วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

... She เรื่องรักระหว่างเธอ ...

เออ ... อยากจะบอกว่า เป็นหนังที่อวยทั้งตัวเอง แล้วคนรอบข้างให้ไปดู หมายมั่นปั้นมือว่าอยากจะไปดูให้ได้ เพราะเนื่องจากพลาดหนังแนวนี้มาแล้วหนนึง


และไม่อยากพลาดอีก ผมไปดูหนังเรื่องนี้คนเดียว พกความคาดหวัง และความตื่นเต้นไปเต็มสูบ เพราะชอบนักแสดงหลักทั้ง 4 คน และมองดูว่าหนังเรื่องนี้มีความเป็นผู้ใหญ่ และสีดำเจือปนอยู่มากกว่าเรื่องแรกอย่างแน่นอน ซึ่งโดนใจครับ ยอมรับว่าค่อนข้างคาดหวัง

เอาตัวหนังรวมๆก่อน ผมอยากบอกว่าเมื่อดูหนังจบ สิ่งที่ตัวหนังทำได้นั้นคือ ทำให้ตัวละครและเนื้อเรื่องมันยังคงติดอยู่ในใจ แม้กระทั้งตอนที่เดินออกมาจากโรงหนังแล้ว ก็ยังคิดถึงอยู่ แต่ ... ไม่มาก ไม่กระแทกใจ และไม่ทำให้รู้สึกอยากดูอีกเหมือนหนังรักใสๆวัยรุ่น เรื่องก่อนหน้า


เนื่องจากมันน่าจะเกิดการเปรียบเทียบเชิงมวยกันแน่นอน ระหว่างหนังหญิงรักหญิง 2 เรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ออกตัวแรงอยู่แล้ว ว่า Dark กว่า และ Adults กว่า
ทั้งตัวอย่าง และเนื้อเรื่องย่อบทนำกว่าเรื่องก่อนหน้าอย่างชัดเจน และผมเชื่อว่าคนวัยผู้ใหญ่น่าจะคาดหวังกับมัน


แต่ปัญหาที่ผมพบขณะที่กำลังดูคือ .... บางฉาก งง ว่าตัวละครบางตัว ... เขาเป็นใคร เขามาจากไหน และเขาก็จบไป ซีนเดียว

ดูจนจบทั้งเรื่องผมชอบที่จริงๆแล้วตัวละครหลักทั้ง 4 คนมีที่มาที่ไป มีเรื่องราวที่มา และความซับซ้อนในชีวิต แต่ปัญหาคือตัวเนื้อเรื่องไม่บอกกล่าว อยู่ดีๆก็มาเป็นซีนๆแบบงงๆ ทั้งๆที่ฉากที่ต้องแสดงอารมณ์เหล่านั้น ถูกแสดงออกมาอย่างดี จนทำให้ผมร้องไห้ตามในบางคำพูด แต่มันไม่ค่อยอินเท่าไร

เหมือนตัวหนังอยากให้คนดูรู้เรื่องเท่าที่เห็น แต่ผมว่ามันทำให้ไม่ค่อยอินเท่าไร ไม่เจ็บปวดตามตัวละคร มันแค่โดนใจ ตรงเข้ากับเรื่องของตัวเองถึงร้องไห้ตาม


เหมือนมีฉากดีๆเยอะ แต่เรียงออกมาไม่ถูก ตัวหนังก็เลยแปลกๆในสายตาผมอ่ะนะ


แต่ก็ชอบหลายอย่างนะครับ ชอบตัวหนังที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสูตรสำเร็จที่ทุกอย่างต้องเคลียร์เป็นภาพให้เห็น ไม่จำเป็นต้องเห็นบัวขาดใจตายต่อหน้าจูน ก็รู้ได้ว่า เออ ... เธอเสียชีวิตแล้ว

หรือไม่จำเป็นที่บี จะต้องมาพูดอะไรหรือให้ของ ส่งคลิปอัพยูทูป อะไรให้ดา ดาก็สามารถกลับมาหาบีได้ แบบหนังสูตรสำเร็จ ซึ่งผมว่า นี้คือความเป็นจริงในชีวิตรักของคนปรกติทั่วๆไปมากกว่า
ตรงนี้ชอบครับ กด like รัวๆ

นักแสดง ...

โอย งานนี้แยกเป็นคู่ๆเลยแล้วกัน คู่แรกเลย บี กับ ดา คู่นี้เล่นเก่งทั้งคู่ ผมชอบนะ ดูแล้วน่ารัก เป็นธรรมชาติผ่านอ่ะ เวลาอยู่ด้วยกัน รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดเข้าหากันเชื่อตามได้ ว่ารักกัน


แต่อีกคู่นี้สิ ... 555 จูน หรือน้องแอนเล่นแข็งมาก จนนึกถึง ติ๊นา กับหนังคู่ปรับก่อนหน้าที่แข็งทื่อพอๆกัน แต่ได้คู่ที่มาช่วยชีวิตเอาไว้นั้นคือคุณ ต่าย เพ็ญพักตร์
เธอช่วยชีวิตน้องแอนไว้ในทุกฉาก และผมก็ชอบมากๆ กับทุกๆฉากที่มีคุณต่าย พลังเธอดีจริงๆ เธอรู้ว่าตอนไหนควรแสดงแบบไหน ควรทำอะไร เออ เลิศมากครับ


หนังเรื่องนี้ขาดตรงเนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องที่ดี เหมือนกินขนมเค้กที่มีส่วนผสมครบ แต่ตีเครื่องไม่ผสมเข้ากันดีพอ เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ดู มีคำถามเยอะครับ แบบว่า "อ่าว แล้วนี้มายังไง ตัวละครนี้มายังไง"
"เขาเป็นใคร" "ทำไมเป็นแบบนี้" และหลายฉากที่ทำเอาเบื่อเหมือนกัน จริงๆผมแอบคิดเข้าข้างว่า ..."อาจได้ว่าถ่ายทำครบท่วน แต่มีการตัดออกเพราะเนื่องจากความยาวของหนัง ทำให้ส่วนสำคัญหายไปรึเปล่า"

อันนี้ผมก็ได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองไป แต่ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบคู่มวยกับหนังเรื่องก่อนหน้า ผมว่า She ยังคงตามหลัง Yes or No อยู่สักเกือบๆ 1 ช่วงตัว

อาจเป็นเพราะว่า ขอบเขตของหนังเรื่อง She ใหญ่กว่า และจริงจังกว่า มันเลยทำให้ยากกว่า yes or no ที่เป็นแค่ชีวิตเด็กมหาลัย She เหมือนสอบไม่ผ่าน
ที่จะไปให้ถึงจุดที่ดูแล้วไม่สงสัย ไม่งง ไม่เห็นจุดจับผิดมากมาย (แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจจับผิดเลย)

และนี้คือฉากที่ผมสงสัย

... ตอนดู ผมรู้สึกว่าดากับบีอยู่อพาต์เมนท์ห้องใกล้ๆกัน เคยเห็นกันแต่ไม่รู้จักสนิทกันขนาดนั้น ... แล้วดารู้ได้ยังไงว่าบีลดความอ้วนกินแต่สลัด ในตอนฉากที่ชวนมากินข้าว
... ฉากช่วงที่ดา โดนทอมป๋าพามาบ้าน ตอนแรกก็บ้านหรู แต่พอมาห้องนอน ทำไมมันรู้สึกเหมือนโรงแรม แปลกๆ ที่ประตูห้องมีเอกสารหรืออะไรสักอย่างแปะอยู่ ไม่ได้จับผิดเลยนะ แต่มันเห็นอ่ะ


... ฉากบีกับพ่อ ฉากนี้ทำผมน้ำตาร่วงเพราะตรงกับตัวเอง แต่ปัญหาคือ ตอนแรกเราไม่รู้เลยว่าบีมีปัญหาครอบครัว แล้วรู้สึกว่าอยากรู้จักตัวละครนี้ให้มากกว่านี้จะได้มีอารมณ์ร่วมตามไปแต่ไม่มีอ่ะ มีแค่นี้ ฉากเดียวเอง


... และฉากช่วงท้ายๆ ที่ดาเดินไปคุยกับใครก็ไม่รู้อ่ะ ที่พูดให้เธอคิดได้แล้วกลับไปหาบี ตอนนั้นงงมากครับ ใครอ่ะ เธอเป็นใคร มายังไง


มีฉากเดียวที่ผมดูแล้วสบายใจสุด คือฉากที่บีคุยกับพี่พนักงานร้าน ตอนที่ก่อนดาจะกลับมาง้อ เออ รู้สึกว่าไม่ขัดใจ รู้ที่มาว่าศิราณีฝ่ายพระเอกเป็นใครมาจากไหน


ส่วนนอกนั้นมีขัดใจบ้าง แต่ก็โอเค เอาเถอะ หยวนๆ เพราะไม่รู้สึกงงมากๆเท่า 4 ฉากต้องสงสัยของผม


เฮ้อ ... แต่ชอบนะครับ ชอบที่มีคนทำหนังแนวเราๆ หญิงรักหญิงออกมาเยอะๆ ที่ว่ามาทั้งหมดผมไม่ได้เกลียดหนังเรื่องนี้นะ เพียงแต่มันอาจเป็นความผิดของผมเองที่คาดหวังกับมัน
และเอามาเปรียบเทียบเฉิงมวยกับหนังรุ่นพี่ yes or no ที่มีจุดจับผิดอยู่บ้าง แต่เล่าเรื่องได้ลื่นไหลและหน้าติดตามกว่ามาก

และก็อยากให้กำลังใจทีมงานและนักแสดงเรื่อง she ทุกๆคนนะครับ ขอบคุณที่ทำหนังออกมาให้เราได้ดูกัน และผมก็อยากจะเห็นคนทำหนังแนวหญิงรักหญิงที่เป็นแนวนี้จริงๆออกมาอีก


เบื่อครับที่บางเรื่องมีเพศที่ 3 โผล่เข้ามา แต่แลดูโกหก และไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด เหมือนเขาไม่เคยรู้เลย ว่าจริงๆแล้ว ชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ต่างจากของเขาเลย สักนิดเดียว

งานนี้ ให้คะแนน 6 เต็ม 10 แล้วกันอ่ะครับ เพราะผมว่ามันน่าจะดูแล้วไม่งงแบบนี้

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

... ปีใหม่ ...

สวัสดีครับ หายไปนานมาก ไม่รู้ว่าจะยังมีคนเข้ามาอ่านหรือติดตามอยู่ไหม แต่ไดร์นี้มีเรื่องดีๆ

หรืออาจจะดีที่สุด มาเขียนลง



การเดินทางหลายๆอย่างของผมได้สิ้นสุดลงแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในสายของความรัก ได้จบลงแล้ว

ไม่ว่าจะกับใคร ตอนนี้ผมได้เคลียร์ทั้งตัวและหัวใจของตัวเอง ปราศจากสิ่งใด มันว่างเปล่า แม้จะพบว่ามันว่างเปล่า และทำให้รู้สึกโหว่งๆอยู่บ่อยๆ แต่ผมได้เลือกและตัดสินใจแล้ว

และการเดินทางในสายของครอบครัว กับภาระหน้าที่ต่างที่ต้องรับผิดชอบ

นับจากนี้ไปอีกไม่นาน มันกำลังจะหมดและหายไป จนผมอยากจะซื้อพลุมายิงฉลอง และร่ายรำอวยชัย ให้จากนี้ไปไม่ต้องพบเจอกันอีก 5555




และกำลังจะมีเรื่องน่าดีใจอีมากตามมา หลายสิ่งหลายอย่างที่ผมฝันไว้ กำลังจะเป็นจริง

ต้องขอบคุณปู่กับย่า ที่ผมไม่ค่อยได้พบหน้าบ่อยนัก ที่ให้ความเมตตา และส่งเสริม

ปีนี้ 2012 ผมอาจจะได้เรียนปริญญาโท หรือได้ทำตามความฝัน คือการได้มีตังไปเข้าคอสร์ติวเข้าสอบนักบิน และทำมันอย่างเต็มที่ ในปีสุดท้าย ที่ผมจะยังอยู่ในเกณท์อายุที่สอบได้





และขอให้มันเป็นปีที่ดี ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง มันจะเป็นปีที่ดีสำหรับผม ในวัยย่างเข้า 28 ปี ของชีวิต


สิ่งใดที่ได้เคยทำร้าย ล่วงเกิน ผมขออโหสิกรรม และสิ่งที่ใครได้ทำอะไรไว้กับผม ผมก็ขออโหสิกรรมให้เช่นกัน หวังว่าเราจะหมดเวรหมดกรรมต่อกัน

ผมขอชดใช้ในสิ่งที่ผมทำ เพียงชาตินี้ ไม่ขอพบเจอ ก่อเวรกรรมต่อกันอีก


เพราะปีนี้ ผมจะเป็นคนใหม่ ตอนนี้เหมือนผมมองเห็นหนทางแสนไกล และแทบรอไม่ไหวที่จะวิ่งไปตามเส้นทางนั้น

ขอบคุณสำหรับชีวิตนี้ ที่ 27 ปี สอนอะไรในชีวิตมากมาย เคยขึ้นสูง เคยร่วงลงมาต่ำแบบสุดๆ เคยโดนยกยอ และเคยโดนดูถูก เคยรัก และเคยเจ็บ เคยคาดหวัง และเคยผิดหวัง

ผมอยากบอกขอบคุณว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผมแกร่งขึ้น และจะแกร่งขึ้นเสมอไป

ตอนนี้บอกได้คำเดียว ... ว่าไม่กลัว ... "สัด ... เดี๋ยวแม่งเจอกู"

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

... เมื่อน้ำลด ...

น้ำที่บ้านลดแระครับ ช่วงนี้ก็เลยเหนื่อยหน่อย ดีใจที่ได้กลับบ้าน ... แต่พอกลับไปเห็นสภาพแล้วก็ =_="


ถึงกับเข่าอ่อนทีเดียว


อยากจะบอกว่า ... "น้ำข้างนอกเท่าไหน ข้างในบ้านก็เท่านั้นเลย" ไอ้ที่ผมทำเขื่อนที่กั้นไว้แทบล้มประดาตายนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าช่วยกักน้ำ ไม่ให้ไหลออกไปตอนน้ำลดแล้ว ผลคือ เมื่อผมกลับบ้าน น้ำนอกบ้านและบริเวณถนนรอบๆแห้งหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าในตัวบ้านยังคงมีน้ำขังอยู่ประมาณ 20 เซ็น







ผมกับพ่อช่วยกันรื้อปราการเขื่อนปูน และกระสอบทรายรอบๆบ้านออก แงะซิลิโคนที่ยาไว้ตามขอบประตูหน้าต่าง แค่นี้ก็ใช่เวลาปาเข้าไปครึ่งวันแล้ว ยังไม่นับรวมการเริ่มขนย้ายสิ่งของ และเริ่มทำความสะอาดไปทีละห้องๆ



ไม่ต้องคอนเฟิมครับ เฟอร์ เอ็มดีเอฟ ทุกชิ้น แช่น้ำประมาณ 30 เซ็น หายห่วงครับ ถอดทิ้งได้เลย เรียกว่าทิ้งทั้งบ้าน









โชติดีหน่อยตรงที่ตู้เหล่านั้นไม่ล้มลงมา ทำให้ข้าวของที่เราเทินเอาไว้ ยังอยู่รอดปลอดภัยครบทุกชิ้น หนังสือผมตกน้ำไป 1 ถุง จากที่แพ็คไว้ 12 ถุง ลังเทบเก่าๆของผม ก็จมน้ำเกลี้ยง









ก็ไม่รู้จะเสียดายทำไมกับเทบคัดเซ็ท เพราะว่าตอนนี้หาเครื่องฟังไม่ได้แล้ว แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเติบโตมาด้วยกัน ต้องยอมรับครับว่า เสียดายที่จะทิ้ง


บางอย่างมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่ก็มีความหมายสำหรับตัวของเรามาก เช่นเข็มกลัด ช่างศิลป หรือป้ายรุ่น สมัยเรียน ม.ต้น ฟิมล์ รูปถ่ายเก่าๆ อะไรแบบนี้ หรือแม้แต่หนังสือเก่าๆ


เพราะปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้ เมื่อเสียหายไปแล้ว เราไม่สามารถจะหาซื้อได้อีกแล้ว


เช่นเดียวกับความรู้สึก เมื่อสูญเสียไปแล้ว มันก็เรียกกลับคืนมาไม่ได้








ผมกับพ่อ ใช้เวลาเกือบ 3 อาทิตย์ ในการทำความสะอาดตามเวลาที่พอจะทำได้ จ้างเขาบ้าง อะไรบ้าง แอ้ เพื่อนสนิทของผมมาช่วยบ้าง ทำให้วันนี้ ผมสามารถกลับมาอยู่บ้านได้ 3 คืนแล้ว


กลิ่นของบ้าน แปลกไป มีแต่กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดผสมกับน้ำเน่า

ความรู้สึกของบ้านเปลี่ยนไป เพราะมีแต่ของไม่มีตู้เก็บวางระเกะระกะ

กิจกรรมปรกติในบ้านของเรา 3 คน แปลกไป เพราะประตูหายไป เราอพยพไปนอนรวมกันในห้องเดียวที่เหม็นน้อยที่สุด

เรากลับมานั่งกินข้าวกับพื้น ทีวี วางบนโต๊ะเตี้ยๆ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีเฟอร์มากนัก และข้าวของส่วนใหญ่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง

แต่ลึกๆเราก็มีความสุขที่ได้กลับมาบ้าน แม้จะไม่สะดวกสบายอย่างก่อนหน้า




ช่วงนี้มรสุมชีวิตเยอะหน่อยครับ คลื่นลมแรงทุกทิศทาง แต่ผมอยากบอกว่า ไม่ท้อ และสู้ไม่ถอย ผมว่าผมเอาตัวรอดได้ และคิดว่า พอจะผ่านไปได้


ผมเรียนรู้ว่าผมจะรู้สึกดีขึ้นมาก เมื่อลดความสำคัญของสิ่งที่ทำให้ผมทุกข์ลง ทำให้สำคัญกับชีวิตเราน้อยลง เราก็จะใส่ใจและคิดถึงมันน้อยลง และวันนึง มันจะไม่มีค่าอะไรกับชีวิตเราอีกต่อไป

เพื่อนผมอีก 2 คน บ้านน้ำท่วม 1 (พุทธมลทณสาย 5 ) และไม่ท่วม 1 (ใกล้สุวรรณภูมิ) แต่เราก็มีความคิดว่า เมื่อบ้านอีกคนน้ำลดแล้ว เราจะไปช่วยกันกู้บ้าน และพามันกลับบ้าน



เหมือนที่แอ้พาผมกลับบ้าน บางครั้งผมอยากจะบอกว่า ถ้าหากผมต้องเป็นโสด ไปตลอดชีวิต แต่ชีวิตของผม มีคน 2 คนนี้ เป็นเพื่อนตลอดไป ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนะ



หวังว่าบ้านใครน้ำท่วม ก็ขอให้น้ำลดเร็วๆนะครับ จะได้กลับบ้าน สู้ๆนะครับ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

... รถสองแถวพาเพลิน ...

หวัดดีครับ บ้านใครน้ำท่วมบ้าง ... คงจะเป็นคำถามยอดฮิตติดปาก

เพราะว่าสถานการ์ณที่เกิดขึ้น ทำเอาผมปวดตับมึนหัวไปพอสมควร แต่น้ำท่วมไม่ใช่สาระสำคัญของไดอารี่วันนี้ครับ


มันเป็นเพียงต้นเหตุเท่านั้น


เนื่องจากน้ำท่วมคับ บ้านผมจึงต้องเอารถไปฝากไว้ในที่ปลอดภัย ไม่ใช่ตามบนสะพานหรอกนะเอ้อ ... (ม่ะชายนะ T__T)
แล้วก็เลยเกิดอาการไม่มีรถใช้ครับ ต้องกลายร่างกลับไปเป็นมนุษย์เงินเดือนโหนรถเมย์หน้ามันย่องกลับบ้าน



ผมไม่ได้ขึ้นรถเมย์มาพักใหญ่แระ เกือบลืมไปแล้วว่าตอนนี้ค่าโดยสารรถแต่ละประเภทมันเท่าไรกันบ้าง ขึ้นทีก็ถามที
จึงมีเรื่องรถเมย์ๆมาบ่นเสียหน่อย ตามประสาคนรากหญ้าที่ต้องโหนรถเมย์ไปทำงาน
แต่อันนี้ไม่ขอพูดถึงรถใหญ่ ทั้งรถร่วมและ ขสมก. เพราะที่มันปวดตับที่สุด คือถนนที่ผมเลือกเดินทาง มีรถสองแถวมากกว่ารถเมย์ใหญ่
และความยาวของถนนเส้นนั้นก็ใช่ย่อยอยู่ จริงๆแล้วเรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าหลายคนเคยโดนกับตัว และแม้แต่อาจเคยทำสะเอง



1. เรื่องแรกเลยเมื่อมองเห็นรถสองแถววิ่งมาไกลๆ ถ้าเป็นรถเป้าหมายสิ่งแรกที่เราภาวนาคือ อย่าแน่น แต่ถ้ามันแน่น ก็ต้องทำใจครับ
โหนไป ... แต่ ... ปัญหาที่พบมากกับรถสองแถวปัจจุบัน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน นั้นคือ ... ราวจับครับ ... บางทีรีบขึ้น รถก็รีบออก
ยังตั้งหลักไม่ทันจะได้เลย เอื้อมมือไปบนหลังคา ในตำแหน่งที่คิดว่าจะมีราวจับ ... แต่มันไม่มีฮะ คว้าลม บางทีเกือบหน้าทิ้ม ต้องไปคว้าเสื้อคนข้างๆแทน
นึกก้นด่า ที่ราวจับแทนที่จะอยู่ช่วงกลางๆรถให้โหนง่ายๆ โน่น ... ไปอยู่บนหัวคนนั่ง แล้วผมสูงโปร่งมาก ... ปวดตับทุกครั้งที่ต้องยืน

2. ท้ายรถ ... หรือตำแหน่งประจำของสุภาพบุรุษ ซึ่งก็เป็นที่ยอดนิยมของคุณผู้ชายทุกเภททุกวัย แต่ปัญหาคือ ... ข้างในโล่งครับ ... ขอทางขึ้นด้วยครับ T___T
ถึงผมจะเป็นทอม ก็ขอทางขึ้นด้วยครับ ชอบยืนโหนอย่างปลอดภัยมากกว่า

3. ดูวิว .... โอว ... อันนี้เจอบ่อยมาก เวลารถว่าง มันก็โอนะครับ อยากดูวิวทิวทัศน์ไม่อยากสบตามองหน้ากันก็ แต่ถ้าคนแน่น ก็กรุณานั่งตัวตรงๆ ให้ถูกด้วยครับ
ที่นั่งรถสองแถวปรกติ ถ้าตูดใหญ่ ก็จะนั่ง 5 ถ้าตูดเล็กหน่อยก็จะนั่ง 6 อันนี้คนขับชอบตะโกนบอก แต่ถ้านั่งได้ 4 เพราะมี 1 คนนั่งตะแคง ดูวิว และคนอื่นต้องโหน
มองดูช่องว่างแคบๆที่เหลืออยู่ตาปริบๆ อันนี้ปวดใจยิ่งนัก

4. ผู้หญิงผมยาว ... ส่วนใหญ่เจอแต่กับผู้หญิงนะครับ ผมยาวสลวย ... ถ้ามัดผมก็โอเค จบข่าวไม่มีปัญหา แต่ถ้าสยายมานี่สิ ...โอว ...ชิด เลยครับ ยิ่งนั่งต่อจากเธอด้วยแล้ว
แม้ว่าจะใช้มือรวบไว้ แต่ก็จะมีบางส่วนที่โดนลมปลิวไสว ... เคยโดนเส้นผมจิ้มหน้าด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไหมครับ ... มันเจ็บนะว้อยยยยยย

เฮ้ออออ ... อยากจะบอกว่าเบื่อน้ำท่วมมากครับ เมื่อไรจะได้รถกลับมาขับเหมือนปรกติสะที ... ช่วงนี้ก็เลยต้องสู้รบตบมือ หน้ามันกลับบ้านทุกวัน
ก็ขอให้ทุกๆคนปลอดภัยจากน้ำนะครับ ส่วนใครบ้านน้ำท่วมแล้วอย่างผม ก็ขอให้เข้มแข็งไว้ เดี๋ยวก็ผ่านไปได้ สู้ไปด้วยกันครับผม

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

... การทดสอบ ...

ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาของการทดสอบ .... ผมเชื่อว่า คนเกือบทั้งประเทศกำลังได้รับการทดสอบ


ด้วยสิ่งที่โดยธรรมชาติธรรมดาแล้ว อ่อนแอ ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ แต่เมื่อมันรวมตัวกันมากมาย มหาศาล จนไม่อาจประเมิณเป็นตัวเลขได้ มันช่างน่ากลัวเหลือเกิน


สิ่งนี้ทดสอบอะไรเราบ้าง

ทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจ ว่าเมื่อยามที่ภัยมาถึงตัวเรา เราเลือกที่จะขาดสติ หรือมีสติ

ทดสอบความเป็นมนุษย์ ว่าเมื่อยามที่ภัยมาถึงตัว หรือยามที่เห็นผู้อื่นเดือดร้อน เราเสียสละได้มากแค่ไหน

และที่สำคัญ มันทดสอบเราว่า .... หลังจากมันผ่านพ้นไปแล้ว เราจะเข้มแข็งและเดินหน้าต่อไปได้แค่ไหน


ย้อนไปเมื่อ เกือบ 1 เดือนก่อน ครอบครัวของผม ตัดสินใจเสริมกระสอบทรายรอบบ้าน และก่ออิฐบล๊อคสูง 3 ก้อนที่หน้าประตู เก็บข้าวของที่จำเป็นไว้ใกล้ตัว ตั้งแต่ข่าวภาคค่ำเริ่มพูดหนาหูว่า น้ำจะเข้ากรุงเทพ และในเวลาต่อมาไม่นาน เราก็ตัดสินใจเก็บข้าวของบางส่วนไปไว้ที่คอนโดที่ผมเพิ่งซื้อ

เราลำบากกันค่อนข้างมาก เพราะเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาแม่ตัดสินใจไม่ไปขายของ ก็เท่ากับว่าเราขาดรายได้หลักไป เงินสำรองที่มีต้องถูกเอาออกมาใช้ และเราทุกคนต้องยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

และเมื่อ 5 วันก่อน เราก็ตัดสินใจขนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็น และไม่อยากให้เสียหายไปไว้ที่ต่างๆ ไปไว้ที่ออฟฟิตของผมบ้าง ... ที่ออฟฟิตพ่อบ้าง หรือแม้แต่บ้านของเพื่อนแม่ ที่นับถือกันเช่นญาติพี่น้อง

ช่วงแรกๆเราคิดกันว่า เมื่อน้ำท่วมสูง หรือท่าทางไม่ดี เราจะย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดใหม่ที่ผมเพิ่งซื้อที่ลาดกระบัง

แต่แล้วเมื่อสถานการ์ณต่างๆเกิดขึ้น ดูเหมือนลาดกระบังจะไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก เพราะเท่ากับ่วาเราอาจเข้าไปติดเกาะอยู่ที่นั่น

เราเตรียมอาหาร และข้าวของเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น เอาไว้พร้อม แต่หากเราต้องไปติดอยู่ที่นั้น หากขาดน้ำหรือไฟ ทุกอย่างก็จบเห่

แม่กับผมจึงตัดสินใจนาทีสุดท้าย ว่าเราจะย้ายไปที่อพาตเมนท์ใกล้ๆบ้านของเพื่อนแม่ ที่ซึ่งความช่วยเหลือ มาถึงผู้ที่ร้องขอเสมอ

และเมื่อ นายปลอดประสพ ประกาศให้เขตสายไหมอพยพ เราทั้ง 3 คนก็ตัดสินใจว่าคงถึงเวลาแล้ว เพราะหากน้ำเข้ามาที่สายไหม ก็จะมาถึงมีนบุรี ซึ่งก็เป็นที่ๆมีน้ำท้วมอยู่แล้ว

เราถอดปลั๊กทีวีแล้วขนข้าวของจำนวนสุดท้ายที่จำเป็นออกจากบ้าน ปิดบ้าน โดยที่ไม่ได้รับข่าวสารอีกว่าหลังจากนั้นมีการแถลงการแก้ไขสิ่งที่นายปลอดประสพพูดไป


นี่ก็ ย่างเข้าวันที่ 6 แล้วที่เราเร่ร่อนอยู่นอกบ้าน อยากบอกว่า ผมอยากกลับบ้าน เป็นที่สุด ถึงห้องที่เรามาเช่าอยู่นี่ จะไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ที่ไหนหละ จะสบายเท่าบ้านของตัวเราเอง

ตอนนี้น้ำเหนือกำลังมาถึงบางบัวทองแล้ว และบางบัวทองก็พ่ายแพ้ให้กับศึกครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่า ภายในเดือนนี้ สถานการณ์ต่างๆเราจะเป็นอย่างไรต่อไป ผมอยากออกไปช่วย แต่ผมมีพ่อแม่ ยาย และข้าวของต้องดูแล ทำได้แค่เพียงบริจาคข้าวของเท่าที่กำลังทรัพย์ผมจะทำได้

มันอาจไม่ได้มากมายนัก เพราะว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ครอบครัวของผมก็ถึงกับรวนทีเดียว

ผมหวังว่า ฝันร้ายนี้จะผ่านพ้นไป และอะไรๆจะกลับมา แม้จะไม่ดีเหมือนเดิม แต่ก็ขอให้มันกลับมาได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมได้รู้ ได้สัมผัสอะไรมากมาย คนที่ไม่ใช่ญาติ แต่ให้ความช่วยเหลือ และรักเรา เหมือนญาติ และญาติตัวเราเอง ที่พยายามอย่างที่สุดที่จะตัดขาดจากเรา

โทรศัพท์จากคนที่ไม่คิดว่าเขาจะโทรมา ก็มีมา ส่งความห่วงใย ถามไถ่ บางอย่าง คิดว่าไม่น่าจะได้กลับได้ และบางอย่างที่คิดว่าน่าจะได้ ก็กลับว่างเปล่า


บางครั้งในยามที่เราสิ้นหวังที่สุด แค่คำถามสั้นๆง่ายๆว่า ... "เป็นยังไงบ้าง" บางทีมันก็ทำให้มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะอย่างน้อยในช่วงวินาทีนึง ... มีคนๆนึงคิดถึงเรา

ผมไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือใดๆหรอกครับ ผมช่วยเหลือตัวเองได้ ผมไม่ใช่คนจับจด งอมืองอเท้า ขอแค่กำลังใจเท่านั้น

แต่ก็เอาเถอะ ... "ไม่เป็นไร"

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

... ณ พื้นที่ว่างเปล่า ...

หวัดดีครับ

ช่วงนี้ค่อนข้างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ว่างงานปั้น แต่มีงานแผ่นพับยังคงเหลืออยู่ แต่ก็ไม่ค่อยมีกะใจจะทำเท่าไร

เมื่อ 2-3 วันก่อนเมลล์ผมโดนแฮกแหละ โดนไวรัสไปเต็มๆครับ Hotmail บล๊อกเมลล์ของผม ผมเข้าเมลล์ตัวเองไม่ได้ ทำให้เพิ่งสำเนียกได้ว่า อีเมลล์ที่ผมใช่มามากกว่า 7 ปีอันนี้ มีความสำคัญกับผมมากแค่ไหน

ผมพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกอบกู้เอาอีเมลล์นี้คืนมา บางครั้ง การที่เราได้รู้่ว่าสิ่งเล็กๆบางสิ่งที่อยู่กับเรามานาน จนเราไม่ได้ใส่ใจมันนัก สำคัญแค่ไหน ก็ต่อเมื่อได้สูยเสียมันไปแล้ว


เมลล์นี้มีความหมายกับผมมาก อย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน เป็นเมลล์ที่ผมใช่มาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ มันบรรจุเรื่องราวต่างๆในชีวิตของผมเอาไว้มากมาย

และในยามที่ผมรู้ตัวว่าต้องสูญเสียมันไป มันทำให้ผมต้องทำในหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อให้ได้มันกลับคืนมา


ต้องขอบคุณ Hotmail เองด้วย ที่ก็มีหน้าเวบสำหรับผุ้ร่วมชะตากรรมคล้ายๆกับผม เพื่อเอาไว้กู้อีเมลล์กลับคืนมา ทำให้ผมได้รู้ว่า มีคนที่ติดไวรัสทางเมลล์ หรือโดนแฮกอย่างผมมากมาย เพีียงแค่คุณทำตามขึ้นตอน ช้าๆ อย่ารีบ เพราะช่วงแรกผมรีบร้อนมากทำให้สูยเสียเวลาไปถึง 24 ชั่วโมง ในการขอกู้ครั้งใหม่ แล้วทุกๆอย่างก็จะสำเร็จไปด้วยดี


โชติดีที่ผมจดจำข้อมุลที่ได้ให้ไว้ได้ มันเลยช่วยยืนยันความเป็นเจ้าของอีเมลล์ให้กับตัวผมได้ดี และตอนนี้ผมก็ได้อีเมลล์ที่รักของผมกลับคืนมาแล้ว


และหลังจากเรื่องตื่นเต้นผ่านไป ก็ดูเหมือนชีวิตผมจะกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง


บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันจะดีหรือร้าย ใช่หรือไม่ใช่ เป็นอีกครั้งที่ต่อมกำลังใจของผมไม่ทำงาน


เหมือนคนเดินทางที่ทำเข็มทิศหายไป บางทีผมก็ถามตัวเองว่า ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ ทำไมถึงงี่เง่าแบบนี้


ผมเคยคิดว่า ถ้าผมอดทนมากพอ ถ้าผมรอเธอนานพอ เธอจะมองเห็นมัน แต่บ่อยครั้งมันก็มีคำถามเกิดขึ้นตลอดเวลาว่า จริงๆแล้วผมกำลังหลอกตัวเองอยู่รึเปล่า


คนเดินทาง ก็ยังมีดวงดาวนำทาง มีเข็มทิศนำทาง มีแผนที่นำทาง .... แต่ผม ... มีเธอนำทาง มีเพียงเธอ และความหวัง ว่าเธอจะเป็นคนที่ใช่คนนั้น


ทั้งๆที่ผมไมู่รู้เลยว่า ในใจของเธอ มีผมไหม เพราะเธอไม่เคยบอก จริงๆผมแทบจะไม่รู้อะไรเลยมากกว่า


ผมไม่รู้ว่า ความเงียบของเธอคืออะไร คือความเหนื่อยล้า คือความเบื่อหน่าย หรือคือการบอกใบ้ว่าเธอไม่ได้ต้องการผมอีกแล้ว

บางทีผมก็ไม่รู้ว่า ผมยังมีเธออยู่ไหม หรือมันไม่เคยมีอะไรตั้งแต่ต้น


สิ่งที่ผมเขียนวันนี้ ผมไม่ได้เขียนขึ้นเพราะความโกรธ แต่มันเป็นความรู้สึกเสียใจ


เศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ผมเหมือนคนบ้า ที่คร่ำครวญอยู่แต่กับสิ่งที่ไม่มีใครรู้ และเฝ้ารอ

..............................................................



ผมกลัวการตัดสินใจนะ กลัวว่าจะตัดสินใจพลาด แล้วโป๊ะหละ โป๊ะกลัวบ้างไหม


เมกลัวที่นะ ที่จะตั้งคำถามกับโป๊ะ กลัวการที่จะทำให้โป๊ะรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี แต่มันก็เหมือนว่าสิ่งที่เมทำ จำให้โป๊ะรู้สึกไม่ดี


เมรู้ว่าเมอาจไม่ได้สำคัญอะไรกับโป๊ะ แต่เมอยู่ตรงนี้นะ อยู่ตรงนี้เสมอ อยากคุยด้วย อยากโทรหา แต่เมก็รู้ว่าโป๊ะยุ่งมาก แล้วก็เหนื่อย ไหนจะเรียน เรียนจบแล้วก็งานเยอะมาก เสาร์อาทิตย์ก็ต้องทำ อาจไม่มีเวลาสำหรับเรื่องไั้ร้สาระ แต่คนที่เธอกลับมาหา เมื่อต้นปีคนนี้ ก็จะียังคอยเธออยู่ตรงนี้นะ


เพราะ ณ เวลานั้น เมได้ตัดสินใจกับตัวเองไว้แล้วว่า ครั้งนี้เมจะทำให้ดีที่สุด


แต่ถ้าโป๊ะมีการตัดสินใจอยู่ในใจแล้ว หรือว่ากำลังจะทำอะไรต่อไป ก็บอกกันบ้างนะ


ครั้งนึงเมื่อนานมาแล้ว เพื่อนโป๊ะเคยบอกกับเมว่า "ถ้าโป๊ะรักเม โป๊ะก็จะหนีใจตัวเองไม่พ้น" รู้ไหมว่าการที่โป๊ะกลับมา ทำให้เมเชื่อมั่นในคำพูดนั้น เพราะคำพูดนั้นมันยังคงอยู่ในใจตลอด จนถึงวันนี้

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

... รวมมิตร ...

สวัสดีครับ คืนนี้เป็นคำคืนที่ผมขอตั้งชื่อให้ว่า "รวมมิตร" เพราะว่ามันรวมเอาความรู้สึก และเหตุการณ์ต่างๆมาไว้กระจุกอยู่ในใจ

รอนใน Harry Potter อาจจะบอกว่า "คนเรารู้สึกหมดนั้นไม่ได้หรอก" ไม่จริงหรอกครับผมขอเถียง


เพราะตอนนี้ผมกำลังเป็นอย่างนั้น งานเยอะครับ ช่วงนี้ ทั้งงานที่ทำงาน แล้วก็งานที่รับมาทำที่บ้าน คืนนี้ผมไม่ไหวจริงๆ ไม่อาจรวบรวมกำลังกายทำลงไปได้


ผมตัดสินใจว่าจะดูหนังสือกำหรับตำราการบินอีกครั้ง มุ่งมั่นว่า หากโอกาศคราวหน้ามาอีก ผมจะไม่พลาด ให้ตัวเองได้รู้ว่าทำเต็มที่แล้ว


ผมพยายามซ่อมแซมเครื่องปรินทร์เตอร์ที่หัวพิมพ์ตันด้วยตัวเองมา 3 วันแล้ว มือดำ ล้างไม่ออก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ


เพื่อนที่ทำตุ๊กตาด้วยกัน ก็หนีไปจะเปิดร้านกาแฟ กะพระบิดามัน ... เล่นเอาผมเคว้งคว้างทีเดียว


รายได้ต่างๆ ที่ผมพยายามหามาเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้มาใช้ซื้อหาสิ่งที่ผมอยากได้ ยิ่งหามาเพิ่ม ก็ดูเหมือนมันจะเกิดรายจ่ายตามมาอย่างประหลาด ยิ่งทำก็ยิ่งเท่าทุน


ผมอึดอัด และเบื่อหน่ายกับงานที่ทำงาน และเหม็นเบื่อกับการต้องตื่นไปทำงานตอนเช้า ทุกวันจนบางทีแค่คิด ก็อยากจะอ้วกออกมา



ผมมั่นคงในความรัก ผมซื้อสัตย์ต่อผู้หญิงที่ผมรัก แต่ดูเหมือนว่า การตัดสินใจทำอะไรต่างๆของผม มันจะให้ผลเสียมากกว่าผลดี



ผมเหงา ผมเหงามาก และบางอย่าง เพื่อนดีๆ ก็ชดเชยไม่ได้



ผมอิจฉาคนอื่น เวลาไปไหน เริ่มรู้สึกย่ำแย่ เวลาเห็นคนอื่นเขามี สิ่งที่ผมอยากมี



ผมอยากมีใครสักคน นั่งข้างๆผม จับมือผม บอกผมว่า "ไม่เป็นไร" บอกผมว่า "อะไรๆจะดีขึ้น" ถามผมว่า "เหนื่อยไหม" หรือแม้แต่ .... แค่นั่งเงียบๆ ข้างๆกัน



ผมพยายามจะไม่อ่อนแอ พยายามจะเข้มแข็ง พยายาม ........ แต่มันเหนื่อยหว่ะคับ



สักวัน ผมคงเจอ คนๆนั้น สักวัน

และถ้ามีวันนั้น ... สิ่งที่ผมอยากทำคือ

ทำกับข้าวให้เธอกิน หรือช่วยเธอทำกับข้าว

ช่วยเธอซักผ้า

ฟังสิ่งที่เธออยากเล่า ฟังเรื่องราวของเธอแล้วหลับไป

อยู่บ้านดูหนังด้วยกัน

ไปเที่ยวด้วยกันเล็กๆน้อยๆ ไปเดินเล่น

วางแผนทำนั่นทำนี่กับเธอ

และที่สำคัญ .... ได้ตื่นมา แล้วมีเธออยู่ข้างๆ

... สีสันแห่งสายลม ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...

ความฝันอยู่ห่างไกล ... แค่หัวใจไปถึงก็เพียงพอ ...