วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

... Toy Story 3 ...

คุณเคยไหมครับ ที่ได้พบกับเพื่อนเก่า เพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันตลอด สมัยที่เรายังเป็นเด็ก
และไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย .... จนกระทั่ง ปัจจุบัน



เมื่อ 2 วันก่อน ผมได้พบกับเพื่อนของผมคนนี้อีกครั้ง .... หลังจากที่เราไม่ได้พบกัน เกือบ 11 ปี



... Toy story 3 ...





ทำให้ผมได้พบกับเพื่อนๆในวัยเด็กของผมอีกครั้ง

เป็นเหมือนตอนจบที่ทำขึ้นมาล่ำลาตัวละครกับคนดูจริงๆ

ผมคนนึง ที่ชอบการ์ตูนเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเป็นคนชอบเล่นของเล่น จึงรู้สึกอินกับตัวละครต่างๆ และการมีของเล่นสักชิ้น ที่เรารักมาที่สุดในครอบครอง


และวันนี้ กาลเวลาล่วงเลย ของเล่นที่เคยมากมายเต็มตู้ ก็ค่อยๆหายไป ตามกาลเวลา โดยที่ผมไม่ได้ใส่ใจพวกมันมากนั้น


ยกเว้น Lego ของเล่นอย่างเดียวที่ผมรัก และผูกพันกับมันมากที่สุด ผมจำได้ว่าตลอดวัยเด็ก ผมเล่นมันทุกวัน จินตนาการเรื่องราว จับชิ้นนั้นผสมชิ้นนี้ ต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน
และพวกมันก็ค่อยๆ ถูกลืม ทีละเล็ก ทีละน้อย .... จนผมค้นพบว่า เมื่อโตขึ้น เรากลับไม่สามารถเล่นของเล่น ได้อย่างสนุกสนาน เหมือนเมื่อตอนเราเป็นเด็ก
ไม่สามารถนั่งเล่น กับมันได้เป็นชั่วโมงๆ และที่สำคัญ เมื่อคนเราเติบโตขึ้น ..... จินตนการของเราก็จะค่อยๆหดหายไป พร้อมวัยเยาวน์




เมื่อปีที่แล้ว ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ ... Toy story 3 ออก ทีเซอร์โฆษณาโปรโมทตัวแรก ผมจำเป็นที่จะต้องขายพวกมันไป เพื่อนำเงินจำนวนนึงมาช่วยเหลือครอบครัว


ผมดูโปรโมทชิ้นนั้น แล้วผมเข้าใจ มันอย่างท่องแท้ ว่ามันรู้สึกอย่างไร ที่เราต้องขายของเล่นที่เรารักมากที่สุดไป อย่างที่ผมเคยเอ่ยในไดร์ก่อนหน้าบ่อยๆ ว่าผมต้องขายของที่ผมรักไป สิ่งนั้นก็คือของเล่น ของผมนั้นเอง


ตอนแรก ผู้ชายคนที่ตกลงจะซื้อมัน เขาเลือกที่จะซื้อเป็นบางชุด เพราะผมมีบางชุดที่พ่อกับแม่ซื้อมาให้จาก มาเลย์เซีย หรือ สิงค์โปร์ และมันไม่ซ้ำกับที่เขามี แต่ผมก็ตัดสินใจ ขอร้องเขา ... ว่า หากจะซื้อ ก็ขอให้ซื้อมันไปทั้งหมด


เพราะผมรู้สึกว่า อะไรก็ตาม ถ้าหากเราไม่เห็นมันไปเลย ก็คงจะทำใจได้เร็วกว่า และผมก็ตัดสินใจขายมันไป


เพราะผู้ชายคนนั้นเขามี Lego มากมายจริงๆ พวกมันคงจะไม่เหงา เพราะได้อยู่กับเพื่อนๆ ได้ถูกเล่นบ่อยๆ มากกว่าอยู่ในกล่องกระดาษเก่าๆ บนชั้นหนังสือของผม


ช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเรื่อง ทำเอาผมเอง ต้องร้องไห้ออกมา .... เพราะผมจดจำ Lego ทุกชิ้นของผมได้ จดจำได้ว่า ผมมีตัวไหนบ้าง มีชิ้นไหนบ้าง มีอะไรหัก มีอะไรที่ผมใช้ฟันกัด


Andy ก็คงจะเหมือนผม ที่จดจำของเล่นทุกชิ้นของเขาได้ ... ตอนที่ บอนนี่ จะคว้าตัว Woody แล้วเขาชักมือกลับ .... สีหน้าของเขาดูตกใจ และทำให้คนดูมองดูเขาเหมือนเมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ


และ การที่จะยกของเล่นทุกชิ้นให้น้องไป ยกเว้น Woody ก็คงจะทำให้เขา คิดถึงของเล่นที่เหลือทุกตัว และ Woody เอง ก็คงจะเป็นเหมือนกัน


ผมเข้าใจว่า ทำไม Andy ถึงยอมยก Woody ให้ไปด้วย ในนาทีสุดท้าย ......




... และบางครั้งการที่เรารู้ว่า อะไรก็ตามที่เรารัก ได้ไปอยู่กับคนที่จะถนุถนอมรักษา สิ่งที่เรารัก ถึงเราจะเจ็บปวดที่ต้องจากลา .... แต่เราก็จะสามารถรู้ได้เสมอว่า อะไรก็ตามที่เรารักนั้น จะมีความสุข แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับเราก็ตาม ...


คุณเคยดู การ์ตูน เอนิเมชั่นเรื่อง Cars ไหมครับ .... เรื่องนี้พิกซาร์ ก็ทำได้ดีไม่แพ้เรื่องนั้น .... ที่แกนหลักของเรื่อง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าพระเอกจะต้องชนะเสมอไป ความมีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทางต่างหาก ที่สำคัญกว่า ...


Toy story 3 นี้เองก็เช่นกัน ... ที่แกนหลักอาจไม่ใช่แค่การให้เด็กๆ รู้จักรักของเล่น ....แต่บอกให้เด็กๆ หรือเด็กโค่งอย่างเราๆ รู้จักแบ่งปันของเล่น กับเด็กคนอื่นๆ


ดูหนังจบเดินออกมาจากโรง ผมรู้สึก ... เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

... BJD ที่รัก ...

สวัสดีครับ

ช่วงนี้ชีวิตค่อนข้างเบิกบาน

ทีหายเงียบไป นี้ไม่ได้หายไปเงียบๆ ไก่กา เศร้าๆ อย่างเคย แต่หายไปลั้ลลามา




รู้ไหมครับว่าลั้ลลาเรื่อง???? (ใครเขาจะรู้ว่ะ)

ช่วงนี้ผมกำลังเพลิดเพลิน กับอาชีพเสริมใหม่ ที่สามีเกย์เก่า มาจ้างวาน ....




นั้นคือ ตุ๊กตา BJD




อ่า .... ใครรู้จักยกมือขึ้น ผมต้องยอมรับเลยว่า นี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักตุ๊กตานี้เป็นครั้งแรก เพราะปรกติเราจะรู้จักกันแต่น้องบราย ... แต่อันนี้เทพกว่า ....



BJD ย่อมาจาก Ball joint dall มีความหมายตรงตัวว่า ... ตุ๊กตาที่มีข้อต่อ ขยับได้ ด้วย ข้อกลมๆคล้ายๆกับลูกบอล .... หน้าตาเทพๆ แบบนี้



... อันนี้เป็นเพียง 1 ยี่ห้อ เทพๆ เท่านั้น ...



แต่สิ่งที่ผมถูกว่าจ้างให้ทำ คือตัวเปล่าเปลือย ของพ่อเทพบุตร คล้ายๆแบบนี้





เป็นงายยยย ดูจากข้อต่อแล้ว BJD ที่รักของผม กินขาดน้องบราย อยู่หลายขุมกำลัง ... เช่น ลักษณะกายภาพภายนอกที่ สมส่วนถูกต้อง และที่สำคัญ ชนะเลิศ นั่นก็คือการขยับร่างกายได้เหมือนมนุษย์ กว่า 80 เปอร์เซ็นต์



เดี๋ยว แต่อย่าเพิ่งดูถูกมันไปนะ เพราะว่า .... สนน ราคา มันแพงมาก ตัวเป็นหลักหมื่น



และก็อย่าเพิ่งคิดว่า กระผมจะก๊อปน้องตุ๊ก นะครับ ผมและสามีเกย์เก่า ก็มีจรรยาบรรณพอ เราไม่ก๊อป เราจะทำในแบบของเรา BJD made in thailand ..... 5555555



ตอนนี้ผมมีหน้าที่ปั้นลักษณะของตุ๊กตาขึ้นมาใหม่ สำหรับทำต้นแบบไปหล่อ ครับ .... และ ... ผมก็อาจจะมีแหล่งอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้ผมได้ พอตัว


เพราะตอนนี้เพื่อนผมลาออกจากงานประจำ มาทำน้องตุ๊ก นี้อย่างเต็มตัวทีเดียว

... ใบหน้าน้องตุ๊กชายของผม (น่ากลัวเนอะ) ...


... มุมเอียงเหมือนจะหล่อ ...

... ร่างเต็มตัวจะใหญ่กว่าน้องตุ๊กหญิง นิดนึง ...

ก็ต้องบอกว่า ตอนนี้การกลับบ้านมานั่งปั้นน้องตุ๊ก ทำให้ชีวิตของผมมีค่า มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเพิ่มขึ้น ตอนนี้อยู่ในช่วงทำลำตัว

ต้องยอมรับครับว่าต้องรื้อฟื้นวิชาปั้นสมัยเรียนปวช. ช่างศิลป กันเยอะทีเดียว เพราะผมไม่ได้ปั้นอะไรมาเกือบ 8 ปีแล้ว นี้เป็นครั้งแรก ในรอบ หลายปี

ส่วนสามีเกย์นั้นก็ทำวิก ทำเสื้อผ้าอาภรณ์กันไป ... ดีใจที่ได้กลับมาทำงานร่วมกันอีก รู้สึกเหมือนผมกับมันได้ย้อนกลับไปเป็นเด็กๆอีกครั้ง

ส่วนเรื่องอื่นๆ ตอนนี้ ... ผมได้พบกับคนๆนึง ไม่รู้ว่าเธอจะเป็นอย่างไร แต่เราคงต้องใช่เวลาในการศึกษากันอีกมาก และผมดีใจ ที่ตอนนี้ชีวิตผม เหมือนโงหัว ลุกขึ้นยืนได้ อีกครั้ง

ขอบคุณ กำลังใจจากพ่อกับแม่ และทุกๆกำลังใจที่นี่ครับ ^___^

PL. อ่อ ... มีใครชอบเล่น สะสม หรือสนใจน้องตุ๊ก BJD ติดต่อทิ้งเมลล์ หรือเบอร์โทรไว้ได้นะครับ ...

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

... กาญจนบุรี ครั้งแรกของชีวิต ...

ช่วงนี้คุณเชื่อไหม ว่า ... มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นในชีวิตผม








ผมรู้ว่า มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ สำหรับชีวิตคนอื่น แต่สำหรับชีวิตของผม ช่วงนี้ของชีวิต ถือว่า เหมือนเป็นช่วงเวลาที่เราหกล้ม



แล้วสามารถลุกขึ้นยืนได้ แม้ว่า จะมีแผลสด เลือดไหล รองเท้าขาด หัวเขาถลอก และก็ยังเดินกะโพลกกะเพลก




แต่ความรู้สึก นอกจากเราจะดีใจ ที่เราลุกขึ้นได้แล้ว ... สิ่งนึงที่เกิดขึ้น นั้นคือ .... ความภูมิใจ






พ่อ .... ไม่ต้องออกจากงานแล้ว เพราะการเจรจาเรื่องเพิ่มเงินเดือนประสบความสำเร็จ พ่อได้เงินเพิ่ม
และ ครอบครัวเราตัดสินใจกันว่าจะให้พ่อทำต่อ





ผม .... ที่บริษัทมีการปรับเงินเดือนขึ้นให้พนักงาน เป็นเซอร์ไพร์กลางปี ผมได้ขึ้นเงินเดือน
ถึงจะไม่มากมาย แต่ก็พอจะทำให้ผมมีเงินเหลือ ไว้ทำอะไรๆ ได้บ้าง






แม่ .... ก็ได้รับเงินเดือนจากพ่อ และผม มาหมุนซื้อของสำหรับขายที่ร้าน รอดตายไปอีกเปราะ






มันก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าหากบางที เราได้แก้ไขปัญหาต่างๆ จนสุดความสามารถแล้ว สิ่งที่เราทำได้อย่างเดียวต่อจากนั้น





นั้นก็คือการอดทน คอยให้มันผ่านพ้นไป .... ผมไม่รู้ว่านี่ คือสัญญานของพายุที่กำลังจะสงบลง หรือ เราแค่ได้หยุดพักตรงกลางตาของพายุกันแน่



แต่ก็รู้สึกว่าดี ที่ได้พักผ่อนบ้าง




เมื่อ วันอังคาร ผมลางานขับรถพาแม่ไปซื้อของที่กาญจนบุรี เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้มีโอกาศไปกาญจนบุรี และเป็นครั้งแรกที่ได้ขับรถไป



ไอ้การขับรถต่างจังหวัด นั้นผมไม่ห่วงตัวเองเท่าไร เพราะผมขับรถเป็นจากการขับไปต่างจังหวัด และผมคุ้นเคย




แต่ ... การหาทางออกจากกรุงเทพฯให้ถูกทางนี้สิ ปัญหาของผมเลย แต่ปัญหานี้ช่วยได้โดยแม่ผม




เราพากันออกจากกรุงเทพฯแต่เช้า ขับเรื่อยๆ เพราะผมไม่รู้จักทาง และ เพื่อความประหยัด แวะกินข้าว โน่น นี่ ก็ไปถึงกาญจนบุรีประมาณ 9 โมง 10 โมง




ผมชวนแม่แวะที่สุสานทหาร เพราะโดยส่วนตัว ผมเป็นคนชอบเรื่องเกี่ยวกับสงครามโลก ครั้งที่ 2 ชอบอ่าน ชอบดูสาระคดี





ทำให้รู้สึกว่าการได้ไปที่นั่น เหมือนฝันที่เป็นจริงเล็กๆ





เราแม่ลูกได้มีโอกาศได้มาที่สุสานสัมพันธมิตรดอนรัก ที่นี่อยู่ริมถนนแสงชูโต ที่มุ่งหน้าไปทางสะพานข้ามแม่น้ำแคว และเข้าตัวเมืองกาญจนบุรี ที่นี่ ในวิกิพีเดีย บอกผมว่า มีเนื้อที่ทั้งหมด 17 ไร่ และเป็นที่พักผ่อนสุดท้ายของทหารบก และทหารเรือ ชาวเนเธอร์แลนด์กว่า 3 พันชีวิต และนายทหารประเทศอื่นๆที่ร่วมอยู่ในฝ่ายสัมพันธมิตร ทั้งหมดที่นี้ก็ 6,982 นาย






... ท่านแม่ ...




ผู้คนหลายพันคน ต้องมาเสียชีวิตลง ต่างบ้าน ต่างเมือง และหลายคนที่ไม่มีโอกาศได้กลับแผ่นดินบ้านเกิดของพวกเขา







นายทหารหลายท่าน อายุเพียง 24 ปีเท่านั้นอ่อนกว่าผมอีก บางท่าน 30 พวกเขาจะเป็นอย่างไรนะ เมื่อยามที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก





ที่สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักแห่งนี้ เป็นสถานที่ๆงดงามมากครับ งดงามจริงๆ สงบ เหมาะแก่การพักผ่อนชั่วนิรันตร์ แม้จะเป็นต่างบ้านต่างเมือง แต่ผมเชื่อว่า แผ่นดินของประเทศเราก็ยินดีต้อนรับพวกเขาเหล่านี้ ให้พักอยู่ที่นี้ ตลอดไป





เดินดูป้ายชื่อ และบรรยากาศสักพัก เราแม่ลูกก็มุ่งหน้ากันต่อไปยังสะพานข้ามแม่น้ำแคว .... ตรงนี้ ผมปล่อยแม่ไปลั้ลลา ซื้อของ ส่วนตัวผมก็ไปเดินเล่น ดูสะพานข้ามแม่น้ำแคว อย่างที่ตั้งใจ ......







ครั้งแรกที่ผมเห็นสะพาน ผมรู้สึกว่ามันเล็กกว่าที่คิดไว้มาตลอดมาก ผมไม่เคยเห็นสะพานแห่งนี้มาก่อนนอกจากในรูปถ่าย สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายมรณะ มีเฉลยฝ่ายสัมพันธมิตรมาที่นี่กว่า 6 หมื่นคน เพื่อทำการเร่งสร้างทางรถไฟ ทั้งวันทั้งคืน กว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต้องเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่





สะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้เคยเสียหายลงจากแรงระเบิดที่ถูกทิ้งมาจากเครื่องบิน และได้บูรณะซ่อมแซ่มใหม่ โดยใช้ชิ้นส่วนเหล็กกล้าสีเหลี่ยมคางหมู มาแทนที่โครงสร้างเดิมที่เป็นรูปครึ่งวงกลม อย่างที่เราเห็นในภาพกันทุกวันนี้ครับ


มองไปที่แม่น้ำด้านล่าง น้ำเชี่ยวมากครับเวลาที่น้ำไหลมากระทบกับตอม่อของสะพาน สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยว่าน้ำนั้นกลายเป็นน้ำวน น่ากลัวมากครับ
หลังจากที่ผมเดินข้ามไปได้ประมาณครึ่งสะพาน ที่อีกฝั่งก็มีรถไฟมา ตอนแรกผมก็กะว่าจะรอให้รถไฟผ่านมา และจะได้รู้ว่า เวลาสะพานที่มีรถไฟวิ่งจริงๆ จะเป็นอย่างไร แต่รถไฟเจ้ากรรมก็เดินๆหยุดๆอยู่ที่ปลายสะพานฝั่งโน่น ไม่มาสักที
และผมก็ ฉุดคิดได้ว่า สะพานนี้มีอายุมากกว่า 60 ปีแล้ว .... จะดีหรอ ???
ว่าแล้วก็เดินโกยอ้าว กลับไปฝั่งเดิมที่ข้ามมาอย่างเร็วเลยครับ
สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากสถานที่แห่งนั้น .... เหล็กกล้าทุกชิ้น หมุดตอกทุกหมุด มันถูกสร้างขึ้นจากชีวิตของผู้คนจริงๆ นับร้อยๆคน ขอวัยอาลัยให้กับนายทหารทุกๆคนครับ ....



วันอังคารนั้น เป็นวันในไม่กี่วันของช่วงชีวิตนี้ของผม ที่ผมมาสามารถบอกได้ว่าผมมีความสุข ได้หยุดงาน ได้ไปเที่ยว ไม่ต้องรู้สึกกดดัน หรือทุกข์ใจ เมื่ออยู่กับแม่ ก็เหมือน เรื่องราวร้ายๆต่างๆมันจะหายไป

3 โมงกว่าเราก็กลับถึงบ้าน ..... แม่ครับ วันนั้นเป็นอีกวันที่ผมมีความสุข

เราจะผ่านมันไปได้ไหมครับ .... กับชีวิตของเรา
... ไม่เคยพลาดสักงาน ... เจ้าลูกชายผม ...

สิ้นปีนี้ ... เราคิดกันไว้แล้ว ว่าไม่ว่ายังไงเราจะต้องไปภูเก็ตอีกให้ได้ .... เพราะว่าไม่ไหวแล้วอยากไปเที่ยว และรู้สึกกันว่า ไม่ไปเครียดกว่า ไปแบบไม่มีเงินอีก 55555++

..... ^________^ .....
.
.
.

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

... วันนี้ ...

พ่อ .... กำลังจะออกจากงาน เพราะเงินเดือน 1 หมื่นบาทถ้วน แค่เติมน้ำมันจากบ้านไปทำงานที่คลอง 2 ก็ 5000 บาทแล้ว ผมให้พ่อเอารถไปใช้เพราะมันเดินทางลำบากมากถ้าขึ้นรถเมย์ ยังไม่รวมค่ากิน ค่าอะไรต่อมิอะไรอีก สรุปแล้วไม่คุ้ม

แม่ .... ไม่สบาย ไปตรวจเลือด เนื่องจากความดันสูง มีเบาหวานและคอเรสเตอร์รอลลสูง


ในชีวิตผม ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่มันแย่ลงไปกว่านี้ได้ แต่มันก็มี และมันก็มีมาเรื่อยๆ


ตั้งแต่พ่อตกหลังคาลงมา นี้ก็เป็นปีแล้ว ... ที่ชีวิตของผมแย่ลงเรื่อยๆ

สิ่งของนอกกายมากมายอันเป็นที่รักของผม ต้องถูกขายไปเป็นของคนอื่น


ของใช้ส่วนตัวของผม ถูกตัดออกไปจากวงจรชีวิตมากชิ้นขึ้นเรื่อยๆ


ผมชอบอ่านหนังสือ เมื่อก่อนสมัยเรียน เคยซื้อหนังสือทุกๆเดือน อย่างน้อยเดือนละ 3 เล่ม

ตอนนี้ เหลือ Bangkok post กับ Aerospace เพียงเล่มเดียว และก็ไม่สามารถติดตามได้ทุกเดือนอีกต่อไปแล้ว


ผมบอกได้คำเดียวครับว่าผมอึดอัด ที่ถูกฝากความหวังเอาไว้บนบ่า


ผมจำไม่ได้แล้ว ว่าเคยทำอะไรแล้วทำให้ตัวผมเองมีความสุข


เคยเล่นเกมส์แล้วมีความสุข แต่ตอนนี้กลับรู้สึกไม่อยากเล่นอีกต่อไป





ผมอยากไปดูเครื่องบินจังครับตอนนี้ อยากไปนั่งมองความฝันบินไปบนท้องฟ้า อย่างที่เคยทำ

ไปนั่งเงียบๆ อยู่ในอาคารผู้โดยสาร มองดูความฝันผ่านไปผ่านมาตรงหน้า





แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะต้องอยู่ช่วยที่บ้าน เมื่อก่อนผมให้เวลากับที่บ้าน 70 เปอร์เซ็น แล้วมันก็ค่อยๆเพิ่ม เป็น 80 90 จนตอนนี้ 100 เปอร์เซ็นแล้ว




100 เปอร์เซ็น ทั้งเงินเดือน และเวลา


ผมไม่มีความสุขเลย ผมอยากจะร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ที่ชีวิตของตัวเองหายไปต่อหน้าต่อตา



คุณนบซาน บอกว่า ผมควรเปลี่ยนทัศนคติ ผมก็อยากเปลี่ยน


แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน วันพรุ้งนี้ ..... จะมีอะไรแย่กว่านี้ไหม


ผมคงทำเวร ทำกรรมไว้เยอะ ชีวิตมันถึงได้เป็นแบบนี้

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

... เมื่อเวลาเดินทาง ...

สวัสดีครับ หายหน้าหายตาไปจากบล็อคนานมากๆ


คิดถึงที่นี่นะครับ แต่ก็ไม่รู้ว่า จะเขียนถึงอะไร เพราะไม่มีอะไรให้เขียน


ชีวิตของผมก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย มีแต่เรื่องแย่ลง ที่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเล่าทำไมเหมือนกัน


ผมยังคงใช้ชีวิตอย่างเดิม ถูกขัง เป็นนักโทษอยู่ในชีวิตของตัวเองเหมือนเดิม
ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรน อดทนต่อสู้ยังไง ผมก็ยังคงไม่ก้าวไปไหน



ตอนนี้ที่บริษัทของผม ได้ย้ายภูมิลำเนา ตำแหน่งมาแถวบ้านผมแล้ว ก็สะดวกและประหยัดที่จะเดินทางไปทำงานมากกว่าแต่ก่อน



แต่ก็มีสิ่งที่ไม่ดีตามติดมา



เพราะต้องเห็นคนที่เรารัก ใช่ชีวิตอยู่กับแฟนของเขาต่อหน้าเรา ทุกวัน มาอยู่ใกล้ๆบ้านผม ถัดไปแค่ 2 ซอย มาให้ผมเห็น ให้ผมรับรู้ ..ว่าเขาอยู่ด้วยกัน




คนรักกัน ... ได้ใช่เวลาร่วมกัน ช่วยเหลือ เกื้อกูล ได้มีแสดงออก จับต้องมองเห็น มีความทรงจำที่ดีร่วมกัน




ได้มีโอกาศได้แสดงออก ... ว่าตนรัก นี้มันคงจะดีมากๆเลยนะครับ




ผมควรจะดีใจ กับเธอด้วยใช่ไหมครับ ผมก็รู้สึกดีใจนะ ที่เธอมีคนดูแล ... ที่รักเธอ
เขาก็ดีกับเธอจริงๆ และมันก็ไม่ผิดที่คนๆนั้น ไม่ใช่ผม







การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางนี่มันช่างเจ็บปวดเหลือเกินนะครับ ไม่ว่าผมจะเลือกรักใคร ... มันก็มักจะจบลงแบบนี้เสมอๆ





ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผมก็ถูกลืมเสมอๆ





ใครเขาจะมาเลือก คนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างผม แม้แต่ชีวิตของตัวเอง ก็ยังมีไม่ได้ ...





ผมจะได้มีโอกาศมีวันนั้นไหมครับ ... วันที่ผมจะได้เจอใครสักคน ที่เขาจะรับรู้ว่าผมรักเขาจริงๆ และมองเห็นว่าผมก็มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้




วันนี้ ... ผมไปทานข้าวเย็นกับเพื่อนของผม ที่ Big C สุขาภิบาล 3 และพบภาพ 2 สิ่งที่ทำให้เจ็บปวด เข้าไปถึงหัวใจข้างในของผม



ภาพแรก คือภาพของชาย 2 คน เดินมาด้วยกัน คนนึงใส่เครื่องแบบนักบิน เขาเอาอินทนูออก แต่ยังคงติดปีกสีทองที่อกเสื้อ มองเพียงครั้งแรก ผมก็รู้ ว่าเขาคือ "นักบิน"
อาชีพที่ผม ได้แค่เก็บความฝันและความพยายามนั้นไว้กับตัว





และ 2 ภาพของ หญิงคนที่ผมรัก เดินมากับแฟนของเธอ ... คนที่ผมได้แต่เก็บความรักเอาไว้ เพราะมันไร้ค่าสำหรับเธอ




มันเจ็บที่ข้างในหัวใจยังไงไม่รู้ครับ ... ผมรู้แต่ว่า มันเจ็บ .........




ผมขอโทษนะครับ สำหรับทุกๆคนที่เข้ามาที่นี้ และพบว่ามันมีแต่ความเศร้าซ้ำซากหน้าเบื่อ มีแต่น้ำตา ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรมันจะหยุดไหล




ขอโทษพ่อกับแม่ ที่ผมไม่สามารถทำอะไรให้มันดีไปกว่าที่เป็นอยู่นี่ได้ และทำให้พ่อกับแม่ยังคงต้องเหนื่อย ในวัยที่สมควรจะต้องได้พักผ่อนแล้ว



ผมขอโทษจริงๆครับ

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

... คงเป็นเพราะมันมองเห็นไม่ได้ ...

ช่วงเวลานี้ของชีวิตผม เป็นช่วงเวลาที่ผมรู้สึกว่า ผ่านมันไปได้ยากจริงๆ


ณ เวลาที่เราไม่เหลือใคร หรืออะไรในชีวิต มีชีวิตเพื่อเฝ่ารอ และหวังว่าชีวิตมันจะดีขึ้น


อีกครั้งที่ผม ถูกขอร้องให้เลิกยุ่งกัน จากผู้หญิงที่ทำงาน มันก็เหมือนเดิม เธอมีคนที่เธอแคร์ คนที่เธอรักอยู่แล้ว


มันไม่จำเป็นเลย ที่เธอจะต้องมาทนกับคนอย่างผม


ผมเข้าใจ และยอมรับ ถ้าเธอจะตัดสินใจอย่างนั้น ......... " ไม่เป็นไร "






เธอเลือกคนที่เธอเชื่อมั่น ไว้ใจ และผูกพันกันมา เขาคงเกิดมาเพื่อคู่กัน เกิดมาเพื่อเกื้อหนุนกัน


คนอีกคนจะไม่สามารถขาดคนอีกคนได้ เธอเลือกที่จะตัดผมทิ้งได้ แต่ตัดเขาไปไม่ได้


ผมก็แค่ใครสักคน ที่ผ่านเข้ามา แล้วก็กำลังจะผ่านไป ...... ผมอยากออกจากงานครับ




ตอนนี้บอกได้เท่านี่




มันไม่ผิดที่เธอจะเลือกเขา เพราะเขาก็ดีกับเธอจริงๆ


และวิถีชีวิตตอนนี้ของผม มันก็ไม่เข้ากับของใครเลย แล้วก็คงจะไม่มีใครอยากที่จะเข้ามาในชีวิตของผม


เพราะผมคงไม่ได้เกิดมาเพื่อเหมาะสมกับใคร ......... ก็ไม่เป็นไรครับ






บางทีมันก็อาจจะสมควรแล้ว ที่เป็นแบบนี้ สมควรแล้วจริงๆ






ความรัก ไม่สามารถวัดกันให้เห็นได้ ว่าใครรักใครมากกว่ากัน

ไม่สามารถวัดได้ว่า ความรักของใครเป็นรักแท้ หรือรักหลอก

แต่บางครั้งมันก็วัดได้จากการแสดงออก จากการทำอะไรเพื่อกันและกัน

บางคนอาจจะวัดจาก .... การได้มีโอกาศได้ใช่เวลาร่วมกัน ได้ทำอะไรดีๆต่อกัน



แต่กับคนที่ไม่มีโอกาศได้ทำหละ .... นั้นแปลว่า ความรักของเขา ด้อยค่ากว่าคนอื่นๆหรือ??



กับคนที่ได้แค่มองนั้นแปลว่า ความรักของเขา ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง .... งั้นหรือ




มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ




"เพราะความรัก ไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา แต่สัมพัสได้ด้วยหัวใจเท่านั้น"




แด่ทุกๆความรัก ที่ให้ไป แม้ว่าจะไม่ได้รับตอบกลับมา .......

.
.
.
.

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

... แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ...

มีคนเขาบอกว่า เมื่อมีความสุข เราจงเตรียมใจไว้ว่า จะมีความทุกข์ตามมา

และเมื่อเราต้องทุกข์แล้ว ก็ขอให้คิดเข้าข้างตัวเองไว้บ้างว่า อีกไม่นานความสุขก็กำลังจะตามมาเช่นกัน




เมื่อวานแม่โทรมาบอกข่าว เหมือนจะเป็นข่าวที่ดี แต่ผมก็ยังไม่รู้ในอนาคตที่แน่นอนว่ามันจะเป็นยังไง



... พ่อกำลังจะได้งานทำ ...



อีกครั้งที่เหมือนแสงสว่างวาบขึ้นมาที่ปลายอุโมงค์ที่มืดมิด ถ้าพ่อได้งานทำ และทำได้จริงๆ อะไรๆในชีวิตครอบครัวของเราตอนนี้



ก็คงจะดีขึ้น



ดีขึ้น .... ดูเหมือนว่าคำๆนี้ผมจะไม่ได้ยินมันมานานแล้ว




มันรู้สึกเหมือน ฟังดู สมองเรารับรู้ว่า มันจะเป็นเรื่องดีที่จะเกิดขึ้น


แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ประมวลผลด้วยสถิติชีวิต บอกว่า .... มันอาจไม่ดีก็ได้ พ่ออาจจะไปทำไม่ได้
สองจิตสองใจ ว่าควรจะดีใจดี ตั้งแต่ตอนนี้ หรือว่าจะรอให้พ่อไปทำงาน แล้วดูว่าทำได้รึเปล่าก่อน แล้วค่อยดีใจ




ผมก็ยังไม่มันใจเหมือนกัน




แต่มันก็เหมือนละอองฝน บนทะเลทรายตอนนี้ ที่ผมกำลังพาครอบครัวเดินไป ถ้าพ่อมีงาน มีเงินเดือนขึ้นมาอีกครั้ง ... ก็คงจะดี



แล้วถ้าอะไรมันเป็นอย่างที่แม่เล่า ครอบครัวเราก็อาจจะไม่ต้องขายของไปจนตาย เราก็อาจจะมีกิจการที่มั่นคงกว่านี้ เป็นของตัวเอง .... และกลับไปมีชีวิตที่ ยิ้มได้กว้างๆ เหมือนคนอื่นๆ สักที ...


.
.

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...