วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... 2012 ...

ไปดูมาแร้น ไปดูมาแร้นนนน



"2012"



มันมากกกกกกกกก


"แต่"


ไม่ได้ทำให้กรูรักโลกขึ้นมาเล้ยยยยยย


เป็นอีกครั้งที่ผมไปดูหนังคนเดียว ... เฮ้อออ .... นี้แหละหนอ ชีวิตคนโสด


อยากดูมาก ไปทำ ATM ใบใหม่ที่ท่านแม่ไปลืมไว้ที่ตู้ที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็เลยดูสะเลย
คนแน่น แต่ก็ยอม


เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ว่า ใครเป็นเหมือนผมไหม แต่ผมรู้สึกว่า หนังมันสั้นๆ ยังไงไม่รู้ ฉากการดำเนินเรื่อง น้อยลง แต่ฉากโชว์ความฟู่ฟ่า อลังการ กับเพิ่มขึ้น ผมว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของเรื่องเลยนะ


แต่เรื่องนี้ถ้าดูเอามันนั้น ถือว่า คุ้มค่าเงินมากๆ พวกกราฟฟิตก็ล้ำหน้าไป ชนิดที่หาจุดจับผิดยาก แล้วก็ เก็บลายละเอียดได้ละเอียดยิบๆ


ตึกถล่ม เห็นคน เป็นตัวๆ ห้อยต่องแต่ง พื้นดิน พุดขึ้น ยุป ลง เห็นคนวิ่งกันเป็นตัวๆ ว่าไอ้นี้วิ่งไปทางนั้น อีนี้วิ่งมาจากทางโน่น




... ว๊ากกกกกก ...


ไม่รู้ว่าผมโรคจิตรึเปล่า แต่ติดมาตั้งแต่สมัย คลุกคลีอยู่กับสามีเกย์เก่า เพราะมันเรียนสถาปัตย์ภาพยนต์ ทุกครั้งที่ดูหนังมหากาฟย์ อะไรก็แล้วแต่ เวลาเจอฉากอลังการ สิ่งที่สายตาของผมโฟกัส


จะไม่ใช่ ตัวเอกของซีน แต่จะเป็นสภาพแวดล้อม กราฟฟิต ว่ามึงมีจุดให้กรูจับผิดไหมว่ะ


มันติดจนเป็นนิสัยแล้ว หนนี้ก็เหมือนกัน และก็พบว่า กราฟฟิตสมัยนี้ ยุคหลัง The lord of the ring ทำได้น่ากลัวมากๆ เพราะเราจะไม่สามารถแยกแยกได้ด้วยสายตาเปล่าแล้วว่าอันไหนของจริง อันไหนคอมพิวเตอร์


กราฟฟิตน่ากลัวสุดตีน แบบว่า หลอน เพราะมันเหมือนจริงมาก และแอบคิดว่า ที่มึงบอกว่าสร้างด้วยเงินทุนมากมาย แมร่งสร้างจากคอมทั้งนั้น ค่าทำกราฟฟิตมันแพงขนาดนั้นเลยรึ .... โอว ... กรูอยากไปทำกราฟฟิต บ้างงงงงงงง


พระเอกรอดตายได้ ทุเรศมาก เวอร์เกิน คนบ้าอะไรจะวิ่งเร็วทันเครื่องบินที่ เริ่งเครื่องกำลังจะ Take off 85 น๊อต นี้ไม่ใช่ช้าๆ เลยนะ กว่าที่ปีกจะเกาะอากาศ และ ลอยตัวได้


หนังทำได้ ทั้งเวอร์ และยังอิงความจริง ในเรื่องของการบิน เพราะผมดูแล้วไม่รู้สึกขัดใจ นอกจากตอนที่พระเอก กลายเป็นนักกีฬาวิ่งเหรียญทองโอลิมปิค วิ่งขึ้นเครื่องขณะ Take off ได้


แอบมีดราม่าซึ้งๆ ของความรัก ในครอบครัวสอดแทรกอยู่ตลอดเวลา


บางตอนทำให้ได้คิดว่า จงแสดงความรักต่อกันเถิด เมื่อ ยังสามารถทำได้ เพราะวันนึง เราอาจไม่มีโอกาศได้บอก หรือเขาอาจไม่มีโอกาศได้ยิน ก็ได้


ผมชอบที่ บางผู้นำประเทศเลือกที่จะอยู่และตายในประเทศของตนเอง


เป็นคุณหละ หากคุณมีเงิน จะเลือกทำอย่างไร จะเลือกจ่าย 1000 ล้าน ยูโร เพื่อมีชีวิตอยู่ดูอวสานของโลก ดูผู้คนมากมายฉิบหายมลายไปกว่าค่อนโลก หรือว่าจะยอม ... วัดดวงอยู่บ้าน



... น่ากลัวฉิบหาย ...

... น่ากลัวได้อีก สัดดดดด ...


แต่ถ้าเป็นผมนะ ขอเป็นแถวหน้า ตายก่อนได้ไหม จะได้จบๆไป วันนึงหากเป็นเช่นนั้น ผมคงจะอยู่บ้านกับพ่อแม่ รอดูวินาทีสุดท้ายในชีวิตตัวเอง คงจะไม่ไปไหน เพราะ .... มึงจะหนีไปไหนพ้นอ่ะ ลำพังขับรถขึ้นเหนือไปจีน 3 วัน มึงจะขับไปพ้นประเทศไทยรึยังเหอะ 5555


แต่ผมชอบที่มีตัวละครตัวนึงพูดในเรื่อง จำไม่ได้แล้วว่าใคร แต่เขาพูดประมาณว่า "พระเจ้าจะเป็นผู้เลือกเอง ว่าใครจะอยู่ หรือตาย " นั้นดิ อยู่บ้านเฉยๆ ผมอาจรอดก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเหนื่อยดิ้นรนไปตายในที่ๆ ไม่รู้จัก แถวๆตะเข็บชายแดน


อย่างน้อย ผมคงเป็นคนส่วนมาก 555 วันนั้นใครๆเขาก็ตายกัน เราก็ตายมั่งดิ จะอยู่เป็นคนส่วนน้อยไปใย


แต่ถ้าผ่านพ้น ช่วงเวลานั้นไปแล้ว โลกอาจจะสงบ และสะอาดขึ้น เพราะว่า คนมีน้อยลง ลดไปหลายปาก
มีคนนึงเขียนไว้ในเน็ทได้ดี ว่า " ถึงเขาจะไม่ได้เกิดมาในยุคกำเนิดโลก แต่ได้อยู่ในยุคสุดท้ายของโลก ก็โอแระ " 5555 เจ๋งดี


ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่ได้ทำให้ผมรักโลกมากขึ้นเลย เฉยๆ นะ


แต่ทำให้ผมรักครอบครัวมากขึ้นอีก


และรู้สึกว่าเวลาในทุกๆวันที่ผมให้กับแม่ และก็พ่อ ผมว่าก็โอแหละ ถึงจะมึนๆ เบื่อๆ แต่ก็ดีใจ ที่ได้ทำอย่างที่ทำทุกวันนี้ ทุ่มเทให้กับพ่อแม่ เหมือนที่เขาเคยทุ่มเทให้กับเรา เมื่อเรายังเล็ก


ช่างเถอะครับ บางทีผมก็ปลงๆนะ ถ้าหากผมจะไม่ได้เป็น หรือไม่ได้ทำ อะไรที่ผมอยากทำ เพราะแม่ก็เคยไม่เป็น ไม่ไป ไม่ทำ อะไรที่เคยเป็นฝันของเขา เพื่อผมเหมือนกัน ซึ่งนั่น ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่าที่ผมรู้สึก และผมภูมิใจ ที่มีแม่ เป็นแม่ผม



แต่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ขนาดผมพยายามอินเต็มที่ก่อนดูแล้วนะ เดินออกมา ตอนหนังจบ ก็เฉยๆ


ไม่เหมือนบางเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกตราตรึงได้ ขนาดเดินออกมาจากโรงแล้วยังน้ำตาไหล ประมาณนั้น


เป็นหนังเรื่องนึงที่ เนื้อเรื่องงั้นๆ กราฟฟิตน่ากลัวสัดๆ แต่มันดีอ่ะ ....


ปล. อีกเรื่องที่อยากพูดถึง ผมไม่เชื่ออ่ะ ว่าโลกจะแตก 2012 โลกก็ยังเต็มไปด้วยผู้คนเน่าๆ เต็มประเทศไทยนี้อยู่ดีแหละ ...

.
.
.










วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... ใครว่าเป็น Designer สบาย ...

สวัสดีครับ


พักนี้งานเข้า แต่ก็ขี้เกียจพอๆกับปริมาณงาน


Showroom ใหม่ๆ ที่บริษัท ของผม กำลังจะย้ายมาจากสีลมใกล้จะเสร็จแล้วครับ


เป็นห้าง อะไรสักอย่าง ชื่อ คริสตอร์ล ดีไซด์ ชื่อไฮโซ มากจนสะกดไม่ถูก อยู่ตรงแถวๆเรียบทางด่วนรามอินทรา





... ซุ้มประตูลายๆหน้าร้านนี้ ฝีมือผมเองครับ ...


... อันนี้ก็ด้วยครับ แต่อีก 2 วันจะมีกระจก และไม้ระแนง มันจะสวยกว่านี้ครับ ...

นอกจากการออกแบบของพี่ที่แผนกอีกคนแล้วนั้น ไอ้กระผมก็ มีส่วนร่วมกับเขาด้วย เช่นประตูหน้า และซุ้มเสา ซึ่งยังไม่เสร็จดี


หากเฟอร์ๆ ของผมที่ออกแบบ โดดเด้งเข้าตา อย่าลืมไปอุดหนุนบ้างก็ได้นะครับ ถ้าไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร 555+++



ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า ผมเป็น Designer เต็มตัว กับเขาแล้ว ทำงานโปรเจ็กได้ รับลูกค้าได้ และ คุมช่างได้


พานพบลูกค้ามาก็หลายแบบ


จิตตกมาก็หลายครั้ง


มีลูกค้านานา ประดามีเข้ามาให้รู้สึกอยาก จะฆ่าล้างโคตรก็มี


ครั้งนึง นานมาแล้ว ที่ผมยังคงเป็น Designer มือใหม่ นั่งเคาร์เตอร์ ออกแบบอยู่ที่แกนด์โฮมมาร์ทสาขาแฟชั่นไอร์แลนด์


เคยมีลูกค้า เดินดุ่มๆ เข้ามาที่หน้าเคาร์เตอร์ที่ผมกำลังเล่นเน็ทอย่างเพลิดเพลิน ตอน 5 โมง 50 (ใกล้จะเลิกงานแล้ว) และบอกกับผมด้วยท่าทางมึนๆว่า .... คุณๆ ช่วยออกแบบห้องน้ำสวยๆให้หน่อยสิ

เออ .... อึ้งแดกไป 2-3 วินาทีหละครับ


อ๋อ ... ได้ค่ะ แล้วอยากได้แบบไหนหละค่ะ ตอนนั้นผมกำลังจะคว้า หนังสือบ้านและสวนใกล้ๆ ให้เขาดู

ไม่มีอ่ะครับ แต่คืออยากได้แบบสวยๆหนะครับ ...... เฟี้ยเอ้ย กรูจะรู้มึงไหมหนะ ว่าสวยๆของมึงหนะ แบบไหน


แล้วเลือกกระเบื้องรึยังค่ะ


ยังเลยครับ ... น่าน ... ขออันเชิญคุณมึงช่วยไปเลือกกระเบื้องก่อนเลย นะค่ะ ... ว่าแล้วผมต้องเรียกเซลล์มาช่วยพามันไปเลือกกระเบื่องก่อนเลยไป้!!!


และเมื่อลูกค้าไปพ้นสายตาแล้ว ผมก็ ..... เผ่นนนนน สิครับ รีบย้ายก้นไปจากเคาร์เตอร์อย่างด่วน เดินหลบหลีกไปตามห้อง ม๊อกอับ ต่างๆๆ จนได้เวลาเลิกงาน


ถึงคุณมึงจะได้กระเบื้องในดวงใจ แต่คุณมึงก็จะไม่เจอกรู 55555++


ใครจะโง่อยู่อ่ะ ยาวดิ โอทีก็ไม่ได้


ผมเชื่อว่า ปัญหาที่ Designer ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าๆ หลายๆคนต้องเจอเหมือนๆกันนั้นก็คือ ....


นี้ๆ .... เป็นนักออกแบบหรอ ช่วยออกแบบ โน่น นี่ นั้น ให้หน่อยสิ เช่น ... บ้าน ห้องน้ำ สวน ร้านขายของ ไปยัน เสื้อยืด ... กรุไม่ได้เป็น สไตล์ ลิส นะ กรูจบตกแต่ง


เออ .... เกิดอาการกระอักกระอ่วนหัวใจ .... ได้ๆ เอาแปลนมาสิ เอาขนาดมาสิ ....


อ๋อ ... ไม่มีหรอก (บ้านยังไม่ได้ซื้อ ร้านยังไม่ได้เปิด) เอา คร่าวๆ หนะ


จะบร้าเรอะ ...... แล้วกรูจะเริ่มต้นออกแบบให้มึงได้ยังไง ในเมื่อ ไม่มีอะไรให้กรูเลย เหมือนเวลามีคนมาบอกให้นับ เลยถึง เลข 10 แล้ว บอกว่าห้ามเริ่มจาก ศูนย์

เฮ้อออออออออออออ .......


คร่าวๆ พูดเหมือนง่ายนะ คร่าวๆ


บางครั้งชาว Designer อย่างผมๆ และท่านๆอีกมากมายต้องคลุกอยู่กับลูกค้าคนเดียวเป็นวันๆ เพื่อติดตามหาของในจิตนาการของลูกค้า มันกว้างมากคับ เช่น ชอบกระเบื้องแบบไหน .... กระเบื้องมีเป็นล้านแบบ


อ่ะ .... สีขาวๆ หนะ


สีขาวมีเป็นสิบแบบ กระเบื้องไทย แบบถูกๆ กระเบื้องนอกแบบแพงๆ กระเบื้องลื้น ๆ กระเบื้องแบบหยาบๆ กระเบื้อง ขนาดเท่าไร ปูที่ไหน ทำความสะอาดง่ายไหม ... และสีขาว ก็มีขาวเงา ขาวเทา ขาวเหลือง ขาวๆๆๆๆ โอ้ยยยยยย มากมาย


จนทุกวันนี้ผมรู้สึกเป็นพระคุณ ที่หลุดพ้นจากวงการขายส้วมและกระเบื้องมาได้


แต่พอตอนนี้จับพลัดจับพลูมาวงการ เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวก็ไม่วาย เจอลูกค้างี่เง่า ได้อีก บ่อยๆ


อย่างล่าสุด เจอลูกค้า งี่เง่าท่านนึง มาสั่งซื้อของ ไม่รู้ว่าใคร หรืออะไรเข้าฝันบอกเธอมาว่า ทุกอย่างของเฟอร์นิเจอร์เธอต้องเป็นไม้จริงสักทั้งหมด


อ่ะ ... จะบอกว่า ไอ้จริงสักมันก็ดีอยู่หรอก แต่ .... เนื่องจากทุกวันนี้ไม้ในป่า ที่เขาตัดมาทำเฟอร์นิเจอร์นั้นแทบจะโตกันไม่ทันอยู่แล้ว ไม้ที่ได้มา ส่วนใหญ่ เป็นไม้ที่ใหม่ และยังชื้นอยู่


ต่อให้เอามาอบ เอามาตากแดด เป็นเดือน ก็ยังไม่ดีเลยครับ เพราะอะไรรึ เพราะว่ามันจะแตกหนะสิ ครับ เกิดจากการที่ไม้หดตัวอย่างฉับพลัน เมื่อระยะเวลาผ่านไป


ผมอยากจะดูหน้าลูกค้าคนนี้จริงๆเลยว่า เมื่อวันนึงโต๊ะข้างที่เธอเจาะเจง ว่าจะเอา Top ไม้จริงนั้นเกิดแตกลายงาขึ้นมาจริงๆ เธอจะทำอย่างไร 5555++


แต่ความอุบาท ของเธอยังไม่จบสิ้นเท่านั้น ยังต้องมีสู้รบตบมือกับผมอีกหลายยก


ยกแรก เธอต้องการโซฟาไม้ยาว 220 เซ็น โซฟาบ้านป้ามึงหรอ ยาวขนาดนั้น ผมแสดงความเห็นส่วนตัวไปว่า ... มันยาวไปนะครับ


เธอรับไม่ได้ครับ จะทำตามที่เธอต้องการให้ได้ ถึงกับจะขอเปลี่ยน Designer กันทีเดียว


และยังมีอภินิหารอีกตัวที่เธอสั่งนั้นคือ เตียง 4 เสาแบบทำให้ถอดประกอบได้ โดยที่เธอมีโจทย์ให้ผม ว่า


1. มันเป็นเตียง 4 เสา และเธอจะไม่เอาเสา (แล้วมึงสั่งเตียง 4 เสาทำไม)


2. Top วางฟูกเตียงต้องเป็นไม้จริง (แมร่ง แตกฉิบหายกันหละคราวนี้)


3. เตียงดังกลาว ผมต้องคิดค้นวิธีการ สำเร็จโทษถอดประกอบมัน เพื่อให้เข้าประตูห้องทุกห้องในบ้านของหล่อนได้ เผื่อวันดีคืนดีเธออยากจะย้ายเตียง 4 เสาไม่มีเสาหนัก 2 ตันของเธอขึ้นลง บันไดบ้านเข้าห้องนอน ออกห้องรับแขกนี้เธอจะได้ทำได้


โอว ... พระเจ้า บร้าไปแร้นนนนน


เธอยืนกรานอย่างนั้น ถึงขนาดบังคับให้ผมไปที่บ้านของเธอเพื่อไปวัดประตูทุกๆบาน แล้วให้ผมเฟิมกับเธอว่า เข้าได้แน่ๆ


เธอโวยวายมากมาย เมื่อผมจะถ่ายรูป เธอบอกห้ามถ่ายบ้านฉัน ... เออ ไม่ถ่ายก็ได้ ประสาท


และผมค้นพบว่าประตูทุกบ้านของบ้านเธอก็เป็นประตูมาตรฐานบ้านทั่วๆไป นั้น คือ 90x200 cm. ไม่ได้แปลกพิศดารเหมือนที่ผมจินตนาการไว้เวอร์ตามคำบอกของเธอเลย


จนผมอยากจะบอกว่า ทำถอดประกอบ มันเข้าได้ทุกห้องอยู่แล้วหละคร้าบบบบบ ห้องน้ำก็เข้าได้ครับบบ ถ้าอยากจะไปกางเตียงนอนในห้องน้ำ


และก่อนที่จะจบเรื่องความงี่เง่า เธอยังมีขู่ว่า เข้าได้รึเปล่า ถ้าเข้าไม่ได้จะยกเลิกออร์เดอร์ทั้งหมด พี่เซลล์ที่รับเรื่องเขาก็คงจะรำคาญจนเหลือจะทนทาน จึงบอกรับไปว่า ยกเลิกก็ยกเลิกค่ะ


เจ๊แกรหายไป 2 วันครับ ก่อนจะกลับมาบอกว่า ขอร้องว่า ทำให้เข้าบ้านได้ให้หน่อย


5555555 มันบร้าไปแร้นนนนนนน


พอกรูทำก็ไม่พอใจ ยกเลิก พอกรูไม่ทำ ก็มาขอให้ทำ แมร่ง


สุดท้ายก็เปิดออร์เดอร์กันได้สะที


คุณเชื่อไหมว่า จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เคยเห็นหน้าเธอเลย นอกจากคำบอกเล่า ความเรื่องมากของเธอจากพี่เซลล์คนนั้น


เฮ้อออออ ... ใครบอกว่าอาชีพ designer สบาย มาต่อยกับผมเลยดีกว่า


แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ลูกค้าบัดซบนะครับ ลูกค้าดีๆ ก็มีมากอยู่ จนอยากจะตามไปเป็นคนใช้ที่บ้าน เพราะใจดีเกิ้น


แล้วคุณๆ ที่เข้ามาอ่านกันหละครับ คุณประกอบอาชีพอะไรกันบ้าง ... บอกผมบ้างเด้อ ....
.

.

.

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... Solo เดี่ยว ...

หวัดดีครับ ช่วงนี้เรื่องเครียดมากมาย จนผมขี้เกียจจะเครียดแล้ว เบื่อคับ


มาเล่าเรื่องอื่นๆ บ้างก็คงจะดี ทั้งกับตัวผมเอง และคนอ่านที่จะเหม็นเบื่อ และทำให้ไดร์นี้ถูกทิ้งรกร้างหยักใย่ขึ้น



ช่วงนี้ Designer กระจอกๆ อย่างผม เริ่มถูกปล่อยเดี่ยว หรือ Solo ตามศัพท์การบิน ออกไปพบปะลูกค้า และคุมช่างออกไปบ้านลูกค้า



เมื่อวานผมก็เพิ่งไป บ้านลูกค้าท่านนึง ที่แถวๆ เดอะมอลล์ บางแค ไปติดตั้ง ฉากมาคับ



ก่อนหน้านั้น เนื่องจากผมมีงานมากมาย จึงไม่ได้ความสนใจแก่ลูกค้ารายนี้นัก และหลังจากที่ออกแบบสิ้นค้าให้เขาจนพอใจและผลิดเป็นชิ้นงานออกมาแล้วนั้น



ผม .... Designer กระจอกๆ ก็ลืม !!! ที่จะคิดวิธีเอาไปติดตั้งหน้างาน



ทำให้ เย็นของวันสุดท้ายก่อนนำสินค้าไปส่ง ผมก็เกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาได้ว่า แล้วกรูจะเอาฉากนี้เข้าไปติดยังไงอ่ะ .... เออ นั่นดิ ฉิบหายแล้ว ฝ้าเพดานบ้านเขาก็เป็นยิปซั่มฉาบเรียบด้วย




แล้วจะยึดอยู่ไหมอ่ะ ........ งานเข้าและคับทีนี้


โทรไปขอคำปรึกษากับเจ้านาย ว่าจะทำเยี่ยงไรดี ต่างออกความคิด และก็ได้แนวทางแก้ไขมาคับ ว่าจะใช้พุกยึดฝ้าเพดาน



แต่ไม่สู้มั่นใจทั้งเจ้านายและผม ว่าไอ้เจ้าพุกพลาสติกที่ว่ามันจะยึดอยู่ไหมหนอ วันนึงไอ้ฉากนั้นจะล้มลงมาทับลูกค้าตาย ได้ลงข่าวหน้า 1 อีก




... ณ เคหะ สถาน บ้านลูกค้า ใหญ่มากกกก ใหญ่ได้อีก ...
แต่เอาเถอะ ใจดีสู้เสือ ไม่กลัวเฟ้ย








... ณ ฉาก ที่ผมออกแบบเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ...


แต่พอไปถึงบ้านลูกค้าก็ใจชื้นขึ้นเยอะเลยครับ เพราะว่า ฉากเดิมของเขาที่ฉากของเราจะไปแทนที่นั้น มันเป็นส่วนมุมของฝ้าเพดาน ซึ่ง จำต้องมีโครงภายในอะไรสักอย่างให้ยึดตะปูเกลียวได้อย่างแน่นอน
ว่าแล้วก็ดำเนินการติดตั้งโลด เจาะๆ ไสๆ ใส่ปลั๊ก










... นี้คือเฟอร์ที่ผมออกแบบ ส่งมาก่อนหน้าแล้ว รกมากๆ ...










... ภาพ 3D ก่อนหน้า ที่ผมทำครับ ...











แล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี เลิกงานหัวค่ำอีกแล้ว ผมหละเบื่อ .... กลับถึงบ้านรู้สึกเหนื่อยเหมือนไปรบที่อีรัก




ช่วงนี้ ชีวิตผม ทำงาน กลับบ้าน เล่นเกมส์ แล้วก็เขียนคำศัพท์ นอกนั้นชีวิตก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก




ผมตัดสินใจแล้ว ว่าผมอาจจะไม่สามารถเรียนรู้ แกรมม่าภาษาอังกฤษเข้าใจได้ด้วยตนเอง




ผมจึงคิดว่า แกรก็ท่องศัพท์สิ อย่างน้อยแกรทำแกรมม่าไม่ได้ แต่แกรได้คำศัพท์ ก็ยังโอนะ




ตอนนี้ผมจึงพยายามจะท่องศัพท์ในดิกชั่นนารี่ให้ได้




รู้สึกเหมือนว่า ก็ยังดีกว่าหายใจทิ้งไปเปล่าๆ



ปล. ถ้าตอนนี้มีใคร อยากได้ Designer ทำแบบ ออกแบบให้ ติดต่อผมได้นะคับ 5555++






... นี้คือบ้านหลังตรงข้ามกับบ้านลูกค้า ผมชอบ ...









วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

... พายุชีวิต ...

ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในมรสุมชีวิต ใจกลางเฮอร์ริเครนแทคทารีน่า หาทางออกจากพายุก็ไม่ได้ จะหาตาพายุไว้หลบภัย พักแรงก็ไม่ได้

ได้แต่โต้ลมฝน ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุด






ตอนนี้ครอบครัวเรากำลังมาถึงจุดสภาวะที่อันตรายมากๆ ผมรู้สึกแบบนั้น ข้าวของมีค่าใดๆ ที่ตัวผมเองสะสมมา ต้องถูกนำออกมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา

มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่าไม่เหลืออะไรในชีวิต



ผมยังมองไม่ออกด้วยซ้ำว่า เมื่อใด เรื่องบ้าๆพวกนี้จะผ่านไปสะที



กับที่ทำงานตอนนี้ผมรู้สึก เหมือนเครื่องจักรที่ทำงานเกินกำลัง ผมควบหลายตำแหน่ง และ ต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อมๆกัน เพราะความไม่มีสักยภาพของพี่หัวหน้าที่อยู่แผนกเดียวกัน ทุกให้ทุกๆคนเฮกันมาใช้บริการ Designer ที่เหลืออีกคน นั้นคือผม กันหมด



ตอนนี้ผมรู้สึกอยากพักร้อน อยากหลบลี้ไปไกลๆ สักพัก แต่จะไปไหนอ่ะ ในเมื่อเงินไม่มี ... จบข่าว



ผมค่อนข้างคาดหวังกับการขึ้นเงินเดือนและโบนัสสิ้นปีนี้ค่อนข้างมาก เพราะเจ้านายเป็นคนพูดกับผมด้วยตัวเอง ว่า เขาจงใจป้อนงานให้ผมทำ เพราะผมสามารถทำออกมาได้ตามความคิด และความต้องการของเขา





แต่เจ้านายลืมพูดกับผมไป 1 เรื่อง นั้นคือเรื่องของเงินเดือน















... โรงงานใหม่ ที่ผมต้องรับหน้าที่ออกแบบ เป็นธุระตกแต่ง เกือบทั้งหมด ... เฮ้อออออออออออ ....... เหนื่อย ...




ทุกวันนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆสำหรับผม ในทุกๆวัน ที่ต้องตื่นมาเจอสภาพเดิมๆ
ภาระหนี้สิน เดือนต่อเดือน และมันจะเป็นแบบนี้ไปอีก 2 ปี เพื่อใช้หนี้ที่กู้แบงค์มาให้แม่ และ 6 ปี กว่าที่รถจะหมด





พระเจ้า!!! บางทีผมก็ลืมไปแล้วนะ ว่าผมก็มีชีวิตของผมเอง มีความฝัน มีสิ่งที่อยากทำ และอยากมีชีวิตแบบที่คนอายุ 25 ปีเขามีกัน



บางทีทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่



ผมเหนื่อย และ จิตตก




เมื่อ 2 วันก่อน ในขณะที่เกิดอาการนอย ในจิตใจอย่างแรง ผมโทรไปหา ผู้หญิงที่กลับมาปรากฏตัวในชีวิตผมอีกครั้ง แล้วถามเธอว่า เธอจะเอายังไงกับชีวิตผมกันแน่


เธอบอกว่าเธอยังไม่พร้อม อืม .. ผมเข้าใจเธอ เพราะผมเองก็ไม่พร้อมเหมือนกัน แต่เธอมีประโยคนึง ที่ผมเคยได้ยินแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่ได้รู้จักกับเธอ


และนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เธอบอกว่า .. "ตอนนี้เธอยังไม่พร้อมที่จะเป็นแฟน แต่เธออยากมีใครสักคน ที่เธอรู้ว่า เขารักเธอ และเธอก็รักคนๆนั้นเหมือนกัน" เธอบอกรักผม


ผมไม่รู้ว่าเธอจะรู้ไหม แต่แค่ประโยคที่เธอพูด มันเหมือนดอกไม้เล็กๆสดใส แตกยอดผลิบาน ออกมาจากซอกภูเขาหิน ที่แสนเน่า และแห้งแล้งเหลือทนนี้


ผมไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังหวังอะไรกับชีวิตตอนนี้ แต่ผมหวังแค่จะมีชีวิตรอดไปได้ อยู่จนถึงช่วงที่พายุ ชีวิตลูกนี้สงบลง และจะได้มีโอกาศเห็นท้องฟ้าใสๆ อีกครั้ง







.

.

.

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

...Gattaca ...

เมื่อวาน หลังจากกลับไปบ้านแล้ว พ่อกับแม่ออกไปขายของ ยังไม่กลับบ้าน จึงเป็นเวลาส่วนตัวที่ผมจะสามารถให้กับตัวเองได้



ผมต้มมาม่ามานั่งกินหน้าทีวี และพบกับหนังเรื่องนึงทาง ฉายทางช่องหนัง Turemove




... Gattaca ...








เป็นเรื่องราว ของโลกอนาคต ที่มีการกำเนิดมนุษย์ไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติอีกต่อไป โลกอนาคตในหนัง เป็นโลกที่ผู้คนสามารถตัดต่อพันธุกรรมของลูกของตัวเอง ให้ได้แต่ยีนที่ดีๆของพ่อแม่



เด็กที่เกิดมาจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง เพียบพร้อมในทุกๆด้าน



และคนเราสามารถทำนายอนาคตของคนแต่ละคนได้ตั้งแต่ เกิดมาลืมตาดูโลกได้ไม่ถึง 5 นาที ว่าเด็กคนนี้ สามารถทำอาชีพใดได้บ้าง จะตายยังไง จะมีอายุขัยเท่าไร เขาสามารถบอกได้หมด



ซึ่ง .... ทำให้เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ระหว่างผู้คนที่เกิดจากการผสมเทียม(พันธุกรรมเด่น valid) และผู้คนที่เกิดโดยวิธีการตามธรรมชาติ (พันธุกรรมด้อย in-valid)






วินเซนด์ (อีธาน ฮอกด์) พระเอกของเรื่อง เกิดมาด้วยวิธีการตามธรรมชาติ และแน่นอน เขามีข้อด้อยมากมาย เขาถูกทำนายว่าจะมีอายุแค่ 30 ปี และจะเป็นโรคหัวใจ



พ่อแม่ของเขามีลูกใหม่ และแน่นอน พวกเขาเลือกที่จะตัดแต่งพันธุกรรมลูกคนใหม่




น้องชายของวินเซนด์เกิดมาสมบูรณ์แบบ มันทำให้วินเซนด์ รู้สึกแตกต่าง แต่เขาไม่เคยท้อ และคิดว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ เขามีความฝันคล้ายผม ตรงที่เขาอยากเป็นนักบินอวกาศ เขาเรียนหนัก และฝึกฝนมากมาย



เพื่อต่อสู้กับข้อด้อยของร่างกายของเขาเอง และก็พบว่า ในโลกตอนนั้น การสอบ ไม่ได้เป็นตัววัดอีกต่อไปว่า ใครมีความสามารถหรือไม่มีความสามารถ พันธุกรรมต่างหากที่เขาใช้ตัดสินคน และมันเป็นสิ่งเดียวที่วินเซนด์เปลี่ยนแปลงไม่ได้



วินเซนด์และน้องชายของเขาชอบเล่นเกมวัดใจกัน โดยการว่ายน้ำออกไปจากฝั่งให้ไกลที่สุด มันเหมือนกับว่า เขาจะพยายามพิสูจณ์เสมอ ว่า เขาเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่เขาก็แพ้น้องชายของเขาเสมอ จนกระทั่งวันนึง .... เขาชนะ และยังช่วยน้องชาย ที่หมดแรงกลับเข้าฝั่ง คนเราสามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะทำ แม่ผมบอกกับผมเสมอ เรื่องนี้


แต่มันก็แค่นั้น ในชีวิตจริงวินเซนด์ทำได้เพียงแค่ เป็นพนักงานทำความสะอาดใน Gattaca บริษัทที่ส่งคนขึ้นไปสำรวจในอวกาศ ที่เขาใฝ่ฝัน เท่านั้น



แต่กฏมีไว้แหกเสมอ เมื่อวินเซนด์ติดต่อชายผู้หนึ่ง ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้ ชายผู้นี้เหมือนนายหน้า รับสวมพันธุกรรม โดยมี เจอร์โรม (พี่จูด ลอว์) ชายผู้ที่เกิดมาพร้อมด้วยพันธุกรรมเด่นมากมาย แต่กลับโชติร้าย ประสบอุบัติเหตุพิการ ขาทั้งสองข้างใช่ไม่ได้







ทั้งสอง แลกเปลี่ยน ชีวิตกันและกัน เจอร์โรม ให้วินเซนด์ หยิบยืม ร่างกาย และ วินเซนด์ ให้เจอร์โรม ยืม ความฝัน ......



มันไม่ง่ายเลยที่คนๆหนึ่งจะเป็นคนอีกคนหนึ่ง วินเซนด์ต้องผ่าตัดกระดูก เพื่อให้เขาสูงขึ้นอีก 2 นิ้ว เท่าเจอร์โรม ต้องสางผมและขัดเดาเซลล์ผิวที่ตายของเขาออกทุกวัน ต้องระมัดระวังไม่ให้มีเส้นผม หรือ DNA ด้อยของเขาตกหล่นในที่ทำงาน (Gattaca) เพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ว่า เขาไม่ใช่พวกที่มีพันธุกรรมเด่น







และเรื่องมันก็เกือบจะปูดออกมา เมื่อเจ้านายคนที่ล่วงรู้ถึงความลับของเขาถูกฆาตกรรม และ ขนตา ของวินเซนด์ถูกตรวจพบในที่เกิดเหตุ เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งๆที่ไม่ได้ทำ ทำให้การปลอมตัวเป็นเจอร์โรมยากขึ้น ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น จนแฟนสาวของเขาไอรีน (อูม่า เธอร์แมน) รู้ความจริง ว่าวินเซนด์สวมพันธุกรรมของเจอร์โรมแฝงตัวเขามาเพื่อไล่ตามความฝัน
ที่จะเป็นหนึ่งในกลุ่มนักบินอวกาศ

วินเซนด์ต้องต่อสู้มากมายเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝันของตัวเอง รวมทั้ง ต่อสู้ เพื่อให้รอดจากการถูกจับได้ โดยที่มีเจอร์โรมตัวจริง คอยช่วยเหลือในทุกๆวิถีทาง ผมรู้สึกจากหนังว่า เจอร์โรมมีชีวิต ผ่านวินเซนด์ มันเป็นความสุขบนความทรมานว่ามันน่าจะได้เป็นตัวเขาเองต่างหาก

ในตอนท้ายของเรื่อง หลังจากที่จับฆาตกรตัวจริงได้แล้ว ตำรวจที่มาสืบคดีนี้รู้ว่า วินเซนด์คือพี่ชายของเขาที่หนีออกจากบ้านไป และทั้งสองคนก็ทะเลาะกัน และออกไปว่ายน้ำ เป็นนัดล้างตา ว่าน้องชายที่เป็น Valid ของเขา แอนทาน ไม่ได้อ่อนแอ่ เหมือนครั้งล่าสุดที่เขาพ้ายแพ้พี่ชายที่อ่อนแอกว่าของเขา

แต่ปรากฏว่า ... นี้เป็นอีกครั้งที่ แอนทาน พ่ายแพ้ เขาตะโกนถามพี่ชาย ที่ด้อยกว่าเขาในทุกๆทาง ณ ช่วงเวลาที่อยู่กันกลางทะเลแล้ว ว่า .... "ไม่เห็นฝั่งแล้ว ว่ายกลับเถอะ ... นายทำได้ยังไง นายทำได้ยังไง " ...... วินเซนด์หันกลับมามองน้องชายของเขา และบอกว่า " ฉันทำไปแบบนั้น เพราะฉันไม่เคยเผื่อแรงเอาไว้ ว่ายกลับ ... "

เป็นคำพูดที่ทำให้ผมขนลุกในตอนนั้น ช่ายแล้ว ... ไม่เผื่อแรงเอาไว้ว่ายกลับ นั้นหมายถึง ชีวิตคนเรา จงทุมไปเถิด สุดตัว เพื่อสิ่งที่เป็นยอดปรารถนา

วินเซนด์ กลับมาบ้าน พบไอรีน เธอเองก็ยอมรับความบกพร่องของเขา รักเขาที่เป็นเขา เป็น In-valid

และพบ เจอร์โรม ที่เตรียม เอกลักษณะต่างๆของตัวเอง ไว้ให้วินเซนด์มากมาย ก่อนที่วินเซนด์จะขึ้นบินไปกับยานอวกาศ ในนามของ เจอร์โรม

เจอร์โรมเอง ก็จะออกเดินทางเช่นกัน ....

วันที่วินเซนด์ขึ้นบิน เขาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง กับแพทย์ผู้ตรวจ เพราะต้องตรวจฉี่ก่อนบิน แต่ก็ผ่านไปได้ เพราะแพทย์ผู้ตรวจ เป็นพ่อของไอรีน และเข้าใจถึงข้อบกพร่องของมนุษย์ และการเอาชนะมันเพื่อความฝัน แล้วก็ได้เฉลยว่า ไอรีน คนรักของวินเซนด์คือ ลูกชาย!!! ของเขา 5555+

ส่วนเจอร์โรมตัวจริงนั้น ... ก็ออกเดินทางในรูปแบบของเขาเองเช่นกัน โดยการแต่งชุดหล่อและคลานเข้าไปในเตาเผา เอาเหรียญเงินที่ได้จากการว่ายน้ำ ที่เนื้อเรื่องปูพื้นมาว่าเขามีความภูมิใจกับเรื่องนี้มาก คล้องคอ ก่อนจะจุดไฟเผาตัวตนของเขาเอง ... ให้เหลือเพียงเจอร์โรมเดียว ที่จะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์แทนเขา

ผมชอบตอนที่เห็นเขาเอาเหรียญนั้นคล้องคอ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ไม่ว่าปัจจุบันมันจะแย่แค่ไหน แต่ .... อดีตที่งดงามที่ตัวเราเองเป็นคนสร้าง มันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าเสมอ และยังไงๆ มันก็มีค่ามากกว่าสิ่งที่คนอื่นทำแม้จะเป็นชื่อของเรา

หนังเรื่องนี้สอนอะไรผมมากมาย .... " เวลาพวกเขามองนาย พวกเขาไม่ได้เห็นนาย แต่เขาเห็นฉัน " นี้เป็นสิ่งที่เจอร์โรมบอกวินเซนด์

ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอม ที่คนเราสามารถทำอะไรต่างๆได้อย่างมากมาย เพื่อความฝัน เพื่อสิ่งที่เป็นยอดปรารถนา

แม่ผมบอกเสมอ .... ว่า แกรทำดีที่สุดแล้วรึยังหละ ... ไม่มีอะไรที่แกรทำไม่ได้ ถ้าแกรอยากจะทำ

วันนึง ... ผมก็จะว่ายน้ำออกไป และไม่เผื่อแรงไว้ว่ายกลับ ในสักวัน ....
.
.

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2552

... การกลับมา ...

สวัสดีครับ


สวัสดีผู้อ่านทุกคน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเข้ามาอ่านก็ดี


เมื่อวานไปเมืองทองมาครับ ไปงาน Big+Bih ที่บริษัทผม ไปจัดบูทออกงานตามเคย บริษัทผมไม่เคยพลาดการออกบูทที่เมืองทองสักครั้ง


จะพบเฟอร์บริษัท AGAL ได้ทุกงานเฟอร์ของเมืองทองธานี 55555+++


ผมไป ก็จริง แต่ไม่ได้เข้าไปในงาน .... มึงไปเพื่อ?????


จึงไม่มีรูปมาฝากสักกะใบ


และก็มีบางอย่าง เกิดขึ้นกับชีวิตผมที่ผ่านมา


ผมเลิกกับสาวเทคนิกการแพทย์แล้ว ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างที่ผมไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่เธอต้องการได้ ผมรู้ว่าผมเป็นแฟนที่ห่วยแตก


แต่ ... ชีวิตผมตอนนี้ ผมก็รู้ว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งเธอเอาไว้ ในเมื่อเธอมีสิทธิ์ที่จะได้พบคนที่ดีกว่า


เนื่องจากว่า ผมป่าวประกาศไว้ว่า เธอคบกับผม เมื่อหลายเดือนก่อน แถมเอารูปของเธอมาลงด้วย ผมคิดว่าจึงเป็นการสมควรที่จะบอกด้วยเหมือนกัน เมื่อเลิกกับเธอไปแล้ว


ก็นี้ไดร์ผมนิ ....


การตกลงใจคบกับใคร หรือ เลิกกับใครในชีวิตเราสักคน ไม่ว่าระยะเวลามันจะสั้นมาก หรือยืดยาว ก็คงจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ผมเองก็เช่นกัน แต่เมื่อชีวิตมันเป็นอย่างนั้น ผมก็ต้องยอมรับมัน
เมื่อวาน ผมไปพบใครคนนึง ...... เราเคยรักกัน .... เมื่อต้นของไดอารี่อันนี้ ปีที่แล้ว .... (จะมีใครสนใจแกรขนาดนั้น)


เป็นแม่ของลูกผม 1 ตัว


เราไม่ได้เจอกัน 1 ปี มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอมากมาย กับผมก็เช่นกัน


ผม... ผ่านผู้หญิง 2-3 คน
เธอ ... อยู่เฉยๆ พักเรื่องรัก



ผม... ได้กรรมสิทธ์รถของครอบครัว
เธอ ... ออกรถใหม่ ป้ายแดง



ผม ... หน้าที่การงานมากขึ้นท่วมหัว เงินเดือนเท่าเดิม
เธอ ... ถูกแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนผู้จักการสาขา เงินเดือนไม่ขึ้นเช่นกัน



ผม ... มีหนี้สินท่วมตัว ผ่อนรถ เช่าบ้าน จ่ายหนี้แบงค์
เธอ ... ก็ก่อหนี้สินท่วมตัวเช่นกัน 5555 ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด เรียนปริญญาโท



ผม ... เปลี่ยนแปลงไป ในทาง เลวลง เป็นคนชั่วสารเลวขึ้นเป็นกอง
เธอ... เปลี่ยนแปลงไป ในทาง ที่ดีขึ้น ดูเธอใจเย็นขึ้น และเข้าใจผมมากขึ้น ชีวิตเธอ ถึงจะรับภาระหน้าที่เกินตัว แต่ทุกๆอย่าง เพื่อตัวเธอเองล้วนๆ



ถ้าเธอผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ชีวิตเธอก็จะมีครบทุกอย่างในเวลาอันรวดเร็ว
ผมเองได้เจอเธอ ได้รับรู้ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง ก็ทำให้รู้สึกดีกับเธอไปด้วย อย่างน้อย ตอนนี้เธอจะเหนื่อย แต่ก็เหนื่อยเพื่อตัวของเธอเอง



ไม่เหมือนผม ที่เหนื่อย เพื่อพ่อแม่ วันนึงเมื่อหมดหนี้หมดสิน ผมก็ยังคงเป็นคนที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม แต่เธอจะมีบ้านมีรถ มีปริญญาโท มีทุกๆอย่างที่คนๆนึงพึงจะมีเพื่อตัวเอง



ดูแล้วแอบอิจฉาชีวิตของคนที่ไม่ต้องรับผิดชอบพ่อแม่ คนที่พ่อแม่วางรากฐานมาดีแล้ว ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอะไรนอกจากตัวเอง




บางทีผมก็คงจะแค่เหนื่อยเกินไป และเบื่อหน่ายที่พ่อคอยจะทำให้ครอบครัวต้องมานับ 1 ใหม่ อีกไม่รู้กี่หน มีสภาพจนสุดกู่เหมือนเมื่อ 8 ปีก่อน



ผมยอมรับว่ากลับไปเกลียดพ่ออีกแล้ว เกลียดที่เขาไม่เคยมีความรับผิดชอบอะไรต่างๆ ที่พ่อสักคนพึงมี



หากวันนึงผมได้เป็นพ่อคน ผมจะไม่มีวันทำให้เรื่องบัดซบต่างๆ เกิดขึ้นกับเมียและลูกของผมเด็ดขาด ผมจะดูแล พวกเขาอย่างรอบคอบ และไม่ทำให้พวกเขาต้องลำบากอีกเลย



เมื่อวานขณะที่ผมกับเธอนั่งกินชาบูด้วยกัน เหมือนที่เราชอบ เธอดูแปลกออกไปมากมาย เธอเล่า เรื่องที่บ้าน เรื่องที่ทำงานของเธอให้ผมฟัง อย่างที่เธอไม่เคยทำมาก่อน แม้ตอนที่เราคบกัน



และผมชอบที่เธอเป็นอย่างนี้ เพราะมันเป็นเหมือนคำเชื้อเชิญ ว่าเธอพร้อมที่จะให้ผมเข้าไปในชีวิตเธอ (อันนี้ผมคิดเอง) เพราะตลอดเวลาเธอจะแยกผมออกจากชีวิตส่วนตัวของเธอโดยสิ้นเชิง



ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้วตอนเราทะเลาะกัน เธอเคยพูดกับผมว่า "เราอาจเลิกกัน 5 ปี แล้วอาจจะกลับมาอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตก็ได้" มันเป็นประโยคที่ผมยังคงจำได้ เธอเองก็ยังจำได้



ผมไม่สู้มั่นใจนัก กับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ จะดี หรือไม่ดี อะไรๆในชีวิตผมก็เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันตอนนี้


เพียงแต่ว่า ผมรู้สึกสบายใจ และมีความสุข ที่อยู่ๆก็มีเธอกลับเข้ามา
ผมอ่อนไหวง่าย ผมรู้ แต่ผมก็คือผม เดินหน้าไปเรื่อยๆ แม้ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก็ตาม



คำถามวันนี้ .... ผมสารเลวไหม??? ...



1. เมียเพื่อนก็เอามาแล้ว

2. ทำพ่อแม่ร้องไห้ก็เคยแล้ว

3. เกลียดพ่อตัวเอง (เป็นตลอดเวลาที่เห็นหน้าพ่อ)

4. สนใจความรู้สึกคนอื่นน้อยลง

5. เห็นแก่ตัวมากขึ้น

6. เลิกกับแฟนปุ๊ป พอมีคนเข้ามาก็รักปั๊ป





ขอบคุณครับ ....

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

... Notthing Hill ...

วันนี้ผมเอาแผ่นวีซีดีเก่าๆ หนังเก่าๆ มาเปิดใส่หูฟังที่ทำงาน ผมชอบทำแบบนั้น เพราะว่าติดมาจากตอนเรียน ที่ดูทีวีไป ทำงานไป แต่ได้ชิ้นงาน เพราะผมจะทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเบื่อ


นี้ก็เช่นกัน มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แล้วก็เปิดทีวีไปด้วย


หลายวันแล้วที่ชีวิตผมยุ่งเหยิง แล้วก็รู้สึกท้อแท้ หดหู่ บางครั้งการดิ้นร้นต่อสู้กับชีวิตเน่าๆของเราเอง นี้มันก็ยากเหลือเกิน



ผมรู้ว่ามันต้องผ่านพ้นไป เพียงแต่ว่าตอนนี้ ไม่รู้ว่า จะผ่านไปยังไง และเมื่อไรมันจะผ่านไป
และหลายครั้งที่อยากเขียนอะไรเล่าไปในไดอารี่นี้ แต่ก็กลัว ผมรู้สึกนิดๆ ว่าผมกลัวการเขียนไดร์ของตัวเอง



ผมไม่มีความสุขเลย และไม่รู้ว่าจะพูดมันออกมาอย่างไร



วันนี้ผมนั่งฟังหนังเรื่อง Notthing Hill ช่วงทำงาน หนังที่ดังมากๆ ช่วงนึง และเหมือนปฏิวัติวงการหนังรักในบ้านเราไป หนังดี ต้องคู่กับเพลงเพราะ ประมาณนั้น



หนังที่ออกฉายในช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ช่วงที่เรียกได้ว่ามีความสุขที่สุดเลยก็ว่าได้ ผมคิดถึงบ้านหลังเก่า ที่ผมอยู่มาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงนั้นผมยังได้ดูหนังเรื่องนี้อยู่ในบ้านหลังนั้นอยู่เลย บ้านที่ผมสามารถบอกใครๆได้ว่า มันเป็นบ้านของผม


และผม ชอบ ความรักของ แอนนา สก๊อต กับ วิลเลียม แท็กเกอร์
ถ้าหากเวลาที่เราคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้อง คนที่เรารัก ขอให้เขารักเรา .... และเขาตอบรับมัน และตกลง มันคงเป็นสิ่งที่วิเศษนะ ว่าไหม




แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเหมือนเป็นสิ่งที่เหมือนนิยาย ในความเป็นจริงจะมีสักกี่ครั้งกันที่คนเราคุกเข่าลงอ้อนวอนขอร้อง แล้วสำเร็จ ผมว่ามีไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ดอก

ผมชอบที่ช่วงที่พวกเขายิ้มให้กัน ในช่วงสุดท้ายของหนังมากๆ มันให้ความรู้สึก เหมือนว่าเรื่องร้ายมันจะหมดสิ้นไปแล้วนะ และต่อไปก็จะมีแต่ช่วงเวลาที่ดีๆ

คุณเคยดู Shall We Dance ไหม ที่ซูซาน เซอร์แรนดอนด์ แสดงเป็นเมียของริชาร์ท เกียร์ ให้นิยามของความรักเอาไว้อย่างลึกซึ้งว่า "คนรักกัน นั้นหมายความว่า ฉันมองเห็นเธอแล้ว และเธอจะไม่ถูกมองข้ามอีกต่อไป"
ไม่ถูกมองข้ามอีกแล้ว .... นั้นสินะ ไม่อีกแล้ว และคุณจะอยู่ในใจของคนที่รักคุณเสมอ

ความรักนี้ดีจังเลยนะครับ ถ้าไม่มันไม่อยู่ในตัวมนุษย์ ผมว่า มันคงจะดีกว่านี้มาก ถ้าหากความรัก ไม่ถูกผสมรวมกับอารมณ์ของมนุษย์

มนุษย์ รักได้ และทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะความรัก แต่ ณ ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ทำให้ความรัก กลายเป็นเรื่องหายนะ เผาผลาญ เกลียดชังกัน เพราะความรัก


พระเจ้าให้ความรักมนุษย์มา แต่ลืมบอกวิธีใช่มัน คงคล้ายๆ หมา ที่มีที่เปิดกระป๋อง


นานแค่ไหนแล้วไม่รู้ ที่ผมไม่ได้รู้สึกรักแรงๆ แบบในหนัง ไม่ได้หมายถึง รุนแรงแบบใช้กำลังนะ แต่ผมหมายถึง รัก แบบที่กินก็คิดถึง นอนก็คิดถึง สามารถคลุกอยู่ในห่วงความคิดคำนึงเช่นนั้นได้เป็นชั่วโมงๆประมาณนั้น

ผมไม่ชอบที่จะเติบโตเลย มีหลายอย่างที่เมื่อเป็นเด็กเราไม่เคยรู้ แต่พอได้รู้ .... ก็พบว่า เรื่องๆบางเรื่องไม่รู้ดีกว่า

สองขาผม มันก้าวอยู่ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าจะก้าวไปทางไหน และผมหวังว่าผมจะพบหนทางที่แน่นอนในเร็วๆนี้

ภาระหน้าที่ของครอบครัวที่มีต่อผม ผมจะไม่ทิ้งมันครับแม่ ผมจะดูแลแม่ เหมือนที่แม่ดูแลผม
เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้เนอะ ไม่สำคัญหรอกว่า เราต้องผ่านมันไปยังไง

ขอแค่เราผ่านมันไปให้ได้ เท่านั้นก็คงจะเพียงพอแล้ว ......

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...