เขาว่ากันว่ายุคนี้ เวรกรรม มาเร็วติดจรวจยิ่งกว่า 4G มันก็คงไม่ผิดนะครับ
ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง หรือพูดคุยกับใคร ในปัญหาที่ผมกำลังเผชิญอยู่ เหมือนผมกำลังไปนั่งอยู่กลางความรู้สึกของคนที่ผมเคยทำเขาเจ็ปปวด ผมไม่รู้ว่ามันรู้สึกอย่างนี้ จนกระทั้ง ณ ปัจจุบันได้มารู้สึกด้วยตัวเอง
มันก็ดีที่ที่นี่ถูกทิ้งให้ร้าง ไม่มีใครเข้ามา มันทำให้ผมรู้สึกสงบ และเหมือนมีที่ไหนสักที่ที่ผมจะสามารถพูดได้ทุกเรื่อง ทุกๆเรื่องที่อยู่ในใจ
ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำยังไงดี กับเวลาที่เหลืออยู่นี้ อาจจะเป็นเพราะผมคาดหวังมากไป เวลาที่มันไม่เป็นไปดังหวัง ก็จึงรู้สึกผิดหวังมากๆ
มากๆจน รู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง ว่าชีวิตคงไม่มีทางที่จะได้ บางทีผมก็ไม่รู้ว่า ชีวิตที่ผ่านมา ผมพยายามจะพอใจกับทุกอย่าง เท่าที่ตัวผมมี พยายามที่จะยอมรับ และมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่ผมได้รับ
แต่ก็เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างพยามบีดรัด คาดคั้นให้ผมต้องยอมรับ มากขึ้นๆ เหมือนถูกจำกัดอาหาร ให้น้อยลง น้อยลง และยังคงน้อยลงอีก
หรือว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผม กำลังจะบอกกับผมว่า แกรไม่มีวันที่จะได้มีความสุข ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
ว่าผมต้องดิ้นรนต่อสู้ อดทนเพื่ออะไร เพื่อสุดท้ายแล้ว ก็รู้สึกเหมือนเดิมคือ ... ว่างเปล่า ไรราคา ไรเงาที่จะมีใครมองเห็น
ทุกๆคน ล้วนแต่สนใจความรู้สึกของตัวเอง .... แล้วความรู้สึกของผมหละ มันอยู่ที่ใดกัน
บางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... พร้อมกับความจริง
บางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... พร้อมกับความรู้สึก
บางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... พร้อมกับการไม่ยอมรับ
และบางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... อยู่เพียงแค่ในใจเราเอง
ยิ่งอายุมากขึ้น ... เราก็แสดงอาการเจ็บปวดออกมาน้อยลง ... แต่ภายในกลับเจ็บมากขึ้นๆ
วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556
เมื่อความรู้สึกกระจัดกระจาย
คืนนี้เป็นอีกคืนที่ความคิดกระจัดกระจาย ไม่รู้ว่าตัวเองเจอเข้ากับสถานการณ์อะไร หรือว่าควรเดินไปทางไหน ผมอยากให้มีใครสักคนบอกผม ว่าผมควรทำอย่างไร
บางทีผมก็สงสัยนะว่า จะมีไหม สักครั้งที่จะได้มีความสุข นานๆ และก็ยาวๆเหมือนคนอื่นๆ มีความสุขเกิน 6 เดือน เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง
สงสัยว่าจะได้มีโอกาศอีกสักครั้งไหม ผมไม่โทษ เพราะทั้งหมดมันเป็นความผิดของผมเอง
ถ้าผมดีกว่านี้ หรือน่าสนใจมากกว่านี้ ชีวิตผมคงมีโอกาศจะมีใครสักคนได้ ใครสักคนที่รักกันด้วยหัวใจจริงๆ
หลายครั้งที่หลายคนบอกกับผมว่า ผมรักไม่เป็น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักคืออะไร มันก็คงจริงอย่างที่เขาว่า ณ ตอนนี้ผมไม่รู้ ... ว่ามันคืออะไร
ความรู้สึกเหมือนโดนดูถูกความรู้สึกต่อกัน มันทำให้ผมมีคำถามเสมอ ว่าผมไม่สมควรได้รับใช่หรือไม่
ผมแค่หวังว่า จะผ่านช่วงเวลาอย่างนี้ไปได้ หวังว่าสักวันจะได้มีโอกาศได้เจอ ได้มีใครสักคนที่ไม่ทอดทิ้งกันไป สักวันผมคงจะมีโอกาศได้ยิ้มนานๆ ได้มองดูใครสักคน แก่เฒ่าไปด้วยกัน
บางทีถ้ามันเป็นบาปกรรมอะไร ผมก็คิดว่าผมขอชดใช้มันเสียให้หมด ถ้าจะต้องเสียใจอีก ก็คงจะไม่เป็นไร มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอยู่แล้ว ในเมื่อความสูญเสีย ก็แวะเวียนมาทักทายกันอยู่แล้วประจำ
ร้องไห้เสียให้พอ เพื่อที่จะได้มีกำลังไว้ร้องใหม่ ในวันต่อๆไปนะชีวิต
เพราะผมรู้ว่าผมต้องเสียใจอีก ก็คงต้องเตรียมใจไว้ ยอมรับมันให้ได้ ไม่ว่าใจจะพร้อมหรือไม่ ก็คงต้องเผชิญ
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556
... สายไป .... หมดแล้ว ...
สวัดดีไดอารี่ และผู้คนที่อังเบิญผ่านเข้าในในไดร์อารี่ร้างแห่งนี้
ผมไม่ได้เข้ามาที่นี่นานมากแล้วครับ ชีวิตเปลี่ยนไปมากเวอร์
เกือบจะปีนึงแล้วที่ผมไม่ได้เขียนอะไรเลย ก็อย่างว่าแหละครับ เวลาที่เรามีความสุข เราจะไม่นึกถึงสิ่งที่เรามีอยู่ แต่พอมีความทุกข์ถาโถมเข้ามา ก็มานึกถึงที่แห่งนี้
ที่เดียวที่ผมจะบ่น พูด พร่ำเพ้อได้ โดยที่ไม่มีใครมาอ่าน (ดีม่ะ) ดีครับ ยอดเลย
ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไวเหมือนโกหกมาก มีหลายสิ่งที่ผมไม่อยากเชื่อว่าผมพบเจอมัน และสูญเสียมันไป
ผมสูญเสียความฝัน และคนที่รักไป ในระยะเวลาใกล้ๆกัน
ความฝันของผม การไล่ล่าความฝันในการสอบเป็นนักบินของผมจบลงแล้วครับ ด้วยเงื่อนไขเดียว นั้นคือผมอายุเกินแล้ว เกินไป 18 วัน ......
ปี 2012 เป็นปีสุดท้ายแล้วที่ผมจะมีโอกาศสอบ โอกาศที่รู้ว่าจะทำไม่ได้ แต่แค่อยากลอง ผมลงทุนจ้างติวเตอร์ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่แล้วเรื่องก็จบลง 2 วันให้หลังจากการเปิดรับสมัครสอบ ผมได้รับโทรศัพท์จาก air asia ว่าเขาจำเป็นต้องสงวนสิทธิ์ในการสอบนักบินกับผม เพราะผมอายุเกิน
รู้สึกตัวชาไปหมดครับ ทำตัวไม่ถูกเลยนะครับ เป็นความรู้สึกที่ว่า ทำไมหนะ ... ตาสุดท้ายของกรูแล้ว ขอกรูหน่อยไม่ได้หรอ .... แต่กฏก็ต้องเป็นกฏครับ ไม่ได้คือไม่ได้ ดิ้นรน โวยวายไป ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมา
ผมน้อมรับมัน เจ็บลึก 6 ปีที่กินอยู่กับความฝันนี้ กับความหวังเลือนลาง จบลงง่ายๆ โดยที่ไม่ได้แม้แต่ลงมือ .... แค่รู้สึกว่า ถ้าผมทำไม่ได้ด้วยตัวของผมเอง ผมคงไม่เสียใจ เท่านี้
หลังจากนั้น ชีวิตของผม ก็ว่างเปล่า การอยู่โดยไม่มีความฝัน ไม่มีจุดหมายอีกแล้วนี้แม่งโคตรเซ็งนะครับ
ผมไม่มองเครื่องบินอีกเลย ไม่ดู ไม่อยากเห็น เพราะทุกครั้งที่เห็น มันเจ็บปวด บาดลึก .... สงสัยในวิถีทางของตัวเอง
แต่ตอนนั้น ผมยังมีความรัก ไม่ดีเลิศ ไม่หวานซึ้ง แต่ยังมี .....
และตอนนี้ ผมก็สูญเสียความรักไป มันให้ความรู้สึกว่างเปล่า ทวีคูณ
การที่เรามีความรัก แต่ไม่อาจรักษาความรักเอาไว้ได้ เพราะตัวผมเอง มันแย่นะครับ ..... ผมดูแลเธอไม่ได้ ให้ความสุขในสิ่งที่เธออยากได้ไม่ได้ ผมเป็นคนรักที่ไม่ดี .... จริงตามนั้น
ผมละเลย ปล่อยเธอไป ด้วยความสับสน .... ว่าทำใจได้ที่เธอควรได้เจอใครที่ให้ความสุขนั้นกับเธอได้
แต่เมื่อเวลานั้นมาถึงจริง .... แม่งนรกมากครับ ในวันนี้ ที่ผมเปลี่ยนงาน พยายามจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง .... หาลูกจ้างมา เพื่อที่ผมจะได้มีเวลา .... เวลา ....
สิ่งที่เธออยากได้มาตลอด แต่ผมให้เธอไม่ได้เลย
ตอนนี้ผมมีเวลาแล้ว .... แต่เธอก็ไม่อยู่แล้ว เช่นกัน
เธอไม่อยู่ตรงนั้นอย่างที่เธอเคยบอกไว้แล้ว ..... เธอบอกว่า ถ้าวันนึงผมทำความรักให้เป็นความรักได้ เราอาจได้กลับมาเจอกัน ..... แต่เมื่อวันนึงที่ผมกลับไป เธอไม่อยู่แล้วครับ
มีใครอีกคนนึงก้าวเข้ามา .... ให้สิ่งนั้นกับเธอแล้ว .... มันไม่ผิดหรอกครับที่เป็นแบบนี้
ถ้าจะโทษ คงเป็นตัวของผมเอง .... ที่ไม่ดี คงเป็นตัวของผมเอง .... ทั้งนั้น
วันนี้ ณ วันที่ผมสูญเสีย ทั้งความฝัน และความรักในชีวิตไป .... ชีวิตแทบไม่เหลืออะไรเลยให้มอง
ไม่เหลืออะไรเลย .... ให้บอกตัวเองว่า .... ควรมีชีวิตอยู่
เป็นความเจ็บปวด หน้าสมเพชของคนๆนึง .... ที่ไม่เข้าใจ ว่ามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ยังไง
ผมเคยเข้าใจว่าผมเดินตามเส้นทางที่ถูก ผมเดินมาถูกทางแล้ว ผมดูแลครอบครัว ผมมีความจริงใจ ผมมีบ้าน มีรถ .... แต่ทำไมเส้นทางนั้น พาผมมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ จุดที่ผมไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง .... ผมพลาดอะไรไปตรงไหน
ทำไมผมถึงไม่รู้สึกตัว .... หรือเพราะผมไม่เคยฟัง .....
ณ วันนี้ผมมีสิ่งที่อยากมี มีเงิน มีเวลา .... แต่ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมสามารถจ้างติวเตอร์มาสอนผมได้แล้ว ด้วยเงินของตัวเอง .... ผมสามารถไปเรียนภาษาได้แล้ว ผมพอมีเงินแล้ว ... ผมสามารถให้เวลากับคนที่ผมรักแล้ว .... ผมมีทั้งเงิน และเวลาแล้ว
แต่ทำไมตอนนี้ ผมไม่สามารถทำทั้งสองอย่างนี้ได้ ทำไมทุกอย่างมันถึงสายไป ..... หมดแล้ว
ทำไม ..................
ผมไม่ได้เข้ามาที่นี่นานมากแล้วครับ ชีวิตเปลี่ยนไปมากเวอร์
เกือบจะปีนึงแล้วที่ผมไม่ได้เขียนอะไรเลย ก็อย่างว่าแหละครับ เวลาที่เรามีความสุข เราจะไม่นึกถึงสิ่งที่เรามีอยู่ แต่พอมีความทุกข์ถาโถมเข้ามา ก็มานึกถึงที่แห่งนี้
ที่เดียวที่ผมจะบ่น พูด พร่ำเพ้อได้ โดยที่ไม่มีใครมาอ่าน (ดีม่ะ) ดีครับ ยอดเลย
ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไวเหมือนโกหกมาก มีหลายสิ่งที่ผมไม่อยากเชื่อว่าผมพบเจอมัน และสูญเสียมันไป
ผมสูญเสียความฝัน และคนที่รักไป ในระยะเวลาใกล้ๆกัน
ความฝันของผม การไล่ล่าความฝันในการสอบเป็นนักบินของผมจบลงแล้วครับ ด้วยเงื่อนไขเดียว นั้นคือผมอายุเกินแล้ว เกินไป 18 วัน ......
ปี 2012 เป็นปีสุดท้ายแล้วที่ผมจะมีโอกาศสอบ โอกาศที่รู้ว่าจะทำไม่ได้ แต่แค่อยากลอง ผมลงทุนจ้างติวเตอร์ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ แต่แล้วเรื่องก็จบลง 2 วันให้หลังจากการเปิดรับสมัครสอบ ผมได้รับโทรศัพท์จาก air asia ว่าเขาจำเป็นต้องสงวนสิทธิ์ในการสอบนักบินกับผม เพราะผมอายุเกิน
รู้สึกตัวชาไปหมดครับ ทำตัวไม่ถูกเลยนะครับ เป็นความรู้สึกที่ว่า ทำไมหนะ ... ตาสุดท้ายของกรูแล้ว ขอกรูหน่อยไม่ได้หรอ .... แต่กฏก็ต้องเป็นกฏครับ ไม่ได้คือไม่ได้ ดิ้นรน โวยวายไป ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมา
ผมน้อมรับมัน เจ็บลึก 6 ปีที่กินอยู่กับความฝันนี้ กับความหวังเลือนลาง จบลงง่ายๆ โดยที่ไม่ได้แม้แต่ลงมือ .... แค่รู้สึกว่า ถ้าผมทำไม่ได้ด้วยตัวของผมเอง ผมคงไม่เสียใจ เท่านี้
หลังจากนั้น ชีวิตของผม ก็ว่างเปล่า การอยู่โดยไม่มีความฝัน ไม่มีจุดหมายอีกแล้วนี้แม่งโคตรเซ็งนะครับ
ผมไม่มองเครื่องบินอีกเลย ไม่ดู ไม่อยากเห็น เพราะทุกครั้งที่เห็น มันเจ็บปวด บาดลึก .... สงสัยในวิถีทางของตัวเอง
แต่ตอนนั้น ผมยังมีความรัก ไม่ดีเลิศ ไม่หวานซึ้ง แต่ยังมี .....
และตอนนี้ ผมก็สูญเสียความรักไป มันให้ความรู้สึกว่างเปล่า ทวีคูณ
การที่เรามีความรัก แต่ไม่อาจรักษาความรักเอาไว้ได้ เพราะตัวผมเอง มันแย่นะครับ ..... ผมดูแลเธอไม่ได้ ให้ความสุขในสิ่งที่เธออยากได้ไม่ได้ ผมเป็นคนรักที่ไม่ดี .... จริงตามนั้น
ผมละเลย ปล่อยเธอไป ด้วยความสับสน .... ว่าทำใจได้ที่เธอควรได้เจอใครที่ให้ความสุขนั้นกับเธอได้
แต่เมื่อเวลานั้นมาถึงจริง .... แม่งนรกมากครับ ในวันนี้ ที่ผมเปลี่ยนงาน พยายามจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง .... หาลูกจ้างมา เพื่อที่ผมจะได้มีเวลา .... เวลา ....
สิ่งที่เธออยากได้มาตลอด แต่ผมให้เธอไม่ได้เลย
ตอนนี้ผมมีเวลาแล้ว .... แต่เธอก็ไม่อยู่แล้ว เช่นกัน
เธอไม่อยู่ตรงนั้นอย่างที่เธอเคยบอกไว้แล้ว ..... เธอบอกว่า ถ้าวันนึงผมทำความรักให้เป็นความรักได้ เราอาจได้กลับมาเจอกัน ..... แต่เมื่อวันนึงที่ผมกลับไป เธอไม่อยู่แล้วครับ
มีใครอีกคนนึงก้าวเข้ามา .... ให้สิ่งนั้นกับเธอแล้ว .... มันไม่ผิดหรอกครับที่เป็นแบบนี้
ถ้าจะโทษ คงเป็นตัวของผมเอง .... ที่ไม่ดี คงเป็นตัวของผมเอง .... ทั้งนั้น
วันนี้ ณ วันที่ผมสูญเสีย ทั้งความฝัน และความรักในชีวิตไป .... ชีวิตแทบไม่เหลืออะไรเลยให้มอง
ไม่เหลืออะไรเลย .... ให้บอกตัวเองว่า .... ควรมีชีวิตอยู่
เป็นความเจ็บปวด หน้าสมเพชของคนๆนึง .... ที่ไม่เข้าใจ ว่ามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ยังไง
ผมเคยเข้าใจว่าผมเดินตามเส้นทางที่ถูก ผมเดินมาถูกทางแล้ว ผมดูแลครอบครัว ผมมีความจริงใจ ผมมีบ้าน มีรถ .... แต่ทำไมเส้นทางนั้น พาผมมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ จุดที่ผมไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง .... ผมพลาดอะไรไปตรงไหน
ทำไมผมถึงไม่รู้สึกตัว .... หรือเพราะผมไม่เคยฟัง .....
ณ วันนี้ผมมีสิ่งที่อยากมี มีเงิน มีเวลา .... แต่ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมสามารถจ้างติวเตอร์มาสอนผมได้แล้ว ด้วยเงินของตัวเอง .... ผมสามารถไปเรียนภาษาได้แล้ว ผมพอมีเงินแล้ว ... ผมสามารถให้เวลากับคนที่ผมรักแล้ว .... ผมมีทั้งเงิน และเวลาแล้ว
แต่ทำไมตอนนี้ ผมไม่สามารถทำทั้งสองอย่างนี้ได้ ทำไมทุกอย่างมันถึงสายไป ..... หมดแล้ว
ทำไม ..................
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
... She เรื่องรักระหว่างเธอ ...
เออ ... อยากจะบอกว่า เป็นหนังที่อวยทั้งตัวเอง แล้วคนรอบข้างให้ไปดู หมายมั่นปั้นมือว่าอยากจะไปดูให้ได้ เพราะเนื่องจากพลาดหนังแนวนี้มาแล้วหนนึง
และไม่อยากพลาดอีก ผมไปดูหนังเรื่องนี้คนเดียว พกความคาดหวัง และความตื่นเต้นไปเต็มสูบ เพราะชอบนักแสดงหลักทั้ง 4 คน และมองดูว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ และสีดำเจือปนอยู่มากกว่าเรื่องแรกอย่างแน่นอน ซึ่งโดนใจครับ ยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวัง
เอาตัวหนังรวมๆก่อน ผมอยากบอกว่าเมื่อดูหนังจบ สิ่งที่ตัวหนังทำได้นั้นคือ ทำให้ตัวละครและเนื้อเรื่องมันยังคงติดอยู่ในใจ แม้กระทั้งตอนที่เดินออกมาจากโรงหนังแล้ว ก็ยังคิดถึงอยู่ แต่ ... ไม่มาก ไม่กระแทกใจ และไม่ทำให้รู้สึกอยากดูอีกเหมือนหนังรักใสๆวัยรุ่น เรื่องก่อนหน้า
เนื่องจากมันน่าจะเกิดการเปรียบเทียบเชิงมวยกันแน่นอน ระหว่างหนังหญิงรักหญิง 2 เรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ออกตัวแรงอยู่แล้ว ว่า Dark กว่า และ Adults กว่า
ทั้งตัวอย่าง และเนื้อเรื่องย่อบทนำกว่าเรื่องก่อนหน้าอย่างชัดเจน และผมเชื่อว่าคนวัยผู้ใหญ่น่าจะคาดหวังกับมัน
แต่ปัญหาที่ผมพบขณะที่กำลังดูคือ .... บางฉาก งง ว่าตัวละครบางตัว ... เขาเป็นใคร เขามาจากไหน และเขาก็จบไป ซีนเดียว
ดูจนจบทั้งเรื่องผมชอบที่จริงๆแล้วตัวละครหลักทั้ง 4 คนมีที่มาที่ไป มีเรื่องราวที่มา และความซับซ้อนในชีวิต แต่ปัญหาคือตัวเนื้อเรื่องไม่บอกกล่าว อยู่ดีๆก็มาเป็นซีนๆแบบงงๆ ทั้งๆที่ฉากที่ต้องแสดงอารมณ์เหล่านั้น ถูกแสดงออกมาอย่างดี จนทำให้ผมร้องไห้ตามในบางคำพูด แต่มันไม่ค่อยอินเท่าไร
เหมือนตัวหนังอยากให้คนดูรู้เรื่องเท่าที่เห็น แต่ผมว่ามันทำให้ไม่ค่อยอินเท่าไร ไม่เจ็บปวดตามตัวละคร มันแค่โดนใจ ตรงเข้ากับเรื่องของตัวเองถึงร้องไห้ตาม
เหมือนมีฉากดีๆเยอะ แต่เรียงออกมาไม่ถูก ตัวหนังก็เลยแปลกๆในสายตาผมอ่ะนะ
แต่ก็ชอบหลายอย่างนะครับ ชอบตัวหนังที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกอย่างต้องเคลียร์เป็นภาพให้เห็น ไม่จำเป็นต้องเห็นบัวขาดใจตายต่อหน้าจูน ก็รู้ได้ว่า เออ ... เธอเสียชีวิตแล้ว
หรือไม่จำเป็นที่บี จะต้องมาพูดอะไรหรือให้ของ ส่งคลิปอัพยูทูป อะไรให้ดา ดาก็สามารถกลับมาหาบีได้ แบบหนังสูตรสำเร็จ ซึ่งผมว่า นี้คือความเป็นจริงในชีวิตรักของคนปรกติทั่วๆไปมากกว่า
ตรงนี้ชอบครับ กด like รัวๆ
นักแสดง ...
โอย งานนี้แยกเป็นคู่ๆเลยแล้วกัน คู่แรกเลย บี กับ ดา คู่นี้เล่นเก่งทั้งคู่ ผมชอบนะ ดูแล้วน่ารัก เป็นธรรมชาติผ่านอ่ะ เวลาอยู่ด้วยกัน รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดเข้าหากันเชื่อตามได้ ว่ารักกัน
แต่อีกคู่นี้สิ ... 555 จูน หรือน้องแอนเล่นแข็งมาก จนนึกถึง ติ๊นา กับหนังคู่ปรับก่อนหน้าที่แข็งทื่อพอๆกัน แต่ได้คู่ที่มาช่วยชีวิตเอาไว้นั้นคือคุณ ต่าย เพ็ญพักตร์
เธอช่วยชีวิตน้องแอนไว้ในทุกฉาก และผมก็ชอบมากๆ กับทุกๆฉากที่มีคุณต่าย พลังเธอดีจริงๆ เธอรู้ว่าตอนไหนควรแสดงแบบไหน ควรทำอะไร เออ เลิศมากครับ
หนังเรื่องนี้ขาดตรงเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องที่ดี เหมือนกินขนมเค้กที่มีส่วนผสมครบ แต่ตีเครื่องไม่ผสมเข้ากันดีพอ เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ดู มีคำถามเยอะครับ แบบว่า "อ่าว แล้วนี้มายังไง ตัวละครนี้มายังไง"
"เขาเป็นใคร" "ทำไมเป็นแบบนี้" และหลายฉากที่ทำเอาเบื่อเหมือนกัน จริงๆผมแอบคิดเข้าข้างว่า ..."อาจได้ว่าถ่ายทำครบท่วน แต่มีการตัดออกเพราะเนื่องจากความยาวของหนัง ทำให้ส่วนสำคัญหายไปรึเปล่า"
อันนี้ผมก็ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองไป แต่ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบคู่มวยกับหนังเรื่องก่อนหน้า ผมว่า She ยังคงตามหลัง Yes or No อยู่สักเกือบๆ 1 ช่วงตัว
อาจเป็นเพราะว่า ขอบเขตของหนังเรื่อง She ใหญ่กว่า และจริงจังกว่า มันเลยทำให้ยากกว่า yes or no ที่เป็นแค่ชีวิตเด็กมหาลัย She เหมือนสอบไม่ผ่าน
ที่จะไปให้ถึงจุดที่ดูแล้วไม่สงสัย ไม่งง ไม่เห็นจุดจับผิดมากมาย (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจจับผิดเลย)
และนี้คือฉากที่ผมสงสัย
... ตอนดู ผมรู้สึกว่าดากับบีอยู่อพาต์เมนท์ห้องใกล้ๆกัน เคยเห็นกันแต่ไม่รู้จักสนิทกันขนาดนั้น ... แล้วดารู้ได้ยังไงว่าบีลดความอ้วนกินแต่สลัด ในตอนฉากที่ชวนมากินข้าว
... ฉากช่วงที่ดา โดนทอมป๋าพามาบ้าน ตอนแรกก็บ้านหรู แต่พอมาห้องนอน ทำไมมันรู้สึกเหมือนโรงแรม แปลกๆ ที่ประตูห้องมีเอกสารหรืออะไรสักอย่างแปะอยู่ ไม่ได้จับผิดเลยนะ แต่มันเห็นอ่ะ
... ฉากบีกับพ่อ ฉากนี้ทำผมน้ำตาร่วงเพราะตรงกับตัวเอง แต่ปัญหาคือ ตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าบีมีปัญหาครอบครัว แล้วรู้สึกว่าอยากรู้จักตัวละครนี้ให้มากกว่านี้จะได้มีอารมณ์ร่วมตามไปแต่ไม่มีอ่ะ มีแค่นี้ ฉากเดียวเอง
... และฉากช่วงท้ายๆ ที่ดาเดินไปคุยกับใครก็ไม่รู้อ่ะ ที่พูดให้เธอคิดได้แล้วกลับไปหาบี ตอนนั้นงงมากครับ ใครอ่ะ เธอเป็นใคร มายังไง
มีฉากเดียวที่ผมดูแล้วสบายใจสุด คือฉากที่บีคุยกับพี่พนักงานร้าน ตอนที่ก่อนดาจะกลับมาง้อ เออ รู้สึกว่าไม่ขัดใจ รู้ที่มาว่าศิราณีฝ่ายพระเอกเป็นใครมาจากไหน
ส่วนนอกนั้นมีขัดใจบ้าง แต่ก็โอเค เอาเถอะ หยวนๆ เพราะไม่รู้สึกงงมากๆเท่า 4 ฉากต้องสงสัยของผม
เฮ้อ ... แต่ชอบนะครับ ชอบที่มีคนทำหนังแนวเราๆ หญิงรักหญิงออกมาเยอะๆ ที่ว่ามาทั้งหมดผมไม่ได้เกลียดหนังเรื่องนี้นะ เพียงแต่มันอาจเป็นความผิดของผมเองที่คาดหวังกับมัน
และเอามาเปรียบเทียบเฉิงมวยกับหนังรุ่นพี่ yes or no ที่มีจุดจับผิดอยู่บ้าง แต่เล่าเรื่องได้ลื่นไหลและหน้าติดตามกว่ามาก
และก็อยากให้กำลังใจทีมงานและนักแสดงเรื่อง she ทุกๆคนนะครับ ขอบคุณที่ทำหนังออกมาให้เราได้ดูกัน และผมก็อยากจะเห็นคนทำหนังแนวหญิงรักหญิงที่เป็นแนวนี้จริงๆออกมาอีก
เบื่อครับที่บางเรื่องมีเพศที่ 3 โผล่เข้ามา แต่แลดูโกหก และไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด เหมือนเขาไม่เคยรู้เลย ว่าจริงๆแล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ต่างจากของเขาเลย สักนิดเดียว
งานนี้ ให้คะแนน 6 เต็ม 10 แล้วกันอ่ะครับ เพราะผมว่ามันน่าจะดูแล้วไม่งงแบบนี้
และไม่อยากพลาดอีก ผมไปดูหนังเรื่องนี้คนเดียว พกความคาดหวัง และความตื่นเต้นไปเต็มสูบ เพราะชอบนักแสดงหลักทั้ง 4 คน และมองดูว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ และสีดำเจือปนอยู่มากกว่าเรื่องแรกอย่างแน่นอน ซึ่งโดนใจครับ ยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวัง
เอาตัวหนังรวมๆก่อน ผมอยากบอกว่าเมื่อดูหนังจบ สิ่งที่ตัวหนังทำได้นั้นคือ ทำให้ตัวละครและเนื้อเรื่องมันยังคงติดอยู่ในใจ แม้กระทั้งตอนที่เดินออกมาจากโรงหนังแล้ว ก็ยังคิดถึงอยู่ แต่ ... ไม่มาก ไม่กระแทกใจ และไม่ทำให้รู้สึกอยากดูอีกเหมือนหนังรักใสๆวัยรุ่น เรื่องก่อนหน้า
เนื่องจากมันน่าจะเกิดการเปรียบเทียบเชิงมวยกันแน่นอน ระหว่างหนังหญิงรักหญิง 2 เรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ออกตัวแรงอยู่แล้ว ว่า Dark กว่า และ Adults กว่า
ทั้งตัวอย่าง และเนื้อเรื่องย่อบทนำกว่าเรื่องก่อนหน้าอย่างชัดเจน และผมเชื่อว่าคนวัยผู้ใหญ่น่าจะคาดหวังกับมัน
แต่ปัญหาที่ผมพบขณะที่กำลังดูคือ .... บางฉาก งง ว่าตัวละครบางตัว ... เขาเป็นใคร เขามาจากไหน และเขาก็จบไป ซีนเดียว
ดูจนจบทั้งเรื่องผมชอบที่จริงๆแล้วตัวละครหลักทั้ง 4 คนมีที่มาที่ไป มีเรื่องราวที่มา และความซับซ้อนในชีวิต แต่ปัญหาคือตัวเนื้อเรื่องไม่บอกกล่าว อยู่ดีๆก็มาเป็นซีนๆแบบงงๆ ทั้งๆที่ฉากที่ต้องแสดงอารมณ์เหล่านั้น ถูกแสดงออกมาอย่างดี จนทำให้ผมร้องไห้ตามในบางคำพูด แต่มันไม่ค่อยอินเท่าไร
เหมือนตัวหนังอยากให้คนดูรู้เรื่องเท่าที่เห็น แต่ผมว่ามันทำให้ไม่ค่อยอินเท่าไร ไม่เจ็บปวดตามตัวละคร มันแค่โดนใจ ตรงเข้ากับเรื่องของตัวเองถึงร้องไห้ตาม
เหมือนมีฉากดีๆเยอะ แต่เรียงออกมาไม่ถูก ตัวหนังก็เลยแปลกๆในสายตาผมอ่ะนะ
แต่ก็ชอบหลายอย่างนะครับ ชอบตัวหนังที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกอย่างต้องเคลียร์เป็นภาพให้เห็น ไม่จำเป็นต้องเห็นบัวขาดใจตายต่อหน้าจูน ก็รู้ได้ว่า เออ ... เธอเสียชีวิตแล้ว
หรือไม่จำเป็นที่บี จะต้องมาพูดอะไรหรือให้ของ ส่งคลิปอัพยูทูป อะไรให้ดา ดาก็สามารถกลับมาหาบีได้ แบบหนังสูตรสำเร็จ ซึ่งผมว่า นี้คือความเป็นจริงในชีวิตรักของคนปรกติทั่วๆไปมากกว่า
ตรงนี้ชอบครับ กด like รัวๆ
นักแสดง ...
โอย งานนี้แยกเป็นคู่ๆเลยแล้วกัน คู่แรกเลย บี กับ ดา คู่นี้เล่นเก่งทั้งคู่ ผมชอบนะ ดูแล้วน่ารัก เป็นธรรมชาติผ่านอ่ะ เวลาอยู่ด้วยกัน รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดเข้าหากันเชื่อตามได้ ว่ารักกัน
แต่อีกคู่นี้สิ ... 555 จูน หรือน้องแอนเล่นแข็งมาก จนนึกถึง ติ๊นา กับหนังคู่ปรับก่อนหน้าที่แข็งทื่อพอๆกัน แต่ได้คู่ที่มาช่วยชีวิตเอาไว้นั้นคือคุณ ต่าย เพ็ญพักตร์
เธอช่วยชีวิตน้องแอนไว้ในทุกฉาก และผมก็ชอบมากๆ กับทุกๆฉากที่มีคุณต่าย พลังเธอดีจริงๆ เธอรู้ว่าตอนไหนควรแสดงแบบไหน ควรทำอะไร เออ เลิศมากครับ
หนังเรื่องนี้ขาดตรงเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องที่ดี เหมือนกินขนมเค้กที่มีส่วนผสมครบ แต่ตีเครื่องไม่ผสมเข้ากันดีพอ เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ดู มีคำถามเยอะครับ แบบว่า "อ่าว แล้วนี้มายังไง ตัวละครนี้มายังไง"
"เขาเป็นใคร" "ทำไมเป็นแบบนี้" และหลายฉากที่ทำเอาเบื่อเหมือนกัน จริงๆผมแอบคิดเข้าข้างว่า ..."อาจได้ว่าถ่ายทำครบท่วน แต่มีการตัดออกเพราะเนื่องจากความยาวของหนัง ทำให้ส่วนสำคัญหายไปรึเปล่า"
อันนี้ผมก็ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองไป แต่ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบคู่มวยกับหนังเรื่องก่อนหน้า ผมว่า She ยังคงตามหลัง Yes or No อยู่สักเกือบๆ 1 ช่วงตัว
อาจเป็นเพราะว่า ขอบเขตของหนังเรื่อง She ใหญ่กว่า และจริงจังกว่า มันเลยทำให้ยากกว่า yes or no ที่เป็นแค่ชีวิตเด็กมหาลัย She เหมือนสอบไม่ผ่าน
ที่จะไปให้ถึงจุดที่ดูแล้วไม่สงสัย ไม่งง ไม่เห็นจุดจับผิดมากมาย (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจจับผิดเลย)
และนี้คือฉากที่ผมสงสัย
... ตอนดู ผมรู้สึกว่าดากับบีอยู่อพาต์เมนท์ห้องใกล้ๆกัน เคยเห็นกันแต่ไม่รู้จักสนิทกันขนาดนั้น ... แล้วดารู้ได้ยังไงว่าบีลดความอ้วนกินแต่สลัด ในตอนฉากที่ชวนมากินข้าว
... ฉากช่วงที่ดา โดนทอมป๋าพามาบ้าน ตอนแรกก็บ้านหรู แต่พอมาห้องนอน ทำไมมันรู้สึกเหมือนโรงแรม แปลกๆ ที่ประตูห้องมีเอกสารหรืออะไรสักอย่างแปะอยู่ ไม่ได้จับผิดเลยนะ แต่มันเห็นอ่ะ
... ฉากบีกับพ่อ ฉากนี้ทำผมน้ำตาร่วงเพราะตรงกับตัวเอง แต่ปัญหาคือ ตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าบีมีปัญหาครอบครัว แล้วรู้สึกว่าอยากรู้จักตัวละครนี้ให้มากกว่านี้จะได้มีอารมณ์ร่วมตามไปแต่ไม่มีอ่ะ มีแค่นี้ ฉากเดียวเอง
... และฉากช่วงท้ายๆ ที่ดาเดินไปคุยกับใครก็ไม่รู้อ่ะ ที่พูดให้เธอคิดได้แล้วกลับไปหาบี ตอนนั้นงงมากครับ ใครอ่ะ เธอเป็นใคร มายังไง
มีฉากเดียวที่ผมดูแล้วสบายใจสุด คือฉากที่บีคุยกับพี่พนักงานร้าน ตอนที่ก่อนดาจะกลับมาง้อ เออ รู้สึกว่าไม่ขัดใจ รู้ที่มาว่าศิราณีฝ่ายพระเอกเป็นใครมาจากไหน
ส่วนนอกนั้นมีขัดใจบ้าง แต่ก็โอเค เอาเถอะ หยวนๆ เพราะไม่รู้สึกงงมากๆเท่า 4 ฉากต้องสงสัยของผม
เฮ้อ ... แต่ชอบนะครับ ชอบที่มีคนทำหนังแนวเราๆ หญิงรักหญิงออกมาเยอะๆ ที่ว่ามาทั้งหมดผมไม่ได้เกลียดหนังเรื่องนี้นะ เพียงแต่มันอาจเป็นความผิดของผมเองที่คาดหวังกับมัน
และเอามาเปรียบเทียบเฉิงมวยกับหนังรุ่นพี่ yes or no ที่มีจุดจับผิดอยู่บ้าง แต่เล่าเรื่องได้ลื่นไหลและหน้าติดตามกว่ามาก
และก็อยากให้กำลังใจทีมงานและนักแสดงเรื่อง she ทุกๆคนนะครับ ขอบคุณที่ทำหนังออกมาให้เราได้ดูกัน และผมก็อยากจะเห็นคนทำหนังแนวหญิงรักหญิงที่เป็นแนวนี้จริงๆออกมาอีก
เบื่อครับที่บางเรื่องมีเพศที่ 3 โผล่เข้ามา แต่แลดูโกหก และไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด เหมือนเขาไม่เคยรู้เลย ว่าจริงๆแล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ต่างจากของเขาเลย สักนิดเดียว
งานนี้ ให้คะแนน 6 เต็ม 10 แล้วกันอ่ะครับ เพราะผมว่ามันน่าจะดูแล้วไม่งงแบบนี้
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555
... ปีใหม่ ...
สวัสดีครับ หายไปนานมาก ไม่รู้ว่าจะยังมีคนเข้ามาอ่านหรือติดตามอยู่ไหม แต่ไดร์นี้มีเรื่องดีๆ
หรืออาจจะดีที่สุด มาเขียนลง
การเดินทางหลายๆอย่างของผมได้สิ้นสุดลงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในสายของความรัก ได้จบลงแล้ว
ไม่ว่าจะกับใคร ตอนนี้ผมได้เคลียร์ทั้งตัวและหัวใจของตัวเอง ปราศจากสิ่งใด มันว่างเปล่า แม้จะพบว่ามันว่างเปล่า และทำให้รู้สึกโหว่งๆอยู่บ่อยๆ แต่ผมได้เลือกและตัดสินใจแล้ว
และการเดินทางในสายของครอบครัว กับภาระหน้าที่ต่างที่ต้องรับผิดชอบ
นับจากนี้ไปอีกไม่นาน มันกำลังจะหมดและหายไป จนผมอยากจะซื้อพลุมายิงฉลอง และร่ายรำอวยชัย ให้จากนี้ไปไม่ต้องพบเจอกันอีก 5555
และกำลังจะมีเรื่องน่าดีใจอีมากตามมา หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมฝันไว้ กำลังจะเป็นจริง
ต้องขอบคุณปู่กับย่า ที่ผมไม่ค่อยได้พบหน้าบ่อยนัก ที่ให้ความเมตตา และส่งเสริม
ปีนี้ 2012 ผมอาจจะได้เรียนปริญญาโท หรือได้ทำตามความฝัน คือการได้มีตังไปเข้าคอสร์ติวเข้าสอบนักบิน และทำมันอย่างเต็มที่ ในปีสุดท้าย ที่ผมจะยังอยู่ในเกณท์อายุที่สอบได้
และขอให้มันเป็นปีที่ดี ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง มันจะเป็นปีที่ดีสำหรับผม ในวัยย่างเข้า 28 ปี ของชีวิต
สิ่งใดที่ได้เคยทำร้าย ล่วงเกิน ผมขออโหสิกรรม และสิ่งที่ใครได้ทำอะไรไว้กับผม ผมก็ขออโหสิกรรมให้เช่นกัน หวังว่าเราจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน
ผมขอชดใช้ในสิ่งที่ผมทำ เพียงชาตินี้ ไม่ขอพบเจอ ก่อเวรกรรมต่อกันอีก
เพราะปีนี้ ผมจะเป็นคนใหม่ ตอนนี้เหมือนผมมองเห็นหนทางแสนไกล และแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งไปตามเส้นทางนั้น
ขอบคุณสำหรับชีวิตนี้ ที่ 27 ปี สอนอะไรในชีวิตมากมาย เคยขึ้นสูง เคยร่วงลงมาต่ำแบบสุดๆ เคยโดนยกยอ และเคยโดนดูถูก เคยรัก และเคยเจ็บ เคยคาดหวัง และเคยผิดหวัง
ผมอยากบอกขอบคุณว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมแกร่งขึ้น และจะแกร่งขึ้นเสมอไป
ตอนนี้บอกได้คำเดียว ... ว่าไม่กลัว ... "สัด ... เดี๋ยวแม่งเจอกู"
หรืออาจจะดีที่สุด มาเขียนลง
การเดินทางหลายๆอย่างของผมได้สิ้นสุดลงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในสายของความรัก ได้จบลงแล้ว
ไม่ว่าจะกับใคร ตอนนี้ผมได้เคลียร์ทั้งตัวและหัวใจของตัวเอง ปราศจากสิ่งใด มันว่างเปล่า แม้จะพบว่ามันว่างเปล่า และทำให้รู้สึกโหว่งๆอยู่บ่อยๆ แต่ผมได้เลือกและตัดสินใจแล้ว
และการเดินทางในสายของครอบครัว กับภาระหน้าที่ต่างที่ต้องรับผิดชอบ
นับจากนี้ไปอีกไม่นาน มันกำลังจะหมดและหายไป จนผมอยากจะซื้อพลุมายิงฉลอง และร่ายรำอวยชัย ให้จากนี้ไปไม่ต้องพบเจอกันอีก 5555
และกำลังจะมีเรื่องน่าดีใจอีมากตามมา หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมฝันไว้ กำลังจะเป็นจริง
ต้องขอบคุณปู่กับย่า ที่ผมไม่ค่อยได้พบหน้าบ่อยนัก ที่ให้ความเมตตา และส่งเสริม
ปีนี้ 2012 ผมอาจจะได้เรียนปริญญาโท หรือได้ทำตามความฝัน คือการได้มีตังไปเข้าคอสร์ติวเข้าสอบนักบิน และทำมันอย่างเต็มที่ ในปีสุดท้าย ที่ผมจะยังอยู่ในเกณท์อายุที่สอบได้
และขอให้มันเป็นปีที่ดี ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง มันจะเป็นปีที่ดีสำหรับผม ในวัยย่างเข้า 28 ปี ของชีวิต
สิ่งใดที่ได้เคยทำร้าย ล่วงเกิน ผมขออโหสิกรรม และสิ่งที่ใครได้ทำอะไรไว้กับผม ผมก็ขออโหสิกรรมให้เช่นกัน หวังว่าเราจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน
ผมขอชดใช้ในสิ่งที่ผมทำ เพียงชาตินี้ ไม่ขอพบเจอ ก่อเวรกรรมต่อกันอีก
เพราะปีนี้ ผมจะเป็นคนใหม่ ตอนนี้เหมือนผมมองเห็นหนทางแสนไกล และแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งไปตามเส้นทางนั้น
ขอบคุณสำหรับชีวิตนี้ ที่ 27 ปี สอนอะไรในชีวิตมากมาย เคยขึ้นสูง เคยร่วงลงมาต่ำแบบสุดๆ เคยโดนยกยอ และเคยโดนดูถูก เคยรัก และเคยเจ็บ เคยคาดหวัง และเคยผิดหวัง
ผมอยากบอกขอบคุณว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมแกร่งขึ้น และจะแกร่งขึ้นเสมอไป
ตอนนี้บอกได้คำเดียว ... ว่าไม่กลัว ... "สัด ... เดี๋ยวแม่งเจอกู"
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554
... เมื่อน้ำลด ...
น้ำที่บ้านลดแระครับ ช่วงนี้ก็เลยเหนื่อยหน่อย ดีใจที่ได้กลับบ้าน ... แต่พอกลับไปเห็นสภาพแล้วก็ =_="
ถึงกับเข่าอ่อนทีเดียว
อยากจะบอกว่า ... "น้ำข้างนอกเท่าไหน ข้างในบ้านก็เท่านั้นเลย" ไอ้ที่ผมทำเขื่อนที่กั้นไว้แทบล้มประดาตายนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าช่วยกักน้ำ ไม่ให้ไหลออกไปตอนน้ำลดแล้ว ผลคือ เมื่อผมกลับบ้าน น้ำนอกบ้านและบริเวณถนนรอบๆแห้งหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าในตัวบ้านยังคงมีน้ำขังอยู่ประมาณ 20 เซ็น

ผมกับพ่อช่วยกันรื้อปราการเขื่อนปูน และกระสอบทรายรอบๆบ้านออก แงะซิลิโคนที่ยาไว้ตามขอบประตูหน้าต่าง แค่นี้ก็ใช่เวลาปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่นับรวมการเริ่มขนย้ายสิ่งของ และเริ่มทำความสะอาดไปทีละห้องๆ
ไม่ต้องคอนเฟิมครับ เฟอร์ เอ็มดีเอฟ ทุกชิ้น แช่น้ำประมาณ 30 เซ็น หายห่วงครับ ถอดทิ้งได้เลย เรียกว่าทิ้งทั้งบ้าน

โชติดีหน่อยตรงที่ตู้เหล่านั้นไม่ล้มลงมา ทำให้ข้าวของที่เราเทินเอาไว้ ยังอยู่รอดปลอดภัยครบทุกชิ้น หนังสือผมตกน้ำไป 1 ถุง จากที่แพ็คไว้ 12 ถุง ลังเทบเก่าๆของผม ก็จมน้ำเกลี้ยง

ก็ไม่รู้จะเสียดายทำไมกับเทบคัดเซ็ท เพราะว่าตอนนี้หาเครื่องฟังไม่ได้แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเติบโตมาด้วยกัน ต้องยอมรับครับว่า เสียดายที่จะทิ้ง
บางอย่างมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ก็มีความหมายสำหรับตัวของเรามาก เช่นเข็มกลัด ช่างศิลป หรือป้ายรุ่น สมัยเรียน ม.ต้น ฟิมล์ รูปถ่ายเก่าๆ อะไรแบบนี้ หรือแม้แต่หนังสือเก่าๆ
เพราะปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้ เมื่อเสียหายไปแล้ว เราไม่สามารถจะหาซื้อได้อีกแล้ว
เช่นเดียวกับความรู้สึก เมื่อสูญเสียไปแล้ว มันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้

ผมกับพ่อ ใช้เวลาเกือบ 3 อาทิตย์ ในการทำความสะอาดตามเวลาที่พอจะทำได้ จ้างเขาบ้าง อะไรบ้าง แอ้ เพื่อนสนิทของผมมาช่วยบ้าง ทำให้วันนี้ ผมสามารถกลับมาอยู่บ้านได้ 3 คืนแล้ว
กลิ่นของบ้าน แปลกไป มีแต่กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดผสมกับน้ำเน่า
ความรู้สึกของบ้านเปลี่ยนไป เพราะมีแต่ของไม่มีตู้เก็บวางระเกะระกะ
กิจกรรมปรกติในบ้านของเรา 3 คน แปลกไป เพราะประตูหายไป เราอพยพไปนอนรวมกันในห้องเดียวที่เหม็นน้อยที่สุด
เรากลับมานั่งกินข้าวกับพื้น ทีวี วางบนโต๊ะเตี้ยๆ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเฟอร์มากนัก และข้าวของส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
แต่ลึกๆเราก็มีความสุขที่ได้กลับมาบ้าน แม้จะไม่สะดวกสบายอย่างก่อนหน้า
ช่วงนี้มรสุมชีวิตเยอะหน่อยครับ คลื่นลมแรงทุกทิศทาง แต่ผมอยากบอกว่า ไม่ท้อ และสู้ไม่ถอย ผมว่าผมเอาตัวรอดได้ และคิดว่า พอจะผ่านไปได้
ผมเรียนรู้ว่าผมจะรู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อลดความสำคัญของสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ลง ทำให้สำคัญกับชีวิตเราน้อยลง เราก็จะใส่ใจและคิดถึงมันน้อยลง และวันนึง มันจะไม่มีค่าอะไรกับชีวิตเราอีกต่อไป
เพื่อนผมอีก 2 คน บ้านน้ำท่วม 1 (พุทธมลทณสาย 5 ) และไม่ท่วม 1 (ใกล้สุวรรณภูมิ) แต่เราก็มีความคิดว่า เมื่อบ้านอีกคนน้ำลดแล้ว เราจะไปช่วยกันกู้บ้าน และพามันกลับบ้าน
เหมือนที่แอ้พาผมกลับบ้าน บางครั้งผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากผมต้องเป็นโสด ไปตลอดชีวิต แต่ชีวิตของผม มีคน 2 คนนี้ เป็นเพื่อนตลอดไป ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนะ
หวังว่าบ้านใครน้ำท่วม ก็ขอให้น้ำลดเร็วๆนะครับ จะได้กลับบ้าน สู้ๆนะครับ
ถึงกับเข่าอ่อนทีเดียว
อยากจะบอกว่า ... "น้ำข้างนอกเท่าไหน ข้างในบ้านก็เท่านั้นเลย" ไอ้ที่ผมทำเขื่อนที่กั้นไว้แทบล้มประดาตายนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าช่วยกักน้ำ ไม่ให้ไหลออกไปตอนน้ำลดแล้ว ผลคือ เมื่อผมกลับบ้าน น้ำนอกบ้านและบริเวณถนนรอบๆแห้งหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าในตัวบ้านยังคงมีน้ำขังอยู่ประมาณ 20 เซ็น

ผมกับพ่อช่วยกันรื้อปราการเขื่อนปูน และกระสอบทรายรอบๆบ้านออก แงะซิลิโคนที่ยาไว้ตามขอบประตูหน้าต่าง แค่นี้ก็ใช่เวลาปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่นับรวมการเริ่มขนย้ายสิ่งของ และเริ่มทำความสะอาดไปทีละห้องๆ
ไม่ต้องคอนเฟิมครับ เฟอร์ เอ็มดีเอฟ ทุกชิ้น แช่น้ำประมาณ 30 เซ็น หายห่วงครับ ถอดทิ้งได้เลย เรียกว่าทิ้งทั้งบ้าน

โชติดีหน่อยตรงที่ตู้เหล่านั้นไม่ล้มลงมา ทำให้ข้าวของที่เราเทินเอาไว้ ยังอยู่รอดปลอดภัยครบทุกชิ้น หนังสือผมตกน้ำไป 1 ถุง จากที่แพ็คไว้ 12 ถุง ลังเทบเก่าๆของผม ก็จมน้ำเกลี้ยง

ก็ไม่รู้จะเสียดายทำไมกับเทบคัดเซ็ท เพราะว่าตอนนี้หาเครื่องฟังไม่ได้แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเติบโตมาด้วยกัน ต้องยอมรับครับว่า เสียดายที่จะทิ้ง
บางอย่างมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ก็มีความหมายสำหรับตัวของเรามาก เช่นเข็มกลัด ช่างศิลป หรือป้ายรุ่น สมัยเรียน ม.ต้น ฟิมล์ รูปถ่ายเก่าๆ อะไรแบบนี้ หรือแม้แต่หนังสือเก่าๆ
เพราะปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้ เมื่อเสียหายไปแล้ว เราไม่สามารถจะหาซื้อได้อีกแล้ว
เช่นเดียวกับความรู้สึก เมื่อสูญเสียไปแล้ว มันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้

ผมกับพ่อ ใช้เวลาเกือบ 3 อาทิตย์ ในการทำความสะอาดตามเวลาที่พอจะทำได้ จ้างเขาบ้าง อะไรบ้าง แอ้ เพื่อนสนิทของผมมาช่วยบ้าง ทำให้วันนี้ ผมสามารถกลับมาอยู่บ้านได้ 3 คืนแล้ว
กลิ่นของบ้าน แปลกไป มีแต่กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดผสมกับน้ำเน่า
ความรู้สึกของบ้านเปลี่ยนไป เพราะมีแต่ของไม่มีตู้เก็บวางระเกะระกะ
กิจกรรมปรกติในบ้านของเรา 3 คน แปลกไป เพราะประตูหายไป เราอพยพไปนอนรวมกันในห้องเดียวที่เหม็นน้อยที่สุด
เรากลับมานั่งกินข้าวกับพื้น ทีวี วางบนโต๊ะเตี้ยๆ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเฟอร์มากนัก และข้าวของส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง
แต่ลึกๆเราก็มีความสุขที่ได้กลับมาบ้าน แม้จะไม่สะดวกสบายอย่างก่อนหน้า
ช่วงนี้มรสุมชีวิตเยอะหน่อยครับ คลื่นลมแรงทุกทิศทาง แต่ผมอยากบอกว่า ไม่ท้อ และสู้ไม่ถอย ผมว่าผมเอาตัวรอดได้ และคิดว่า พอจะผ่านไปได้
ผมเรียนรู้ว่าผมจะรู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อลดความสำคัญของสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ลง ทำให้สำคัญกับชีวิตเราน้อยลง เราก็จะใส่ใจและคิดถึงมันน้อยลง และวันนึง มันจะไม่มีค่าอะไรกับชีวิตเราอีกต่อไป
เพื่อนผมอีก 2 คน บ้านน้ำท่วม 1 (พุทธมลทณสาย 5 ) และไม่ท่วม 1 (ใกล้สุวรรณภูมิ) แต่เราก็มีความคิดว่า เมื่อบ้านอีกคนน้ำลดแล้ว เราจะไปช่วยกันกู้บ้าน และพามันกลับบ้าน
เหมือนที่แอ้พาผมกลับบ้าน บางครั้งผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากผมต้องเป็นโสด ไปตลอดชีวิต แต่ชีวิตของผม มีคน 2 คนนี้ เป็นเพื่อนตลอดไป ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนะ
หวังว่าบ้านใครน้ำท่วม ก็ขอให้น้ำลดเร็วๆนะครับ จะได้กลับบ้าน สู้ๆนะครับ
วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
... รถสองแถวพาเพลิน ...
หวัดดีครับ บ้านใครน้ำท่วมบ้าง ... คงจะเป็นคำถามยอดฮิตติดปาก
เพราะว่าสถานการ์ณที่เกิดขึ้น ทำเอาผมปวดตับมึนหัวไปพอสมควร แต่น้ำท่วมไม่ใช่สาระสำคัญของไดอารี่วันนี้ครับ
มันเป็นเพียงต้นเหตุเท่านั้น
เนื่องจากน้ำท่วมคับ บ้านผมจึงต้องเอารถไปฝากไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ตามบนสะพานหรอกนะเอ้อ ... (ม่ะชายนะ T__T)
แล้วก็เลยเกิดอาการไม่มีรถใช้ครับ ต้องกลายร่างกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนโหนรถเมย์หน้ามันย่องกลับบ้าน
ผมไม่ได้ขึ้นรถเมย์มาพักใหญ่แระ เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้ค่าโดยสารรถแต่ละประเภทมันเท่าไรกันบ้าง ขึ้นทีก็ถามที
จึงมีเรื่องรถเมย์ๆมาบ่นเสียหน่อย ตามประสาคนรากหญ้าที่ต้องโหนรถเมย์ไปทำงาน
แต่อันนี้ไม่ขอพูดถึงรถใหญ่ ทั้งรถร่วมและ ขสมก. เพราะที่มันปวดตับที่สุด คือถนนที่ผมเลือกเดินทาง มีรถสองแถวมากกว่ารถเมย์ใหญ่
และความยาวของถนนเส้นนั้นก็ใช่ย่อยอยู่ จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยโดนกับตัว และแม้แต่อาจเคยทำสะเอง
1. เรื่องแรกเลยเมื่อมองเห็นรถสองแถววิ่งมาไกลๆ ถ้าเป็นรถเป้าหมายสิ่งแรกที่เราภาวนาคือ อย่าแน่น แต่ถ้ามันแน่น ก็ต้องทำใจครับ
โหนไป ... แต่ ... ปัญหาที่พบมากกับรถสองแถวปัจจุบัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นั้นคือ ... ราวจับครับ ... บางทีรีบขึ้น รถก็รีบออก
ยังตั้งหลักไม่ทันจะได้เลย เอื้อมมือไปบนหลังคา ในตำแหน่งที่คิดว่าจะมีราวจับ ... แต่มันไม่มีฮะ คว้าลม บางทีเกือบหน้าทิ้ม ต้องไปคว้าเสื้อคนข้างๆแทน
นึกก้นด่า ที่ราวจับแทนที่จะอยู่ช่วงกลางๆรถให้โหนง่ายๆ โน่น ... ไปอยู่บนหัวคนนั่ง แล้วผมสูงโปร่งมาก ... ปวดตับทุกครั้งที่ต้องยืน
2. ท้ายรถ ... หรือตำแหน่งประจำของสุภาพบุรุษ ซึ่งก็เป็นที่ยอดนิยมของคุณผู้ชายทุกเภททุกวัย แต่ปัญหาคือ ... ข้างในโล่งครับ ... ขอทางขึ้นด้วยครับ T___T
ถึงผมจะเป็นทอม ก็ขอทางขึ้นด้วยครับ ชอบยืนโหนอย่างปลอดภัยมากกว่า
3. ดูวิว .... โอว ... อันนี้เจอบ่อยมาก เวลารถว่าง มันก็โอนะครับ อยากดูวิวทิวทัศน์ไม่อยากสบตามองหน้ากันก็ แต่ถ้าคนแน่น ก็กรุณานั่งตัวตรงๆ ให้ถูกด้วยครับ
ที่นั่งรถสองแถวปรกติ ถ้าตูดใหญ่ ก็จะนั่ง 5 ถ้าตูดเล็กหน่อยก็จะนั่ง 6 อันนี้คนขับชอบตะโกนบอก แต่ถ้านั่งได้ 4 เพราะมี 1 คนนั่งตะแคง ดูวิว และคนอื่นต้องโหน
มองดูช่องว่างแคบๆที่เหลืออยู่ตาปริบๆ อันนี้ปวดใจยิ่งนัก
4. ผู้หญิงผมยาว ... ส่วนใหญ่เจอแต่กับผู้หญิงนะครับ ผมยาวสลวย ... ถ้ามัดผมก็โอเค จบข่าวไม่มีปัญหา แต่ถ้าสยายมานี่สิ ...โอว ...ชิด เลยครับ ยิ่งนั่งต่อจากเธอด้วยแล้ว
แม้ว่าจะใช้มือรวบไว้ แต่ก็จะมีบางส่วนที่โดนลมปลิวไสว ... เคยโดนเส้นผมจิ้มหน้าด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไหมครับ ... มันเจ็บนะว้อยยยยยย
เฮ้ออออ ... อยากจะบอกว่าเบื่อน้ำท่วมมากครับ เมื่อไรจะได้รถกลับมาขับเหมือนปรกติสะที ... ช่วงนี้ก็เลยต้องสู้รบตบมือ หน้ามันกลับบ้านทุกวัน
ก็ขอให้ทุกๆคนปลอดภัยจากน้ำนะครับ ส่วนใครบ้านน้ำท่วมแล้วอย่างผม ก็ขอให้เข้มแข็งไว้ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ สู้ไปด้วยกันครับผม
เพราะว่าสถานการ์ณที่เกิดขึ้น ทำเอาผมปวดตับมึนหัวไปพอสมควร แต่น้ำท่วมไม่ใช่สาระสำคัญของไดอารี่วันนี้ครับ
มันเป็นเพียงต้นเหตุเท่านั้น
เนื่องจากน้ำท่วมคับ บ้านผมจึงต้องเอารถไปฝากไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ตามบนสะพานหรอกนะเอ้อ ... (ม่ะชายนะ T__T)
แล้วก็เลยเกิดอาการไม่มีรถใช้ครับ ต้องกลายร่างกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนโหนรถเมย์หน้ามันย่องกลับบ้าน
ผมไม่ได้ขึ้นรถเมย์มาพักใหญ่แระ เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้ค่าโดยสารรถแต่ละประเภทมันเท่าไรกันบ้าง ขึ้นทีก็ถามที
จึงมีเรื่องรถเมย์ๆมาบ่นเสียหน่อย ตามประสาคนรากหญ้าที่ต้องโหนรถเมย์ไปทำงาน
แต่อันนี้ไม่ขอพูดถึงรถใหญ่ ทั้งรถร่วมและ ขสมก. เพราะที่มันปวดตับที่สุด คือถนนที่ผมเลือกเดินทาง มีรถสองแถวมากกว่ารถเมย์ใหญ่
และความยาวของถนนเส้นนั้นก็ใช่ย่อยอยู่ จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยโดนกับตัว และแม้แต่อาจเคยทำสะเอง
1. เรื่องแรกเลยเมื่อมองเห็นรถสองแถววิ่งมาไกลๆ ถ้าเป็นรถเป้าหมายสิ่งแรกที่เราภาวนาคือ อย่าแน่น แต่ถ้ามันแน่น ก็ต้องทำใจครับ
โหนไป ... แต่ ... ปัญหาที่พบมากกับรถสองแถวปัจจุบัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นั้นคือ ... ราวจับครับ ... บางทีรีบขึ้น รถก็รีบออก
ยังตั้งหลักไม่ทันจะได้เลย เอื้อมมือไปบนหลังคา ในตำแหน่งที่คิดว่าจะมีราวจับ ... แต่มันไม่มีฮะ คว้าลม บางทีเกือบหน้าทิ้ม ต้องไปคว้าเสื้อคนข้างๆแทน
นึกก้นด่า ที่ราวจับแทนที่จะอยู่ช่วงกลางๆรถให้โหนง่ายๆ โน่น ... ไปอยู่บนหัวคนนั่ง แล้วผมสูงโปร่งมาก ... ปวดตับทุกครั้งที่ต้องยืน
2. ท้ายรถ ... หรือตำแหน่งประจำของสุภาพบุรุษ ซึ่งก็เป็นที่ยอดนิยมของคุณผู้ชายทุกเภททุกวัย แต่ปัญหาคือ ... ข้างในโล่งครับ ... ขอทางขึ้นด้วยครับ T___T
ถึงผมจะเป็นทอม ก็ขอทางขึ้นด้วยครับ ชอบยืนโหนอย่างปลอดภัยมากกว่า
3. ดูวิว .... โอว ... อันนี้เจอบ่อยมาก เวลารถว่าง มันก็โอนะครับ อยากดูวิวทิวทัศน์ไม่อยากสบตามองหน้ากันก็ แต่ถ้าคนแน่น ก็กรุณานั่งตัวตรงๆ ให้ถูกด้วยครับ
ที่นั่งรถสองแถวปรกติ ถ้าตูดใหญ่ ก็จะนั่ง 5 ถ้าตูดเล็กหน่อยก็จะนั่ง 6 อันนี้คนขับชอบตะโกนบอก แต่ถ้านั่งได้ 4 เพราะมี 1 คนนั่งตะแคง ดูวิว และคนอื่นต้องโหน
มองดูช่องว่างแคบๆที่เหลืออยู่ตาปริบๆ อันนี้ปวดใจยิ่งนัก
4. ผู้หญิงผมยาว ... ส่วนใหญ่เจอแต่กับผู้หญิงนะครับ ผมยาวสลวย ... ถ้ามัดผมก็โอเค จบข่าวไม่มีปัญหา แต่ถ้าสยายมานี่สิ ...โอว ...ชิด เลยครับ ยิ่งนั่งต่อจากเธอด้วยแล้ว
แม้ว่าจะใช้มือรวบไว้ แต่ก็จะมีบางส่วนที่โดนลมปลิวไสว ... เคยโดนเส้นผมจิ้มหน้าด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไหมครับ ... มันเจ็บนะว้อยยยยยย
เฮ้ออออ ... อยากจะบอกว่าเบื่อน้ำท่วมมากครับ เมื่อไรจะได้รถกลับมาขับเหมือนปรกติสะที ... ช่วงนี้ก็เลยต้องสู้รบตบมือ หน้ามันกลับบ้านทุกวัน
ก็ขอให้ทุกๆคนปลอดภัยจากน้ำนะครับ ส่วนใครบ้านน้ำท่วมแล้วอย่างผม ก็ขอให้เข้มแข็งไว้ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ สู้ไปด้วยกันครับผม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
... สีสันแห่งสายลม ...
ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...