วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

... อีกหนึ่งความลึก ของชีวิต ...

... อย่าอ่าน !!! ถ้าชีวิตคุณมีอะไรให้ทำสนุกกว่าการนั่งอ่านสิ่งที่ทอมคนนึงเขียน ตีอกชกหัว ไม่พอใจชีวิตตัวเอง เพราะผมเองยังรำคาญชีวิตตัวเองเลย แต่ก็ขอขอบคุณทุกท่าน ที่มีน้ำใจเป็นห่วงกันเสมอมาครับ ...





หวัดดีคับ


สวัสดีอีกวันแสนเน่าในชีวิตผม ตอนนี้ผมเหมือนกำลัง เรียนรู้ชีวิตอีกด้านนึง อีกขีดนึงที่ผมต้องรับมือ
6 เดือนก่อนผมอาจจะคิดว่า .... ผมคงจะไม่สามารถมีชีวิตที่แย่ไปกว่านั้นได้อีกแล้ว แต่ตอนนี้ผมก็มีชีวิตที่ย่ำแย่


มากกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน



เมื่อนานมาแล้ว ผมเคยเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี เคยเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ .... แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะจดจำความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้อีกแล้ว


ผมยังคงต้องไปทำงานทุกวัน อย่างขาดไม่ได้ ทั้งที่ผมไม่อยากไปเลย คุณรู้ไหมว่ามันต้องใช่กำลังใจมากมายขนาดไหน ที่กว่าจะผ่านไปได้สักนาทีนึง


ต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองมากมายขนาดไหน ... กว่าจะผ่านมันไปได้


ที่จะทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เหมือนไม่รับรู้กับภาพที่เห็นตรงหน้า


ที่จะทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เหมือนว่าชีวิตยังสดใส เวลาผู้คนในที่ทำงานชวนกันไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แล้วผมไปไม่ได้ เพราะ .... ไม่มีเงิน


ที่จะต้องทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เวลาผู้คนมากมาย ใช่งานผม ทุกๆคนอยากได้เร็ว อยากได้ก่อน ในขณะที่ผม มีคนเดียว กับเซลล์ 4 คน และ เจ้านายอีก 3 คน พร้อมกับ ... ต้องออกไปตรวจของข้างนอกด้วย
ทุกๆวัน ผมต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ตลอดเวลา เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งหัวใจ





ผมอิจฉา ผู้คนรอบตัวผม อิจฉาที่เขามีทุกอย่างที่เขาอยากมี มีความรัก มีเงิน มีชีวิตที่ดี .... ผมยอมรับ และความอิจฉาก็ทำร้ายตัวผมเองตอนนี้ ...... มันดูงี่เง่า เวลาเรามองดูคนที่เขากำลังอิจฉาคนอื่น เราจะมองว่า ไร้สาระ


แต่เมื่อยามที่ มันตกอยู่กับตัวเราเอง บางทีก็หัวเราะไม่ออก


ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังตกเป็นนักโทษให้กับชีวิตตัวเอง เหมือนต้องชดใช่กรรมอะไรสักอย่าง ที่ต้องทำให้ผมตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทนทุกทรมาน เจ็บปวด กับความคิดของตัวเอง






ส่วนแฟนผม ผมจะยังสามารถใช้คำๆนี้กับเธอได้ไหม .... เธอก็หายไปเลย ผมไม่ได้โทรหาเธอ เราไม่ได้พูดอะไรกัน ... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตลอดเวลาผมอยู่ในฐานะอะไร


ผมไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาทำไมในชีวิตผมทำไมเหมือนกันก็ไม่รู้ กลับมา มาให้ผมเลือกเธอ แล้วก็ทำกับผมแบบนี้


จะกลับมาทำไม ถ้าตัวเขาเป็นแบบนี้


ผมมานั่งคิดๆดู เธอกลับมาเพื่อ ????


ในเมื่อไม่มีเวลา จริงอยู่ที่เธอบอกตั้งแต่แรกว่าไม่มีเวลานะ .... แต่ .... จะเป็นแฟนกันทำไม ถ้าหากว่าไม่มีเวลาแม้แต่จะโทรหากัน


จะเป็นแฟนกันทำไม ... ถ้าคุณแคร์เพื่อนของคุณมากมายขนาดนั้น ....


แล้วจะมีผมเพื่ออะไร .... ให้ผมเคลียร์ตัวเองเพื่ออะไร .... ให้ผมคอยเพื่ออะไร


ผมรักเขา และคิดเสมอมา ว่าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับผม อยากให้เขาเป็นภรรยา เป็นแม่ของลูกผม (ถ้าทำได้)


แต่ผมไม่เข้าใจว่าผู้หญิงที่ผมเลือกคนนี้ สุดท้ายแล้ว ..... กลายเป็นความว่างเปล่าสำหรับผม
ณ เวลานี้ ผมควรเป็นไง มีชีวิตครอบครัวแสนบัดซบแล้ว น่าจะอยู่ได้ตามปรกตินะ น่าจะไม่ต้องเจ็บปวดหัวใจ เพราะรู้สึกไร้ค่าต่อคนที่รักแบบนี้


น่าจะนอนหลับไปได้ในแต่ละค่ำคืนด้วยความเหนื่อยอ่อน ไม่ใช่หลับไปพร้อมกับความรู้สึกสงสัย และไม่เข้าใจ ว่าผมเลือกทำแบบนี้เพื่ออะไร


สุดท้าย เชื่อเถอะ เธอก็จะไป เธอไม่เลือกผมหรอก เพราะผมมันน่าสะอิดสะเอียน เธอก็จะจากไป ง่ายๆ เหมือนที่เธอเคยทำ


เพราะผมมันรอไม่ได้ เพราะผมเรียกร้อง และ .... ไม่เคารพสิทธิของเพื่อนเธอ






ก็ไม่เป็นไรครับ ผมจะยอมรับ .... หากชีวิตมันจะเป็นแบบนั้นอีกครั้ง





"..แต่ผมสาบานให้ตายจากพ่อแม่ผมไปเลย ว่า ..... มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะทำแบบนั้นกับผม !!! .."







เพราะมันเป็นอีกครั้ง .... ที่เธอแสดงให้ผมประจักแก่สายตาของผมแล้วว่า ..... ผมไม่ได้มีค่าอะไรขนาดที่ผมสำคัญตัวว่ามี




แม่ผมพูดไว้ไม่มีผิดเลย .... ไม่ผิดจริงๆ และผมทะเลาะกับแม่เพื่อ ผมเถียงแม่แทนเธอเพื่อ?????




นอกจากไปเกิดเอาใหม่แล้ว .... จะมีวิธีไหนอีกบ้างไหมครับ ... ที่ผมจะหลุดพ้นไปจาก .... เรื่องเหี้ยๆที่ต้องพบเจอกันประจำๆแบบนี้


หรือผมสมควรต้องไปเกิดใหม่แล้วจริงๆ





จะมีสักคนไหม ... ทีจะทำให้ผมไม่ต้องรู้สึกแบบนี้อีก ...


เวลาเงินไม่มี ... ชีวิตก็แย่ลง ... เมื่อชีวิตแย่ลง ... ก็อย่าริจะรักใครเลย .... เพราะมันคือความไม่พร้อม


คนแย่ๆอย่างผม ไม่สมควรได้รับ ... สิ่งที่อยากได้


ไม่สมควรได้รับ ....


โน๊ต อุดมบอกว่า ... เราควรให้โอกาศคนที่รักได้ทำผิดหลายๆครั้ง ... เพราะเราก็จะต้องการโอกาศแบบนั้นบ้างเหมือนกัน



แต่ผมว่ามันใช่ไม่ได้กับใครหลายๆคนบนโลกนี้ ....
.
.

วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

... ไม่สะดวก และเกรงใจ ...

"คงไม่สะดวกให้มาคะ เพราะเกรงใจเน เดี๋ยวเนโกรธ หวังว่าคงเข้าใจนะคะ"

นี้คือข้อความที่ผมได้รับ .... เมื่อคืน หลังจากที่ผมอยากจะใช่เวลา ช่วงหยุดสงกรานต์กับเธอ

นี้คือข้อความจากผู้หญิงที่เป็นแฟนผมนะครับ คนที่ผมเลือก คนที่ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อ .........




ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปแดกน้ำใต้ศอกอีกครั้ง




รู้สึกเหมือนหนีมาจากการแดกน้ำใต้ศอกของอีกคนนึงมา เพื่อจะพบว่า กรูก็กลับมาแดกน้ำใต้ศอกของแฟนตัวเองอีกรอบ


คนๆนั้น คือรูมเมทของเธอ .............. อ่า


เห็นไหมครับ .... ผมบอกแล้ว ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ หรือไม่ว่าจะกับใคร ผมจะกลายเป็นคนที่ถูกมองข้ามเสมอ จะกลายเป็นคนที่จะไม่ถูกเลือก ไม่ว่าจะยังไง





7 เดือน ที่ผมอดทน

7 เดือน ที่เธอไม่มีเวลา

7 เดือน ที่ผมจะพลาดพลั้งไม่ได้ ถ้าผมมีคนอื่น หรือแม้แต่เธอระแคะระคาย ผมจะเสียประวัติทันที

7 เดือน ที่ผมถูกทิ้งๆขว้างๆ

7 เดือน ที่จากเข้าใจ กลายเป็นไม่เข้าใจ เพราะจาก 100 ผมรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้ โอเค 30 -40 ก็ยังโอ

แต่ท้ายที่สุด มันคือ 0





ช่วงแรกที่เธอกลับเข้ามาในชีวิตผม มันดีมากๆเลย เธอเคยบอกกับผมว่า สงกรานต์นี้จะมาอยู่กับผม ผมตั้งตารอมัน แต่พอปีใหม่ เธอบอกว่าจะกลับบ้านที่หาดใหญ่กับพี่ชาย เธอชวนผม ทั้งๆที่รู้ว่าผมไปไม่ได้ โอเค กลับบ้านก็กลับเถอะ ไม่เป็นไร



แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้กลับ เพราะต้องอยู่ทำงาน จริงรึเปล่าผมก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่เป็นไร งั้นผมไปหาได้ไหม รูมเมทกลับบ้านรึเปล่า ถ้าไม่กลับมาบ้านผมไหม จะได้เจอกันบ้าง อยู่ด้วยกันบ้าง ....... เธอบอกผม ว่าอย่ามาคิดแทนเธอ



และเมื่อคืนผมก็ได้รับข้อความนี้ โดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ หรือผมมันไม่สมควรแม้แต่จะได้รับคำอธิบาย




นี้คือผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนผม คนที่ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อ ?????????




นี่ผมทะเลาะกับแม่ เพื่อจะไปค้างกับเธอ และได้ไป ....... เพื่อ ???????????




อ่อ ........... หรือเพราะผมมันไม่เหมาะสมกับใครเลยในโลกนี้ ..................



บอกตรงๆตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเลยจริงๆ



และเป็นอีกครั้งที่ผมต้องอยู่คนเดียว ในช่วงเวลาที่ผมอยากจะมีใครสักคน



ผมอายุ 25 แล้วและผมไม่ประสบความสำเร็จกับความรักเลยไม่ว่าจะกับใคร



และไม่ว่าจะทำอะไรสักแค่ไหน หรือ............... ว่าผมไม่ควรจะทำอะไรมากมายเลย ตั้งแต่แรก




ตอนนี้ผมสัญญากับตัวของผมเองว่า ผมจะไม่พยายามอีกแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าสุดท้ายมันก็แค่นั้น
ไม่ว่าผมจะเสแสร้งแกล้งทำว่า เป็นคนดี เข้าใจ ว่ารับได้สักแค่ไหน ...... ทั้งที่ในใจมันไม่เคยรับได้เลย




ผมก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ....... นี้คอยดูสิ ถ้าเธอเข้ามาอ่าน มันก็จะมีปัญหาอีก แต่คุณรู้ไหม ..... ว่าผมไม่สนแล้ว




หากเธอไม่ได้สนใจ หรือว่าแคร์ผมเลย ...... ก็ไม่เป็นไร ..........




" ..... ก็ไม่เป็นไร !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ..... "


และถ้าหากผมสมควรจะได้รับสิ่งเหล่านี้ ความเจ็บปวดทรมานเหล่านี้ ..... ก็เอาสิ ..... แต่บอกตรงๆ ผมไม่สนสักนิดเลยหว่ะ


เพราะผมมันชินแล้ว ...........

วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2553

... งานใหญ่ครั้งแรก ของ Designer กระจอกกระจอก เจอของจริงเข้าแล้วกรู ...

มาแล้วคับผม ออกจากโหมดเศร้าโศกกลับสู่โหมดทำงานทำการ วันนี้ขอเสนอ ความภาคภูมิใจครั้งแรกของชีวิต Designer กระจอกๆ ของผม




ตะบันหน้าที ณ สมุย รีสอร์ท ก็เกือบจะแล้วเสร็จแล้วคับ เฟอร์ที่ผมออกแบบก็ถูกทำ และจัดส่งไปที่หน้างานครบเรียบร้อยแล้ว มาดูกันเลยดีก่า .....






... ห้องนั่งเล่น โต๊ะกลางอันนี้ของผม แล้วก็ตู้ทีวีที่เห็นลิบๆ นั้น ...








... ที่วางทีวีตัวเล็กใน้ห้องนอน อันนี้ก็ของผมเช่นกันครับ ...














... อันนี้หัวนอน โชว์เฉยๆ ไม่ใช่ของผมครับ สวยเนอะ ห้องไฮโซมากๆ ...





... อันนี้โต๊ะทำงานเจ้าปัญหา เกลียดมัน T___T ฮือ ...





... นี้ เปิดหน้าTop ด้วยนะ ปิดแบบ นุ่มนวล ซอฟโครสสสส สุดๆ บานพับคู่ละ 1200 บาทถ่วนขอรับ ...






... และอีก 1 คู่ คือโต๊ะข้างอ่างอาบน้ำ นั้นเอง แต่รูปมองไม่ค่อยเห็นครับ แต่ห้องน้ำอลังมากกกก สวยกว่าห้องนอนอีก ...




งานนี้เล่นเอาเหงื่อตกและหืดขึ้นคอ เพราะเป็นงานใหญ่ครั้งแรกในชีวิตผม โรงแรม 5 ดาวเชียว มีเงื้อนไขต่างๆ ซับซ่อน อุปกรณ์เสริมพิเศษ ที่เราไม่สามารถออกไปหาซื้อได้จากโฮมโปร ต้องสั่งมาจากเมืองนอกเท่านั้น



ทำให้ผมรู้จักวิธีการเข้าเขาสาย lan internet ทำให้ผมรู้จักว่า สายไฟ มันดูยังไง ใช่ยังไง อันไหน เป็นแบบมีสายดิน วุ่นวายมากครับ


และก็ไม่วาย ไอ้หน้าเหาทำผมงานเข้า เพราะทางทีมงานของเขาแจ้งผมตั้งแต่เขียนแบบ มาว่ามีวิลล่าแค่แบบเดียว สายไฟออกจากขาโต๊ะเท่านี้ๆ ออกทางขวาทางเดียว ทั้งๆที่ผมและเจ้านายได้ย้ำแล้วย้ำอีกกับเขาเรื่องนี้



แต่ปรากฏว่าพอเฟอร์เราไปหน้างาน กลับถูกไปวางที่อีกวิลล่าซึ่งตำแหน่งโต๊ะเปลี่ยน จากขวาเป็นซ้าย ทำให้สายไฟยาวไม่พอ และ ... งานเข้าสิครับ โต๊ะที่มีอุปกรณ์อิเลคโทรนิก และ สายแลนด์ ก็ไม่สามารถเสียบเข้ากับตำแหน่งของปลั๊กที่ผนังได้




ร้อนให้ผมเหงื่อออกกีบ วิ่งวุ่นหาสายไฟ และต้องเดินสายไฟใหม่หมด .... แม่เจ้า



มันเป็นความผิดของผมไหมมมมมมม????? แต่ผมก็ต้องรับผิดชอบบบบบบบบบ!!!!!!!!



เล่นเอาปวดหัว ไปหลายวันเลยคับ .... แต่แล้ววันนี้ทุกๆอย่างก็ผ่านไปด้วยดี คนงานที่หน้างานกลับมากันหมดแล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่า จะไม่มีงานอะไรเข้าตามมาที่หลังอีก อย่าได้ให้มันซวยขนาดนั้นเลยยยยย ....... สาธุ





เฮ้ออออออออออออออออออออออออออออ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!



ปล. 1 งานนี้สอนให้รู้ไว้ว่า เหงื่อออกกีบ มันเป็นแบบนี้ นี่เอง .....
ปล. 2 เฟอร์ธรรมดาๆ ของผม ไปอยู่ในที่ๆดีๆ อลังๆ นี้มันก็ดูไฮโซขึ้นได้เหมือนกันเนอะครับ คริ คริ

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

... คำคืน ใน 25 ปี ...

คืนนี้ เป็นหนึ่งในคืนหลายๆคืนที่ผมร้องไห้เป็นวักเป็นเวรเป็นสิบๆนาที ตลอดช่วง 2 เดือนมานี้


ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยร้องไห้นานๆแบบนี้มาก่อน มันน่าแปลก ที่ผมมาเป็นอย่างนี้ ใช่ช่วงวัย 25 ปีของชีวิต


ผมเลยวัยอ่อนไหว หรืออ่อนแอไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนต่อมกำลังใจของตัวเองหยุดทำงาน


ผมอายุ 25 ปี แต่ตอนนี้ผมเกลียดชีวิตตัวเอง ผมเกลียดชีวิตที่บ้าน เกลียดชีวิตที่ทำงาน


ผมเกลียดที่ต้องเข้านอนคนเดียว และตื่นมาคนเดียว มองดูคนอื่น มีความสุขกับคนที่ตัวเองรัก


ผมเกลียดที่ ผมต้องสูญเสียเวลาทั้งหมด ให้กับครอบครัว ในขณะที่คนอื่น มีเวลาเหลือเฝือที่จะทิ้งๆขว้างๆ หายใจทิ้งไปเฉยๆ


ผมเกลียดที่ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ไม่มีตั้งสักบาท แต่คนอื่นๆ สามารถทำอะไรก็ได้ ที่เขาอยากจะทำ ไปเที่ยว ได้ทุกครั้งที่ใจนึกอยากจะไป กินอะไรก็ได้ ทีอยากจะกิน


ผมเกลียดทีผมอายุ 25 แต่ผมไม่เคยได้ใช่ชีวิต อย่างที่คนอายุ 25 เขามีกัน


ผมกลียดที่ต้องทำงานหนัก 2-3 หน้าที่ในที่ทำงาน ผมทำผิดพลาด เพราะงานมันดึงเอาเวลาของอีกงานไป แต่สุดท้าย เป็นผมที่ถูกตำหนิ


ผมเกลียดที่จะต้องยอมรับ เหตุผล และความต้องการของคนอื่นๆ แต่ไม่เคยมีใคร สนใจความต้องการของผมเลย สักครั้ง ไม่เคยมีใครเคยทำอะไรเพื่อผม แม้เพียงสักครั้ง


ผมเกลียดที่ผมถูกปล่อยปละละเลย ถูกมองข้าม ไม่เคยมีใครแคร์ ว่าผมเจ็บปวดยังไง


ผมเกลียดที่ไม่เคยมีใครให้โอกาศผมได้แก้ตัว และต้องเป็นผม ที่ถูกเขี้ยทิ้งเสมอ


คุณเชื่อไหม ... ว่านี้เกิดขึ้นกับผมทั้งผม


ผมรักพ่อกับแม่นะคับ แต่มีใครรู้บ้างว่าชีวิตผมอยู่ตรงไหน


ตอนนี้ผมอยากลาออกจากงาน ไม่อยากไปทำงานและไปพบเจอคนที่นั่นอีก ผมไม่อยากกลับบ้าน ผมไม่อยากเห็นใบแจ้งหนี้เป็นปึกๆ ผมไม่อยากเปิดกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง เพราะมันไม่เคยมีเงินอยู่ในนั้น


ผม ... ไม่ไหวแล้ว

.

.

.

.

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

... ความรัก ...

บางครั้งรักที่คุณมอบให้เขาเป็นรักแท้ แต่เขาไม่ได้มอบให้คุณเท่าเทียม .... บางครั้งคุณมีให้เขาเพียงรักหลอก แต่คุณกลับได้มาซึ่งรักแท้

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

... เขาคิชฌกูฏ ...

สวัสดีครับ

ไม่ได้เขียนไดร์นานเหมือนกัน คิดถึง การที่ได้เล่าอะไรๆให้คนอื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักฟัง

ช่วงนี้ดูเหมือนสุขภาพผมจะไม่ค่อยดีเท่าไร หลังจากกลับมาจากเขาคิชฌกูฏ ผมก็ไม่ค่อยสบาย และพักนี้ก็กลับมาปวดตื้อๆที่ท้องด้านขวาอีก

ไม่รู้ว่าจะไปหาหมอ แล้วบอกเขายังไง ว่ามันยังไม่หาย ทั้งๆที่ตรวจเลือดก็แล้ว ตรวจฉี่ก็แล้ว อัลตร้าซาว์ดก็แล้วด้วย ผลออกมาปรกติ

แอบกลัวและวิตกกังวลอีกแล้ว



ผมดีใจที่ปีนี้ ผมได้มีโอกาศไปทำบุญที่เขาคิชฌกูฏ อีกครั้ง หลังจากที่ปีที่แล้วแม่ไม่ค่อยสบาย ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ยอดเขาได้

ได้แต่นั่งมอง จากวัด ตีนเขา

แต่ปีนี้ได้ขึ้นครับ ผมดีใจมาก

ลางานตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็น พากันออกเดินทาง กับพ่อแม่ และแก๊งเพื่อนแม่อีก

ถึง ตีนเขาคิชฌกูฏ ก็ปาเข้าไป ทุ่มนึงพอดี กราบไหว้ขอพรหลวงปู่นัง ที่วัดด้านล่างแล้วก็ขึ้นเขากัน


มีใครเคยขึ้นเขาคิชฌกูฏบ้างครับ ขอมือหน่อย


เพราะจะได้เข้าใจกัน ว่า รู้สึกดีเพียงใด ผมชอบตอนนั่งรถขึ้นและลงเขามาก ทุกๆครั้งจะทำให้ผมได้มีเวลาคิดว่า ความศรัทธาของคนเรานั้น ไร้ขีดจำกัดจริงๆ

ทั้งๆที่หนทาง แสนลำบาก และอันตรายเพียงใด ก็ไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

คราวนี้ เราไปกันเร็วมาก เพิ่งเป็นช่วงเขาเปิดใหม่ๆ ยังไม่พบเห็นผู้คนที่เดินขึ้นมาจากตีนเขาด้วยเท้าในตอนกลางคืนนัก สักวันผมคิดว่า ผมจะมาเดินขึ้นจากตีนเขาบ้าง หากมีโอกาศ

ส่วนแม่เองก็สามารถเดินขึ้นเขาได้ อย่างไม่เป็นอะไรมากมาย



แม้ว่าปีนี้จะมีน้ำหนักถึง 71 กิโล แต่พอกลับมาบ้านก็ต้องนวดกันขนาดใหญ่ 5555+



เราขึ้นไปถึง ยอดเขา ณ รอยพระพุทธบาทตอนช่วง ประมาณ 4 ทุ่ม

อากาศหนาวเหน็บเช่นเดิม เหมือนที่เคยเป็นทุกๆปี แต่ปีนี้ ดูตลอดทางเดินขึ้นเขา จะมีธุระกิจต่างมามายเกิดขึ้น โดยส่วนตัวให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีแก่ตัวผม เพราะผมรู้สึกว่า การขึ้นไปบนยอดเขานั้น มันไม่ใช่การไปเที่ยวเสียทีเดียว

การมีซุ้มแอบถ่าย แล้วมีรูปเป็นจานๆ ผมว่าเหมือนเราไปเที่ยวมากกว่า

แล้วอีกอย่างนะ เดินขึ้นมันก็หอบลิ้นห้อยจะตายอยู่แล้ว จะมีใครมีสติพอจะแอ็คท่าถ่ายรูป มะหวาย นา

บรรยากาศต่างๆผ่านไปด้วยดี มีฝนตกปรอยๆ ลงมาให้ตื่นเต้นเล่นนิดหน่อย






ผมได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท โปรยพลอยประจำวันเกิด และ ปีเกิด โรยดอกไม้ (ดอกดาวเรือง) รึเปล่า?? ปิดทอง

และอธิฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถึงความปรารถนาของผม









แวะกินก๋วยเตี๋ยวรอบดึกบนยอดเขา ชมวิวเมืองจันทร์แสนสวยยามค่ำคืน เพื่อเติมพลังก่อนเดินกลับลงเขา

เดินออกมาได้หน่อยเดียว ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมา มากขึ้น มากขึ้น จนไม่สามารถจะเดินลงต่อไปอีกได้ จนต้องแวะพักที่ศาลาริมทาง

10 นาทีก็แล้ว 20 นาทีก็แล้ว 30 นาทีก็แล้ว ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลย หนาวก็หนาว ทั้งตัวเปียกไปหมด ตั้งแต่ตอนเดินตกฝนก่อนหน้า

นั่งหลับๆตื่นๆ อยู่ข้างๆแม่ ที่นอนนำไปก่อนเลย กรน พรืด พรืดๆ จนต้องแอบสะกิดหน่อยๆ อายคนเขา 555+

เพิ่งรู้ว่าฝนตกในป่ามันเป็นอย่างนี้นี้เอง

พอฝนเริ่มซา ก็พากันไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ แล้วโชติดี ได้คนทำน้ำขิงใจบุญ แบ่งเตาถ่านร้อนๆ ให้ผมกับแม่และ คณะ ได้รับความอุ่น ได้ตากเสื้อผ้า (เสื้อกันหนาว) และผ้าขนหนูเช็ดหน้าจนแห้ง ก่อนจะกลั้นใจเดินทางต่อหลังจากฝนหยุดแล้ว ขอบคุณมากครับ

เดินลงเขาหลังจาก ฝนตกนี้อันตรายมาก เพราะทางดินนั้น ลื่นมาก และเราก็ตะหงิดๆ ว่า ไม่มีคนสวนขึ้นมาเลย แสดงว่ารถขับขึ้นมาไม่ได้ และนั้นก็หมายความว่าพวกเราก็อาจจะกลับลงไปไม่ได้อีกเช่นกัน

พยายามเดินช้าๆ เพื่อฆ่าเวลาจนมาถึงจุด ขึ้นรถลงเขา ช่วงบน ยังไม่มีคนขึ้นมาเลย แต่โชติดีที่ฝนหมาดแล้ว และถนนเริ่มวิ่งได้ พวกเรา ผมและแม่ จึงสามารถขึ้นรถลงจากเขาได้

เป็นการนั่งรถลงเขาคิชฌกูฏ ที่ ระทึกใจที่สุด แต่ขณะที่รถเรากำลังลงเขาไปนั้น ก็เริ่มมีรถขาขึ้นคันอื่น สวนขึ้นมา ตลอด ทำให้รู้สึกถึงแรงใจของผู้คนที่ต้องการจะขึ้นไปที่ยอดเขามากๆ แม้ว่าฝนจะเพิ่งหมาดไป และอันตรายมาก ถ้าจะขึ้นเขาตอนนี้

แต่ก็มีคนมา


ดีใจที่ปีนี้ยังได้ขึ้นกับแม่นะครับ

ได้ไปในที่พิเศษของครอบครัวเรา มันรู้สึก ดี .... อย่างบอกไม่ถูกทีเดียว ....

... สาธุ ... ขอให้ลูกแข็งแรง อยู่ดูแลพ่อกับแม่ ไปนานๆ ตายทีหลังพ่อแม่ด้วยเทิด ....

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

... ปี ใหม่ ที่ผ่านมา ...

พักนี้ หลงลืมการเขียนไดร์ไปเลย


เพราะว่ามีเรื่องสำคัญต่างๆที่จะต้องทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องครอบครัว

ปีใหม่ปีนี้ หลายๆคนคงจะได้มีความสุข มีช่วงเวลาดีๆ สำหรับเก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ อีก 1 ปี

แต่สำหรับบางคน ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่สาหัสสากันได้



ถึงคุณต้า

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผ่าน 1 หน้าไดอารี่ ของผมด้วยนะครับ


ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ ว่า ขนาดผม ได้กลับไปอยู่กับแม่ทุกวัน ได้มีโอกาศหาข้าวหาน้ำให้แม่ ได้นวดให้ พบเจอกัน พูดคุยกันทุกวัน


ยังแอบรู้สึกเลยว่า ผมเองก็ยังทำอะไรไม่พออย่างที่ต้องการเลย แล้วสำหรับบางคน ที่ไม่มีโอกาศได้อยู่ใกล้ชิด ความเสียใจ และความรู้สึกว่าน่าจะทำอะไรมากกว่านี้จะมากมายขนาดไหน


สำหรับคนๆนึง ที่ได้ชื่อว่า เป็นคนที่ให้กำเนิดเรามา "แม่"


ครั้งนึง เมื่อผมอกหัก และผมตัดสินใจจะอุทิศชีวิตของผมให้กับแม่ ผมนึกถึง .... ช่วงเวลาของชีวิตผม ตอนที่ชีวิตผมไม่เคยรักใครอื่นนอกจากแม่




ถูกครับ ช่วงเวลาที่ผมยังเด็กนัก ช่วงเวลาเดียวที่เราจับมือของแม่ แล้วรู้สึกว่าโลกทั้งโลกเราก็มีแค่นี้ รู้สึกปลอดภัย อบอุ่น ไม่ว่าเราจะได้อยู่ที่ไหน แต่พอได้จับมือกับแม่ปุ๊ป


ก็เหมือนว่า ทุกๆอย่างมันจะเรียบร้อย


และตั้งแต่นั้นมา ผมก็มอบชีวิตของผม ให้กับแม่ ตั้งแต่นั้น น่าจะอายุราวๆ 17 หรือ 18 เห็นจะได้


ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดมีค่ากับผม มากกว่าแม่ ตั้งแต่นั้นมา




มันก็คงจะไม่แปลกนัก หากว่า มันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ขอแค่ผมกับแม่มีกันและกัน แค่นั้นก็คงเพียงพอ

ทะเลาะกันบ้าง วีนกันบ้าง ก็คงไม่แปลกเพราะเราเป็นครอบครัวกัน




.......................................




ปีใหม่นี้ ผ่านมาอีกครั้ง ผมก็มานั่งคิด ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเน่าๆของผมบ้างนะ

มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มากมายทีเดียวหละ ทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจ

แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนหนอนดักแด้ ที่กลายร่างเป็นผีเสื้อแล้ว อย่างเต็มตัว



1. พ่อตกหลังคา

เป็นเรื่องแรกทีเดียวที่ไม่สามารถละได้เลย เพราะมันเป็นเหตุฉนวน ของเรื่องต่างในชีวิตของผม

เพราะ ถ้าพ่อไม่ตกหลังคาลงมา ผมก็คงจะไม่เคยรู้ว่า ผมรักเขา และ ... ผมก็คงจะยังคงเป็นไอ้เด็กไม่รู้จักโต

มีชีวิตแบบ ตีอกชกหัว โกรธแค้น ครอบครัว และโชติชะตาไปวันๆ โทษทุกๆอย่าง โทษทุกๆคนรอบข้าง แต่ไม่เคยโทษตัวเอง

และเอาแต่สงสารตัวเอง อยู่ตลอดเวลา



ตั้งแต่พ่อตกลงมา ก็เหมือนมีคนเอาน้ำเย็นๆมาสาดหน้า แล้วตะโกนใส่แก้หู ว่ามรึงตื่นสะทีเถิด

ผมต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ต้องเข้ามารับภาระหน้าที่ หนี้สิน ทั้งๆที่เมื่อก่อน แค่ตัวเองยังเอาไม่ค่อยรอด


ตลอดชีวิตของผมนั้น พ่อแทบไม่เคยสอนอะไรผมได้เลย ไม่ใช่ว่าผมไม่ฟัง แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยมีอะไรที่จะสอนผมได้เลย

แต่ผมคิดว่า นี้เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่พ่อสอนผม นั้นคือ แกรต้องโตแล้วนะ

ผมคิดว่า มันเป็นบทเรียนที่สำคัญที่พลิกชีวิตของผมทีเดียว

ตั้งแต่ครอบครัวเราเริ่มแย่ ผมก็เริ่มตื่นจากฝัน เลิกฟุ้งซ่าน และกลับมาสู่โลกของความจริง

สิ่งอื่นๆใด ที่เคยสำคัญ สำหรับผม ผมก็เห็นมันมีค่าน้อยลง

ครอบครัว มาก่อน นั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน




2. ภาระหนี้สิน

ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่าบ้านผมมีหนี้สินมากมายแค่ไหน ไม่เคยใส่ใจมาก่อนว่า เดือนๆนึง แม่ใช่จ่ายยังไง ถึงหมุนเงินให้ครอบครัวเราอยู่ได้ ทั้งๆที่หนี้สินมันมากมายขนาดนั้น


อนึ่ง มันก็เกิดจากครอบครัวเราก่อขึ้น แต่ ... มันทำให้ผมจัก คุณค่าของการมีงานทำ และคุณค่าของเงิน

และคำพูดที่ว่า "แกรต้องเป็นเสาหลักแล้วนะ" ฟังดูมันเหมือนเป็นอะไรที่ใหญ่โตมาก อย่างที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนอยู่ดีๆ ก็ค้นพบพลังพิเศษ แล้วต้องออกไปใส่กางเกงในสีแดง เพื่อไปช่วยโลก

และได้รู้แล้วว่า พ่อแม่ต้องเหนื่อยขนาดไหน กว่าผมจะโตมาขนาดนี้



ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ของรักหลายชิ้นในชีวิตของผม ต้องจากไปเป็นของคนอื่น และผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่เป็นแบบนี้อีก.. ไม่อีกแล้ว




3. รถ

เรื่องการขับรถนี้ ผมเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่ มาตั้งแต่ นมยังไม่แตกพาน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันอยากจะทำเหลือเกิน ทันทีที่เท้าเหยียบคันเร่งถึง

แต่ผมก็ไม่เคยได้จับมันเลย มีไปขอเพื่อนขับบ้าง อะไรบ้างไปตามเรื่อง แต่รถบ้านตัวเอง ไม่เคยได้จับ

เป็นเรื่องที่ผมตีอกชกหัวตลอดมา แล้ววันนึงที่พ่อตกหลังคาโครมลงมา ผมก็ได้รถมาขับอย่างง่ายดาย

แต่ไม่เคยมีอะไรที่เราได้มาเปล่าๆ ผมได้รถมาขับ พร้อมกับภาระการผ่อนรถด้วย แต่ก็นะ ผมก็โอเคแหละ "แกรขับ แกรก็ผ่อนสิ" นั้นแหละ เข้าทางแม่เลย




4. ความรัก

ฮา ... จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็คงจะยังไงๆ อยู่นะ ปีนี้เป็นปีที่เละเทะที่สุดเท่าที่ผมเคยมีความรักมา การเป็นคนสารเลว นี้บางทีมันก็ดีนะครับ

ผมได้ค้นพบ ผู้หญิงที่ดีๆ หลายคน คนที่ทำให้ต้องจดจำไปตลอดกาล คนที่คิดถึงแล้วต้องอมยิ้ม คนที่น่าสงสาร และคนที่กลับมา

ผมคงจะปฏิเสทไม่ได้ว่า ผมมันคนใจง่าย เจอใครมาอ่อยหน่อย ก็ใจอ่อนรักเขา สุดท้ายก็น้ำตาเช็ดหัวเข่า




ตอนนี้ ผมมองมันเป็นเรื่องที่สำคัญรองมาจากครอบครัว ทำให้ผมไม่ร้อนรนกับมันมาก อย่างไม่จำเป็นเหมือนเมื่อก่อน ผมใจเย็นขึ้น และ รู้จักที่จะรักแต่พอดีๆ ไม่ต้องการอะไรมากมายแบบที่ต้องการอย่างเมื่อก่อน

ไม่คาดหวัง และวางแผนอนาคตเป็นฉากๆ แบบที่ชอบทำ ไม่กะเกณท์อีกฝ่าย ว่าอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่า บางที ตอนนี้ผมรู้สึกดีกับการรัก มากกว่าที่ผ่านๆมาเสียอีก

แต่ ณ ปัจจุบัน ผมกลับมาเป็นคนเดิมแล้วครับ คนที่ .... ตัดสินใจแล้ว ที่จะเดินบนเส้นทางเพียงเส้นเดียว จนกว่า จะไม่มีหนทางให้เดินอีกสักครั้ง


และก็ขอให้เธอเป็นเส้นทางสุดท้ายของผมสักที




5. ผู้ใหญ่

สุดท้าย คงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ครับ นานแล้ว ที่ผมรู้สึกว่า เมื่อไรแกรจะโต เมื่อไรแกรจะได้เป็นคนเต็มคน

ณ วันนี้ผมกล้าพูดได้เต็มปากแล้ว ว่าผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว .... แต่พ่อแม่อยู่กับผมต่างหาก

ผมตัดสินใจว่า จะพยายามให้ทั้งพ่อและแม่ เกษียน ตอน 60 ให้ได้ จะรับผิดชอบ เลี้ยงดู พวกเขาให้ดี เหมือนที่พวกเขาเลี้ยงผมมา



ตอนนี้ ผมรู้สึกโคตรดีกับตัวเองอย่างมาก ไม่ฟุ้งซ่าน และรู้สึกเป็นคนเต็มคน เป็นผู้ใหญ่ อย่างแท้จริง

และที่สำคัญ ผมเข้มแข็งขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับอะไรก็ได้ ที่มันจะเกิดต่อไปจากนี้ ผมไม่สนว่า อนาคตข้างหน้า จะดีจะร้าย

แต่ผมจะไม่ทำให้ตัวเองและครอบครัวพลาดพลั้งอีก



ผมจะสร้างครอบครัวของผม จะทำให้มันมั่นคง เหมือนกับครอบครัวของคนอื่นๆ

ผมภูมิใจมาก ที่ตอนนี้ แม่เคารพผม ให้ผมเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างของครอบครัว

และยอมทำ ตามที่ผมขอร้อง และบอกให้ทำ




ผมอาจไม่ใช่คนที่ดีที่สุด และไม่ใช่คนที่คิด หรือทำดีที่สุด

แต่ผมดีใจ ที่ผมเปลี่ยนไปจากปีที่แล้วมากมาย และเป็นคนในแบบที่ผมอยากจะเป็น

และภูมิใจ ที่ผมรับผิดชอบพ่อกับแม่ได้ อย่างที่อยากทำ ... เสียที

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...