วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

... วันนี้ ...

พ่อ .... กำลังจะออกจากงาน เพราะเงินเดือน 1 หมื่นบาทถ้วน แค่เติมน้ำมันจากบ้านไปทำงานที่คลอง 2 ก็ 5000 บาทแล้ว ผมให้พ่อเอารถไปใช้เพราะมันเดินทางลำบากมากถ้าขึ้นรถเมย์ ยังไม่รวมค่ากิน ค่าอะไรต่อมิอะไรอีก สรุปแล้วไม่คุ้ม

แม่ .... ไม่สบาย ไปตรวจเลือด เนื่องจากความดันสูง มีเบาหวานและคอเรสเตอร์รอลลสูง


ในชีวิตผม ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่มันแย่ลงไปกว่านี้ได้ แต่มันก็มี และมันก็มีมาเรื่อยๆ


ตั้งแต่พ่อตกหลังคาลงมา นี้ก็เป็นปีแล้ว ... ที่ชีวิตของผมแย่ลงเรื่อยๆ

สิ่งของนอกกายมากมายอันเป็นที่รักของผม ต้องถูกขายไปเป็นของคนอื่น


ของใช้ส่วนตัวของผม ถูกตัดออกไปจากวงจรชีวิตมากชิ้นขึ้นเรื่อยๆ


ผมชอบอ่านหนังสือ เมื่อก่อนสมัยเรียน เคยซื้อหนังสือทุกๆเดือน อย่างน้อยเดือนละ 3 เล่ม

ตอนนี้ เหลือ Bangkok post กับ Aerospace เพียงเล่มเดียว และก็ไม่สามารถติดตามได้ทุกเดือนอีกต่อไปแล้ว


ผมบอกได้คำเดียวครับว่าผมอึดอัด ที่ถูกฝากความหวังเอาไว้บนบ่า


ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเคยทำอะไรแล้วทำให้ตัวผมเองมีความสุข


เคยเล่นเกมส์แล้วมีความสุข แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่อยากเล่นอีกต่อไป





ผมอยากไปดูเครื่องบินจังครับตอนนี้ อยากไปนั่งมองความฝันบินไปบนท้องฟ้า อย่างที่เคยทำ

ไปนั่งเงียบๆ อยู่ในอาคารผู้โดยสาร มองดูความฝันผ่านไปผ่านมาตรงหน้า





แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะต้องอยู่ช่วยที่บ้าน เมื่อก่อนผมให้เวลากับที่บ้าน 70 เปอร์เซ็น แล้วมันก็ค่อยๆเพิ่ม เป็น 80 90 จนตอนนี้ 100 เปอร์เซ็นแล้ว




100 เปอร์เซ็น ทั้งเงินเดือน และเวลา


ผมไม่มีความสุขเลย ผมอยากจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ที่ชีวิตของตัวเองหายไปต่อหน้าต่อตา



คุณนบซาน บอกว่า ผมควรเปลี่ยนทัศนคติ ผมก็อยากเปลี่ยน


แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน วันพรุ้งนี้ ..... จะมีอะไรแย่กว่านี้ไหม


ผมคงทำเวร ทำกรรมไว้เยอะ ชีวิตมันถึงได้เป็นแบบนี้

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

... เมื่อเวลาเดินทาง ...

สวัสดีครับ หายหน้าหายตาไปจากบล็อคนานมากๆ


คิดถึงที่นี่นะครับ แต่ก็ไม่รู้ว่า จะเขียนถึงอะไร เพราะไม่มีอะไรให้เขียน


ชีวิตของผมก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย มีแต่เรื่องแย่ลง ที่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเล่าทำไมเหมือนกัน


ผมยังคงใช้ชีวิตอย่างเดิม ถูกขัง เป็นนักโทษอยู่ในชีวิตของตัวเองเหมือนเดิม
ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรน อดทนต่อสู้ยังไง ผมก็ยังคงไม่ก้าวไปไหน



ตอนนี้ที่บริษัทของผม ได้ย้ายภูมิลำเนา ตำแหน่งมาแถวบ้านผมแล้ว ก็สะดวกและประหยัดที่จะเดินทางไปทำงานมากกว่าแต่ก่อน



แต่ก็มีสิ่งที่ไม่ดีตามติดมา



เพราะต้องเห็นคนที่เรารัก ใช่ชีวิตอยู่กับแฟนของเขาต่อหน้าเรา ทุกวัน มาอยู่ใกล้ๆบ้านผม ถัดไปแค่ 2 ซอย มาให้ผมเห็น ให้ผมรับรู้ ..ว่าเขาอยู่ด้วยกัน




คนรักกัน ... ได้ใช่เวลาร่วมกัน ช่วยเหลือ เกื้อกูล ได้มีแสดงออก จับต้องมองเห็น มีความทรงจำที่ดีร่วมกัน




ได้มีโอกาศได้แสดงออก ... ว่าตนรัก นี้มันคงจะดีมากๆเลยนะครับ




ผมควรจะดีใจ กับเธอด้วยใช่ไหมครับ ผมก็รู้สึกดีใจนะ ที่เธอมีคนดูแล ... ที่รักเธอ
เขาก็ดีกับเธอจริงๆ และมันก็ไม่ผิดที่คนๆนั้น ไม่ใช่ผม







การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางนี่มันช่างเจ็บปวดเหลือเกินนะครับ ไม่ว่าผมจะเลือกรักใคร ... มันก็มักจะจบลงแบบนี้เสมอๆ





ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผมก็ถูกลืมเสมอๆ





ใครเขาจะมาเลือก คนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างผม แม้แต่ชีวิตของตัวเอง ก็ยังมีไม่ได้ ...





ผมจะได้มีโอกาศมีวันนั้นไหมครับ ... วันที่ผมจะได้เจอใครสักคน ที่เขาจะรับรู้ว่าผมรักเขาจริงๆ และมองเห็นว่าผมก็มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้




วันนี้ ... ผมไปทานข้าวเย็นกับเพื่อนของผม ที่ Big C สุขาภิบาล 3 และพบภาพ 2 สิ่งที่ทำให้เจ็บปวด เข้าไปถึงหัวใจข้างในของผม



ภาพแรก คือภาพของชาย 2 คน เดินมาด้วยกัน คนนึงใส่เครื่องแบบนักบิน เขาเอาอินทนูออก แต่ยังคงติดปีกสีทองที่อกเสื้อ มองเพียงครั้งแรก ผมก็รู้ ว่าเขาคือ "นักบิน"
อาชีพที่ผม ได้แค่เก็บความฝันและความพยายามนั้นไว้กับตัว





และ 2 ภาพของ หญิงคนที่ผมรัก เดินมากับแฟนของเธอ ... คนที่ผมได้แต่เก็บความรักเอาไว้ เพราะมันไร้ค่าสำหรับเธอ




มันเจ็บที่ข้างในหัวใจยังไงไม่รู้ครับ ... ผมรู้แต่ว่า มันเจ็บ .........




ผมขอโทษนะครับ สำหรับทุกๆคนที่เข้ามาที่นี้ และพบว่ามันมีแต่ความเศร้าซ้ำซากหน้าเบื่อ มีแต่น้ำตา ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะหยุดไหล




ขอโทษพ่อกับแม่ ที่ผมไม่สามารถทำอะไรให้มันดีไปกว่าที่เป็นอยู่นี่ได้ และทำให้พ่อกับแม่ยังคงต้องเหนื่อย ในวัยที่สมควรจะต้องได้พักผ่อนแล้ว



ผมขอโทษจริงๆครับ

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

... คงเป็นเพราะมันมองเห็นไม่ได้ ...

ช่วงเวลานี้ของชีวิตผม เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า ผ่านมันไปได้ยากจริงๆ


ณ เวลาที่เราไม่เหลือใคร หรืออะไรในชีวิต มีชีวิตเพื่อเฝ่ารอ และหวังว่าชีวิตมันจะดีขึ้น


อีกครั้งที่ผม ถูกขอร้องให้เลิกยุ่งกัน จากผู้หญิงที่ทำงาน มันก็เหมือนเดิม เธอมีคนที่เธอแคร์ คนที่เธอรักอยู่แล้ว


มันไม่จำเป็นเลย ที่เธอจะต้องมาทนกับคนอย่างผม


ผมเข้าใจ และยอมรับ ถ้าเธอจะตัดสินใจอย่างนั้น ......... " ไม่เป็นไร "






เธอเลือกคนที่เธอเชื่อมั่น ไว้ใจ และผูกพันกันมา เขาคงเกิดมาเพื่อคู่กัน เกิดมาเพื่อเกื้อหนุนกัน


คนอีกคนจะไม่สามารถขาดคนอีกคนได้ เธอเลือกที่จะตัดผมทิ้งได้ แต่ตัดเขาไปไม่ได้


ผมก็แค่ใครสักคน ที่ผ่านเข้ามา แล้วก็กำลังจะผ่านไป ...... ผมอยากออกจากงานครับ




ตอนนี้บอกได้เท่านี่




มันไม่ผิดที่เธอจะเลือกเขา เพราะเขาก็ดีกับเธอจริงๆ


และวิถีชีวิตตอนนี้ของผม มันก็ไม่เข้ากับของใครเลย แล้วก็คงจะไม่มีใครอยากที่จะเข้ามาในชีวิตของผม


เพราะผมคงไม่ได้เกิดมาเพื่อเหมาะสมกับใคร ......... ก็ไม่เป็นไรครับ






บางทีมันก็อาจจะสมควรแล้ว ที่เป็นแบบนี้ สมควรแล้วจริงๆ






ความรัก ไม่สามารถวัดกันให้เห็นได้ ว่าใครรักใครมากกว่ากัน

ไม่สามารถวัดได้ว่า ความรักของใครเป็นรักแท้ หรือรักหลอก

แต่บางครั้งมันก็วัดได้จากการแสดงออก จากการทำอะไรเพื่อกันและกัน

บางคนอาจจะวัดจาก .... การได้มีโอกาศได้ใช่เวลาร่วมกัน ได้ทำอะไรดีๆต่อกัน



แต่กับคนที่ไม่มีโอกาศได้ทำหละ .... นั้นแปลว่า ความรักของเขา ด้อยค่ากว่าคนอื่นๆหรือ??



กับคนที่ได้แค่มองนั้นแปลว่า ความรักของเขา ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง .... งั้นหรือ




มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ




"เพราะความรัก ไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา แต่สัมพัสได้ด้วยหัวใจเท่านั้น"




แด่ทุกๆความรัก ที่ให้ไป แม้ว่าจะไม่ได้รับตอบกลับมา .......

.
.
.
.

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

... แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ...

มีคนเขาบอกว่า เมื่อมีความสุข เราจงเตรียมใจไว้ว่า จะมีความทุกข์ตามมา

และเมื่อเราต้องทุกข์แล้ว ก็ขอให้คิดเข้าข้างตัวเองไว้บ้างว่า อีกไม่นานความสุขก็กำลังจะตามมาเช่นกัน




เมื่อวานแม่โทรมาบอกข่าว เหมือนจะเป็นข่าวที่ดี แต่ผมก็ยังไม่รู้ในอนาคตที่แน่นอนว่ามันจะเป็นยังไง



... พ่อกำลังจะได้งานทำ ...



อีกครั้งที่เหมือนแสงสว่างวาบขึ้นมาที่ปลายอุโมงค์ที่มืดมิด ถ้าพ่อได้งานทำ และทำได้จริงๆ อะไรๆในชีวิตครอบครัวของเราตอนนี้



ก็คงจะดีขึ้น



ดีขึ้น .... ดูเหมือนว่าคำๆนี้ผมจะไม่ได้ยินมันมานานแล้ว




มันรู้สึกเหมือน ฟังดู สมองเรารับรู้ว่า มันจะเป็นเรื่องดีที่จะเกิดขึ้น


แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ประมวลผลด้วยสถิติชีวิต บอกว่า .... มันอาจไม่ดีก็ได้ พ่ออาจจะไปทำไม่ได้
สองจิตสองใจ ว่าควรจะดีใจดี ตั้งแต่ตอนนี้ หรือว่าจะรอให้พ่อไปทำงาน แล้วดูว่าทำได้รึเปล่าก่อน แล้วค่อยดีใจ




ผมก็ยังไม่มันใจเหมือนกัน




แต่มันก็เหมือนละอองฝน บนทะเลทรายตอนนี้ ที่ผมกำลังพาครอบครัวเดินไป ถ้าพ่อมีงาน มีเงินเดือนขึ้นมาอีกครั้ง ... ก็คงจะดี



แล้วถ้าอะไรมันเป็นอย่างที่แม่เล่า ครอบครัวเราก็อาจจะไม่ต้องขายของไปจนตาย เราก็อาจจะมีกิจการที่มั่นคงกว่านี้ เป็นของตัวเอง .... และกลับไปมีชีวิตที่ ยิ้มได้กว้างๆ เหมือนคนอื่นๆ สักที ...


.
.

วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553

... บางทีเราก็ควบคุมไม่ได้ ...

คนเราจะตายเพราะความเจ็บปวดในใจไหม ผมว่าไม่หรอก แต่เราจะได้สัมผัสกับความรู้สึกที่เหมือนกับตาย ทั้งๆที่ยังคงมีลมหายใจ



อ่อ ... มันเป็นแบบนี้เอง



ผมจะไม่เสียอกเสียใจกับสิ่งที่ผมได้เลือกแล้ว ... เพราะไม่ว่าผมจะเลือกทางไหน ผมมีเพียงแค่ตัวของผมเอง เป็นเพื่อน และตัวผมเองที่เป็นคนที่ผมไว้ใจได้มากที่สุด



แม่ผมบอกว่า ในโลกของความจริง เราไม่อาจไว้ใจใครได้ แม้แต่คนที่เรารักมากที่สุด เพราะมันไม่ได้แปลว่าเขาจะรักเรา เหมือนที่เรารักเขา




ตอนนี้รู้สึกว่า ชีวิต ต้องผลิตกำลังใจมากๆ ทุกๆวัน ที่จะห้ามไม่ให้เอาหัวโขกข้างฝา หรือ วิ่งร้องเป็นบ้า ออกไป


บางทีผมก็รู้สึกว่า ผมเริ่มรู้แล้วว่า ใกล้บ้า เป็นยังไง




ไอ้ตัวเหี้ย ที่ทำงาน คนที่ผมเกลียดกำลังจะย้าย เข้ามาอยู่แถวๆบ้านผมถัดไป 2 ซอย ผมรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก จริงอยู่ที่โคตรพ่อ โคตรแม่ผม ไม่มาสร้างไว้ แต่ .... ผมรู้สึกว่า ละแวกบ้านผม



มันเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนตัว ที่ผมจะไม่ต้องพบเจออะไรหรือใครที่รู้จักผม โดยเฉพาะคนที่ผมเกลียด




เวลาใส่ขาสั้น ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว ไปซื้อส้มตำ ไปเช่าวีดีโอ หรือปทำธุระที่ธนาคารหน้าบ้าน ผมก็ไม่ต้องรู้สึกว่า จะเจอพวกแม่งไหม



สัดเอ้ย .......... กรูเกลียดพวกมึง ไอ้เหี้ย กรูทนเห็นพวกมึงที่ทำงานก็มากเกินทนแล้ว กรูจะต้องมาพบเห็นพวกมึงที่แถวบ้านอีกหรอวะเนี้ย ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย




ต่อไปนี้เวลาไปช่วยแม่ขายของ กรูก็อาจจะต้องเจอพวกมึงอีก

ว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย





ทำไมชีวิตกรูแม่งถึงได้บัดซบ เหี้ยซ้ำ เหี้ยซาก แบบนี้





กรูเบื่อว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


.

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

... อีกหนึ่งความลึก ของชีวิต ...

... อย่าอ่าน !!! ถ้าชีวิตคุณมีอะไรให้ทำสนุกกว่าการนั่งอ่านสิ่งที่ทอมคนนึงเขียน ตีอกชกหัว ไม่พอใจชีวิตตัวเอง เพราะผมเองยังรำคาญชีวิตตัวเองเลย แต่ก็ขอขอบคุณทุกท่าน ที่มีน้ำใจเป็นห่วงกันเสมอมาครับ ...





หวัดดีคับ


สวัสดีอีกวันแสนเน่าในชีวิตผม ตอนนี้ผมเหมือนกำลัง เรียนรู้ชีวิตอีกด้านนึง อีกขีดนึงที่ผมต้องรับมือ
6 เดือนก่อนผมอาจจะคิดว่า .... ผมคงจะไม่สามารถมีชีวิตที่แย่ไปกว่านั้นได้อีกแล้ว แต่ตอนนี้ผมก็มีชีวิตที่ย่ำแย่


มากกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน



เมื่อนานมาแล้ว ผมเคยเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดี เคยเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ .... แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะจดจำความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้อีกแล้ว


ผมยังคงต้องไปทำงานทุกวัน อย่างขาดไม่ได้ ทั้งที่ผมไม่อยากไปเลย คุณรู้ไหมว่ามันต้องใช่กำลังใจมากมายขนาดไหน ที่กว่าจะผ่านไปได้สักนาทีนึง


ต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองมากมายขนาดไหน ... กว่าจะผ่านมันไปได้


ที่จะทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เหมือนไม่รับรู้กับภาพที่เห็นตรงหน้า


ที่จะทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เหมือนว่าชีวิตยังสดใส เวลาผู้คนในที่ทำงานชวนกันไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แล้วผมไปไม่ได้ เพราะ .... ไม่มีเงิน


ที่จะต้องทำเป็นสงบ นิ่งเฉย เวลาผู้คนมากมาย ใช่งานผม ทุกๆคนอยากได้เร็ว อยากได้ก่อน ในขณะที่ผม มีคนเดียว กับเซลล์ 4 คน และ เจ้านายอีก 3 คน พร้อมกับ ... ต้องออกไปตรวจของข้างนอกด้วย
ทุกๆวัน ผมต้องรับมือกับสิ่งเหล่านี้ ตลอดเวลา เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งหัวใจ





ผมอิจฉา ผู้คนรอบตัวผม อิจฉาที่เขามีทุกอย่างที่เขาอยากมี มีความรัก มีเงิน มีชีวิตที่ดี .... ผมยอมรับ และความอิจฉาก็ทำร้ายตัวผมเองตอนนี้ ...... มันดูงี่เง่า เวลาเรามองดูคนที่เขากำลังอิจฉาคนอื่น เราจะมองว่า ไร้สาระ


แต่เมื่อยามที่ มันตกอยู่กับตัวเราเอง บางทีก็หัวเราะไม่ออก


ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังตกเป็นนักโทษให้กับชีวิตตัวเอง เหมือนต้องชดใช่กรรมอะไรสักอย่าง ที่ต้องทำให้ผมตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทนทุกทรมาน เจ็บปวด กับความคิดของตัวเอง






ส่วนแฟนผม ผมจะยังสามารถใช้คำๆนี้กับเธอได้ไหม .... เธอก็หายไปเลย ผมไม่ได้โทรหาเธอ เราไม่ได้พูดอะไรกัน ... ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าตลอดเวลาผมอยู่ในฐานะอะไร


ผมไม่รู้ว่าเธอจะกลับมาทำไมในชีวิตผมทำไมเหมือนกันก็ไม่รู้ กลับมา มาให้ผมเลือกเธอ แล้วก็ทำกับผมแบบนี้


จะกลับมาทำไม ถ้าตัวเขาเป็นแบบนี้


ผมมานั่งคิดๆดู เธอกลับมาเพื่อ ????


ในเมื่อไม่มีเวลา จริงอยู่ที่เธอบอกตั้งแต่แรกว่าไม่มีเวลานะ .... แต่ .... จะเป็นแฟนกันทำไม ถ้าหากว่าไม่มีเวลาแม้แต่จะโทรหากัน


จะเป็นแฟนกันทำไม ... ถ้าคุณแคร์เพื่อนของคุณมากมายขนาดนั้น ....


แล้วจะมีผมเพื่ออะไร .... ให้ผมเคลียร์ตัวเองเพื่ออะไร .... ให้ผมคอยเพื่ออะไร


ผมรักเขา และคิดเสมอมา ว่าเขาเป็นคนที่ใช่สำหรับผม อยากให้เขาเป็นภรรยา เป็นแม่ของลูกผม (ถ้าทำได้)


แต่ผมไม่เข้าใจว่าผู้หญิงที่ผมเลือกคนนี้ สุดท้ายแล้ว ..... กลายเป็นความว่างเปล่าสำหรับผม
ณ เวลานี้ ผมควรเป็นไง มีชีวิตครอบครัวแสนบัดซบแล้ว น่าจะอยู่ได้ตามปรกตินะ น่าจะไม่ต้องเจ็บปวดหัวใจ เพราะรู้สึกไร้ค่าต่อคนที่รักแบบนี้


น่าจะนอนหลับไปได้ในแต่ละค่ำคืนด้วยความเหนื่อยอ่อน ไม่ใช่หลับไปพร้อมกับความรู้สึกสงสัย และไม่เข้าใจ ว่าผมเลือกทำแบบนี้เพื่ออะไร


สุดท้าย เชื่อเถอะ เธอก็จะไป เธอไม่เลือกผมหรอก เพราะผมมันน่าสะอิดสะเอียน เธอก็จะจากไป ง่ายๆ เหมือนที่เธอเคยทำ


เพราะผมมันรอไม่ได้ เพราะผมเรียกร้อง และ .... ไม่เคารพสิทธิของเพื่อนเธอ






ก็ไม่เป็นไรครับ ผมจะยอมรับ .... หากชีวิตมันจะเป็นแบบนั้นอีกครั้ง





"..แต่ผมสาบานให้ตายจากพ่อแม่ผมไปเลย ว่า ..... มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะทำแบบนั้นกับผม !!! .."







เพราะมันเป็นอีกครั้ง .... ที่เธอแสดงให้ผมประจักแก่สายตาของผมแล้วว่า ..... ผมไม่ได้มีค่าอะไรขนาดที่ผมสำคัญตัวว่ามี




แม่ผมพูดไว้ไม่มีผิดเลย .... ไม่ผิดจริงๆ และผมทะเลาะกับแม่เพื่อ ผมเถียงแม่แทนเธอเพื่อ?????




นอกจากไปเกิดเอาใหม่แล้ว .... จะมีวิธีไหนอีกบ้างไหมครับ ... ที่ผมจะหลุดพ้นไปจาก .... เรื่องเหี้ยๆที่ต้องพบเจอกันประจำๆแบบนี้


หรือผมสมควรต้องไปเกิดใหม่แล้วจริงๆ





จะมีสักคนไหม ... ทีจะทำให้ผมไม่ต้องรู้สึกแบบนี้อีก ...


เวลาเงินไม่มี ... ชีวิตก็แย่ลง ... เมื่อชีวิตแย่ลง ... ก็อย่าริจะรักใครเลย .... เพราะมันคือความไม่พร้อม


คนแย่ๆอย่างผม ไม่สมควรได้รับ ... สิ่งที่อยากได้


ไม่สมควรได้รับ ....


โน๊ต อุดมบอกว่า ... เราควรให้โอกาศคนที่รักได้ทำผิดหลายๆครั้ง ... เพราะเราก็จะต้องการโอกาศแบบนั้นบ้างเหมือนกัน



แต่ผมว่ามันใช่ไม่ได้กับใครหลายๆคนบนโลกนี้ ....
.
.

วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2553

... ไม่สะดวก และเกรงใจ ...

"คงไม่สะดวกให้มาคะ เพราะเกรงใจเน เดี๋ยวเนโกรธ หวังว่าคงเข้าใจนะคะ"

นี้คือข้อความที่ผมได้รับ .... เมื่อคืน หลังจากที่ผมอยากจะใช่เวลา ช่วงหยุดสงกรานต์กับเธอ

นี้คือข้อความจากผู้หญิงที่เป็นแฟนผมนะครับ คนที่ผมเลือก คนที่ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อ .........




ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปแดกน้ำใต้ศอกอีกครั้ง




รู้สึกเหมือนหนีมาจากการแดกน้ำใต้ศอกของอีกคนนึงมา เพื่อจะพบว่า กรูก็กลับมาแดกน้ำใต้ศอกของแฟนตัวเองอีกรอบ


คนๆนั้น คือรูมเมทของเธอ .............. อ่า


เห็นไหมครับ .... ผมบอกแล้ว ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ หรือไม่ว่าจะกับใคร ผมจะกลายเป็นคนที่ถูกมองข้ามเสมอ จะกลายเป็นคนที่จะไม่ถูกเลือก ไม่ว่าจะยังไง





7 เดือน ที่ผมอดทน

7 เดือน ที่เธอไม่มีเวลา

7 เดือน ที่ผมจะพลาดพลั้งไม่ได้ ถ้าผมมีคนอื่น หรือแม้แต่เธอระแคะระคาย ผมจะเสียประวัติทันที

7 เดือน ที่ผมถูกทิ้งๆขว้างๆ

7 เดือน ที่จากเข้าใจ กลายเป็นไม่เข้าใจ เพราะจาก 100 ผมรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้ โอเค 30 -40 ก็ยังโอ

แต่ท้ายที่สุด มันคือ 0





ช่วงแรกที่เธอกลับเข้ามาในชีวิตผม มันดีมากๆเลย เธอเคยบอกกับผมว่า สงกรานต์นี้จะมาอยู่กับผม ผมตั้งตารอมัน แต่พอปีใหม่ เธอบอกว่าจะกลับบ้านที่หาดใหญ่กับพี่ชาย เธอชวนผม ทั้งๆที่รู้ว่าผมไปไม่ได้ โอเค กลับบ้านก็กลับเถอะ ไม่เป็นไร



แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้กลับ เพราะต้องอยู่ทำงาน จริงรึเปล่าผมก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่เป็นไร งั้นผมไปหาได้ไหม รูมเมทกลับบ้านรึเปล่า ถ้าไม่กลับมาบ้านผมไหม จะได้เจอกันบ้าง อยู่ด้วยกันบ้าง ....... เธอบอกผม ว่าอย่ามาคิดแทนเธอ



และเมื่อคืนผมก็ได้รับข้อความนี้ โดยที่ไม่มีคำอธิบายใดๆ หรือผมมันไม่สมควรแม้แต่จะได้รับคำอธิบาย




นี้คือผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนผม คนที่ผมยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อ ?????????




นี่ผมทะเลาะกับแม่ เพื่อจะไปค้างกับเธอ และได้ไป ....... เพื่อ ???????????




อ่อ ........... หรือเพราะผมมันไม่เหมาะสมกับใครเลยในโลกนี้ ..................



บอกตรงๆตอนนี้ผมรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเลยจริงๆ



และเป็นอีกครั้งที่ผมต้องอยู่คนเดียว ในช่วงเวลาที่ผมอยากจะมีใครสักคน



ผมอายุ 25 แล้วและผมไม่ประสบความสำเร็จกับความรักเลยไม่ว่าจะกับใคร



และไม่ว่าจะทำอะไรสักแค่ไหน หรือ............... ว่าผมไม่ควรจะทำอะไรมากมายเลย ตั้งแต่แรก




ตอนนี้ผมสัญญากับตัวของผมเองว่า ผมจะไม่พยายามอีกแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าสุดท้ายมันก็แค่นั้น
ไม่ว่าผมจะเสแสร้งแกล้งทำว่า เป็นคนดี เข้าใจ ว่ารับได้สักแค่ไหน ...... ทั้งที่ในใจมันไม่เคยรับได้เลย




ผมก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น ....... นี้คอยดูสิ ถ้าเธอเข้ามาอ่าน มันก็จะมีปัญหาอีก แต่คุณรู้ไหม ..... ว่าผมไม่สนแล้ว




หากเธอไม่ได้สนใจ หรือว่าแคร์ผมเลย ...... ก็ไม่เป็นไร ..........




" ..... ก็ไม่เป็นไร !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ..... "


และถ้าหากผมสมควรจะได้รับสิ่งเหล่านี้ ความเจ็บปวดทรมานเหล่านี้ ..... ก็เอาสิ ..... แต่บอกตรงๆ ผมไม่สนสักนิดเลยหว่ะ


เพราะผมมันชินแล้ว ...........

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...