วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

... คลื่นลม ...

วันนึงๆในชีวิตคนเรามีอารมณ์ผ่านเข้ามาเยอะกว่าที่คิดนะครับ



หลายครั้งที่เช้าอารมณ์ดี  บ่ายๆงานเข้ารมณ์บูด  ...  หรือบางทีเช้าหงุดหงิด วีนเหวี่ยง  แต่ตกบ่ายก็มี
เรื่องที่ทำให้ต้องยิ้มปากบานเข้ามา




คนเราคงต้องผ่านทุกข์สุขในชีวิต  คล้ายๆกับการโต้คลื่นในมหาสมุทร  ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์และวิธี
การโต้คลื่นของใครจะเป็นยังไง



บางคนมีแค่กระดานโต้คลื่นแผ่นเล็กๆ  ขึ้นลงไปตามยอดคลื่น  เสี่ยงอันตราย  แต่ไปได้รวดเร็ว และสนุก  มีบ่อยครั้งที่ล้มคว่ำคม่ำหงาย  เชียดตายก็มี

บางคนมีเรือขนาดกลาง  โต้คลื่นลมได้พอตัว  ปลอดภัย  แต่อาจไม่อุ่นใจหากเจอคลื่นสูงเท่ากับตึก 3 ชั้น

และบางคนมีเรือเดินสมุทร  ทนทาน  แข็งแรง  อุ่นใจและหายห่วง  สบายตลอดเส้นทางชีวิต




ผมไม่โทษที่บางคนต้นทุนชีวิตเขาดีจริงๆ  ได้นั่งเรือเดินสมุทรไปจนสุดเส้นทางชีวิต
ชีวิตผมคงเหมือนคนที่ซื้อตัวรายวันกับชีวิต  มีขึ้น  มีลง  ตอนเด็กได้มีโอกาศขึ้นเรือเดินสมุทร
แม้โตมาจะเหลือแค่กระดานโต้คลื่นแผ่นเดียว   ก็ยังพยายามโต้คลื่นลมชีวิตต่อไป


ผมเชื่อว่าพายุที่พัดอยู่  มันคงมีบ้างแหละ  ที่เบื่อ  หรืออยากพัก  เซ็งๆที่จะทำหน้าที่ของมันบ้าง
มีเวลาให้ผมได้พักหายใจหายคอ




อย่างเช่นตอนนี้  ที่มรสุมในชีวิตของผมค่อนข้างราบเรียบ  ดีทีเดียว  อย่างที่ไม่ปรากฏมานาน
ตัวผมเองก็ไม่วางใจนักหรอก  เพราะที่ผ่านมาชีวิตก็มีบทเรียนมากพอแล้ว




ในวันนี้ที่ผมได้มีโอกาศได้จับมือใครคนนึง  ณ ช่วงเวลาที่คลื่นลมในชีวิตผมสงบอยู่  นี่มันช่างดีไม่น้อยเลยนะครับ

อย่างน้อยก็ไม่ต้องเครียดมากเท่าไร  ผมยอมรับว่าชีวิตมีความสุขทีเดียว  การเป็นคนธรรมดา  คบกันแบบธรรมดา  ไม่ต้องเริศหรู  มีเงิน  มีธุรกิจเป็นพันล้านหรอกครับ  ผมไม่ต้องการ  ไม่ต้องชูคอฟูฟ่อง  ว่าฉันเด่น ฉันเริศกว่าใคร



ชีวิตมันก็มีความสุขได้  




เมื่อก่อนผมเคยสงสัย  บางทีคนงานก่อสร้าง    หรือต่างด้าวที่โรงงาน  เขาก็มีความรัก  มีความสุขกันได้  ด้วยเงินเดือนแค่ 6000 บาท
การกินก๋วยเตี๋ยว  คืออาหารมือพิเศษสำหรับชีวิตของเขา  1 เดือนได้กิน 1 ครั้ง   ก็ไม่เห็นว่าชีวิตเขาจะมีความสุขน้อยลง




หลายอย่างเมื่อผ่านวัยวันของชีวิตมาพอสมควร  มันก็จะตอบคำถามในใจเราเอง ... ว่าทำไม




การคบกัน  มันก็มีดีมีแย่  เพราะต่างคนต่างที่มา  ต่างการเลี้ยงดู  ขึ้นอยู่ที่ว่า  ... เราอยากจะรักกันรึเปล่า




ณ วันนี้  ผมสามารถตอบได้ว่า  ผมอยากรักคนๆนี้  และผมมีความสุขมากๆ  ที่ได้มีเธอในชีวิตอันแสนน่าเบื่อของผม




ดีใจที่มีคุณ .....  เราจะค่อยๆผ่าน คลื่นไปด้วยกัน  ทีละลูกนะ    เขาอาจมีแค่เรือลำน้อย  และไม้พายอันเล็ก  แต่ยังมีที่ว่างเหลือนะ

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

... หลากหลายความรู้สึก ...

นานแล้วนะครับที่ผมไม่ได้เขียนไดร์อย่างต่อเนื่อง  และนานแล้วที่ผมไม่ได้รู้สึกจริงๆ  ว่าอยากเขียนอยากเล่า


มันเหมือนแค่อยากใช้ชีวิตไปให้หมดไปวันๆแค่นั้น  ไม่อยากพูดไม่อยากคุยกับใคร  ไม่สนใจว่าชีวิตมันจะเป็นยังไงต่อไป



ผมกลายเป็นคนเย็นชา  หลายคนบอกผมแบบนั้น  บอกว่าผมไม่มีหัวใจ  หรือไม่มีความรู้สึก


บอกว่าตัวจริงๆของผม  เวลาพบเจอต่อหน้า  กับตัวหนังสือ  เหมือนคนละคนกัน  และหลายคนเคยมโนว่าผมตอแหล


คุณเคยไหมที่บางครั้งมีความรู้สึกมากมายร้อยพันปะปนกัน  จนจะทะลักออกทางตา    เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะแสดงมันออกมายังไง


ผมเคยผ่านช่วงเวลาไม่ประสีประสาชีวิต  แสดงออกทุกสิ่ง  จนมากเกินไป  สิ่งนั้นก็ทำร้ายผม  ผมเรียนรู้ว่า  การที่เราเปิดเผยมากไป
ทำให้อีกฝ่ายควบคุมเราด้วยความต้องการของเขา  และผมเคยคิดกับตัวเองว่า  ผมจะไม่เป็นแบบนั้นอีก


และหลายครั้ง  การนิ่งเฉย  กลายเป็นเกราะป้องกันตัวชั้นดีสำหรับผม  ที่ป้องกันผมจากความรู้สึกหลายสิ่งหลายอย่าง  และสุดท้าย
ก็คือ  มันทำให้ผมหลงเหลือความศัทธาที่มีให้กับตัวเอง


ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา  ผมผ่านประสบการณ์การพูดคุยกับ ผู้หญิงมากหน้าหลายตา  และไม่เคยเป็นมาก่อนที่ผมไม่ได้ใครเป็นแฟนเลย  ตลกดีนะครับ
ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเดินต่อไป  แต่ผมคิดว่าคงเป็นเพราะบุญกรรมที่ทำมา  ผู้คนเหล่านั้น  มีหลายนิสัย หลายบุคคลิก  แต่ก็จากไปในเวลาอันสั้น
จะด้วยปัจจัยอะไรก็ตามแต่  ... แต่พวกเธอก็หลุดออกจากวงโคจรของผมไป

อาจะเป็นเพราะผมจะอธิฐานและบอกตัวเอง  เสมอว่า ... ถ้าเนื้อแท้ผู้คนเหล่านั้นไม่ได้คิดจริงใจกับผมอย่างแท้จริง  ก็ขอให้เขาหลุดออกจากชีวิตผมไป
และเชื่อไหมครับว่าพวกเธอ  หลุดไปจริงๆ   ทั้งๆที่หลายๆคน  ท่าทางดีมาก  เริ่มต้นสวยงามมาก ... แต่  สุดท้ายก็ไป


มันทำให้ผมไม่รู้สึกเสียใจเลย  เพราะว่ามันแสดงออกชัดว่าพวกเธอไม่ได้จริงใจกับผม  แต่ก็ยอมรับว่ามีบ้าง  ที่รู้สึกแย่... เพราะแย่กับตัวเอง
ที่รู้สึกเหมือนว่าเราพยายามมากเกินไปรึเปล่า  ยิ่งค้นหาไขว่คว้า ...  ยิ่งแย่รึเปล่า

ผมจึงตัดสินใจหยุดพักจริงๆ  หยุดทุกสิ่งเอาไว้  ปล่อยให้ใจและความรู้สึกของตัวเองนิ่งขึ้น  ซึ่งพบว่ามันทำให้เกิดความรู้สึกดีขึ้นกับตัวเองจริงๆ


และมันน่าแปลก ที่บางที  ความรักมันช่างเหมือนผีเสื้อ  อย่างที่คนเขาบอกกันจริงๆ  ที่ยิ่งวิ่งไล่ไขว่คว้า  มันก็จะตะเลิดบินหนี  แต่ถ้าเราอยู่สงบนิ่ง
มันก็จะบินมาเกาะที่ตัวเราเอง

ณ วันนี้ที่จิตใจของผมสงบมากขึ้น   และมีความสุขกับชีวิต   ก็มีคนๆนึงผ่านเข้ามา  เป็นคนที่ผมไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้รู้จักกัน  เป็นคนที่ไม่รู้จักแต่ก็เหมือนรู้จักกันมานาน



เวลานี้ผมไม่แน่ใจว่าอนาคตข้างหน้ามันจะเป็นยังไง   จะดี หรือร้าย  ไม่อาจคาดเดาได้  แต่สิ่งที่คิดเอาไว้  ผมจะทำมันให้ดีที่สุด  ผมรู้ปัญหาและข้อเสียของตัวเองแล้ว
และรู้แล้วว่าจะหาวิธีทางแก้ไขได้ยังไง  ผมจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำลายและชดเชยข้อบกพร่องของตัวเอง  มันคงไม่ง่ายที่จะมีใครสักคนที่สนใจในตัวเรา   ทั้งๆที่เราเป็นคนที่แทบจะไม่มีอะไรน่าสนใจเลย   ผมรู้จักคุณค่าในสิ่งนั้นดี  และผมรู้จักรสชาติของความสูญเสีย ...  มาตลอด


และผมหวังว่า .... ผมจะทำได้




วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

Turn back the clock

I wish that I could turn back the clock .... back to the day  when  I never know you.

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

... ความรู้สึก ...

เขาว่ากันว่ายุคนี้  เวรกรรม  มาเร็วติดจรวจยิ่งกว่า 4G  มันก็คงไม่ผิดนะครับ

ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไง  หรือพูดคุยกับใคร  ในปัญหาที่ผมกำลังเผชิญอยู่  เหมือนผมกำลังไปนั่งอยู่กลางความรู้สึกของคนที่ผมเคยทำเขาเจ็ปปวด  ผมไม่รู้ว่ามันรู้สึกอย่างนี้  จนกระทั้ง ณ ปัจจุบันได้มารู้สึกด้วยตัวเอง

มันก็ดีที่ที่นี่ถูกทิ้งให้ร้าง  ไม่มีใครเข้ามา  มันทำให้ผมรู้สึกสงบ  และเหมือนมีที่ไหนสักที่ที่ผมจะสามารถพูดได้ทุกเรื่อง  ทุกๆเรื่องที่อยู่ในใจ


ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำยังไงดี  กับเวลาที่เหลืออยู่นี้   อาจจะเป็นเพราะผมคาดหวังมากไป  เวลาที่มันไม่เป็นไปดังหวัง  ก็จึงรู้สึกผิดหวังมากๆ


มากๆจน  รู้สึกหดหู่  สิ้นหวัง  ว่าชีวิตคงไม่มีทางที่จะได้  บางทีผมก็ไม่รู้ว่า  ชีวิตที่ผ่านมา  ผมพยายามจะพอใจกับทุกอย่าง  เท่าที่ตัวผมมี  พยายามที่จะยอมรับ  และมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่ผมได้รับ


แต่ก็เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างพยามบีดรัด  คาดคั้นให้ผมต้องยอมรับ  มากขึ้นๆ   เหมือนถูกจำกัดอาหาร  ให้น้อยลง  น้อยลง  และยังคงน้อยลงอีก


หรือว่าหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผม  กำลังจะบอกกับผมว่า  แกรไม่มีวันที่จะได้มีความสุข  ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน


ว่าผมต้องดิ้นรนต่อสู้  อดทนเพื่ออะไร   เพื่อสุดท้ายแล้ว  ก็รู้สึกเหมือนเดิมคือ ... ว่างเปล่า  ไรราคา  ไรเงาที่จะมีใครมองเห็น



ทุกๆคน ล้วนแต่สนใจความรู้สึกของตัวเอง  .... แล้วความรู้สึกของผมหละ  มันอยู่ที่ใดกัน




บางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... พร้อมกับความจริง

บางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... พร้อมกับความรู้สึก

บางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... พร้อมกับการไม่ยอมรับ

และบางครั้งความเข้าใจเกิดขึ้น ... อยู่เพียงแค่ในใจเราเอง


ยิ่งอายุมากขึ้น ... เราก็แสดงอาการเจ็บปวดออกมาน้อยลง ... แต่ภายในกลับเจ็บมากขึ้นๆ

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

เมื่อความรู้สึกกระจัดกระจาย


คืนนี้เป็นอีกคืนที่ความคิดกระจัดกระจาย  ไม่รู้ว่าตัวเองเจอเข้ากับสถานการณ์อะไร  หรือว่าควรเดินไปทางไหน  ผมอยากให้มีใครสักคนบอกผม  ว่าผมควรทำอย่างไร

บางทีผมก็สงสัยนะว่า  จะมีไหม  สักครั้งที่จะได้มีความสุข   นานๆ  และก็ยาวๆเหมือนคนอื่นๆ  มีความสุขเกิน 6 เดือน เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง

สงสัยว่าจะได้มีโอกาศอีกสักครั้งไหม  ผมไม่โทษ  เพราะทั้งหมดมันเป็นความผิดของผมเอง

ถ้าผมดีกว่านี้  หรือน่าสนใจมากกว่านี้  ชีวิตผมคงมีโอกาศจะมีใครสักคนได้  ใครสักคนที่รักกันด้วยหัวใจจริงๆ

หลายครั้งที่หลายคนบอกกับผมว่า  ผมรักไม่เป็น  ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรักคืออะไร  มันก็คงจริงอย่างที่เขาว่า   ณ ตอนนี้ผมไม่รู้  ...  ว่ามันคืออะไร


ความรู้สึกเหมือนโดนดูถูกความรู้สึกต่อกัน  มันทำให้ผมมีคำถามเสมอ   ว่าผมไม่สมควรได้รับใช่หรือไม่




ผมแค่หวังว่า  จะผ่านช่วงเวลาอย่างนี้ไปได้  หวังว่าสักวันจะได้มีโอกาศได้เจอ   ได้มีใครสักคนที่ไม่ทอดทิ้งกันไป  สักวันผมคงจะมีโอกาศได้ยิ้มนานๆ  ได้มองดูใครสักคน  แก่เฒ่าไปด้วยกัน

บางทีถ้ามันเป็นบาปกรรมอะไร  ผมก็คิดว่าผมขอชดใช้มันเสียให้หมด  ถ้าจะต้องเสียใจอีก  ก็คงจะไม่เป็นไร  มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอยู่แล้ว  ในเมื่อความสูญเสีย  ก็แวะเวียนมาทักทายกันอยู่แล้วประจำ

ร้องไห้เสียให้พอ  เพื่อที่จะได้มีกำลังไว้ร้องใหม่  ในวันต่อๆไปนะชีวิต

เพราะผมรู้ว่าผมต้องเสียใจอีก  ก็คงต้องเตรียมใจไว้  ยอมรับมันให้ได้  ไม่ว่าใจจะพร้อมหรือไม่  ก็คงต้องเผชิญ

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

... สายไป .... หมดแล้ว ...

สวัดดีไดอารี่ และผู้คนที่อังเบิญผ่านเข้าในในไดร์อารี่ร้างแห่งนี้

ผมไม่ได้เข้ามาที่นี่นานมากแล้วครับ  ชีวิตเปลี่ยนไปมากเวอร์


เกือบจะปีนึงแล้วที่ผมไม่ได้เขียนอะไรเลย  ก็อย่างว่าแหละครับ  เวลาที่เรามีความสุข  เราจะไม่นึกถึงสิ่งที่เรามีอยู่  แต่พอมีความทุกข์ถาโถมเข้ามา  ก็มานึกถึงที่แห่งนี้


ที่เดียวที่ผมจะบ่น  พูด  พร่ำเพ้อได้  โดยที่ไม่มีใครมาอ่าน  (ดีม่ะ)  ดีครับ  ยอดเลย


ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา  ไวเหมือนโกหกมาก  มีหลายสิ่งที่ผมไม่อยากเชื่อว่าผมพบเจอมัน  และสูญเสียมันไป

ผมสูญเสียความฝัน  และคนที่รักไป  ในระยะเวลาใกล้ๆกัน



ความฝันของผม  การไล่ล่าความฝันในการสอบเป็นนักบินของผมจบลงแล้วครับ  ด้วยเงื่อนไขเดียว  นั้นคือผมอายุเกินแล้ว  เกินไป 18 วัน   ......


ปี 2012  เป็นปีสุดท้ายแล้วที่ผมจะมีโอกาศสอบ  โอกาศที่รู้ว่าจะทำไม่ได้  แต่แค่อยากลอง  ผมลงทุนจ้างติวเตอร์  เพื่อการนี้โดยเฉพาะ  แต่แล้วเรื่องก็จบลง  2  วันให้หลังจากการเปิดรับสมัครสอบ   ผมได้รับโทรศัพท์จาก air asia ว่าเขาจำเป็นต้องสงวนสิทธิ์ในการสอบนักบินกับผม  เพราะผมอายุเกิน



รู้สึกตัวชาไปหมดครับ  ทำตัวไม่ถูกเลยนะครับ  เป็นความรู้สึกที่ว่า  ทำไมหนะ  ... ตาสุดท้ายของกรูแล้ว  ขอกรูหน่อยไม่ได้หรอ  .... แต่กฏก็ต้องเป็นกฏครับ  ไม่ได้คือไม่ได้  ดิ้นรน  โวยวายไป  ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมา



ผมน้อมรับมัน  เจ็บลึก  6 ปีที่กินอยู่กับความฝันนี้    กับความหวังเลือนลาง    จบลงง่ายๆ  โดยที่ไม่ได้แม้แต่ลงมือ  .... แค่รู้สึกว่า  ถ้าผมทำไม่ได้ด้วยตัวของผมเอง  ผมคงไม่เสียใจ  เท่านี้



หลังจากนั้น  ชีวิตของผม  ก็ว่างเปล่า  การอยู่โดยไม่มีความฝัน  ไม่มีจุดหมายอีกแล้วนี้แม่งโคตรเซ็งนะครับ



ผมไม่มองเครื่องบินอีกเลย  ไม่ดู  ไม่อยากเห็น  เพราะทุกครั้งที่เห็น  มันเจ็บปวด  บาดลึก  .... สงสัยในวิถีทางของตัวเอง



แต่ตอนนั้น  ผมยังมีความรัก   ไม่ดีเลิศ  ไม่หวานซึ้ง  แต่ยังมี  .....



และตอนนี้  ผมก็สูญเสียความรักไป   มันให้ความรู้สึกว่างเปล่า   ทวีคูณ  


การที่เรามีความรัก  แต่ไม่อาจรักษาความรักเอาไว้ได้  เพราะตัวผมเอง  มันแย่นะครับ     .....  ผมดูแลเธอไม่ได้  ให้ความสุขในสิ่งที่เธออยากได้ไม่ได้     ผมเป็นคนรักที่ไม่ดี  ....  จริงตามนั้น


ผมละเลย  ปล่อยเธอไป   ด้วยความสับสน  ....   ว่าทำใจได้ที่เธอควรได้เจอใครที่ให้ความสุขนั้นกับเธอได้  



แต่เมื่อเวลานั้นมาถึงจริง  .... แม่งนรกมากครับ  ในวันนี้  ที่ผมเปลี่ยนงาน  พยายามจะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง  ....  หาลูกจ้างมา  เพื่อที่ผมจะได้มีเวลา   ....  เวลา  ....



สิ่งที่เธออยากได้มาตลอด  แต่ผมให้เธอไม่ได้เลย


ตอนนี้ผมมีเวลาแล้ว ....  แต่เธอก็ไม่อยู่แล้ว  เช่นกัน



เธอไม่อยู่ตรงนั้นอย่างที่เธอเคยบอกไว้แล้ว    .....  เธอบอกว่า  ถ้าวันนึงผมทำความรักให้เป็นความรักได้ เราอาจได้กลับมาเจอกัน  .....   แต่เมื่อวันนึงที่ผมกลับไป   เธอไม่อยู่แล้วครับ



มีใครอีกคนนึงก้าวเข้ามา  .... ให้สิ่งนั้นกับเธอแล้ว ....    มันไม่ผิดหรอกครับที่เป็นแบบนี้



ถ้าจะโทษ  คงเป็นตัวของผมเอง  ....  ที่ไม่ดี  คงเป็นตัวของผมเอง  ....  ทั้งนั้น



วันนี้  ณ วันที่ผมสูญเสีย  ทั้งความฝัน  และความรักในชีวิตไป  ....  ชีวิตแทบไม่เหลืออะไรเลยให้มอง



ไม่เหลืออะไรเลย  .... ให้บอกตัวเองว่า  .... ควรมีชีวิตอยู่





เป็นความเจ็บปวด  หน้าสมเพชของคนๆนึง   ....  ที่ไม่เข้าใจ  ว่ามายืนอยู่  ณ จุดนี้ได้ยังไง




ผมเคยเข้าใจว่าผมเดินตามเส้นทางที่ถูก    ผมเดินมาถูกทางแล้ว   ผมดูแลครอบครัว    ผมมีความจริงใจ  ผมมีบ้าน  มีรถ  ....   แต่ทำไมเส้นทางนั้น  พาผมมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้    จุดที่ผมไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง   ....   ผมพลาดอะไรไปตรงไหน



ทำไมผมถึงไม่รู้สึกตัว  ....   หรือเพราะผมไม่เคยฟัง .....



ณ วันนี้ผมมีสิ่งที่อยากมี  มีเงิน  มีเวลา .... แต่ผมไม่เหลืออะไรแล้ว     ผมสามารถจ้างติวเตอร์มาสอนผมได้แล้ว   ด้วยเงินของตัวเอง  ....  ผมสามารถไปเรียนภาษาได้แล้ว  ผมพอมีเงินแล้ว ...   ผมสามารถให้เวลากับคนที่ผมรักแล้ว    ....  ผมมีทั้งเงิน และเวลาแล้ว



แต่ทำไมตอนนี้  ผมไม่สามารถทำทั้งสองอย่างนี้ได้      ทำไมทุกอย่างมันถึงสายไป   .....   หมดแล้ว



ทำไม ..................

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

... She เรื่องรักระหว่างเธอ ...

เออ ... อยากจะบอกว่า เป็นหนังที่อวยทั้งตัวเอง แล้วคนรอบข้างให้ไปดู หมายมั่นปั้นมือว่าอยากจะไปดูให้ได้ เพราะเนื่องจากพลาดหนังแนวนี้มาแล้วหนนึง


และไม่อยากพลาดอีก ผมไปดูหนังเรื่องนี้คนเดียว พกความคาดหวัง และความตื่นเต้นไปเต็มสูบ เพราะชอบนักแสดงหลักทั้ง 4 คน และมองดูว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ และสีดำเจือปนอยู่มากกว่าเรื่องแรกอย่างแน่นอน ซึ่งโดนใจครับ ยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวัง

เอาตัวหนังรวมๆก่อน ผมอยากบอกว่าเมื่อดูหนังจบ สิ่งที่ตัวหนังทำได้นั้นคือ ทำให้ตัวละครและเนื้อเรื่องมันยังคงติดอยู่ในใจ แม้กระทั้งตอนที่เดินออกมาจากโรงหนังแล้ว ก็ยังคิดถึงอยู่ แต่ ... ไม่มาก ไม่กระแทกใจ และไม่ทำให้รู้สึกอยากดูอีกเหมือนหนังรักใสๆวัยรุ่น เรื่องก่อนหน้า


เนื่องจากมันน่าจะเกิดการเปรียบเทียบเชิงมวยกันแน่นอน ระหว่างหนังหญิงรักหญิง 2 เรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ออกตัวแรงอยู่แล้ว ว่า Dark กว่า และ Adults กว่า
ทั้งตัวอย่าง และเนื้อเรื่องย่อบทนำกว่าเรื่องก่อนหน้าอย่างชัดเจน และผมเชื่อว่าคนวัยผู้ใหญ่น่าจะคาดหวังกับมัน


แต่ปัญหาที่ผมพบขณะที่กำลังดูคือ .... บางฉาก งง ว่าตัวละครบางตัว ... เขาเป็นใคร เขามาจากไหน และเขาก็จบไป ซีนเดียว

ดูจนจบทั้งเรื่องผมชอบที่จริงๆแล้วตัวละครหลักทั้ง 4 คนมีที่มาที่ไป มีเรื่องราวที่มา และความซับซ้อนในชีวิต แต่ปัญหาคือตัวเนื้อเรื่องไม่บอกกล่าว อยู่ดีๆก็มาเป็นซีนๆแบบงงๆ ทั้งๆที่ฉากที่ต้องแสดงอารมณ์เหล่านั้น ถูกแสดงออกมาอย่างดี จนทำให้ผมร้องไห้ตามในบางคำพูด แต่มันไม่ค่อยอินเท่าไร

เหมือนตัวหนังอยากให้คนดูรู้เรื่องเท่าที่เห็น แต่ผมว่ามันทำให้ไม่ค่อยอินเท่าไร ไม่เจ็บปวดตามตัวละคร มันแค่โดนใจ ตรงเข้ากับเรื่องของตัวเองถึงร้องไห้ตาม


เหมือนมีฉากดีๆเยอะ แต่เรียงออกมาไม่ถูก ตัวหนังก็เลยแปลกๆในสายตาผมอ่ะนะ


แต่ก็ชอบหลายอย่างนะครับ ชอบตัวหนังที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกอย่างต้องเคลียร์เป็นภาพให้เห็น ไม่จำเป็นต้องเห็นบัวขาดใจตายต่อหน้าจูน ก็รู้ได้ว่า เออ ... เธอเสียชีวิตแล้ว

หรือไม่จำเป็นที่บี จะต้องมาพูดอะไรหรือให้ของ ส่งคลิปอัพยูทูป อะไรให้ดา ดาก็สามารถกลับมาหาบีได้ แบบหนังสูตรสำเร็จ ซึ่งผมว่า นี้คือความเป็นจริงในชีวิตรักของคนปรกติทั่วๆไปมากกว่า
ตรงนี้ชอบครับ กด like รัวๆ

นักแสดง ...

โอย งานนี้แยกเป็นคู่ๆเลยแล้วกัน คู่แรกเลย บี กับ ดา คู่นี้เล่นเก่งทั้งคู่ ผมชอบนะ ดูแล้วน่ารัก เป็นธรรมชาติผ่านอ่ะ เวลาอยู่ด้วยกัน รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดเข้าหากันเชื่อตามได้ ว่ารักกัน


แต่อีกคู่นี้สิ ... 555 จูน หรือน้องแอนเล่นแข็งมาก จนนึกถึง ติ๊นา กับหนังคู่ปรับก่อนหน้าที่แข็งทื่อพอๆกัน แต่ได้คู่ที่มาช่วยชีวิตเอาไว้นั้นคือคุณ ต่าย เพ็ญพักตร์
เธอช่วยชีวิตน้องแอนไว้ในทุกฉาก และผมก็ชอบมากๆ กับทุกๆฉากที่มีคุณต่าย พลังเธอดีจริงๆ เธอรู้ว่าตอนไหนควรแสดงแบบไหน ควรทำอะไร เออ เลิศมากครับ


หนังเรื่องนี้ขาดตรงเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องที่ดี เหมือนกินขนมเค้กที่มีส่วนผสมครบ แต่ตีเครื่องไม่ผสมเข้ากันดีพอ เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ดู มีคำถามเยอะครับ แบบว่า "อ่าว แล้วนี้มายังไง ตัวละครนี้มายังไง"
"เขาเป็นใคร" "ทำไมเป็นแบบนี้" และหลายฉากที่ทำเอาเบื่อเหมือนกัน จริงๆผมแอบคิดเข้าข้างว่า ..."อาจได้ว่าถ่ายทำครบท่วน แต่มีการตัดออกเพราะเนื่องจากความยาวของหนัง ทำให้ส่วนสำคัญหายไปรึเปล่า"

อันนี้ผมก็ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองไป แต่ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบคู่มวยกับหนังเรื่องก่อนหน้า ผมว่า She ยังคงตามหลัง Yes or No อยู่สักเกือบๆ 1 ช่วงตัว

อาจเป็นเพราะว่า ขอบเขตของหนังเรื่อง She ใหญ่กว่า และจริงจังกว่า มันเลยทำให้ยากกว่า yes or no ที่เป็นแค่ชีวิตเด็กมหาลัย She เหมือนสอบไม่ผ่าน
ที่จะไปให้ถึงจุดที่ดูแล้วไม่สงสัย ไม่งง ไม่เห็นจุดจับผิดมากมาย (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจจับผิดเลย)

และนี้คือฉากที่ผมสงสัย

... ตอนดู ผมรู้สึกว่าดากับบีอยู่อพาต์เมนท์ห้องใกล้ๆกัน เคยเห็นกันแต่ไม่รู้จักสนิทกันขนาดนั้น ... แล้วดารู้ได้ยังไงว่าบีลดความอ้วนกินแต่สลัด ในตอนฉากที่ชวนมากินข้าว
... ฉากช่วงที่ดา โดนทอมป๋าพามาบ้าน ตอนแรกก็บ้านหรู แต่พอมาห้องนอน ทำไมมันรู้สึกเหมือนโรงแรม แปลกๆ ที่ประตูห้องมีเอกสารหรืออะไรสักอย่างแปะอยู่ ไม่ได้จับผิดเลยนะ แต่มันเห็นอ่ะ


... ฉากบีกับพ่อ ฉากนี้ทำผมน้ำตาร่วงเพราะตรงกับตัวเอง แต่ปัญหาคือ ตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าบีมีปัญหาครอบครัว แล้วรู้สึกว่าอยากรู้จักตัวละครนี้ให้มากกว่านี้จะได้มีอารมณ์ร่วมตามไปแต่ไม่มีอ่ะ มีแค่นี้ ฉากเดียวเอง


... และฉากช่วงท้ายๆ ที่ดาเดินไปคุยกับใครก็ไม่รู้อ่ะ ที่พูดให้เธอคิดได้แล้วกลับไปหาบี ตอนนั้นงงมากครับ ใครอ่ะ เธอเป็นใคร มายังไง


มีฉากเดียวที่ผมดูแล้วสบายใจสุด คือฉากที่บีคุยกับพี่พนักงานร้าน ตอนที่ก่อนดาจะกลับมาง้อ เออ รู้สึกว่าไม่ขัดใจ รู้ที่มาว่าศิราณีฝ่ายพระเอกเป็นใครมาจากไหน


ส่วนนอกนั้นมีขัดใจบ้าง แต่ก็โอเค เอาเถอะ หยวนๆ เพราะไม่รู้สึกงงมากๆเท่า 4 ฉากต้องสงสัยของผม


เฮ้อ ... แต่ชอบนะครับ ชอบที่มีคนทำหนังแนวเราๆ หญิงรักหญิงออกมาเยอะๆ ที่ว่ามาทั้งหมดผมไม่ได้เกลียดหนังเรื่องนี้นะ เพียงแต่มันอาจเป็นความผิดของผมเองที่คาดหวังกับมัน
และเอามาเปรียบเทียบเฉิงมวยกับหนังรุ่นพี่ yes or no ที่มีจุดจับผิดอยู่บ้าง แต่เล่าเรื่องได้ลื่นไหลและหน้าติดตามกว่ามาก

และก็อยากให้กำลังใจทีมงานและนักแสดงเรื่อง she ทุกๆคนนะครับ ขอบคุณที่ทำหนังออกมาให้เราได้ดูกัน และผมก็อยากจะเห็นคนทำหนังแนวหญิงรักหญิงที่เป็นแนวนี้จริงๆออกมาอีก


เบื่อครับที่บางเรื่องมีเพศที่ 3 โผล่เข้ามา แต่แลดูโกหก และไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด เหมือนเขาไม่เคยรู้เลย ว่าจริงๆแล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ต่างจากของเขาเลย สักนิดเดียว

งานนี้ ให้คะแนน 6 เต็ม 10 แล้วกันอ่ะครับ เพราะผมว่ามันน่าจะดูแล้วไม่งงแบบนี้

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...