วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... DVD Yes or No ! ...




DVD มาแร้วๆๆๆๆๆๆๆๆ

ดีใจมากๆครับ ไปเดินเล่นกับเพื่อน ผ่านไปแมงป่องมองอย่างมีความหวัง ไม่คิดว่าจะป่ะเข้ากับ ....

เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


ออกแล้วครับ ก่อนวันที่เขาบอกคือวันที่ 12 แต่วันนี้ออกแร้วววววววว

หูยๆๆๆ อวดเวอร์








อยากจะบอกว่า Deleted seane แซ่บเวอร์ ...แซ่บมากๆครับ ไม่ผิดหวัง กับ DVD คุ้มอีกตอน Deleted seane นี้แหละ 55555+


รีบหามาชื่นชมกันนะครับ กับภาพยนต์ประจำชนชาติหญิง love หญิง ของเขาดีจริง


งานนี้ตามสัญญานะครับ ซื้อของแท้ ... เพราะยังไงๆ "ของแท้ก็ต้องดีกว่าของปลอม" อันนี้คอมเฟิมครับ 55555555+


หายเครียดเลย ... สมองโล่ง แถมมีความสุขแบบแปลกๆ

สักวันผมจะโชคดีเหมือนคิมไหมหนอ ... ^^

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... เมื่อชีวิตหกล้ม ...

วันนี้เป็นวันที่ผมมีงานมากมายกองเต็มโต๊ะไปหมด ... แต่มันไม่มีพลัง หรือกะจิตกะใจจะทำ



ในยามที่ชีวิตผลิตกำลังใจไม่ทันใช้ ... คนเราจะทำเช่นไร



ความรู้สึกพ่ายแพ้ ด้อยค่า และสมเพชตัวเองเข้าครอบงำตัวตนของเรา อย่างอยากที่จะทัดทาน หรือต่อสู้
ผมหวังว่าผมจะผ่านพ้นความรู้สึกนี้ไปได้ และโยนความรู้สึกเหล่านี้ออกไปจากใจได้



ในยามที่เรารู้สึกเจ็บใจ ที่มองดูคนที่ทำไม่ดี ทำสิ่งที่ไม่ดี แต่กลับได้รับแต่สิ่งดีๆ มีหน้ามีตา และมีความสุขกับชีวิตในทุกๆวันของเขาได้



ในหัวใจของเราถามว่า เขามีค่าขนาดไหน หรือทำยังไง สิ่งที่ดีๆ เหล่านั้นถึงบังเกิดแต่กับเขา ทั้งๆที่เขาแทบจะไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาได้รับมากมายนั้นเลย


แต่เขาก็ได้ ได้มากเกินต้องการเสียด้วยซ้ำ



ณ วันนี้ผมมีคำถามแบบนี้อีกครั้ง กับความดี ความเลว กับสิ่งที่ผมเชื่อเสมอว่า คนเราทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ทำไมมันถึงกลับต่างไป

ผมเชื่อว่าผมจะสามารถก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไปได้ เพียงแต่ตอนนี้ ในใจมันรู้สึกแย่เหลือเกิน




เมื่อวาน นั่งแชทแลกเปลี่ยนความรู้สึกย่ำแย่นี้กับเพื่อนของผม มันบอกว่า เพราะตัวผมเองไม่เคยทำอะไรให้ใครไง ก็เลยไม่ได้อะไรกลับมา

เป็นมุมมองที่แปลกมาก ที่มันบอกว่า โกงเขา ยังได้ตัง ด่ากันก็ยังไม่ได้ความสะใจ แต่ผมไม่เคยทำอะไรให้ใครไง ผมถึงว่างเปล่าแบบนี้




บางทีผมก็กลับมานั่งคิด ว่า ... เอ ... หรือเป็นเพราะเราทำดีเกินไป เราถึงถูกมองข้ามไป มันถึงไม่น่าใส่ใจ

หลายครั้งที่ผมถามตัวเองเสมอ ว่า ... ผมกำลังทำอะไรอยู่ กำลังคอยอะไร หรือคอยใคร ดิ้นรนไป เพื่ออะไร

ผ่อนรถให้คนอื่นขับ ... เพื่ออะไร พยายามซื้อบ้านให้คนอื่นอยู่ ... เพื่ออะไร พยายามจะทำตัวดี ... เพื่ออะไร หรือพยายามทำผลงานไป ... เพื่ออะไร

ในเมื่อผมมองไม่เห็นเลย ว่าอนาคต .... ข้างหน้า จะมีไหมผมยังไม่รู้เลย




หวังว่ามันจะดีขึ้น อะไรๆจะดีขึ้น ...หวังๆๆๆๆๆๆๆ ได้แต่หวัง ทั้งๆที่ไม่เคยได้อะไรอย่างที่หวังเลย ... สักครั้งเดียว

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... Yes , We did ...

มันอาจดูเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ผมเพิ่งจะพูดถึงเรื่องของสงครามระหว่างอเมริกา กับกลุ่มก่อการร้ายที่ดูเหมือนเราจะมองไม่เห็นตัวไปเมื่อ 2 วันก่อน โลกทั้งใบกำลังทำสงครามกัน ระหว่างความดีกับความเลว

ฟังดูเหมือนสีดำกับขาว ชัดเจน แต่ในความชัดเจน ก็มีหลากหลายสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง สีเทา ทั้ง 2 ด้าน ต่างคนต่างเทา ไม่มีใครรู้ หรือยืนยันได้ว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่เป็นฝ่ายถูก



แต่โลกของเราก็ยังคงมีผู้คนที่ทำสงครามกันต่อไป โดยที่ผู้สูญเสีย ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้มันเกิด






ทหาร บางครั้งผมก็เคยนึกสงสัยแทนพวกเขา ว่า .... เขาไปรบเพื่ออะไรกันแน่ ในใจลึกๆเขารู้ไหม ว่าจะต้องฆ่าอีกฝ่าย ไปด้วยเรื่องอะไร คนจากอีกซีกโลกนึง ซึ่งไม่เคยพบเจอพูดคุย ไม่เคยทำไม่ดี หรือสร้างเรื่องเลวร้ายใส่กัน








แต่ต้องเป็นคนลั่นกระสุนออกไปเพื่อสังหารฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับตน เพื่ออะไร ??

และหลายคนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คนหนุ่มสาว ทหารกล้าที่มีฝีมือ ต้องสูญเสียไป

หลายคนสูญเสียแขนขา สูญเสียตัวตน หรือแม้กระทั้งความเชื่อไป








ตอนที่เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกแฝด ... หลายประเทศในโลกมุสลิม ออกมาเฉลิมฉลองดีใจ ชุมนุมโห่ร้อง ...







อเมริกา ซึ่งเดิมเป็นประเทศที่ได้แต่เอาเปรียบประเทศอื่น แล้วสร้างภาพว่าตัวเองเป็นเหมือนตำรวจโลก ... ถูกตบเข้าที่หน้าอย่างจัง หลายชีวิตที่ไม่รู้เรื่องด้วย ต้องจบลงกว่า 3,000 ชีวิต แม้จนตอนนี้หลายร่างกว่าครึ่ง ก็ยังไม่ได้กลับคืนสู่ครอบครัวอันเป็นที่รัก








ผมเข้าใจความรู้สึกของคนอเมริกันดี มันเป็นความรู้สึกสูญเสียที่ไม่อาจจะชดเชยได้อีก ไม่ว่าด้วยอะไร เขาดูทีวี แล้วเห็น ..... ฝ่ายตรงข้าม หัวเราะ มันเป็นความรู้สึกเคียดแค้น ถึงแม้ว่า ... ลึกๆพวกเขาก็จะรู้ว่า ประเทศเขาเอาเปรียบ และหาผลประโยชน์จากประเทศเหล่านั้นอย่างไร?? แต่ชีวิตที่สูญเสียไป มันก็ยากที่จะทำใจให้เป็นกลาง



จากวันที่ 11 กันยา วันนั้น หนุ่ม สาว อเมริกันหลายร้อยหลายพันคน สมัครเขาเป็นทหาร เพียงเพื่อ ... ต้องการแก้แค้น อเมริกาเตรียมตัว และลงมือแก้แค้น ... ประเทศกัฟกานิสฐาน ย่อยยับ ... อเมริกาที่รู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ต้องการเอาคืน ... แบบทีมองดูถูกต้อง แต่ถูกจริงๆไหม ... ยุติธรรมไหม ? ย่อมตัดสินได้ไม่ยาก เพราะคนที่สูญเสีย ... คือคนที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย






วันนี้ โอสสะมะ บินลาดิน ถูกสังหาร .... อเมริกา สังหารเขา และ จัดทำศพให้เขา ... โดยที่ไม่ยอมให้เกิดพื้นที่ศักดิ์สิทธ์ ไม่ยอมให้มีแผ่นดินใดกลบหน้าเขา ถูกต้องแล้วหรือ ?? สำหรับศาสนาอิสลาม สำหรับผู้เป็นมุสลิม



การกระทำนี้ ผมมองดูว่ามันไม่ต่างจาก ... คนป่า ที่เข้าไปฆ่าเขา ด้วยความแค้น จนแม้กระทั้งเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังสับศพเขาเป็นชิ้นๆ จนไม่เหลือชิ้นดี มองดูแล้วได้อะไร .... นอกจากความแค้น ความชิงชังจากอีกฝ่าย



วันนี้ชาวอเมริกันทุกคนฉลอง ด้วยความสะใจที่ในที่สุดก็ได้เอาคืน ผมเชื่อว่าหลายคนดีใจ เพราะมันแสดงว่าสงครามจะยุติลงเสียที และสมาชิกอันเป็นที่รักของพวกเขาจะได้กลับบ้าน








แต่ลึกๆผมเชื่อว่า นี้จะไม่จบ "ทั้งสองจะไม่อาจอยู่ได้ ถ้าอีกคนยังอยู่รอด" .... อย่างในแฮร์รี่ พอตเตอร์ และ .. "เราจะฆ่ามันให้หมด" เหมือนอย่างที่ในตัวละครของทั้ง 2 ฝ่ายในหนังเรื่อง The Kingdom ว่าไว้

เพราะอีกฝ่าย ก็คงกำลังดูทีวี หรือเล่นอินเตอร์เน็ท และเห็นว่าอเมริกันกำลังหัวเราะ .... และคงกำลังเตรียมการ เพื่อแก้แค้นเอาคืน


สงครามใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกขณะ และใกล้ตัวของเรามากกว่าที่เราคิด ผมหวังว่า สักวัน ... โลกจะกลับไปสงบสุขอย่างที่มันเคยเป็นสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก เหมือนก่อนหน้า วันที่ 11 กันยายน และผมหวังและฝันอย่างสุดใจ ให้ตึกแฝดนั้น ยังคงตั้งอยู่อย่างนั้น อยู่ตรงนั้นอย่างที่มันเคยเป็น

หวังให้หลายชีวิตที่สูญเสียไป ยังคงอยู่

ผมรักประเทศอเมริกันนะ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รักและสัมผัสผู้คนและศาสนาอิสลามอย่างใกล้ชิดจากเพื่อนๆของแม่ผมมาหลายปี










ศาสนาอิสลามสอนให้มุสลิมทุกคนเป็นคนดี และยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งดีๆ และผมก็เชื่อว่ามีอเมริกันมุสลิม ในสหรัฐมากมาย ที่รักประเทศสหรัฐ และผมก็เชื่อเหมือนกันว่า ประเทศในโลกมุสลิม ก็มีลูกครึ่งอเมริกันในหมู่มุสลิมที่เป็นมุสลิมที่เคร่งครัด

ก็ในเมื่อโลกใบนี้มันเล็กลงเรื่อยๆแบบนี้ ทำไมเรายังต้องมาฆ่ากันอีก

God bless all of you ...

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

... ใส่เหล็ก ...

หวัดดีครับ

วันนี้เป็นอีกวันนึง ที่ผมรู้สึกดีกับชีวิตตัวเองมากๆวันนึง

คุณเคยมีสิ่งทีคุณอยากจะทำมัน แต่สิ่งนั้นมันช่างห่างไกลจากความจริงๆที่คุณสามารถทำได้ไหมครับ

ณ บัดนี้มันไม่ห่างไกลอีกแล้ว เพราะมันมาอยู่ในปากของผมแล้วนั้นเอง 555+ ผมใส่เหล็กแล้วนะเอ่อ


หลังจากผ่านการสู้รบสำหรับการเคลียร์ช่องปากมาเป็นเวลานาน (กว่าที่คิดไว้มาก)


ผมก็ ได้ทำตามสิ่งที่ฝันอยากทำอีกสิ่งนึงได้สำเร็จ

ตั้งแต่ตัวผมเริ่มรับรู้ว่า รูปสภาพโครงหน้าของตัวเองผิดไปจากปรกติ นั้นคือปากเบี้ยวไป ถ้าไม่ได้ทัก ก็อาจจะไม่เคยมีใครสังเกตุ

ผมอยากปรับปรุงมัน แต่จากสภาพครอบครัว มันก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก สำหรับเด็กอายุ 17 ในตอนนั้น


แต่ความผิดปรกติอันนี้มันก็เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุของผมมากขึ้น ผมรู้ว่า จริงๆแล้วการจัดฟันนี้ มันอาจไม่ได้ช่วยให้รูปหน้าผมกลับมาตรง สวยงามอย่างที่มันควรเป็น แต่ ... มันก็จะช่วยรักษาให้โครงหน้าของผมไม่ผิดปรกติไปมากกว่านี้







อีก 2 ปีต่อไปจากนี้ ทุกครั้งที่ผมส่องกระจก ผมหวังว่าผมจะไม่รู้สึกอย่างที่เคยรู้สึกกับโครงหน้าและฟันของผมอีก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ



วกมาเรื่องกิจการส่วนตัวกันบ้าง ... ช่วงนี้ก็คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ประดิษตกรรมที่คาดว่าจะขายได้ได้ตังกันอยู่ครับ ยังไม่ค่อยคืบหน้าไปไหนสักเท่าไร

แต่ลงตัว ว่าเราจะคงทำน้องตุ๊กตากันต่อไป ไม่เปลี่ยนแนวไปทำอะไรที่เราไม่ถนัดกัน มันมีอะไรก็ส่งมาให้ผมช่วยทำได้

และโดยส่วนตัวผมก็มีโครงการที่จะสิ่งของ ที่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันออกมาด้วย และก็มีบ้างที่อยากทำเป็นงานอดิเรก

ผมอยากปั้นตุ๊กตาทหารครับ ค้นไปค้นมา เลยไปเจอคลิปนี้เข้า อยากจะบอกว่า ถึงกับต้องหลั่งน้ำตาให้กันทีเดียว

อย่างที่ผมเคยบอก อเมริกา เป็นประเทศที่ผมรัก รองจากบ้านเกิดของตัวเอง ... ผมไม่รู้หรอกนะว่า เขาจะทำสงครามกันไปทำไม ใครเสียประโยชน์ หรือใครได้ประโยชน์จากมัน

แต่ที่แน่ๆ นายทหารกล้าทุกๆคน และครอบครัวของเขาต่างหาก เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมันโดยตรง

แด่นายทหาร ไทย และอเมริกันทุกคน ที่สละชีพ เพื่อชาติครับผม ขอให้ทุกท่าน ได้กลับบ้าน สู่อ้อมอกครอบครัว สู่อ้อมกอดของคนที่เป็นที่รัก





เพลงเพราะเวอร์มากกกกกกกก

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

... สุดเขต เศษฟัน ...

หวัดดีครับ วันนี้มารายงานตัวและรายงานสถานะภาพตามระเบียบ ว่าผมยังคงมีชีวิตอยู่บนโลกแสนเน่าใบนี้

ตอนนี้ผมโรมรันกับคุณหมอฟันแสนสวย จนถอนฟันไปครบ 8 ซี่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจากที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว กับการถอนฟันคุด 2 ซี่แรกในชีวิต รวมกับอีก 5 ซี่ที่เหลือ ไม่มีอะไรเทียบได้เลยกับซี่ที่ผมเพิ่งจะได้ผ่าไปเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา

คุณพระคุณเจ้าครับ มันเป็นฟันคุดที่คุณหมอคนสวยถึงกับรีเควสด้วยตัวเองเลยว่า เก็บไว้สุดท้ายเลยนะค่ะ เพราะมันยากมากกกกกกกก

อ่ะ ครับ ว่าง่ายครับ เก็บก็เก็บ แต่สุดท้ายมันก็มาถึงครับ

ผมได้คิวเริ่มผ่าตอนประมาณใกล้ๆ 6 โมงเย็น คุณหมอก็ฉีดยาชา อะไรต่ออะไรให้ตามปรกติครับ ชิวๆ เพราะเชื่อใจว่าคุณหมอคนนี้ทำไม่เจ็บ มือเบามากครับ เธอเป็นคนละคนกับที่ถอนฟันคุด 2 ซี่แรกให้ผม ซึ่ง ผลงาน 5 ซี่ที่ผ่านมาของเธอไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย เพราะมันไม่เจ็บจริงๆ หายเร็ว และก็ทำให้ผมแอบมีความหวังว่ามันจะไม่เจ็บ

แม้เธอจะบ่นว่ามันยากนะกับซี่นี้ แต่ผมก็เชื่อว่าเธอจะทำได้ ไม่เจ็บ ... แต่ ...

เหนือฟ้ายังคงมีดาวเทียมและอวกาศ เหนือฝีมืออันเฉียบคมของเธอ ก็ยังมีฟันคุดของผม เป็นตัวทดสอบ

เนื่องจากว่า เงื่อนของฟันคุดของผมซี่นี้คือ

1.มันนอนครับ นอนเหยียดยาว แอ่งแม้ง
2.มันอยู่ในเหงือกครับ ยังไม่โผล่หน้ามาให้เห็น
3.ที่สำคัญที่สุด รากมันโค้งขึ้นครับ

แมร่งเอ้ย ...มันมากครับ คุณหมอแสนสวย เลื่อยฟัน เหงือก และกระดูฟันกรามผม ตลอด 2 ชั่วโมง

เชื่อไหมคุณแรกๆมันก็โอนะ แต่ช่วงหลังๆ มันแย่มากครับ เพราะฟันผมถูกเลื่อยแล้วเลื่อยอีก ถูกงัด ถูกดึง ถูกหัก พระเจ้า มันออสซั่มมากๆๆๆๆๆ

ระบมมากแต่ก็ยังต้องทน จนยาชาหมดฤทธิ์ คุณหมอต้องคอยให้ยาชาผม เพิ่มตลอด 5 นาทีหลังๆ เจ็บมากครับ ช่วงท้ายที่กำลังดึงฟัน คุณหมอบอกว่า มันอยู่ใกล้เส้นประสาท มันจะเจ็บมาก ตอนนั้นผมอยากจะตะโกนออกไปว่า "กรูเจ็บฉิบหายแล้วว้อย"


แต่ก็ต้องอดทน แต่สารภาพเลยครับ งานนี้ร้องอย่างหมา ร้องตลอด แต่ไม่ได้ร้องไห้นะ แต่ไม่เก็บอาการเลย ก็มันเจ็บโคตรๆขนาดนั้น คุณหมอทั้งงัดทั้งดึง ผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่า เจ้าเขาควายนั้นก็หลุดออกมาจนได้ ตอนนึงคุณหมอยังบอกเลยว่ารากมันต้องสุดยอดมากๆแน่เลย ในใจผมเนี้ย แหม สุดยอดไม่ยอดช่วยเอามาออกมาเร็วได้ไหม กรูจะตายแล้วววววว


ผมจำได้ดีช่วงท้ายที่ยาชาไม่ค่อยชาแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงเข็มทุกเข็มที่คุณหมอเย็บแผลให้ผมเลย แต่ตอนนั้นมันแบบ ช่างแมร่งแล้ว เมื่อไรจะเสร็จสะที ...


หลังจากนั้น คุณหมอบ่นเลย ว่าเหนื่อยมาก ผมก็แย่ครับ จะตายเอา คุณหมอใจดี ยังเอาฟันผม ที่เป็นชิ้นๆมาต่อให้ดู รากสุดท้ายที่ดึงออกมา โหย งอโค้งเหมือนเขาลูกวัวเลยครับ น่ากลัวมากๆ นึกขอบคุณคุณหมอที่เอามันออกมาจากเหงือกผมจนได้


เชื่อไหมคุณ ผมออกมาจากคลินิกตอน 2 ทุ่มกว่าๆ พระเจ้า 2 ชั่วโมงเต็มกับการผ่าตัด ที่ผมรู้สึกตัวตลอดเวลา

คืนนั้นทั้งคืนปวดระยำมากครับ ปวดมากกกกก จนนอนแทบไม่หลับ แต่ก็ต้องอดทน

จนถึงตอนนี้ก็เรียกว่า เกือบดีแล้ว ผมสามารถกินข้าวได้ตามปรกติแล้ว อาจเป็นเพราะความหิวของผมมักมีอิทธิผลเหนือความเจ็บปวดเสมอ ถอนฟันมา 8 ซี่ผมก็ยังคงกินปรกติ จะกินโจ๊กก็แค่มือแรกหลังเพิ่งถอนฟันแล้วเท่านั้น 555+ หลังจากนั้นก็ข้าวกระเพรา ก๋วยเตี๋ยว อะไรเรื่อยเปื่อย กินได้สามารถตลอด


เฮ้อ .. เดือนหน้าก็จะได้ใส่เหล็กสะทีครับ จนกะการถอนฟัน หมดไปเป็นหมื่นแล้วเนี้ย ยังไม่ได้ดัดสักแอะ เฮ้ออออออ

แต่ยังไงก็สู้ๆครับ เพื่อความหล่อต้องอดทน ไว้จะถ่ายรูปตอนใส่เหล็กแล้วมาให้ดูนะครับ

เวลาไม่สบายนี้คิดถึงแฟนจังนะครับ ไม่มีคนให้อ้อนเลย ... เฮ้อออออออ ^^

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

... Now that I see you ...

ชอบการ์ตูนกันไหมครับ ผมเชื่อว่าใครๆก็น่าจะชอบกัน

ผมเป็นคนนึงที่ดูการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วมันก็ทำให้ผมชอบวาดรูป และก้าวเดินมาตามเส้นทางสายศิลปะเสมอมา

สมัยเด็กๆ ถ้าคนรุ่นเดียวกันกับผม คงจะต้องเป็นเหมือนกันที่แต่ละปี ดิสนีย์จะออกการ์ตูนมา 1 เรื่อง โปรโมทกันตับหลุด ตื่นเต้นกันมาก ประหนึ่งถูกหวยรางวัลที่ 1 ถ้าพ่อกับแม่ยอมพาไปดูในโรงหนัง แล้วเอามาคุยให้เพื่อนที่โรงเรียนฟังไป 3 วัน 7 วัน

แม้ว่าสมัยนี้ การ์ตูน 2D แบบคนวาด จะหายไปแล้ว เรียกได้ว่ามันไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จแล้วนั้นเอง แต่ดิสนีย์ของเราก็ยังคงพยายามต่อไป






ราพันเซล หรือ Tangled เป็นการ์ตูน 3D ของดิสนีย์เรื่องแรกในรอบหลายปี ที่ผมดูแล้วไม่รู้สึกว่ามันเป็น 3D มันเป็นการ์ตูน 2
D ของแท้ฉบับดิสนีย์ที่ มาในร่างของ แอนิเมชั่น 3D และมันเป็นดิสนีย์มากๆ เป็นการ์ตูนสำหรับเด็กๆของแท้ ที่ผมไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว เพราะผมมักชื่นชม แอนิเมชั่นของ พิกซาร์ มากกว่าเพราะมันเป็นการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ที่แฝงข้อคิด ให้เก็บไปคิดและเติมเต็มความรู้สึกได้

แต่กับราพันเซล มันเป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก ที่พาผมกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง .... มันไม่ได้ให้ข้อคิด มากมาย หรือว่ามีสาระจนกลบความรู้สึกของการ์ตูน แต่มันเป็นการ์ตูนในไม่กี่เรื่อง ที่เติมเต็มความสุข ณ เวลาที่ได้ดู และทำให้เด็กในร่างผู้ใหญ่อย่างผม กลับเป็นเด็ก ... อีกครั้ง






^^ นางเอกน่ารักมากๆครับ ราพันเซลของเรา Mandy Moore พากษ์ได้น่ารักมากๆ ทำให้ราพันเซลมีเอกลักษณ์ของบุคลิกที่ใกล้เคียงความเป็นมนุษย์ธรรมดา น่ารัก แล้วก็ความเป็นเด็ก ที่ยังคงเชื่อฟังผู้ที่ตัวเองเข้าใจว่าเป็นแม่

ส่วน "ยูจีน" หล่อไปไหน .... หล่อมากๆ หล่อหมดจด ไม่มีที่ติ 555+ แอบหลงรักผู้ชายสไตล์นี้ แต่ยูจีน ให้ความรู้สึกเหมือน จอห์น สมิท ในโพคาฮอนทัสมาก สะจนนึกว่าพี่น้องฝาแฝด จนผมที่เป็นแฟนพันธ์แท้ โพคาฮอนทัสถึงกับ แอบเคือง เพราะยูจีนหล่อกว่า หนุ่มกว่า 555+





ที่สำคัญ คาเมเลี่ยนน้อย 5555+ เห็นครั้งแรกในทีเซอร์ตัวอย่าง หัวเราะแทบตกเก้าอี้ เพราะว่า รู้สึกว่าปรกติลูกน้องเจ้าหญิงที่เป็นสัตว์ มันควรจะเป็นอะไรน่ารักๆ เช่น นก หนู หมูป่า ม้าลาย อะไรก็ว่าไป นี้เธอเป็น คาเมเลี่ยน 555555555++ คิดได้ยังไง ชอบครับ ชอบๆ





เนื้อเรื่องสนุกมาก ตามสไตล์ดิสนีย์ มีนิสนึง ที่ทำให้ผมถึงกับน้ำตาหยดเลย ... ถูกต้องแล้วครับ ฉากลอยโคม ... เฮ้ออออ ^__^

บางครั้งความฝันสูงสุดของคนสักคนนึง มันก็แค่การได้ทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ... I see the light เป็นเพลงคู่ที่ผมว่า ... เหมาะมากสำหรับที่มาของทั้ง ราพัลเซล และยูจีน ที่ทั้งสอง ได้มาพบแสงสว่าง ที่รอคอย ณ จุดนึงของช่วงเวลาที่เหมาะสม

ราพันเซล เธอได้บรรลุความฝันที่เธออยากจะได้มาดู แสงที่เธอใฝ่ฝันจะได้เห็นมันด้วยตานอกหน้าต่างหอคอยมาตลอดชีวิต

ยูจีน ก็ได้มาพบกับแสงสว่างของชีวิต ส่องสว่างไปสู่หนทางที่เขาเลือกเดินต่อไปจากนี้ นั้นคือราพันเซล







คงจะดีนะครับ ... ถ้ามีใครสักคนมองเห็นคุณ เหมือนกับที่เห็นแสงสว่างในชีวิต และคุณจะไม่ถูกมองข้ามหรือละเลยอีกต่อไป

กับท่อนนึงของเพลงที่ผมชอบมากๆเลย ....

And at last I see the light ... Now that I see you ...

คุณเอ้ย น้ำตาร่วงครับ 555++ มันเป็นความอิ่มเอมในหัวใจ และรู้สึกดี แม้จะเจ็บปวดลึกๆในใจ แต่เวลาเราได้สัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่า มันช่างวิเศษ และดีจริงๆ


ช่วงจบ อาจขัดใจผู้ใหญ่หลายคนผมว่า เพราะมันง่ายๆ สไตล์ดิสนีย์ แต่ผมว่าดีแล้วที่เป็นอย่างนั้น เพราะมันเข้าใจง่ายสำหรับเด็ก และมันแสดงให้เห็นได้ง่ายๆ และชัดเจนว่า หากถ้าวันนึง เรารักใครสักคน ... เราก็อาจจะสามารถทำอะไรที่ดี และยิ่งใหญ่ได้ ด้วยแค่พลังของความรัก เพราะเธอทำให้ฉันรักเธอ ...

ผมรักการ์ตูนเรื่องนี้จริงๆเลย เฮ้ออออออออออออออ ^^






สักวัน คงมีใครสักคน มองเห็นผม เหมือนที่เนื้อเพลงบอก ... Now that I see you ... ^___^

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

... นอนไม่หลับ ...

เคยนอนไม่หลับกันบ้างไหมครับ คืนนี้ผมนอนไม่หลับหละ

มันรู้สึกยังไงไม่รู้ เหงา

ตลอดหลายอาทิตย์มานี้ ผมพยายามบอกตัวเองว่าไม่เหงา ผมทำอะไรที่อยากทำไปก็เยอะ แล้วยอมรับว่ามีความสุขมากๆ

ได้พบเจอพูดคุยกับเพื่อนเก่า ที่ทำให้ความรู้สึกดีๆ กลับมามากมาย

แต่ตอนนี้ผมก็ต้องยอมรับว่า ผมปฏิเสทไม่ได้ว่าผมเหงา

พรุ้งนี้ผมจะไปพบกับสามีเกย์อีกครั้ง ลางานไป พบปะสัมมนา ในเรื่องกิจการส่วนตัวของเราสองคนเป็นครั้งแรก คล้ายๆประชุม CEO (เวอร์มาก) ว่าตกลงเราจะทำสินค้าอะไรขายให้รวยกันดี มันตลกดีที่คน 2 คนเกิดความรู้สึกเดียวกันขึ้นมาพร้อมๆกัน ว่าเราต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างกับชีวิตของเราสักที

คนนึง อยากที่จะเริ่มต้นกับชีวิตของตัวเอง ส่วนอีกคน อยากที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง

จุดมุ่งหมายเราอาจต่างกันก็จริง แต่เราจะร่วมมือกัน ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับคนๆนี้อีกครั้ง และได้แต่หวังว่ามันจะออกมาดี

ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ พ่อกับแม่คงได้สบายกว่านี้

ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ เตียงนอนผมคงไม่เย็นเยียบแบบที่มันเป็นทุกวัน

ถ้าชีวิตผมเปลี่ยนไปจากนี้ได้ ผมคงไม่ต้องตื่นมาคนเดียว

และ... ผมคงไม่ต้องรอคอย .... อีกต่อไป

ชีวิตผม ผูกติดกันการต้องคอยเสมอ และตลอดเวลาผมก็มีความอดทนเหลือเฝือที่จะเฝ้าคอย คนนึง 10 ปี คนนึง 2 ปี และคนนี้ 3 ปีแล้ว ผลจะออกมาหัวหรือก้อย ผมเองก็ไม่รู้ ผมคิดถึงเธอมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง ได้แต่คอยอยู่เงียบๆ


และเฝ่าหวังว่า ......... ผมจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...