วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

... คำคืน ใน 25 ปี ...

คืนนี้ เป็นหนึ่งในคืนหลายๆคืนที่ผมร้องไห้เป็นวักเป็นเวรเป็นสิบๆนาที ตลอดช่วง 2 เดือนมานี้


ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยร้องไห้นานๆแบบนี้มาก่อน มันน่าแปลก ที่ผมมาเป็นอย่างนี้ ใช่ช่วงวัย 25 ปีของชีวิต


ผมเลยวัยอ่อนไหว หรืออ่อนแอไปแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนต่อมกำลังใจของตัวเองหยุดทำงาน


ผมอายุ 25 ปี แต่ตอนนี้ผมเกลียดชีวิตตัวเอง ผมเกลียดชีวิตที่บ้าน เกลียดชีวิตที่ทำงาน


ผมเกลียดที่ต้องเข้านอนคนเดียว และตื่นมาคนเดียว มองดูคนอื่น มีความสุขกับคนที่ตัวเองรัก


ผมเกลียดที่ ผมต้องสูญเสียเวลาทั้งหมด ให้กับครอบครัว ในขณะที่คนอื่น มีเวลาเหลือเฝือที่จะทิ้งๆขว้างๆ หายใจทิ้งไปเฉยๆ


ผมเกลียดที่ในกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง ไม่มีตั้งสักบาท แต่คนอื่นๆ สามารถทำอะไรก็ได้ ที่เขาอยากจะทำ ไปเที่ยว ได้ทุกครั้งที่ใจนึกอยากจะไป กินอะไรก็ได้ ทีอยากจะกิน


ผมเกลียดทีผมอายุ 25 แต่ผมไม่เคยได้ใช่ชีวิต อย่างที่คนอายุ 25 เขามีกัน


ผมกลียดที่ต้องทำงานหนัก 2-3 หน้าที่ในที่ทำงาน ผมทำผิดพลาด เพราะงานมันดึงเอาเวลาของอีกงานไป แต่สุดท้าย เป็นผมที่ถูกตำหนิ


ผมเกลียดที่จะต้องยอมรับ เหตุผล และความต้องการของคนอื่นๆ แต่ไม่เคยมีใคร สนใจความต้องการของผมเลย สักครั้ง ไม่เคยมีใครเคยทำอะไรเพื่อผม แม้เพียงสักครั้ง


ผมเกลียดที่ผมถูกปล่อยปละละเลย ถูกมองข้าม ไม่เคยมีใครแคร์ ว่าผมเจ็บปวดยังไง


ผมเกลียดที่ไม่เคยมีใครให้โอกาศผมได้แก้ตัว และต้องเป็นผม ที่ถูกเขี้ยทิ้งเสมอ


คุณเชื่อไหม ... ว่านี้เกิดขึ้นกับผมทั้งผม


ผมรักพ่อกับแม่นะคับ แต่มีใครรู้บ้างว่าชีวิตผมอยู่ตรงไหน


ตอนนี้ผมอยากลาออกจากงาน ไม่อยากไปทำงานและไปพบเจอคนที่นั่นอีก ผมไม่อยากกลับบ้าน ผมไม่อยากเห็นใบแจ้งหนี้เป็นปึกๆ ผมไม่อยากเปิดกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง เพราะมันไม่เคยมีเงินอยู่ในนั้น


ผม ... ไม่ไหวแล้ว

.

.

.

.

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

... ความรัก ...

บางครั้งรักที่คุณมอบให้เขาเป็นรักแท้ แต่เขาไม่ได้มอบให้คุณเท่าเทียม .... บางครั้งคุณมีให้เขาเพียงรักหลอก แต่คุณกลับได้มาซึ่งรักแท้

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

... เขาคิชฌกูฏ ...

สวัสดีครับ

ไม่ได้เขียนไดร์นานเหมือนกัน คิดถึง การที่ได้เล่าอะไรๆให้คนอื่นทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักฟัง

ช่วงนี้ดูเหมือนสุขภาพผมจะไม่ค่อยดีเท่าไร หลังจากกลับมาจากเขาคิชฌกูฏ ผมก็ไม่ค่อยสบาย และพักนี้ก็กลับมาปวดตื้อๆที่ท้องด้านขวาอีก

ไม่รู้ว่าจะไปหาหมอ แล้วบอกเขายังไง ว่ามันยังไม่หาย ทั้งๆที่ตรวจเลือดก็แล้ว ตรวจฉี่ก็แล้ว อัลตร้าซาว์ดก็แล้วด้วย ผลออกมาปรกติ

แอบกลัวและวิตกกังวลอีกแล้ว



ผมดีใจที่ปีนี้ ผมได้มีโอกาศไปทำบุญที่เขาคิชฌกูฏ อีกครั้ง หลังจากที่ปีที่แล้วแม่ไม่ค่อยสบาย ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ยอดเขาได้

ได้แต่นั่งมอง จากวัด ตีนเขา

แต่ปีนี้ได้ขึ้นครับ ผมดีใจมาก

ลางานตั้งแต่บ่าย 3 โมงเย็น พากันออกเดินทาง กับพ่อแม่ และแก๊งเพื่อนแม่อีก

ถึง ตีนเขาคิชฌกูฏ ก็ปาเข้าไป ทุ่มนึงพอดี กราบไหว้ขอพรหลวงปู่นัง ที่วัดด้านล่างแล้วก็ขึ้นเขากัน


มีใครเคยขึ้นเขาคิชฌกูฏบ้างครับ ขอมือหน่อย


เพราะจะได้เข้าใจกัน ว่า รู้สึกดีเพียงใด ผมชอบตอนนั่งรถขึ้นและลงเขามาก ทุกๆครั้งจะทำให้ผมได้มีเวลาคิดว่า ความศรัทธาของคนเรานั้น ไร้ขีดจำกัดจริงๆ

ทั้งๆที่หนทาง แสนลำบาก และอันตรายเพียงใด ก็ไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

คราวนี้ เราไปกันเร็วมาก เพิ่งเป็นช่วงเขาเปิดใหม่ๆ ยังไม่พบเห็นผู้คนที่เดินขึ้นมาจากตีนเขาด้วยเท้าในตอนกลางคืนนัก สักวันผมคิดว่า ผมจะมาเดินขึ้นจากตีนเขาบ้าง หากมีโอกาศ

ส่วนแม่เองก็สามารถเดินขึ้นเขาได้ อย่างไม่เป็นอะไรมากมาย



แม้ว่าปีนี้จะมีน้ำหนักถึง 71 กิโล แต่พอกลับมาบ้านก็ต้องนวดกันขนาดใหญ่ 5555+



เราขึ้นไปถึง ยอดเขา ณ รอยพระพุทธบาทตอนช่วง ประมาณ 4 ทุ่ม

อากาศหนาวเหน็บเช่นเดิม เหมือนที่เคยเป็นทุกๆปี แต่ปีนี้ ดูตลอดทางเดินขึ้นเขา จะมีธุระกิจต่างมามายเกิดขึ้น โดยส่วนตัวให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีแก่ตัวผม เพราะผมรู้สึกว่า การขึ้นไปบนยอดเขานั้น มันไม่ใช่การไปเที่ยวเสียทีเดียว

การมีซุ้มแอบถ่าย แล้วมีรูปเป็นจานๆ ผมว่าเหมือนเราไปเที่ยวมากกว่า

แล้วอีกอย่างนะ เดินขึ้นมันก็หอบลิ้นห้อยจะตายอยู่แล้ว จะมีใครมีสติพอจะแอ็คท่าถ่ายรูป มะหวาย นา

บรรยากาศต่างๆผ่านไปด้วยดี มีฝนตกปรอยๆ ลงมาให้ตื่นเต้นเล่นนิดหน่อย






ผมได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท โปรยพลอยประจำวันเกิด และ ปีเกิด โรยดอกไม้ (ดอกดาวเรือง) รึเปล่า?? ปิดทอง

และอธิฐานขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถึงความปรารถนาของผม









แวะกินก๋วยเตี๋ยวรอบดึกบนยอดเขา ชมวิวเมืองจันทร์แสนสวยยามค่ำคืน เพื่อเติมพลังก่อนเดินกลับลงเขา

เดินออกมาได้หน่อยเดียว ฝนเจ้ากรรมก็ตกลงมา มากขึ้น มากขึ้น จนไม่สามารถจะเดินลงต่อไปอีกได้ จนต้องแวะพักที่ศาลาริมทาง

10 นาทีก็แล้ว 20 นาทีก็แล้ว 30 นาทีก็แล้ว ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกเลย หนาวก็หนาว ทั้งตัวเปียกไปหมด ตั้งแต่ตอนเดินตกฝนก่อนหน้า

นั่งหลับๆตื่นๆ อยู่ข้างๆแม่ ที่นอนนำไปก่อนเลย กรน พรืด พรืดๆ จนต้องแอบสะกิดหน่อยๆ อายคนเขา 555+

เพิ่งรู้ว่าฝนตกในป่ามันเป็นอย่างนี้นี้เอง

พอฝนเริ่มซา ก็พากันไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้ๆ แล้วโชติดี ได้คนทำน้ำขิงใจบุญ แบ่งเตาถ่านร้อนๆ ให้ผมกับแม่และ คณะ ได้รับความอุ่น ได้ตากเสื้อผ้า (เสื้อกันหนาว) และผ้าขนหนูเช็ดหน้าจนแห้ง ก่อนจะกลั้นใจเดินทางต่อหลังจากฝนหยุดแล้ว ขอบคุณมากครับ

เดินลงเขาหลังจาก ฝนตกนี้อันตรายมาก เพราะทางดินนั้น ลื่นมาก และเราก็ตะหงิดๆ ว่า ไม่มีคนสวนขึ้นมาเลย แสดงว่ารถขับขึ้นมาไม่ได้ และนั้นก็หมายความว่าพวกเราก็อาจจะกลับลงไปไม่ได้อีกเช่นกัน

พยายามเดินช้าๆ เพื่อฆ่าเวลาจนมาถึงจุด ขึ้นรถลงเขา ช่วงบน ยังไม่มีคนขึ้นมาเลย แต่โชติดีที่ฝนหมาดแล้ว และถนนเริ่มวิ่งได้ พวกเรา ผมและแม่ จึงสามารถขึ้นรถลงจากเขาได้

เป็นการนั่งรถลงเขาคิชฌกูฏ ที่ ระทึกใจที่สุด แต่ขณะที่รถเรากำลังลงเขาไปนั้น ก็เริ่มมีรถขาขึ้นคันอื่น สวนขึ้นมา ตลอด ทำให้รู้สึกถึงแรงใจของผู้คนที่ต้องการจะขึ้นไปที่ยอดเขามากๆ แม้ว่าฝนจะเพิ่งหมาดไป และอันตรายมาก ถ้าจะขึ้นเขาตอนนี้

แต่ก็มีคนมา


ดีใจที่ปีนี้ยังได้ขึ้นกับแม่นะครับ

ได้ไปในที่พิเศษของครอบครัวเรา มันรู้สึก ดี .... อย่างบอกไม่ถูกทีเดียว ....

... สาธุ ... ขอให้ลูกแข็งแรง อยู่ดูแลพ่อกับแม่ ไปนานๆ ตายทีหลังพ่อแม่ด้วยเทิด ....

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

... ปี ใหม่ ที่ผ่านมา ...

พักนี้ หลงลืมการเขียนไดร์ไปเลย


เพราะว่ามีเรื่องสำคัญต่างๆที่จะต้องทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องครอบครัว

ปีใหม่ปีนี้ หลายๆคนคงจะได้มีความสุข มีช่วงเวลาดีๆ สำหรับเก็บไว้เป็นความทรงจำดีๆ อีก 1 ปี

แต่สำหรับบางคน ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่สาหัสสากันได้



ถึงคุณต้า

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ผ่าน 1 หน้าไดอารี่ ของผมด้วยนะครับ


ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ ว่า ขนาดผม ได้กลับไปอยู่กับแม่ทุกวัน ได้มีโอกาศหาข้าวหาน้ำให้แม่ ได้นวดให้ พบเจอกัน พูดคุยกันทุกวัน


ยังแอบรู้สึกเลยว่า ผมเองก็ยังทำอะไรไม่พออย่างที่ต้องการเลย แล้วสำหรับบางคน ที่ไม่มีโอกาศได้อยู่ใกล้ชิด ความเสียใจ และความรู้สึกว่าน่าจะทำอะไรมากกว่านี้จะมากมายขนาดไหน


สำหรับคนๆนึง ที่ได้ชื่อว่า เป็นคนที่ให้กำเนิดเรามา "แม่"


ครั้งนึง เมื่อผมอกหัก และผมตัดสินใจจะอุทิศชีวิตของผมให้กับแม่ ผมนึกถึง .... ช่วงเวลาของชีวิตผม ตอนที่ชีวิตผมไม่เคยรักใครอื่นนอกจากแม่




ถูกครับ ช่วงเวลาที่ผมยังเด็กนัก ช่วงเวลาเดียวที่เราจับมือของแม่ แล้วรู้สึกว่าโลกทั้งโลกเราก็มีแค่นี้ รู้สึกปลอดภัย อบอุ่น ไม่ว่าเราจะได้อยู่ที่ไหน แต่พอได้จับมือกับแม่ปุ๊ป


ก็เหมือนว่า ทุกๆอย่างมันจะเรียบร้อย


และตั้งแต่นั้นมา ผมก็มอบชีวิตของผม ให้กับแม่ ตั้งแต่นั้น น่าจะอายุราวๆ 17 หรือ 18 เห็นจะได้


ไม่เคยมีผู้หญิงคนใดมีค่ากับผม มากกว่าแม่ ตั้งแต่นั้นมา




มันก็คงจะไม่แปลกนัก หากว่า มันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ขอแค่ผมกับแม่มีกันและกัน แค่นั้นก็คงเพียงพอ

ทะเลาะกันบ้าง วีนกันบ้าง ก็คงไม่แปลกเพราะเราเป็นครอบครัวกัน




.......................................




ปีใหม่นี้ ผ่านมาอีกครั้ง ผมก็มานั่งคิด ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเน่าๆของผมบ้างนะ

มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มากมายทีเดียวหละ ทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจ

แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนหนอนดักแด้ ที่กลายร่างเป็นผีเสื้อแล้ว อย่างเต็มตัว



1. พ่อตกหลังคา

เป็นเรื่องแรกทีเดียวที่ไม่สามารถละได้เลย เพราะมันเป็นเหตุฉนวน ของเรื่องต่างในชีวิตของผม

เพราะ ถ้าพ่อไม่ตกหลังคาลงมา ผมก็คงจะไม่เคยรู้ว่า ผมรักเขา และ ... ผมก็คงจะยังคงเป็นไอ้เด็กไม่รู้จักโต

มีชีวิตแบบ ตีอกชกหัว โกรธแค้น ครอบครัว และโชติชะตาไปวันๆ โทษทุกๆอย่าง โทษทุกๆคนรอบข้าง แต่ไม่เคยโทษตัวเอง

และเอาแต่สงสารตัวเอง อยู่ตลอดเวลา



ตั้งแต่พ่อตกลงมา ก็เหมือนมีคนเอาน้ำเย็นๆมาสาดหน้า แล้วตะโกนใส่แก้หู ว่ามรึงตื่นสะทีเถิด

ผมต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ต้องเข้ามารับภาระหน้าที่ หนี้สิน ทั้งๆที่เมื่อก่อน แค่ตัวเองยังเอาไม่ค่อยรอด


ตลอดชีวิตของผมนั้น พ่อแทบไม่เคยสอนอะไรผมได้เลย ไม่ใช่ว่าผมไม่ฟัง แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยมีอะไรที่จะสอนผมได้เลย

แต่ผมคิดว่า นี้เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่พ่อสอนผม นั้นคือ แกรต้องโตแล้วนะ

ผมคิดว่า มันเป็นบทเรียนที่สำคัญที่พลิกชีวิตของผมทีเดียว

ตั้งแต่ครอบครัวเราเริ่มแย่ ผมก็เริ่มตื่นจากฝัน เลิกฟุ้งซ่าน และกลับมาสู่โลกของความจริง

สิ่งอื่นๆใด ที่เคยสำคัญ สำหรับผม ผมก็เห็นมันมีค่าน้อยลง

ครอบครัว มาก่อน นั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน




2. ภาระหนี้สิน

ผมไม่เคยคิดมาก่อน ว่าบ้านผมมีหนี้สินมากมายแค่ไหน ไม่เคยใส่ใจมาก่อนว่า เดือนๆนึง แม่ใช่จ่ายยังไง ถึงหมุนเงินให้ครอบครัวเราอยู่ได้ ทั้งๆที่หนี้สินมันมากมายขนาดนั้น


อนึ่ง มันก็เกิดจากครอบครัวเราก่อขึ้น แต่ ... มันทำให้ผมจัก คุณค่าของการมีงานทำ และคุณค่าของเงิน

และคำพูดที่ว่า "แกรต้องเป็นเสาหลักแล้วนะ" ฟังดูมันเหมือนเป็นอะไรที่ใหญ่โตมาก อย่างที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนอยู่ดีๆ ก็ค้นพบพลังพิเศษ แล้วต้องออกไปใส่กางเกงในสีแดง เพื่อไปช่วยโลก

และได้รู้แล้วว่า พ่อแม่ต้องเหนื่อยขนาดไหน กว่าผมจะโตมาขนาดนี้



ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ของรักหลายชิ้นในชีวิตของผม ต้องจากไปเป็นของคนอื่น และผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่เป็นแบบนี้อีก.. ไม่อีกแล้ว




3. รถ

เรื่องการขับรถนี้ ผมเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแม่ มาตั้งแต่ นมยังไม่แตกพาน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันอยากจะทำเหลือเกิน ทันทีที่เท้าเหยียบคันเร่งถึง

แต่ผมก็ไม่เคยได้จับมันเลย มีไปขอเพื่อนขับบ้าง อะไรบ้างไปตามเรื่อง แต่รถบ้านตัวเอง ไม่เคยได้จับ

เป็นเรื่องที่ผมตีอกชกหัวตลอดมา แล้ววันนึงที่พ่อตกหลังคาโครมลงมา ผมก็ได้รถมาขับอย่างง่ายดาย

แต่ไม่เคยมีอะไรที่เราได้มาเปล่าๆ ผมได้รถมาขับ พร้อมกับภาระการผ่อนรถด้วย แต่ก็นะ ผมก็โอเคแหละ "แกรขับ แกรก็ผ่อนสิ" นั้นแหละ เข้าทางแม่เลย




4. ความรัก

ฮา ... จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็คงจะยังไงๆ อยู่นะ ปีนี้เป็นปีที่เละเทะที่สุดเท่าที่ผมเคยมีความรักมา การเป็นคนสารเลว นี้บางทีมันก็ดีนะครับ

ผมได้ค้นพบ ผู้หญิงที่ดีๆ หลายคน คนที่ทำให้ต้องจดจำไปตลอดกาล คนที่คิดถึงแล้วต้องอมยิ้ม คนที่น่าสงสาร และคนที่กลับมา

ผมคงจะปฏิเสทไม่ได้ว่า ผมมันคนใจง่าย เจอใครมาอ่อยหน่อย ก็ใจอ่อนรักเขา สุดท้ายก็น้ำตาเช็ดหัวเข่า




ตอนนี้ ผมมองมันเป็นเรื่องที่สำคัญรองมาจากครอบครัว ทำให้ผมไม่ร้อนรนกับมันมาก อย่างไม่จำเป็นเหมือนเมื่อก่อน ผมใจเย็นขึ้น และ รู้จักที่จะรักแต่พอดีๆ ไม่ต้องการอะไรมากมายแบบที่ต้องการอย่างเมื่อก่อน

ไม่คาดหวัง และวางแผนอนาคตเป็นฉากๆ แบบที่ชอบทำ ไม่กะเกณท์อีกฝ่าย ว่าอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่า บางที ตอนนี้ผมรู้สึกดีกับการรัก มากกว่าที่ผ่านๆมาเสียอีก

แต่ ณ ปัจจุบัน ผมกลับมาเป็นคนเดิมแล้วครับ คนที่ .... ตัดสินใจแล้ว ที่จะเดินบนเส้นทางเพียงเส้นเดียว จนกว่า จะไม่มีหนทางให้เดินอีกสักครั้ง


และก็ขอให้เธอเป็นเส้นทางสุดท้ายของผมสักที




5. ผู้ใหญ่

สุดท้าย คงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ครับ นานแล้ว ที่ผมรู้สึกว่า เมื่อไรแกรจะโต เมื่อไรแกรจะได้เป็นคนเต็มคน

ณ วันนี้ผมกล้าพูดได้เต็มปากแล้ว ว่าผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อีกต่อไปแล้ว .... แต่พ่อแม่อยู่กับผมต่างหาก

ผมตัดสินใจว่า จะพยายามให้ทั้งพ่อและแม่ เกษียน ตอน 60 ให้ได้ จะรับผิดชอบ เลี้ยงดู พวกเขาให้ดี เหมือนที่พวกเขาเลี้ยงผมมา



ตอนนี้ ผมรู้สึกโคตรดีกับตัวเองอย่างมาก ไม่ฟุ้งซ่าน และรู้สึกเป็นคนเต็มคน เป็นผู้ใหญ่ อย่างแท้จริง

และที่สำคัญ ผมเข้มแข็งขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับอะไรก็ได้ ที่มันจะเกิดต่อไปจากนี้ ผมไม่สนว่า อนาคตข้างหน้า จะดีจะร้าย

แต่ผมจะไม่ทำให้ตัวเองและครอบครัวพลาดพลั้งอีก



ผมจะสร้างครอบครัวของผม จะทำให้มันมั่นคง เหมือนกับครอบครัวของคนอื่นๆ

ผมภูมิใจมาก ที่ตอนนี้ แม่เคารพผม ให้ผมเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่างของครอบครัว

และยอมทำ ตามที่ผมขอร้อง และบอกให้ทำ




ผมอาจไม่ใช่คนที่ดีที่สุด และไม่ใช่คนที่คิด หรือทำดีที่สุด

แต่ผมดีใจ ที่ผมเปลี่ยนไปจากปีที่แล้วมากมาย และเป็นคนในแบบที่ผมอยากจะเป็น

และภูมิใจ ที่ผมรับผิดชอบพ่อกับแม่ได้ อย่างที่อยากทำ ... เสียที

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... เรื่องน่ายินดี ...

โอว .............. เยสสสสสสสสสส


ขอยิ้มกว้างๆ แบบเห็นฟัน 32 ซี่ (ไม่ผุเลยด้วย)


ถอยมาแล้วครับ และแล้วการรอคอยบางอย่างในชีวิตผมก็สิ้นสุดลง


มันอาจเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ สำหรับใครหลายๆคน แต่สำหรับผม มันเป็นสิ่งที่ผมอยากได้มานานมาก

หลังจากปีที่แล้วที่ต้องตัดใจซื้อคอมก่อน และปีนี้ก็ถึงคิว ....... PS2



ยี้สสสสสสสสสส ฮ้าาาาาาาาาาา



ทำไมต้องดีใจขนาดนั้น เขาเล่น PS3 กันแล้วไอ้สมองเหา


อ่าว ๆๆๆๆๆ ก็เขามีตั้งซื้อแค่นี้นินา แล้วก็อีกอย่าง เขาก็อยากได้มันมานานมากแล้วด้วย



ดีใจที่ผมไม่ต้องขอตังใครซื้อ แล้วซื้อแล้วก็ไม่เดือดร้อนครอบครัว



ผมฝากเจ้านายซื้อมาให้ที่ร้าน Nadz ที่คอนโดเขา


ตัวกระผมต้องออกไปหาซื้อแผ่นเย็นนี้ .... ดูเกมส์น่าเล่น คริ คริ


จบเรื่องดีใจเรื่องแรก ....



...................................................



เรื่องดีใจเรื่องที่ 2 นั้นคือ เมื่อวาน วันอาทิตย์ไปเจอคุณโอ๊คและคุณพรีมโดยบังเอิญที่แฟชั่นไอแลนด์


อู้ยยย ... รู้สึกเหมือนตัวเองเจอดารา คือ เขิน ประหม่า และอับอายตัวเองที่โทรมเหมือนศพ



คุณพรีมสวยมาก และคุณโอ๊คก็ หล่อ และสูงกว่าที่คิดไว้ (แอบอิจฉาความสูงกันเห็นๆ)



ดีใจและยินที่ได้เจอนะครับ เขาเรียกว่าอะไรนะ โชคชะตารึเปล่า ที่ทำให้เรามาเห็นกัน ทั้งๆที่ไม่น่าจะเจอกันได้



บอกตรงๆนะตอนนั้นถ้าผมเรียกคุณโอ๊คอีกเป็นหนที่สามแล้วไม่หันมานี้จะรู้สึกแป๊กมากๆ ที่จำคนผิด



ดีใจที่ได้เจอครับ หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก ในวันที่ผมไม่โทรมเท่านั้น .....



มีความสุขมากๆ กับช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2009 นะครับทุกคน





ในเวลาที่ชีวิตเรามีแต่ความทุกข์ พอมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นแม้จะเป็นเพียงเรื่องดีๆ ที่เล็กน้อยที่สุด ..... แต่เรากลับรู้สึกมีความสุข ... เหมือนเราไม่เคยเจอความทุกข์มาก่อนเลยยังไงยังงั้น






ท้ายสุด กับเครื่องดื่ม อภินันทนาการจาก เจ้านายใหญ่ของผม ชา ลูกพีช อร่อยมักๆ

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... Marry Christmas ...

อีเย้ อีเย้ อีเย้ .............. เย้ เย้


คริสมาสแล้ว ... ขอให้ทุกๆคนที่เข้ามาอ่าน มีความสุขในคืนคริสมาสมากๆ นะครับ ส่วนผมตอนนี้รู้สึกลั้นลา มากๆ


เมื่อวานเป็นวันคริสมาส และวันเงินเดือนออกของบริษัทผม



คุณเชื่อในเรื่องวันคริสมาสไหม ผมฝังหัวกับวันคริสมาสมาตั้งแต่สมัยผมเด็กๆ ตอนที่แม่ผมทำงานอยู่สถานทูตอเมริกัน สมัยก่อนเมื่อถึงน่าเทศกาลเหล่านี้ จะมีขนมน้ำตาลให้กินจนลิ้นแตก มีไก่งวง ให้แม่แอบเอากลับมาบ้าน



ผมจะชอบช่วงเวลาเหล่านี้มากๆ เพราะมันเป็นช่วงที่ผมจะมีความสุขทุกๆปี ถึงแม้ว่าจะไม่มีเรื่องอะไร แต่ผมก็มีความสุขได้ เพราะบรรยากาศ ไปที่ไหนๆ ก็มีแต่ไฟสวยๆ



และต่อๆมา ในวันคริสมาสปีหลังๆ ผมก็มักจะได้ของขวัญวันคริสมาสเสมอๆ แต่มันไม่ใช่ ในรูปแบบของของขวัญนะ มันจะมาในรูปแบบของ เรื่องดีๆ ที่มักจะเกิดขึ้นกับผม ในทุกๆวันคริสมาสของทุกปี



จนผมเชื่อมั่น ว่าทุกๆวันที่ 25 ของเดือนธันวาคม จะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับผม อย่างน้อย 1 เรื่อง




ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว ในวันคริสมาส ผมกลับบ้านตอนบ่ายหลังเรียนเสร็จอย่างเหงาหง่อย แต่วันนั้น ผมได้พบกับผู้หญิงคนแรกที่ผมรัก กลางถนน เราเดินมาเจอกัน สะแบบนั้น และนั่นเป็นครั้งแรก ในรอบ 3 ปีที่ผมได้พบกับเธอ



และอีกครั้งนึง ในวันคริสมาสอีกเช่นกัน ผมได้รับการติดต่อจาก "นางฟ้า" ที่เราเคยขาดการติดต่อกัน ไปแล้ว ถึง 4 เดือน



ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในทุกๆปี ที่เกิดขึ้นกับผม ที่เกี่ยวข้องกับวันคริสมาส แม้ว่าบางทีมันจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ผมก็จะยิ้มออกมาได้ และเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าทุกๆวันคริสมาส ผมจะได้เจอเรื่องดี




และวันคริสมาสปีนี้ .... มันก็มี ของมันเหมือนกัน ....



โบนัสผมออกแล้ววววววว ...... เยสสสสสสสสสส 1.5 เท่ากของเงินเดือน โอว... เย้



ได้เยอะกว่าที่ผมคิดไว้ ว่าน่าจะได้เดือนเดียว หรืออาจไม่ถึงเดือน




และมกราคมปีใหม่นี้ เงินเดือนผมก็จะถูกปรับขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าเท่าไร ..... เอาไว้ลุ้นกันอีกที ผมไม่คาดหวัง แค่ให้มันขึ้น ก็โอแระ



ปีใหม่นี้ ผมจะได้ซื้อของ 1 ชิ้นให้ตัวเอง .... เอ ... จะซื้ออะไรดีอ่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2552

... ดาว ...

ดาว ... Synkornize


รอมาหลายปี จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยลอง
เมื่อไรได้มองก็อยากจะลองดูสักที
รอให้เธอ มาเฉลยความจริงที่มี
บนฟ้าคืนนี้ฉันจะนับดาวได้กี่ดวง


ลองมานับดูดาวบนฟ้ากับฉันสักคืน
จะไม่ยืนโดดเดี่ยวไม่เหงาถ้ามีเธอข้างกาย
ชวนเธอนั่งนับดาวบนฟ้ากับฉันจะได้ไหม
ให้สองใจแห่งรักของเราได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน


ดาวคงสวยดีถ้าหากมีเธอเป็นเพื่อนดู
อยากให้เธอรู้ว่าฉันชอบดูเธอมากกว่าดาว
คอยสักวันคงไม่นานคงมีสักคราว
ที่เธอกับดาวมาอยู่ด้วยกันให้ฉันนั่งดู


หากมีทุกข์ใดเพียงได้มองดาวก็มีความสุข
กับเธอที่แสนดีมาอยู่รวมกันตรงนี้จะได้ไหม
ดาวเป็นล้านดวงก็สู้ใจเธอดวงเดียวไม่ได้
เป็นเธอเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตของฉันสดใส



วันนี้ คิดถึงเพลงนี้ ที่ผมเคยได้ฟัง เมื่อตอนทำงานอยู่แกรนด์ โฮม มาร์ท เป็นเพลงที่เขาเปิดออกอากาศให้ลูกค้าฟัง

แล้วผมก็ยังคงจดจำท่อนฮุกของเพลงนี้ได้ อย่างเหนียวแน่น

เป็นเพลงที่น่าเปิดตอนงานแต่ง ถ้าผมได้มีโอกาศแต่งงานนะ 5555



มันคงจะอินดี ผมชอบทุกๆท่อนของเพลงๆนี้ มันสวยงาม จนบางทีฟังแล้ว เจ็บลึกๆในหัวใจ ว่าเราน่าจะได้มีใครสักคนจริงๆ



ใครสักคนที่ไม่ต้องรอ ไม่ต้องมีกฏเกณท์มาบังคับ



มานั่งดูดาวด้วยกัน ในยามที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ในยามที่ท้องฟ้า กลายเป็นสีดำ สนิด ทั่วทั้งท้องฟ้า



มองดูแสงไฟ และ แสงดาวระยิบระยับ จากอีกด้านนึงของขอบฟ้า ที่ๆห่างไกลจากที่ๆเราอยู่กันนี้ เกินกว่าจะกำหนดได้ว่ามันไกลเท่าไร



คงจะมีอะไรในโลก อีกมาก ให้ผมพบเจอ และผมหวังว่า วันพรุ่งนี้ เวลาที่ลืมตาตื่นขึ้นมา ....... จะไม่ต้องรู้สึกตัวคนเดียวอีก


โอ้ยยยยย ..... เพลงเพราะจังเลยครับ ... ชอบ ...

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...