วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

... Dream ...

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา หลังจากที่กลับมาบ้านและเปิดคอมเล่นเรื่อยๆเปื่อยยังที่เคยทำ ผมเข้าไปใน Blog ของคู่รักคู่นึง แล้วก็พบกับโฆษณาชิ้นนี้



... "Dream" ranger ของ TC Bank Tawian ...

ได้ดูแล้วก็จุกครับ อาจเป็นเพราะมันตรงกับความรู้สึกช่วงนี้ของผม

ประกาศผลของ Air asia ทำเอาผมหัวเราะไม่ออกไปหลายวัน ผมอาจจะหัวเราะ และทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ลึกๆแล้วผมก็อดที่จะเสียใจไม่ได้

ตอนนี้ผมก็ได้แต่บอกกับตัวเองเสมอว่า ผมได้ทำเต็มที่แล้ว สำหรับครั้งแรก และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ... ผมจะพยายามให้มากขึ้นอีก

ถ้าหากเส้นทางอาชีพนี้ มันสงวนไว้สำหรับคนอื่น ที่ไม่ใช่ผม ผมก็จะยอมรับมัน แต่ถ้ามันยังพอมีหนทาง ผมก็ตัดสินใจแล้วว่า ก็จะมุ่งหน้าไป จนกว่ามันจะไม่มีหนทางให้เดินไปอีก


คนเรามักมีคำถามว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไร" ผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่นสักหน่อยตรงที่ ผมรู้จักตัวเองเสมอ ว่าผมต้องการอะไร

ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้แค่ใกล้เคียงบ้าง ผมก็สามารถทำได้ตลอดมา


หนนี้ เป็นอีกครั้งที่สำคัญในชีวิตของผม ที่ผมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ผมจะต้องเข้มแข็งกว่านี้

สักวันมันจะต้องเป็นวันของผม


บางครั้งการที่ผมได้เหลียวหันกลับไปมอง คน 2 คนที่รักผมมากที่สุดในโลก และคน 2 คนนี้ ก็แก่ตัวลงอย่างหน้าใจหาย


ผมอาจเคยคิดว่า ผมติดคุก อยู่ในชีวิตของตัวเอง บางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้น ผมเองต่างหาก ที่ไม่เคยพยายามที่จะออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ผมติดอยู่


ผมอาจมีความสุขได้มากกว่านี้ กับชีวิตในทุกๆวันของผม ถ้าผมได้ทำอะไรที่ผมอยากจะทำ หรือเริ่มทำอะไรใหม่ๆ


ภาระหน้าที่ต่างๆอาจเหมือนเสื้อกันฝนตัวหนา ที่ชุ่มไปด้วยน้ำและมีน้ำหนักมาก แรกเริ่มเราอาจจะไม่สามารถแม้แต่จะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนได้ ... เราอาจเจ็บปวดทรมาน หรือไม่มีความสุข กับสิ่งที่ได้รับ แต่มันก็มีอยู่แค่ 2 ทางเลือก

ทางเลือกแรก ... ไม่ขยับตัว หรือขยับตัวให้น้อยที่สุด เราอาจจะไม่เจ็บปวด หรือเจ็บปวดน้อยลง แต่น้ำหนักนั้นก็ยังจะคงอยู่กับเราเท่าเดิม แถมท้าย เราก็ยังไม่ได้ไปไหนเลยอีกต่างหาก ได้แต่อยู่ตรงนั้น

ทางเลือกที่สอง ... พยายามอย่างที่สุด ที่จะลุกขึ้นยืน แล้วก้าวเดินออกไป พร้อมน้ำหนักนั้น ... และวันนึง ร่างกายของเราก็จะเคยชินกับน้ำหนัก เราจะแข็งแรงขึ้น .. และก้าวเดินต่อไปได้


ผมหวังว่าสักวันผมจะพร้อมสำหรับการก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

... เปลี่ยนแปลง ...

ช่วงนี้ไม่รู้อะไรเข้าฝันครับ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้รู้สึกอย่างนั้น

แต่ที่แน่ๆตอนนี้ ผมอยากปรับเปลี่ยนตัวของผมเองมากๆ อยากจะเปลี่ยนทั้งท่าทาง หน้าตา ไปจนถึงนิสัย


ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะอะไรอ่ะนะ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เริ่มทำไปบ้างแล้ว


เดิม ...

ผมเป็นทอมหน้าตาธรรมดา ไม่เคยตัดผมสั้นๆ ไม่เจาะหู ไม่แต่งตัว ไม่ดูแลตัวเอง นิสัยปัญญาอ่อน ยอมคน ขี้ใจน้อยและวุ่นวายอยู่แต่เรื่องความรัก

สิ่งที่ผมอยากเปลี่ยน ...

บุคคลิก ... ผมอยากเปลี่ยนตัวเอง ทำตัวเองให้กลับไปเฟรสชี่ เหมือนเมื่อครั้ง 18 อีกครั้ง ผมเลิกใส่แว่นตาแล้ว หันมาใส่คอนแทค ผมเจาะหู ทั้งๆที่เมื่อก่อนกลัวเจ็บมาก เริ่มแต่งตัวบ้าง นิดนึง กำลังวางแผนว่าจะไปตัดผมสั้นๆ อย่างที่อยากทำ และที่สำคัญ ผมกำลังจะดัดฟันครับ 555++ ผมมีปัญหาฟันเหยิน ฟันเก ฟันซ้อน และใบหน้าผิดรูป เป็นทุนเดิม ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำสักที

นิสัย ... ผมไม่แคร์คนมากขึ้น สนใจตัวเองมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ในที่ทำงาน ผมขวานผ่าซากมากกว่าจะเกรงใจแบบเมื่อก่อน มีไร พูดออกมาไม่เก็บไว้อีกต่อไป อะไรที่เหลือบ่ากว่าแรง ผมจะ.. ไม่ทำ ไม่สน ช่างแม่ง

ชีวิต ... คือสิ่งเดียวที่ผมคิดว่า เมื่อผมเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนไป เปลี่ยนวิถีทางการดำเนินชีวิต สักวันผมจะเปลี่ยนมันได้

ตอนนี้ผมพยายามหางานเพิ่มขึ้น หารายได้เพิ่มขึ้น ... ลองดูครับ สักที

และผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า ผมจะไม่ใช่ เม คนเดิมอีก เมื่อผมอายุ ครบ 28 ปี

บางครั้งมันก็แค่เหมือนผมรู้สึกว่า ชีวิตมันผ่านไปวันๆ โดยที่ผมรู้สึกว่า ผมยังไม่ได้อยากทำอะไรที่อยากทำเลย แล้วผมก็ยังคงเป็นไอ้เด็กช่างฝันคนเดิม แต่แค่อายุมากขึ้น

และวันนี้ ผมอยากบอกว่าผมรู้สึกดีกับตัวเอง ที่ผมได้ลงมือทำแล้ว .... ชีวิตผมจากนี้ จะเปลี่ยนไป

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

... Yes or No สักวันนึงเธอจะกล้าพอ ...

Yes or No อยากรักก็รักเลย





มันจะช้าไปไหมหนอ ถ้าผมจะเพิ่งมาพูดถึงหนังเรื่องนี้

หนังธรรมดาๆเรื่องนึงที่จะถูกจัดอันดับขึ้นเป็นหนังประจำชนชาติ ทอมดี้ เลส ของเรา

555555++

เพิ่งได้มีโอกาศดูครับ คงต้องขอโทษทางทีมงานด้วย เพราะว่าได้ดูหนังเรื่องนี้จากแหล่งที่ไม่ถูกลิขสิทธิเท่าไร ชอบมากกกกกกกกก ครับ พี่เอาใจผมไปเลยดีกว่า (รู้สึกเสียดายมากที่พลาดไปดูในโรง)

จริงๆก็หมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะไปดู แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ดู เพราะติดสอบนักบิน แล้วช่วงนั้นในสมองก็มีแต่เรื่องสอบๆๆๆ

ทำให้กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ย่างเข้าเดือนกุมภาพันธ์เข้าไปแล้ว ส่วนผลการสอบนักบินของผม กับสายการบินใจดีสีแดงแห่งนี้ ... ผลประกาศแล้วครับ T__T

ไม่ผ่านเกณท์ เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียน Air asia เฮ้ออออ.... สู้ต่อไปครับ สักวันคงได้บิน


ว่าแต่ เราพูดกันถึงเรื่องหนังไม่ใช่หรอ ม่ะ เข้าเรื่องดีก่า

ผมว่าใครหลายๆคนที่ได้มีโอกาศเข้ามาอ่าน ก็คงจะพอรู้จักหนังเรื่องนี้ เคยดู หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้โครงเรื่องคร่าวๆ

เพราะมันเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องง่ายๆ แบบเดาได้สไตร์หนังรักใสๆ อยู่แล้ว ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้ ว่าสุดท้ายพระเอกนางเอกต้องได้รักกัน

แต่ส่วนใหญ่ที่ผู้คนตีตั๋วเข้าไปชม หรือพยายามกระเสือกกระสนหาดูหนังเรื่องนี้ทีหลังอย่างผม

ต้องอยากรู้ เพียงแค่ เรื่องราวมันจะเป็นยังไงนะ ซับซ่อน ซ่อนเงื่อนยังไง กว่าเขาจะรักกันได้

หนังเรื่องนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย ถามว่าจริงอยู่ที่เรื่องราวมันไม่ได้ซับซ่อนมาก ไม่ต้องมีสายชนวนระเบิดมาให้ตัดเพื่อกู้โลก แต่หนังเน้นมาก ในเรื่องของความรู้สึกที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น

ผมชอบตรงที่หนังไม่ได้วางโครงเรื่องโง่ๆมาให้ "คิม" เป็นทอมมาตั้งแต่ต้น แต่ทำให้เป็นคนที่เป็นตัวของตัวเอง แต่ยังไม่ค้นพบตัวเองเท่านั้น




ผมว่าตรงนั้นเป็นจุดที่น่ารักมากๆ ของหนัง .... ทำให้มันช่วยลดทอนภาพลักษณ์ของโปสเตอร์หนังที่ ชี้ชวนชมว่า เป็นหนังทอมดี้ ให้กลายเป็นว่า เลสก็เข้าไปดูได้ โดยที่ไม่รู้สึกต่อต้านมากนัก

แต่งานนี้ผมเชื่อว่า จำนวนผู้ชาย ที่ตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คงมีจำนวนที่นับหัวได้

หลายมุขที่ผมอ่านในบทวิจารณ์ของหลายๆคนที่ว่าไม่อินกับ ... "เรื่องผีเสื้อในท้อง" ผมเห็นด้วยนะ 555+ แว้บแรกที่ได้ยินจาก ทีเซอร์ตัวอย่าง รู้สึกแบบ .... เอ่อ ... แป๊กมาก ... หลังจากที่ดูหนัง ช่วงที่พระนางนอนคุยกัน ผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมอยู่




ว่ามันแป๊ก ... แต่ ... พอมันนำไปสู่ฉากแอบบอกรักของคิมกับพาย ตรงม้านั่งในสวน มันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีผีเสื้ออยู่ในท้องคิมจริงๆ มันจริงมาก ไม่เฟค และก็รู้สึกถึงความรักที่คิมมีให้กับพาย

ฉากนั้นทำเอาผมอดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้

และอีกเรื่องที่ผู้คนวิจารณ์กันมาก นั้นก็คือเรื่องของการแสดงของ น้องติ๊นา เป็น "คิม" ผมว่าแอ๊คติ้งเรื่องดวงตา กับท่าทาง ยกให้เต็ม 10 เลย 55555+ เป็นทอมในอุดมคติมากๆ เสียนิดนึง ในเรื่องของการแสดงออกเรื่องของการพูดจา

จริงๆมันก็ดีนะครับ แต่ถ้าน้องเขาจะทำให้มันดูเป็นธรรมชาติอีกนิด ผมว่า คงเยี้ยม แต่ สำหรับเรื่องแรก คงต้องยอมรับ ว่าผ่านครับ ^__^ น้องเขาทำได้ดีทีเดียว

สำหรับน้องออม ที่เล่นเป็น "พาย" นั้น โอ้ย ... น่ารัก ได้ใจผมไปเลยครับ หน้าตาท่าทาง พูดจา ทุกสิ่งอัน .... ชนะเลิศครับ เป็นผู้ดี้ในอุดมคติอีกเช่นกัน




แล้วก็น้องดิว ที่เป็น "เจน" ก็ต้องยกนิ้วให้เช่นกัน แต่เพียงว่าพอมาเจอกับน้องออมปั๊ป ความสวยของเธอก็ลดลงอย่างประหลาด

งานนี้จริงๆมันก็ดีนะครับ เป็นหนังรักใสๆ ถึงใสมาก มีแต่ด้านดี ของคนหน้าตาดีมาเจอกันจริงๆ เพียงแต่ว่า สำหรับในความเป็นจริง จะมีสักกี่คนที่โชติดีแบบ "คิม"

ผมว่าคงน้อยจนนับจำนวนหัวได้ ที่ครอบครัวฝ่ายหญิงที่แอนตี้เรื่องทอมดี้มากๆ จะยอมให้ลูกสาวตัวเองที่มีผู้ชายโคตรดีพร้อมแต่งอยู่แล้ว มาทำอะไรแบบนี้

โดยรวมผมว่าตัวหนังค่อนข้างทำได้ดี แต่จริงๆแล้วหนังแนวนี้ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ น่าจะมาจากบท ตัวบทของหนังเรื่องนี้ ดีนะครับ เห็นว่าดัดแปลงมาจากหนังสือ (ผมเองก็ยังไม่เคยอ่าน)

แต่มันมีจุดด้อยเหมือนกับหนังตลาดๆหลายๆเรื่อง นั้นคือ ... การหลงลืมบทบาทของตัวละครเสริม ที่จะทำให้ไม่รู้สึกว่าโลกนั้นมีเพียงแค่ "คิมกับพาย" แค่สองคน เหมือนเช่นรักแห่งสยามทำได้ ... นั้นคือ

เพราะชีวิตคนเราไม่ได้พุ่งเป้าได้แค่เพียงสิ่งใดสิ่งนึง มันประกอบไปด้วยครอบครัว และสภาพแวดล้อม ถ้าทำให้เพื่อนที่เดินมาตบหัวเจน มีบทมากกว่านั้น ผมว่าตัวละครตัวนี้น่าสนใจมาก แล้วก็ตัวพ่อของคิมด้วย

บทพี่อินทร์ หรือแม้แต่บทของพี่แวน และเจน หนังทำให้ผมรู้สึกเหมือนเส้นตรงที่วิ่งจากจุด A ไปจุด B เท่านั้น เนื้อเรื่องวิ่งไปตามลำดับ จริงๆก็ผ่านนะครับ

แต่ถ้าหากมันจะซับซ่อนกว่านี้อีกนิด คงจะดีเยี้ยมเลย





ผมชอบนะ ... ผมว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นค่ายหนังหน้าใหม่ สถานที่ถ่ายทำ มุมกล้อง การตัดต่อ หรืออะไรต่างๆอาจจะไม่เฟอร์เฟ็คร์ เท่าหนังรักใสๆ ของค่ายใหญ่ๆ อย่างสิ่งเล็กๆที่เรียกว่ารัก

แต่ผมเห็นด้วยกับหลายท่านว่า Yes or No ก็สามารถขึ้นไปยืนข้างๆ กับหนังเรื่องนั้นๆได้ อย่างภาคภูมิ

หนังเรื่องนี้หลายคนมองว่ามันมี สองแง่ ผมเห็นด้วยนะ ที่ว่า มันบอกได้ว่า คนรักเพศเดียวกันมันไม่ได้แย่อย่างที่หญิงชาย ปรกติเข้าใจนะ มันสวยงาม และความรักของ หญิงรักหญิงอย่างเราๆ มันก็เริ่มต้นขึ้นได้ด้วยสิ่งดีๆของคนสองคนที่มีให้กัน

ไม่ใช่แค่ความรักฉาบฉวย หรือ แฟชั่น

อ่า ... คำว่าแฟชั่น นี้แหละครับที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดนโจมตีในเรื่องของว่า หากหนังกล่าวถึงเรื่อง หญิงรักหญิงแต่ในด้านดีโคตรๆ ใสเวอร์ขนาด จะมีเด็กๆ

อีกมากมายที่แห่กันมาเป็นทอมดี้ เพียงเพื่อแฟชั่น ...??? อย่างผมที่เป็นทอมมาแต่เกิด บางทีเห็นเด็กๆ สมัยนี้แล้วก็อดจะถอนใจไม่ได้

เพราะพวกเด็กๆจะรู้จักตัวเองดีพอไหมหนอ ถึงได้กล้าที่จะแสดงออกอย่างชัดเจนแบบนั้น

งานนี้อาจมีเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง ... แต่ ผมว่าส่วนดีของหนังเรื่องนี้ก็น่าจะมีมากกว่า อย่างน้อย ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง พ่อแม่ เขาก็จะได้เข้าใจลูกๆของพวกเขามากขึ้น

และทอมน้อย และดี้น้อยๆ รุ่นต่อๆไป ก็อาจจะไม่ได้ต้องเผชิญกับความรู้สึกแบบที่ผมเคยเจอ ตอนที่ต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผมกับแม่ของผม

ก้าวแต่ละก้าวของชาวเราบนสังคมไทย ผมว่ามันอาจจะยากเย็นสักหน่อย แต่ผมว่าเราก็กำลังก้าวไปได้ดี

หนังเรื่องนี้ได้ใจผมไปแบบเต็มๆครับ ^___^






PL.ผมอาจไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนัง แต่ผมสัญญานะครับ ว่าจะรอซื้อ DVD ลิขสิทธิ์ถูกต้องครับ
ว่าแต่มีแบบบรูเรย์ม่ะครับพี่ 5555 + (ถึงขึ้นนั้น เครี่องเล่นยังไม่มีเลย)

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

... วันวัยของชีวิต ...

สวัสดีครับ กับค่ำคืนของวันที่ 30 ธันวา วันที่เกือบเป็นวันสุดท้ายของปี 2553

คืนนี้ผมเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงบริษัท งานเลี้ยงสนุกสนาน


แต่ทำไม ... ตอนนี้


...ผมถึงเหงา...


รู้สึกอยากร้องไห้ เหมือนมันว่าง ไม่มีอะไรให้ทำ และก็นอนไม่หลับ

บางทีอาจเป็นเพราะ ผมคิดถึงคนที่เคยอยู่ในอ้อมแขนผม คนที่ผมอยากอยู่ด้วย อยากเจอ อยากนอนหลับไปด้วยกัน แล้วก็ตื่นมาพร้อมกัน

บางทีผมก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงมีชีวิต เหมือนที่คนอื่นๆเขามีกันบ้างไม่ได้ ผมไม่ได้อยากจะรวยล้นฟ้า ไม่ได้อยากเป็นคนที่โชคดีที่สุด


ผมแค่อยากมีใครสักคน ที่จะอยู่ข้างๆผม ในเวลาที่ผมต้องการเขา อย่างเช่นในค่ำคืนอย่างนี้


ถ้าได้มีคนที่เรารักอยู่ข้างๆกัน ก็คงจะดีนะครับ


มันเป็นความรู้สึก ที่ผมไม่เคยได้สัมผัส ไม่เคย ..... และผมโหยหามัน


มันน่าแปลกนะครับ ที่ผมกับเธอตอนนี้มีสัมผัสที่ส่งถึงกันอย่างประหลาด ณ ขณะที่ผมกำลังพิมพ์ข้อความนี้อยู่ เธอก็ทักผมมาทางแชท ทั้งๆที่เธอน่าจะหลับไปแล้ว

มันน่าทึ่งมาก ที่พักนี้ ผมกับเธอเหมือนสื่อกันได้ ... ทางความรู้สึกในลักษณะนี้


เพราะผมรักเธอ แล้วเธอก็รักผมตอบด้วยรึเปล่า?? ที่ทำให้เราสื่อถึงกันได้อย่างนี้ นี้ไม่ใช่ครั้งแรก


จะมีสักวันไหมหนอต่อไปจากนี้ ที่ผมจะนั่งเล่าเรื่องราวดีร้ายในชีวิตผม ผ่านไดร์อารี่นี้ โดยอาจมีเธอทำอะไรอยู่ใกล้ๆ หรือนอนหลับอยู่ข้างกัน


ผมหวังว่าสักวัน ผมจะได้มีโอกาศทำเช่นนั้น


มีคนที่ผมรักอยู่ในอ้อมแขน และผ่านพ้นวันวัยของชีวิตไป อย่างไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างนี้อีกต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

... การสอบที่มีความสุขที่สุด ...

และแล้วครับ วันที่ผมรอคอยมาตลอด 4ปี ก็มาถึง และผ่านไปแล้ว



วันที่ผม ปรารถนาที่จะได้มีโอกาศมีวันนี้สักครั้งในชีวิต วันที่ผมจะได้มีโอกาศแสดงความสามารถของผมออกไปบ้าง
ให้ได้รู้จักตัวของผม ว่าผมเป็นอย่างไร


วันที่ Air Asia เปิดสอบ Student pilot วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 2553


ผมต้องยอมรับ ว่าตื่นเต้นมากครับ แล้วก็ประหม่ามากด้วย เพราะนี้เป็นครั้งแรก แล้วมันเป็นการเปิดแบบไม่ทันได้รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน
และผมต้องยอมรับอีกเรื่องนึงด้วยว่า มันเป็นช่วงที่ผมถอดใจให้มันไปแล้ว หลังจากที่ผมต้องเผชิญปัญหาชีวิตมากมาย


ผมเตรียมตัวเท่าที่เตรียมได้ ทบทวนความรู้เท่าที่หาขุดเอามาอ่านได้ และที่สำคัญผมพยายามเรียนรู้ คณิตศาสตร์ม.ปลาย ที่ผมไม่เคยเรียนมาก่อน อันนี้ต้องขอบคุณเพื่อนคนสำคัญของผม ที่สละเวลามาสอนผม ทั้งๆที่บางอย่างสอนทางโทรศัพท์ยากมาก
ตลอด 20 วันของการเตรียมตัว ผมตอบตัวเองได้ ณ ตอนนี้ว่าผมได้ทำเต็มที่ เท่าที่ผมจะทำได้ในเวลา 20 วันแล้ว



แม่ผม ที่ตอนแรกบ่นว่าผมจะไปสอบทำไมให้เสียเงิน แต่คืนวันเสาร์ เขาก็จับผมมานั่งไดร์ผม บอกกับผมว่า บุคคลิกสำคัญนะ (แอบปลื้ม) งานนี้ผมก็แอ๊บหญิงนิดนึง


ตอนเช้าวันอาทิตย์หลังจากตั้งร้านแล้ว พ่อก็ขับรถไปส่งผมที่ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตามเวลา 8.30 น. ผมไปก่อนหน้านิดหน่อย มีแต่ผู้ชายเต็มไปหมด มีแต่สูงๆ หล่อๆ เหมือนวันสมัครนายแบบมากกว่า
จนอยากจะบอกว่า "โอ้ย.... เป็นเลยดีไหมครับ ไม่ต้องสอบ ดูดีขนาดนี้" ช่วงนั้นแอบรู้สึกเหมือนก้อนกรวดในดงเพชร แต่ก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ


งานนี้เจอทั้งนักบินที่เป็นทอม (น่าจะ) และทอมที่มาสอบแบบผม แต่มากันแบบไม่มีแอ๊บ ไม่มีหมกเม็ดกันทีเดียว หล่อ แมนมาเลย เห็นแล้วแอบกลัวแทนนะครับ เพราะเคยอ่านเจอว่า การเบี่ยงเบนทางเพศอย่างเราๆ เขาถือว่ามีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์ตัดสินปัญหามากกว่า เหตุผล ซึ่งเป็นทัศนะคติที่อันตรายกับอาชีพนี้มากๆ
ผมแอบกลัวนะ เลยต้องแอ๊บเต็มที่



และแล้วเวลาเข้าห้องสอบก็มาถึง



ผู้สอบ 972 คน วิชาแรก General Technical test 100 ข้อ แบ่งเป็น คณิต 50 ข้อ และ ฟิสิกข์ 50 ข้อ
หลังจากประกาศให้ลงมือทำได้ ผมรู้สึกได้ว่า รอบๆตัวผม เปิดหน้าแรก แล้วก็เริ่มทำกันเลย แต่ผมสิ 555++ ยังคงเปิดหน้าต่อไปเพื่อหาข้อที่ทำได้
ข้อสอบชุดนี้มีข้อแม้ว่า ห้ามมั่ว ห้ามเดาครับ คุณต้องทำข้อที่คุณทำได้ แล้วคิดว่าทำถูก ทำได้ +3 คะแนน ทำผิด -1
ระยะเวลาที่ให้คือ 1 ชั่วโมง 40 นาที เท่ากับข้อละ 1 นาที ป๊าดดดดดโธ่ พูดแบบนี้เตะกันเลยดีกว่า



ตลอด 1 ชั่วโมง 40 นาที ผมก็ทำได้นะครับ ผมเลือกข้อที่ทำได้ นั่นคือโจทย์ที่เกี่ยวกับการหาเปอร์เซ๊นต์ธรรมดาทั่วไป แบบว่า นังแอน กับนายจอห์น ขับรถย้ายบ้าน เป็นระยะทาง 400 ไมล์ นังแอนขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. นายจอห์น ขับด้วยความเร็ว 50 กม./ชม. นังแอนแวะแดกข้าว 1 ชม. 20 นาที นายจอห์น ใช้เวลาพักน้อยกว่านังแอนครึ่งนึง จงหาว่า ทั้งสองคนใช้เวลาต่างกันเท่าไรที่ใช้เพื่อเดินทางถึงที่หมาย



ก็โอเคนะครับ มาประมาณนี้ ทำได้ๆ แล้วก็อีกส่วนคือพวกเมตริก ที่เรียนมาสดๆ จากเพื่อน ก็ทำได้ครับ สิริรวมที่ทำได้ ประมาณ 8 ข้อ ส่วนฟิสิกข์ ล้างบอร์ดครับ ว่างโล่งขาวสะอาด 55555+


เสร็จจากชุดแรก พักทานข้าวกลางวัน ผมได้เพื่อนใหม่ 2 คน ครับ เป็นผู้หญิงทั้งคู่นิสัยน่ารัก พวกเธอรู้จักกันเพราะเข้าคอร์สตะลุยโจทย์ เฮ้อออออ คู่แข่งผมแต่ละคน



หลังจากนั้นเราก็มาตะลุย ข้อสอบ 2 ชุดสุดท้าย ช่วงบ่าย ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษครับ 100 ข้อ 1 ชั่วโมง ตรงนี้สิครับ มันส์มาก



ข้อสอบแบ่งออกเป็น Listening gramma และ reading เหมือน Toeic เลยครับ สำหรับการฟัง จริงๆผมกะไปฟันหมู เพราะผมค่อนข้างฟังได้ดีแต่ ....
เนื่องจากสถานที่สอบอยู่ในห้องประชุมใหญ่มากครับ ผลที่ได้ก็คือ .... เสียงซาว์ดแอ๊คโค่ววว โค่วว โค่วว ครับ แมร่งเอ้ยยยยยย แค่เขาประกาศเป็นภาษาไทยก็แทบจะไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว นี้เป็นภาษาปะกิต งานนี้จอดครับ จอด เหมือนฟังเสียงหึ่งๆ เพราะว่าเทบที่เปิดผมก็เข้าใจนะว่าเขาอุสาห์ทำเสียงซาว์ดเอ็ฟเฟ็คมาเพื่อให้ได้อารมณ์ร่วม แต่ ....
มันกลับทำให้ยิ่งแย่ครับ ยิ่งเรื่องแรกเกี่ยวกับพนักงานดับไฟป่า พระเจ้า มีเสียง ฮ. หึ่งๆๆ ตลอดฟังไม่รู้เรื่องเลยครับท่าน



แต่ยิ่งแล้วใหญ่คือ ข้อสอบการฟังมี 6 part แต่เขาเปิดเทบแค่ 5 ครับ ตอนแรกผมก็เข้าใจว่า ผมมัวแต่เหม่อ มัวแต่อ่านเรื่องที่ 6 ก่อนล่วงหน้าจนลืมฟังเลยหรอเนี้ย ตอนนั้นก็แอบตีอกชกหัวในใจอยู่
ผมรออยู่ 2-3 นาที เห็นว่าไม่เปิดเทบแน่ๆแล้ว มองไปที่รอบๆข้าง เขาก็ก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบยิกๆ ผมก็เลยเอาว่ะ ช่างมัน ว่างก็ว่าง นึกเสียดายแล้วก็ทำข้อสอบแกรมม่าต่อไป ส่วนreading ผมก็พอทำได้ครับ การฟังกับอ่านผมโอเคนะ เพราะหัดเอง จะได้กว่าแกรมม่าเยอะเลย



จนกระทั่งหมดเวลา ..... เจ้าหน้าที่คุมสอบก็ประกาศว่า เมื่อกี่มีใครได้ทำ part 6 บ้าง ผมแอบตกใจ เพราะเว้นว่างไว้ เขาก็บอกต่อว่า ก็ไม่ได้เปิดเทบแล้วคนที่ทำทำได้ยังไง ฮาาาาาา เขาบอกว่านักบิน ต้องเชื่อฟังคำสั่งครับ และห้ามทำอะไรสุ่มๆ มั่วๆ ผมว่างานนี้มีคนหน้าแตกเหมือนกัน



แล้วเขาก็เปิดเทบ part 6 ให้ได้ทำกันครับ แต่ก็เหมือนเคย เปิดกับไม่ได้เปิด มีค่าเท่ากัน นั่นคือฟังไม่รู้เรื่องเลย แย่ครับ ผมยิ่งทำแกรมม่าไม่ได้อยู่ เจอแบบนี้เข้าไปก็เซ็งครับ แล้วก็มาถึงข้อสอบชุดสุดท้ายครับ Aptitude test ที่ผมรอคอย ที่เน่นๆว่าทำได้ดีที่สุด เป็นข้อสอบวัดประสิทธิภาพ เขาบอกว่าอาชีพนักบินเป็นอาชีพเดียวที่ต้องสอบ ดีครับ ดีๆ จะได้เห็นกันครับ



งานนี้ก็ทำได้ตามคาดครับ แยกแยะ ซ้ายขวา ว่าแตกต่างกันหรือไม่ จินตนาการ ว่ากระดาษรูปนี้จะพับออกมาเป็นรูปทรงหน้าตาอย่างไร ก็ฟันหมูครับ ไม่พลาด แล้วก็มาให้จำตารางครับ อีตารางนี้ทำผมเจ็บใจมาก มันมี 6 ช่อง 4 แถว มีรูปภาพและตัวอักษรต่างๆ เขาให้ 3 นาที จำครับจำไวให้ดี


แล้วก็ให้ทำข้อสอบชุดต่อไปนั่นคือบวกลบคูณหารครับ ผมก็โอเคครับ อันนี้ทำได้ไม่ครบเหลือ 5 ข้อ ก็โอเคครับ พอใจกับตัวเอง


หลังจากนั้นก็เป็นชุดอีตารางข้างบนครับ ที่เขาให้จำ จะต้องมาบอกกันตอนนี้ว่าใครจำอะไรได้บ้าง ตอนแรก ผมจำได้ 8 จุด กะว่ายังไงก็พอได้ แต่ปรากฏว่าเขาไม่ได้ถามทุกช่องครับ เขาถามเป็นบางช่อง ซึ่งก็รวมไอ้ที่ผมจำได้ด้วย ป๋อยยยยยยยยยยยยย!!!


ตอนนั้นเจ็บใจมากครับ ทำได้ 8 ที่ๆผมจำได้ ก็เหลือแค่ 4 ที่ในบัดดล ..... เฮ้อออออออออออ หมด หมดกัน 55555++

สุดท้ายการสอบก็สิ้นสุดลงครับ แต่ผมอยากจะบอกว่า มันเป็นการสอบที่สนุก แล้วก็มีความสุขที่สุด เท่าที่ผมเคยทำข้อสอบมาตลอดชีวิต



ตอนนี้ก็เหลือแค่รอลุ้นผล ปลายเดือนมกราครับ ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าได้ ก็ดีครับ คงเยี้ยมเลย แต่ถ้าไม่ได้ก็โอเคครับ ปีหน้าเอาใหม่ ยังไงก้อนกรวดก้อนนี้ก็สู้สุดใจครับ



แต่ถ้าผ่านไปได้ แล้วไปตกรอบ ตรวจร่างกาย .... เพราะผมสูงแค่ 160 มันขาดไป 3 เซ็น แต่เขาก็ยังอุสาห์ให้ผมเข้าสอบ ผมก็โอเคครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ผมก็จะได้รู้ว่า ผมอยู่ห่างจากความฝันของผม แค่ 3 เซ็นติเมตร


ขอบคุณครับ Air asia

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

... ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ ...

เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เขาทำการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ Student pilot Air asia แล้วครับผม

http://www.thaiairasiapilot.com/

มีชื่อผมด้วยยยยย เย้ๆๆๆๆๆๆๆ (ดีใจดังสอบได้)

เพราะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ผมกลัวว่าเขาอาจจะไม่ให้เข้าห้องสอบด้วยซ้ำ แต่ก็มีชื่อผม

ดีใจมากๆครับ แค่ได้เห็นชื่อตัวเองก็ปลื้มแล้ว

มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 972 คน ผมนั่งนับว่ามีผู้หญิงกี่คนเมื่อกี่ นับได้ 100 กว่าคนแหนะ ดีจังครับ

ตื่นเต้นซู่ซ่า .... กรี๊ดดด บลา .. บลา อยู่บนยอดเขา 55555+++

เต็มที่ครับเต็มที่ อะไรที่ไม่เคยเรียนก็ได้ฝึกกันภายใน 20 วันที่ผ่านมา

อาจไม่เก่งมาก แต่ก็พอมีวิชาติดตัวพร้อมรบ

แอบดีใจที่มีโอกาศได้สอบกับเขา เพราะมันนานมาก นานจนคิดว่าชีวิตนี้อาจไม่มีโอกาศแม้ได้สอบ เคยคิดว่าตอนนั้นเพิ่งจบ มีเวลาสอบทิ้งสอบขว้างทุกปี แต่ที่ไหนได้ มันไม่เปิดให้สอบนี่สิครับ เลยไม่เคยรู้เลยว่ายังไง ถ้าเคยได้ลองสอบมันก็คงจะรู้ ว่าครั้งต่อไปควรจะทำยังไง

ปีนี้ ผมอายุ 26 แล้ว เหลือโอกาศอีกแค่ 2 ปี ที่จะครบ 28 แล้วอายุเกินเกณท์

แต่หนนี้ผมก็จะไม่ล้อเล่นครับ จะสู้เต็มที่ เท่าที่ผมมีทั้งหมด

PL. ว่าแต่มีใครไปสมัครสอบเป็นเพื่อนผมบ้างไหมเนี้ยครับ ยกมือ ขอเสียงหน่อยนะครับ เผื่อจะได้มีเพื่อนครับ

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

... Air asia student pilot ...

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก ....โอ้ยย ชีวิตผมครับนี้ตอนนี้


บล็อกเก่าไปภูเก็ตยังไม่ได้อัพเลย นี้ข่าวล่า รีบเร่งด่วน

Air asia เปิดรับสอบ Student Pilot แล้วว้อยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

รอมา 4 ปี เปิดแล้วครับ เปิดจริง สมัครจริง ไปแล้ว สอบวันที่ 19 เดือนนีแล้วครับผม

เร่งด่วนดูหนังสือ เพราะไม่คิดว่า เขาจะเปิดกันตอนนี้


ใครผ่านมาสนใจไปสอบเป็นเพื่อนกัน ติดตามลายละเอียดได้ที่ Thai Air asia pilot นะครับ





โอ้ย... ไปแล้ววววว

แล้วอะไรเป็นยังไงแบบไหน จะกลับมาเล่าให้ฟังนะครับ

Designer โง่ๆคนนี้ จะได้ขี่นางฟ้า เอ้ย .. ไม่ใช่ ขี่เครื่องบินกับเขาบ้างไหมหนอ....

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...