สิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะผมเชื่อว่าไม่ว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ ตรงพื้นที่ตรงนั้น ก็ไม่สามารถลบความทรงจำของผม หรือใครๆ ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกันกับตึกworld trade center ณ ช่วงเวลาที่ตึกยังคงตั้งอยู่ไปได้

ตึกแฝด จะยังคงอยู่ ในความทรงจำเสมอ และเป็นบาดแผลในใจของเราทุกคน ที่ต้องเล่าขานและจดจำไปอีกนาน







เหมือนที่ชาวนิวยอร์กคนนึง พูดว่า หลังจากเกิดเหตุตึกถล่ม มันจะมีกลิ่น กลิ่นเศษซากปรักหักพัง มันเป็นกลิ่นที่คุณไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต คุณต้องอดทนหายใจเอากลิ่นพวกนี้ ไปเป็นเดือนๆ และคุณจะไม่มีวันลืมกลิ่นนี้ไปได้ ...........








PL. มีทฤษฏี มากมายที่ออกมาค้าน ในเรื่องที่ว่าการถล่มของตึก world trade center อาจเป็นเรื่องแหกตาที่ รัฐบาลอเมริกันอาจสร้างเรื่องขึ้นมาเองเพื่อก่อสงคราม ก็เป็นไปได้ ถ้าว่างๆ เมื่อไร จะเขียนมาให้ได้อ่านกันนะครับ





วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

... Toy Story 3 ...

คุณเคยไหมครับ ที่ได้พบกับเพื่อนเก่า เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันตลอด สมัยที่เรายังเป็นเด็ก
และไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย .... จนกระทั่ง ปัจจุบัน



เมื่อ 2 วันก่อน ผมได้พบกับเพื่อนของผมคนนี้อีกครั้ง .... หลังจากที่เราไม่ได้พบกัน เกือบ 11 ปี



... Toy story 3 ...





ทำให้ผมได้พบกับเพื่อนๆในวัยเด็กของผมอีกครั้ง

เป็นเหมือนตอนจบที่ทำขึ้นมาล่ำลาตัวละครกับคนดูจริงๆ

ผมคนนึง ที่ชอบการ์ตูนเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นคนชอบเล่นของเล่น จึงรู้สึกอินกับตัวละครต่างๆ และการมีของเล่นสักชิ้น ที่เรารักมาที่สุดในครอบครอง


และวันนี้ กาลเวลาล่วงเลย ของเล่นที่เคยมากมายเต็มตู้ ก็ค่อยๆหายไป ตามกาลเวลา โดยที่ผมไม่ได้ใส่ใจพวกมันมากนั้น


ยกเว้น Lego ของเล่นอย่างเดียวที่ผมรัก และผูกพันกับมันมากที่สุด ผมจำได้ว่าตลอดวัยเด็ก ผมเล่นมันทุกวัน จินตนาการเรื่องราว จับชิ้นนั้นผสมชิ้นนี้ ต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน
และพวกมันก็ค่อยๆ ถูกลืม ทีละเล็ก ทีละน้อย .... จนผมค้นพบว่า เมื่อโตขึ้น เรากลับไม่สามารถเล่นของเล่น ได้อย่างสนุกสนาน เหมือนเมื่อตอนเราเป็นเด็ก
ไม่สามารถนั่งเล่น กับมันได้เป็นชั่วโมงๆ และที่สำคัญ เมื่อคนเราเติบโตขึ้น ..... จินตนการของเราก็จะค่อยๆหดหายไป พร้อมวัยเยาวน์




เมื่อปีที่แล้ว ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ ... Toy story 3 ออก ทีเซอร์โฆษณาโปรโมทตัวแรก ผมจำเป็นที่จะต้องขายพวกมันไป เพื่อนำเงินจำนวนนึงมาช่วยเหลือครอบครัว


ผมดูโปรโมทชิ้นนั้น แล้วผมเข้าใจ มันอย่างท่องแท้ ว่ามันรู้สึกอย่างไร ที่เราต้องขายของเล่นที่เรารักมากที่สุดไป อย่างที่ผมเคยเอ่ยในไดร์ก่อนหน้าบ่อยๆ ว่าผมต้องขายของที่ผมรักไป สิ่งนั้นก็คือของเล่น ของผมนั้นเอง


ตอนแรก ผู้ชายคนที่ตกลงจะซื้อมัน เขาเลือกที่จะซื้อเป็นบางชุด เพราะผมมีบางชุดที่พ่อกับแม่ซื้อมาให้จาก มาเลย์เซีย หรือ สิงค์โปร์ และมันไม่ซ้ำกับที่เขามี แต่ผมก็ตัดสินใจ ขอร้องเขา ... ว่า หากจะซื้อ ก็ขอให้ซื้อมันไปทั้งหมด


เพราะผมรู้สึกว่า อะไรก็ตาม ถ้าหากเราไม่เห็นมันไปเลย ก็คงจะทำใจได้เร็วกว่า และผมก็ตัดสินใจขายมันไป


เพราะผู้ชายคนนั้นเขามี Lego มากมายจริงๆ พวกมันคงจะไม่เหงา เพราะได้อยู่กับเพื่อนๆ ได้ถูกเล่นบ่อยๆ มากกว่าอยู่ในกล่องกระดาษเก่าๆ บนชั้นหนังสือของผม


ช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ทำเอาผมเอง ต้องร้องไห้ออกมา .... เพราะผมจดจำ Lego ทุกชิ้นของผมได้ จดจำได้ว่า ผมมีตัวไหนบ้าง มีชิ้นไหนบ้าง มีอะไรหัก มีอะไรที่ผมใช้ฟันกัด


Andy ก็คงจะเหมือนผม ที่จดจำของเล่นทุกชิ้นของเขาได้ ... ตอนที่ บอนนี่ จะคว้าตัว Woody แล้วเขาชักมือกลับ .... สีหน้าของเขาดูตกใจ และทำให้คนดูมองดูเขาเหมือนเมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ


และ การที่จะยกของเล่นทุกชิ้นให้น้องไป ยกเว้น Woody ก็คงจะทำให้เขา คิดถึงของเล่นที่เหลือทุกตัว และ Woody เอง ก็คงจะเป็นเหมือนกัน


ผมเข้าใจว่า ทำไม Andy ถึงยอมยก Woody ให้ไปด้วย ในนาทีสุดท้าย ......




... และบางครั้งการที่เรารู้ว่า อะไรก็ตามที่เรารัก ได้ไปอยู่กับคนที่จะถนุถนอมรักษา สิ่งที่เรารัก ถึงเราจะเจ็บปวดที่ต้องจากลา .... แต่เราก็จะสามารถรู้ได้เสมอว่า อะไรก็ตามที่เรารักนั้น จะมีความสุข แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับเราก็ตาม ...


คุณเคยดู การ์ตูน เอนิเมชั่นเรื่อง Cars ไหมครับ .... เรื่องนี้พิกซาร์ ก็ทำได้ดีไม่แพ้เรื่องนั้น .... ที่แกนหลักของเรื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าพระเอกจะต้องชนะเสมอไป ความมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทางต่างหาก ที่สำคัญกว่า ...


Toy story 3 นี้เองก็เช่นกัน ... ที่แกนหลักอาจไม่ใช่แค่การให้เด็กๆ รู้จักรักของเล่น ....แต่บอกให้เด็กๆ หรือเด็กโค่งอย่างเราๆ รู้จักแบ่งปันของเล่น กับเด็กคนอื่นๆ


ดูหนังจบเดินออกมาจากโรง ผมรู้สึก ... เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

... BJD ที่รัก ...

สวัสดีครับ

ช่วงนี้ชีวิตค่อนข้างเบิกบาน

ทีหายเงียบไป นี้ไม่ได้หายไปเงียบๆ ไก่กา เศร้าๆ อย่างเคย แต่หายไปลั้ลลามา




รู้ไหมครับว่าลั้ลลาเรื่อง???? (ใครเขาจะรู้ว่ะ)

ช่วงนี้ผมกำลังเพลิดเพลิน กับอาชีพเสริมใหม่ ที่สามีเกย์เก่า มาจ้างวาน ....




นั้นคือ ตุ๊กตา BJD




อ่า .... ใครรู้จักยกมือขึ้น ผมต้องยอมรับเลยว่า นี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักตุ๊กตานี้เป็นครั้งแรก เพราะปรกติเราจะรู้จักกันแต่น้องบราย ... แต่อันนี้เทพกว่า ....



BJD ย่อมาจาก Ball joint dall มีความหมายตรงตัวว่า ... ตุ๊กตาที่มีข้อต่อ ขยับได้ ด้วย ข้อกลมๆคล้ายๆกับลูกบอล .... หน้าตาเทพๆ แบบนี้



... อันนี้เป็นเพียง 1 ยี่ห้อ เทพๆ เท่านั้น ...



แต่สิ่งที่ผมถูกว่าจ้างให้ทำ คือตัวเปล่าเปลือย ของพ่อเทพบุตร คล้ายๆแบบนี้





เป็นงายยยย ดูจากข้อต่อแล้ว BJD ที่รักของผม กินขาดน้องบราย อยู่หลายขุมกำลัง ... เช่น ลักษณะกายภาพภายนอกที่ สมส่วนถูกต้อง และที่สำคัญ ชนะเลิศ นั่นก็คือการขยับร่างกายได้เหมือนมนุษย์ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์



เดี๋ยว แต่อย่าเพิ่งดูถูกมันไปนะ เพราะว่า .... สนน ราคา มันแพงมาก ตัวเป็นหลักหมื่น



และก็อย่าเพิ่งคิดว่า กระผมจะก๊อปน้องตุ๊ก นะครับ ผมและสามีเกย์เก่า ก็มีจรรยาบรรณพอ เราไม่ก๊อป เราจะทำในแบบของเรา BJD made in thailand ..... 5555555



ตอนนี้ผมมีหน้าที่ปั้นลักษณะของตุ๊กตาขึ้นมาใหม่ สำหรับทำต้นแบบไปหล่อ ครับ .... และ ... ผมก็อาจจะมีแหล่งอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้ผมได้ พอตัว


เพราะตอนนี้เพื่อนผมลาออกจากงานประจำ มาทำน้องตุ๊ก นี้อย่างเต็มตัวทีเดียว

... ใบหน้าน้องตุ๊กชายของผม (น่ากลัวเนอะ) ...


... มุมเอียงเหมือนจะหล่อ ...

... ร่างเต็มตัวจะใหญ่กว่าน้องตุ๊กหญิง นิดนึง ...

ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้การกลับบ้านมานั่งปั้นน้องตุ๊ก ทำให้ชีวิตของผมมีค่า มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเพิ่มขึ้น ตอนนี้อยู่ในช่วงทำลำตัว

ต้องยอมรับครับว่าต้องรื้อฟื้นวิชาปั้นสมัยเรียนปวช. ช่างศิลป กันเยอะทีเดียว เพราะผมไม่ได้ปั้นอะไรมาเกือบ 8 ปีแล้ว นี้เป็นครั้งแรก ในรอบ หลายปี

ส่วนสามีเกย์นั้นก็ทำวิก ทำเสื้อผ้าอาภรณ์กันไป ... ดีใจที่ได้กลับมาทำงานร่วมกันอีก รู้สึกเหมือนผมกับมันได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กๆอีกครั้ง

ส่วนเรื่องอื่นๆ ตอนนี้ ... ผมได้พบกับคนๆนึง ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นอย่างไร แต่เราคงต้องใช่เวลาในการศึกษากันอีกมาก และผมดีใจ ที่ตอนนี้ชีวิตผม เหมือนโงหัว ลุกขึ้นยืนได้ อีกครั้ง

ขอบคุณ กำลังใจจากพ่อกับแม่ และทุกๆกำลังใจที่นี่ครับ ^___^

PL. อ่อ ... มีใครชอบเล่น สะสม หรือสนใจน้องตุ๊ก BJD ติดต่อทิ้งเมลล์ หรือเบอร์โทรไว้ได้นะครับ ...

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...